ปัญหาขยะจากครัวเรือนนับว่าเป็นปัญหาที่มีมาอย่างต่อเนื่อง และแน่นอนว่าปริมาณขยะจากครัวเรือนก็เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากเช่นกัน และในบ้านเรายังไม่มีการแยกขยะอย่างชัดเจน ทำให้ขยะจากครัวเรือนนั้นจะเป็นขยะที่ยังไม่มีการคัดแยก ซึ่งสร้างปัญหาหลายๆ อย่างตามมามากมาย ดังนั้นจึงมีการคิดค้นวิธีการจัดการขยะจากครัวเรือนกันมากมายหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นก็คือ การสร้างถังหมักก๊าซชีวภาพ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนขยะเป็นก๊าซหุงต้มได้นั่นเอง

รู้จักกับถังหมักก๊าซชีวภาพ

ถังหมักก๊าซชีวภาพ คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการหมักสารอินทรีย์เพื่อให้เกิดก๊าซชีวภาพ ถังหมักก๊าซชีวภาพโดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นทรงกลมหรือทรงกระบอก แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ ส่วนหมักและส่วนเก็บก๊าซ ส่วนหมัก เป็นส่วนที่ใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ โดยอาศัยจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาวะไร้ออกซิเจน สารอินทรีย์ที่สามารถนำมาใช้หมักเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพได้ เช่น มูลสัตว์ เศษอาหาร น้ำเสียจากฟาร์ม น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม และขยะอินทรีย์ เป็นต้น ส่วนเก็บก๊าซ เป็นส่วนที่ใช้ในการเก็บก๊าซชีวภาพที่ได้จากการหมัก โดยก๊าซชีวภาพส่วนใหญ่จะประกอบด้วยก๊าซมีเทน (CH4) ซึ่งเป็นก๊าซเชื้อเพลิงที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ใช้เป็นเชื้อเพลิงหุงต้ม ผลิตกระแสไฟฟ้า และใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์

ถังหมักก๊าซชีวภาพสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ตามลักษณะของกระบวนการหมัก ได้แก่

  • ถังหมักแบบต่อเนื่อง (Continuous digester) เป็นถังหมักที่สารอินทรีย์และจุลินทรีย์ที่หมักสารอินทรีย์จะไหลผ่านถังหมักอย่างต่อเนื่อง
  • ถังหมักแบบไม่ต่อเนื่อง (Batch digester) เป็นถังหมักที่สารอินทรีย์และจุลินทรีย์ที่หมักสารอินทรีย์จะถูกเติมเข้าไปในถังหมักและทำการย่อยสลายจนเสร็จสิ้นในถังหมักถังเดียว

นอกจากนี้ถังหมักก๊าซชีวภาพมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับขนาดของโรงเรือน ปริมาณสารอินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก และวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ถังหมักก๊าซชีวภาพขนาดเล็กมักนิยมใช้สำหรับใช้ในครัวเรือนหรือฟาร์มขนาดเล็ก ส่วนถังหมักก๊าซชีวภาพขนาดใหญ่มักนิยมใช้สำหรับใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

ตัวอย่างการนำถังหมักก๊าซชีวภาพไปใช้ เช่น

  • การใช้ถังหมักก๊าซชีวภาพเพื่อผลิตก๊าซหุงต้มในครัวเรือน
  • การใช้ถังหมักก๊าซชีวภาพเพื่อผลิตไฟฟ้าในฟาร์มปศุสัตว์
  • การใช้ถังหมักก๊าซชีวภาพเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

ประโยชน์ของถังหมักก๊าซชีวภาพ

ถังหมักก๊าซชีวภาพมีประโยชน์หลายประการ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ดังนี้

ด้านสิ่งแวดล้อม

  • ช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ที่จะต้องนำไปฝังกลบหรือเผา ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนสู่บรรยากาศ
  • ช่วยบำบัดน้ำเสีย โดยก๊าซชีวภาพที่เกิดขึ้นจะช่วยลดปริมาณสารอินทรีย์ในน้ำเสีย ทำให้น้ำเสียมีคุณภาพดีขึ้น
  • ช่วยลดปัญหากลิ่นเหม็นจากขยะอินทรีย์

ด้านเศรษฐกิจ

  • เป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่สะอาดและยั่งยืน ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อเชื้อเพลิงสำหรับหุงต้มหรือผลิตไฟฟ้า
  • สามารถสร้างรายได้จากการผลิตและจำหน่ายก๊าซชีวภาพ

ปัจจุบันประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียอินทรีย์ เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดมลภาวะสิ่งแวดล้อม ถังหมักก๊าซชีวภาพจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียอินทรีย์ในประเทศไทย ล่าสุดได้มีการคิดคันถังหมักก๊าซชีวภาพประสิทธิภาพสูงขึ้น มีชื่อว่า SUZDEE สุดดี

รู้จักกับ SUZDEE สุดดี ระบบถังหมักก๊าซชีวภาพ

SUZDEE สุดดี ระบบถังหมักก๊าซชีวภาพ เป็นนวัตกรรมที่คิดค้นโดยกลุ่มวิจัยของสำนักวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมชีวโมเลกุล (BSE) สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ร่วมกับนักวิจัยจากหลากหลายสถาบัน ถังหมัก SUZDEE สุดดี เป็นถังหมักประสิทธิภาพสูงที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกหัวเชื้อจำเพาะสูง ภายใต้สภาวะไร้ออกซิเจน สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ปริมาณมากกว่าถังหมักแบบเดิมถึง 2 เท่า มีการนำเทคโนโลยีที่มีชื่อว่า C-ROS หรือ Cash Return from ZeroWaste and Segregation of Trash เข้ามาใช้ ซึ่งสามารถเปลี่ยนขยะอินทรีย์จากอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร ขยะเศษอาหารจากเทศบาล ชุมชนและครัวเรือนให้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพและสารชีวภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม

เครดิตภาพ komchadluek.net

สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า ผลิตปุ๋ยชีวภาพ ผลิตสารเคมีภัณฑ์ เป็นต้น ถังหมักก๊าซชีวภาพ SUZDEE สุดดี ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากขยะเศษอาหารได้มากถึง 15,491 กิโลกรัมคาร์บอนอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เกิดพลังงานสะอาดได้มากถึง 470 LPGeg และสามารถนำไปใช้ผลิตเป็นสารบำรุงพืชชีวภาพได้ 20,616 ลิตร

ปัจจุบัน ถังหมัก SUZDEE สุดดี สามารถกำจัดขยะเศษอาหารได้ประมาณ 23,580 กิโลกรัม โดยเฉลี่ยประมาณวันละ 10 กิโลกรัม ในอนาคต จะมีการพัฒนานวัตกรรมเปลี่ยนขยะเศษอาหารเป็นพลังงานในระดับร้านอาหาร ซึ่งจะสามารถรองรับขยะจากเศษอาหารได้ประมาณ 60-70 กิโลกรัมต่อวัน

คุณสมบัติเด่นของถังหมัก SUZDEE สุดดี

  • ผลิตก๊าซชีวภาพได้ปริมาณมากกว่าถังหมักแบบเดิมถึง 2 เท่า
  • ใช้เวลาหมักสั้นลงเหลือเพียง 15-20 วัน
  • สามารถใช้เศษอาหารและวัสดุอินทรีย์ได้หลากหลายชนิด
  • ทนทานต่อสภาพแวดล้อม
  • ดูแลรักษาง่าย

รูปแบบการทำงานของถังหมัก SUZDEE สุดดี

  • นำขยะอินทรีย์ เช่น เศษอาหาร เศษผัก ผลไม้ กากกาแฟ เศษใบไม้ ฯลฯ ใส่ลงในถังหมัก
  • จุลินทรีย์ที่อยู่ในถังหมักจะย่อยสลายขยะอินทรีย์เป็นก๊าซชีวภาพและน้ำเสีย
  • ก๊าซชีวภาพจะถูกเก็บไว้ในถังเก็บก๊าซ
  • น้ำเสียจะถูกย่อยสลายในถังย่อยสลาย

ประโยชน์ของถังหมัก SUZDEE สุดดี

  • ช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ที่ต้องนำไปฝังกลบหรือเผา ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนสู่บรรยากาศ
  • เป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่สะอาดและยั่งยืน ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อเชื้อเพลิงสำหรับหุงต้มหรือผลิตไฟฟ้า
  • สามารถสร้างรายได้จากการผลิตและจำหน่ายก๊าซชีวภาพ

รายชื่อสถานที่ติดตั้งถังหมักก๊าซชีวภาพ SUZDEE สุดดี บางส่วน

  • โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ภาคใต้
  • โรงเรียนเทศบาลบ้านบางใหญ่
  • โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา
  • เทศบาลเมืองพัทยา
  • เทศบาลเมืองเชียงราย
  • เทศบาลตำบลห้วยใหญ่
  • นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ชลบุรี
  • ฟาร์มไก่ไข่ สหกรณ์การเกษตรหนองบอน จังหวัดนครปฐม
  • ฟาร์มโคนม สหกรณ์โคนมหนองคาย
  • ร้านอาหาร ครัวบ้านคุณยาย จังหวัดเชียงใหม่
  • สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ที่ตั้งโครงการวิจัยและพัฒนาถังหมัก SUZDEE สุดดี
  • ร้านอาหาร Greenery
  • โรงเรียนบ้านสวน พุทธมณฑล โรงเรียนในจังหวัดนครปฐม
  • ชุมชนบ้านสุขสมบูรณ์ ชุมชนในจังหวัดสระบุรี
เครดิตภาพ vistec.ac.th

จากข้อมูลทั้งหมดนี้จะเห็นว่าถังหมักก๊าซชีวภาพนั้น เป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ จึงควรได้รับการส่งเสริมให้แพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะถังหมักก๊าซชีวภาพ SUZDEE สุดดี ที่เป็นนวตกรรมใหม่ที่ช่วยทั้งการเปลี่ยนขยะให้เป็นก๊าซหุงต้ม และยังสามารถผลิตสารบำรุงพืชได้อีกด้วย ปัจจุบันมีการติดตั้งระบบถัง SUZDEE สุดดีไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศแล้ว

โซลาร์เซลล์กำลังเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ในบ้านเราก็ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งค่าไฟในบ้านเราปรับตัวสูงขึ้น ก็ทำให้คนมองหาพลังงานทางเลือกมาใช้ทดแทนมากยิ่งขึ้นเช่นกัน ช่วงนี้จะพบว่ามีบริษัทรับติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์มากมายไปหมด ลงโฆษณาผ่านสื่อบนออนไลน์มากมาย และหลายๆ บ้านก็เริ่มติดตั้งโซลาร์เซลล์กันไปแล้ว บางบ้านที่ติดมาหลายปี ถึงจุดคุ้มทุนไปแล้วตอนนี้ก็ใช้ไฟฟรีก็มีเยอะเช่นกัน และแน่นอนว่านักวิจัยต่างๆ ทั่วโลกก็มีการคิดค้นวิจัยเรื่องของโซลาร์เซลล์กันอย่างต่อเนื่อง

บทความนี้จะพาทุกคนมารู้จักกับแผงโซลาร์เซลล์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Solar Leafs” หรือ PV-leafs ภาษาไทยก็เรียกง่ายๆ ว่า แผงโซลาร์เซลล์รูปทรงใบไม้ เป็นการคิดค้นและออกแบบจากนักวิจัยของ Imperial College London ในประเทศอังกฤษ ซึ่งการคิดค้นแผงโซลาร์เซลล์รูปทรงใบไม้ครั้งนี้เป็นการพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และใช้วัสดุในการผลิตแผงที่มีราคาถูกลง

Image: Dr Gan Huang

การออกแบบแผงโซลาร์เซลล์รูปทรงใบไม้นี้ ก็จะมีการออกแบบทั้งรูปทรงและรูปแบบการทำงานให้คล้ายกับใบไม้ ซึ่งจริงๆ แล้วตอนนี้แผงโซลาร์เซลล์ที่ใกล้เคียงกับทรงใบ้ไม้มากที่สุด ก็จะเป็นแผงประเภที่เรียกว่า “flexible solar panels” ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับรูปแบบของการติดตั้งบนพื้นผิวต่างๆ ได้ โค้งงอได้ตามรูปทรงที่ต้องการนั่นเอง สำหรับแผงโซลาร์เซลล์รูปทรงใบไม้จะแตกต่างออกไป โดยจะเรียกแบบทั่วๆ ไปว่า “Photovoltaic leaf (PV-leaf)” ซึ่งเป็นแผงโซลาร์เซลล์ที่มีรูปร่างและการทำงานคล้ายกับใบไม้ โดยแผงโซลาร์เซลล์จะถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายใบไม้ที่สามารถทำการสะสมพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้ เหมือนกับกระบวนการการสังเคราะห์แสงในใบไม้ องค์ประกอบในการออกแบบนี้อาจประกอบด้วยวัสดุพิเศษที่ช่วยให้แผงโซลาร์เซลล์เก็บพลังงานได้มากขึ้น และนำมาใช้ในการส่งไฟฟ้าหรือพลังงานอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยลดความร้อนด้วยกระบวนการเรียกว่า transpiration คล้ายกับของใบไม้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานแสงอาทิตย์ให้มากขึ้น เป้าหมายของแนวคิดนี้คือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และลดความสูญเสียของพลังงานในกระบวนการแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้านั่นเอง

Source : nature

สำหรับวัสดุที่ใช้ในการผลิตนั้นจะมาจากเส้นใบไฟเบอร์ธรรมชาติและไฮโดรเจลที่เข้ามาช่วยในเรื่องของการระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี รวมถึงเทคโนโลยีที่คิดค้นนี้จะช่วยให้ตัวแผงโซลาร์เซลล์รูปทรงใบไม้ผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้นอีก 10% เมื่อเทียบกับแผงโซลาร์เซลล์ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้วัสดุที่นำมาใช้ผลิตนี้มีราคาถูกกว่าวัสดุที่ใช้ในการผลิตแผงโซลลาร์เซลล์ในปัจจุบัน ทำให้โดยรวมแล้วแผงโซลลาร์เซลล์รูปทรงใบไม้จะมีราคาต้นทุนที่ถูกกว่า และสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่านั่นเอง

สรุป 5 ข้อดีของ แผงโซลาร์เซลล์รูปทรงใบไม้

  1. ประสิทธิภาพการสะสมแสงอาทิตย์: PV-leaf มีวิธีการคล้ายกับวิธีการของใบไม้ในการสะสมแสงอาทิตย์และแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในแปลงพลังงานแสงอาทิตย์ให้มากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับแผงโซลาร์เซลล์แบบเดิมที่จะมีการสูญเสียพลังงานบางส่วนไป
  2. การลดความร้อน: PV-leaf ใช้รูปแบบการทำงานที่คล้ายกับกระบวนการส่งน้ำในใบพืช (transpiration) เพื่อช่วยลดความร้อนที่เกิดขึ้นในแผงโซลาร์เซลล์ ทำให้มีประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น
  3. ความหนาแน่นและความเบา: PV-leaf มักถูกออกแบบให้บางและเบาเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการติดตั้ง นอกจากนี้ยังทำให้เป็นไปตามการปรับรูปร่างหรือการใช้งานในพื้นที่ที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น
  4. วัสดุรูปแบบใหม่และมีราคาประหยัด: PV-leaf ใช้วัสดุที่เรียกว่า “natural fibres” และ “hydrogels” ที่มีราคาประหยัดและหาได้ง่าย มีความคุ้มค่าสูง
  5. ช่วยสนับสนุนเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด: การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เช่น PV-leaf นี้ จะช่วยให้มีการหันมาใช้โซลาร์เซลล์มากยิ่งขึ้น ด้วยการลงทุนที่น้อยลง ผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น การติดตั้งสะดวกกว่านั่นเอง

ใครสนใจศึกษาแบบละเอียดเกี่ยวกับ photovoltaic leaf สามารถเข้าไปอ่านงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ Nature.com

หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือที่เราเรียกกันว่า Green Bond มีมานานพอสมควรแล้ว แต่ในบ้านเรานั้นยังไม่ค่อยมีออกมากนัก ซึ่งประเทศที่มีการออก Green Bond มากที่สุดในโลกก็คือ ฝรั่งเศส คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ยังมีประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ รวมถึงประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันตกอีกด้วย ซึ่งในประเทศไทยเองก็มีภาคธุรกิจออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาหลายบริษัทแล้ว อาทิเช่น บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ร่วมมือกับธนาคารยูโอบี เพื่อการลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) การจัดการน้ำและน้ำเสียอย่างยั่งยืน (Sustainable Water & Wastewater Management) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) อาคารสีเขียว (Green Buildings) และโครงการที่เข้าข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอื่นๆ 

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เสนอขายหุ้นกู้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (กรีนบอนด์) ซึ่งนับเป็นหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตัวแรกของประเทศไทยที่เสนอขายให้ประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการลงทุน และยังเป็นหุ้นกู้ตัวแรกของโลกที่ได้รับการรับรองด้านการอนุรักษ์ป่าไม้จาก Climate Bonds Initiative (CBI) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม

ไออาร์พีซี (IRPC) เสนอขายหุ้นกู้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อการลงทุนและ/หรือชำระคืนหนี้เดิม (Refinance) ในบางส่วนหรือทั้งหมด ของโครงการใหม่หรือโครงการที่มีอยู่ในปัจจุบัน ตามโครงการเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Eligible Green Projects) ของบริษัทฯ และบริษัทในเครือ ซึ่งได้แก่ โครงการพลังงานหมุนเวียนประเภทโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งรวมถึงการลงทุนทางธุรกิจ ทั้งทางตรง และ/หรือ ทางอ้อมโดยบริษัทฯ และ/หรือ บริษัทในเครือ โดยการลงทุนดังกล่าวรวมถึงการใช้จ่ายเพื่อพัฒนา ติดตั้ง ดำเนินการ และเชื่อมต่อโครงข่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานหมุนเวียนประเภทโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย

นอกจากนี้ยังมี บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS , บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ก็ขอยกตัวอย่างบริษัทที่มีการเสนอขายหุ้นกู้ Green Bond นี้มาให้รับทราบประมาณหนึ่งก็แล้วกันครับ จริงๆ ยังมีอีกหลายบริษัทสามารถหาข้อมูลต่างๆ ที่เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์เพิ่มเติมกันได้เลย

หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) คืออะไร น่าลงทุนหรือไม่

หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นตราสารหนี้เพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นการระดมทุนเพื่อนำเงินไปใช้ในโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น โครงการพลังงานทางเลือก การบำบัดน้ำเสีย การคมนาคมสะอาด ผู้ออก Green Bond ได้แก่ ภาครัฐบาล ภาคเอกชน หรือสถาบันการเงิน ที่ต้องการนำเงินที่ได้จากการระดมทุนบางส่วนหรือทั้งหมดไปใช้ในการลงทุนหรือรีไฟแนนซ์ในโครงการใหม่หรือโครงการเดิมซึ่งเป็นโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยผู้ออก Green Bond จะได้รับประโยชน์ดังนี้

  • ช่วยสร้างความเชื่อมั่น และเสริมภาพลักษณ์ให้กับองค์กรในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม
  • ช่วยเพิ่มการลงทุนจากนักลงทุนที่สนใจเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม
  • ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง ก.ล.ต.

แล้วผู้ลงทุนในหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จะได้ประโยชน์อะไรบ้าง

  • ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนตามที่เสนอขายได้แจ้งเอาไว้
  • ได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายในแต่ละประเทศด้วย
  • ได้รับความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านการลงทุนร่วมกับองค์กร

สนใจลงทุน หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ต้องเตรียมตัวอย่างไร

สำหรับการเตรียมตัวนั้น ก็จะเป็นเรื่องของการหาข้อมูลเพื่อการพิจารณาลงทุนเป็นหลัก เริ่มตั้งแต่ ติดตามข่าวสารการออก Green Bond จากเว็บไซต์ sec.or.th ตรวจสอบคุณสมบัติของตัวเองว่าตรงกับเงื่อนไขต่างๆ ที่ระบุไว้หรือไม่ จำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำกำหนดไว้ที่เท่าไหร่ จากนั้นก็ให้ดูข้อมูลหุ้นกู้ด้วยว่ามีความน่าเชื่อถือแค่ไหน ผลตอบแทนเป็นอย่างไร ระยะเวลาในการลงทุน ซึ่งหากเป็นบริษัทที่เคยมีการเสนอขายหุ้นกู้มาหลายรอบแล้ว ก็จะง่ายหน่อย เพราะมีข้อมูลเดิมอ้างอิง ส่วนบริษัทใหม่อาจจะต้องใช้เวลาพิจารณาให้รอบคอบมากขึ้นครับ หากดูข้อมูลแล้วไม่เข้าใจ หรือไม่แน่ใจ แนะนำให้สอบถามจากผู้เชี่ยวชาญ หรือที่ปรึกษาการลงทุนจะดีทึ่สุด

เมื่อพร้อมแล้ว ก็เตรียมเงินลงทุน และจองซื้อผ่านทางสถาบันการเงินที่ทางผู้เสนอขายแจ้งไว้ได้เลย ส่วนใหญ่จะมีการเปิดให้จองผ่านระบบออนไลน์ก่อน

ตอนนี้มีบริษัทไหนเสนอขาย หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บ้าง

ล่าสุดตอนนี้ก็มี บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ซึ่งกำลังจะเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ กรีนบอนด์ (Green Bond) ให้กับผู้ลงทุนทั่วไปและผู้ลงทุนสถาบัน จำนวน 3 รุ่น โดยหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับเครดิตจากทริสเรทติ้ง ที่ระดับ A- สะท้อนถึงกระแสเงินสดที่แข็งแรงจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ธุรกิจผลิตแบตเตอรี่ และ ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยหุ้นกู้ที่เสนอขายนั้นจะเป็นชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เรียบร้อยแล้ว โดยหุ้นกู้ที่จะเสนอขายให้กับผู้ลงทุนทั่วไปมีจำนวน 3 รุ่น คือ

  • หุ้นกู้รุ่นอายุ 1 ปี อัตราผลตอบแทนระหว่าง 3.20 – 3.40% 
  • หุ้นกู้รุ่นอายุ 3 ปี อัตราผลตอบแทนระหว่าง 3.50 – 3.70% 
  • รุ่นกู้รุ่นอายุ 5 ปี อัตราผลตอบแทนระหว่าง 3.95 – 4.15% 

สำหรับวันเวลาจำหน่าย และอัตราดอกเบี้ยที่แน่นอน ทางพลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) จะประกาศให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง ผ่าน 6 สถาบันการเงินชั้นนำ

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนของบริษัทฯ ในไตรมาส 2/2566 มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 16,860.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 6,589.79 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 64.16 โดยในไตรมาสที่ 2/2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม จำนวน 7,956.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 2,502.19 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 45.88 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของ ปีก่อนที่มีรายได้รวม 5,454.07 ล้านบาท โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากธุรกิจรถโดยสารไฟฟ้าและรถเพื่อการพาณิชย์ ธุรกิจแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน รวมถึงธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

โดยที่ผ่านมา EA ได้ส่งผลิตภัณฑ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง เช่น รถโดยสารไฟฟ้า รถบรรทุกไฟฟ้า เรือโดยสารไฟฟ้า ตลอดจนมีสถานีชาร์จ ยานยนต์ไฟฟ้ากว่า 490 สถานี ครอบคลุมทุกภูมิภาค จึงมั่นใจว่าการเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุนเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา และเชื่อว่า หุ้นกู้ EA ที่จำหน่ายในครั้งนี้จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ลงทุนต้องการลงทุนในกิจการที่มีความมั่นคง และต้องการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารจากทางบริษัท หรือสถาบันการเงินทั้ง 6 แห่ง และสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sec.or.th

  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)โทร. 1333 หรือ Bualuang mBanking
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ โทร. 02-777-6784 หรือแอป SCB EASY
  • ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) โทร. 02-626-7777 แอปพลิเคชัน – CIMB Thai Digital Banking
  • บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โทร. 02-658-5050
  • บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 02-846-8675
  • บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) โทร. 02-820-0410

Photo source: freepik

บทความนี้จะพาทุกท่านมารู้จักกับแบตเตอรี่แหลว หรือ Liquid Metal Battery ซึ่งเป็นนวตกรรมที่คาดว่าจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการแบตเตอรี่กันเลยทีเดียว เพราะแบตเตอรี่เหลวนี้มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าแบตเตอรี่ลิเทียม และยังมีความทนทานสูง อายุการใช้งานยาวนาน ซึ่งล่าสุดได้การรับรองความปลอดภัยจาก UL Solutions ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการและคำปรึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพต่างๆ มีบทบาทที่สำคัญในการตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัย และตรวจสอบกระบวนการผลิตที่สอดคล้องกับมาตรฐาน และแบตเตอรี่เหลวของทาง Ambri ก็กำลังจะมีการนำมาทดลองใช้กันในปีหน้านี้แล้ว

สำหรับแบตเตอรี่เหลว ได้รับการพัฒนาโดยบริษัทที่มีชื่อว่า Ambri เป็นบริษัทที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2010 โดยมีกลุ่มนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น และพัฒนาเทคโนโลยี Liquid Metal Battery มาตลอด

Liquid Metal Battery (แบตเตอรี่เหลวโลหะ) เป็นเทคโนโลยีเก็บพลังงานที่นำโดยแรงเคลื่อนที่ของโลหะเหลวที่ต่างกัน เทคโนโลยีนี้เป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรมพลังงานและเก็บพลังงานที่มีการพัฒนาขึ้นเพื่อให้มีความยืดหยุ่นและความประสิทธิภาพในการจัดเก็บพลังงานมากขึ้น โดยแบตเตอรี่เหลวประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 3 ชั้นสำคัญคือ

  1. ชั้นโลหะบน (Cathode): เป็นชั้นที่สัมผัสกับอีกสองชั้น โดยจะเป็นโลหะหนาตัวที่สามารถรับและปล่อยอิเลกตรอนไฟฟ้าได้ เช่น แคลเซียม-โซเดียม (Calcium-Sodium) หรือโลหะอื่นที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม
  2. ชั้นอิเลคโทรไลท์ (Electrolyte): เป็นสารชนิดเหลวที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำหรับการไหลของอิเลกตรอนไฟฟ้าระหว่างชั้นโลหะบนและชั้นโลหะล่าง ชั้นนี้มีคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยให้เป็นไปได้ในการทำงานได้ดี
  3. ชั้นโลหะล่าง (Anode): เป็นชั้นสุดท้ายที่สัมผัสกับชั้นอิเลคโทรไลท์ มีคุณสมบัติในการรับและปล่อยอิเลกตรอนไฟฟ้าเช่นเดียวกับชั้นโลหะบน โลหะที่ใช้ในชั้นนี้อาจเป็นอลูมิเนียม (Aluminum) หรือโลหะอื่นที่เหมาะสม

แบตเตอรี่เหลวที่ทาง Ambri พัฒนาขึ้นนั้นมีข้อดีในเรื่องของการปรับเปลี่ยนขนาดที่มีความยืนหยุ่นสูง ทำให้ปรับแต่งขนาดได้ตามความต้องการในการใช้พลังงานในรูปแบบต่างๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดเก็บพลังงานที่ได้มาจากแหล่งต่างๆ ได้สะดวก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากกว่า 20 ปี และยังมีระดับของการจัดเก็บแบตเตอรี่ได้ในระดับ 95% โดยไม่จำเป็นต้องมีการบำรุงรักษาใดๆ เป็นพิเศษ ซึ่งด้วยข้อดีต่างๆ เหล่านี้ ทำให้แบตเตอรี่เหลวที่พัฒนาโดย Ambri เป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการนำมาใช้กับรถยนต์ EV หรือการใช้สำหรับเก็บพลังงานไฟฟ้าได้หลากหลายรูปแบบ โดยมีต้นทุนที่ต่ำ มีความยืนหยุ่นในเรื่องของการปรับเปลี่ยนขนาด และที่สำคัญอายุการใช้งานที่ยาวนานอีกด้วย

Ambri ยังได้มีการร่วมมือกับทาง Xcel Energy เพื่อจะทดสอบการใช้งานแบตเตอรี่เหลวนี้อีกด้วย โดยจะทดสอบแบตเตอรี่เหลวขนาด 300 KWh ที่รัฐโคโลราโด ซึ่งจะมีการทดสอบใช้งานเป็นระยะเวลา 12 เดือน ซึ่งการทดสอบนี้ก็จะทำร่วมกับแพลตฟอร์ม GridNXT Microgrid

หากการทดสอบครั้งนี้ผ่านไปได้ด้วยดี คาดว่าแบตเตอรี่เหลวจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในวงการรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ที่ต้องใช้แบตเตอรี่อื่นๆ มากมาย ซึ่งจะส่งผลดีในแง่ของต้นทุนที่ลดลง อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่ยาวนานมากขึ้น และราคาของรถยนต์ และอุปกรณ์ต่างๆ จะมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไปนั่น เนื่องจากผู้ผลิตสามารถควบคุมต้นทุนของแบตเตอรี่ให้มีราคาถูกลงนั่นเอง

ข้อมูลเพิ่มเติม https://ambri.com

หลังจากที่ค่าไฟแพง กระแสของการติดโซลาร์เซลล์ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะหลายคนมุ่งหวังที่จะลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าลงในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันนี้มีผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์เซลล์เกิดขึ้นมากมาย และที่สำคัญที่สุด ราคาค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งถูกลงกว่าเดิมมาก และอุปกรณ์ต่างๆ ก็มีความทันสมัยมากขึ้น สามารถดูสถานะต่างๆ ของระบบได้ผ่านมือถือกันเลยทีเดียว รวมถึงมีการคำนวณความคุ้มค่าในการใช้งานให้ทราบอีกด้วย และหากบ้านไหนติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้ว มีไฟเหลือ ก็ยังสามารถขายคืนให้กับการไฟฟ้าได้อีกด้วย 

ก่อนจะไปถึงเรื่องของความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับการติดโซลาร์เซลล์ เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่า การติดตั้งโซลาร์เซลล์นั้นมีข้อดีอะไรบ้าง

  1. รักษ์โลก ช่วยในเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จากการปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดนั่นเอง
  2. ลดค่าใช้จ่ายส่วนของค่าไฟฟ้าได้ค่อนข้างมาก ตั้งแต่เริ่มใช้งาน
  3. ช่วยลดความร้อนจากหลังคาให้กับบ้านได้ประมาณ 10 องศาเซลเซียส
  4. ช่วยเรื่องของมลพิษ เพราะจะเป็นการลดการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดมลพิษในอากาศ
  5. การติดตั้งโซลาร์เซลล์เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า สามารถคืนทุนได้ในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น

สำหรับข้อดีของการติดตั้งโซลาร์เซลล์ก็จะมีประมาณนี้ ซึ่งแน่นอนว่า การติดโซลาร์เซลล์ก็จะมีเรื่องที่เข้าใจผิดๆ กันด้วย บางเรื่องก็มีการเล่าต่อๆ กันมา บางเรื่องก็มีการนำเสนอผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ จากผู้ที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของโซลาร์เซลล์ ซึ่งวันนี้ก็จะมาสรุปให้ฟังกันว่ามีเรื่องอะไรบ้าง 

1. ในช่วงหน้าฝน แผงโซลาร์เซลล์จะไม่สามารถใช้งานได้

เรื่องนี้ต้องบอกว่าเป็นความเข้าใจผิดที่ได้ยินบ่อยมาก จริงๆ แล้วเรายังสามารถใช้งานโซลาร์เซลล์ได้ต่อเมื่อยังมีแสง เนื่องจากแผงโซลาร์เซลล์จะผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้ความเข้มของแสง ซึ่งในช่วงหน้าฝนสิ่งที่ควรระวังก็จะเป็นเรื่องของฟ้าผ่า ที่อาจจะทำให้อุปกรณ์เสียหายได้ แนะนำว่าควรจะใช้ Inverter ที่มีระบบป้องกันฟ้าผ่า หรืออาจจะติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่าภายนอกเพิ่มเติม

2. ติดโซลาร์เซลล์ ต้องใช้เงินลงทุนสูง ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

ในปัจจุบันราคาการติดโซลลาร์เซลล์เริ่มถูกลงแล้ว และเราไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว แต่สามารถติดต่อสถาบันการเงินเพื่อขอสินเชื่อสำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ ซึ่งจะเป็นการผ่อนชำระต่อเดือนในอัตราที่ไม่สูงจนเกินไป และเรายังสามารถนำเงินก้อนที่มีไปหาประโยชน์จากการลงทุนในธุรกิจอื่นๆ แทนได้อีกด้วย

3. ติดโซลาร์เซลล์แล้วจะทำให้เกิดปัญหาความร้อนกับบ้าน หรืออาคาร รวมถึงผลกระทบกับหลังคาบ้าน

จริงๆ แล้ว การติดตั้่งแผงโซลาร์เซลล์ไว้บนหลังคาบ้าน หรืออาคาร ช่วยลดความร้อนให้กับบ้านได้อีกด้วย เป็นเพราะแผงโซลาร์เซลล์จะรับแสงแดดโดยตรงแทนหลังคาบ้านนั่นเอง ส่วนปัญหาเรื่องหลังคาบ้านจะพัง หรือส่งผลกระทบอื่นๆ อันนี้บอกเลยว่า ก่อนจะติดตั้งจะมีการประเมินหลังคาก่อนแล้วว่ามีความเหมาะสมในการติดตั้งหรือไม่ ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อหลังคาในระยะยาว

4. แผงโซลาร์เซลล์มีอายุสั้น ใช้ไปสักพักก็ต้องเปลี่ยน

ตามสเปคของแผงโซลาร์เซลล์นั้น ระบุเอาไว้ว่า สามารถใช้งานได้นานหลายปี บางรุ่นใช้นานได้ถึง 25 ปีแบบเต็มประสิทธิภาพ หลังจากนั้นก็จะมีประสิทธิภาพลดลงเรื่อยๆ แต่ก็ยังสามารถใช้งานได้อยู่ ซึ่งเรื่องนี้อยู่ที่การดูแลบำรุงรักษาด้วย ตามคำแนะนำของผู้ให้บริการติดตั้่ง แจ้งเอาไว้ว่าควรจะมีการตรวจสอบแผง และทำความสะอาดกันทุกๆ ปี ซึ่งผู้ให้บริการติดตั้งหลายเจ้าก็จะมีแถมบริการนี้ให้ฟรี ในปีแรกด้วย

Photo : freepik