วันนี้เราจะมารู้จักกับ ไบโอชาร์ หรือเรียกกันว่าถ่านชีวภาพ ซึ่งเป็นถ่านรูปแบบหนึ่งที่มีประโยชน์มากกับภาคเกษตร และยังช่วยลดโลกร้อนอีกด้วย แต่เดิมถ้าพูดถึงถ่าน เราก็อาจจะรู้จักว่า ถ่านก็คือถ่านที่เราใช้ในการก่อไฟ หรือถ่านทั่วไป ที่ได้จากการเผาโดยวิธีดั้งเดิม หรือจะเป็นถ่านที่มีการพัฒนามาใหม่ เรียกกันว่า ถ่านไร้ควัน ซึ่งก็มาจากการกำจัดสิ่งเจือปนในถ่านออก บางคนอาจจะรู้จัก ถ่านกัมมันต์ ที่ใช้เป็นยารักษาโรค วัสดุกรองและดูซับกลิ่น และหลายคนก็ยังไม่เคยรู้จักถ่านชีวภาพ วันนี้จะได้รู้จักกันแน่นอนครับ ไปติดตามกันได้เลย

ไบโอชาร์ หรือถ่านชีวภาพ คืออะไร?

ไบโอชาร์ หรือ ถ่านชีวภาพ คือ วัสดุที่มีคาร์บอนสูง ผลิตจากชีวมวล เช่น เศษไม้ กิ่งไม้ หรือเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ผ่านกระบวนการให้ความร้อนที่อุณหภูมิสูง โดยไม่มีออกซิเจน หรือใช้น้อยมาก ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า ไพโรไลซิส ผลลัพธ์ที่ได้คือถ่านที่มีรูพรุนสูง ซึ่งสามารถกักเก็บคาร์บอนได้เป็นเวลานาน

ไบโอชาร์ หรือถ่านชีวภาพ มีความน่าสนใจอย่างไร?

ความน่าสนใจของถ่านชีวภาพนั้น สามารถสรุปได้ออกมา 5 ข้อหลักๆ ด้วยกันดังนี้

  1. กักเก็บคาร์บอน ไบโอชาร์สามารถกักเก็บคาร์บอนในดินได้เป็นเวลานานหลายร้อยปี ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
  2. ปรับปรุงคุณภาพดิน ไบโอชาร์ช่วยเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน ทำให้ดินร่วนซุย ช่วยให้รากพืชเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
  3. เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ไบโอชาร์เป็นแหล่งอาหารสำหรับจุลินทรีย์ในดิน และยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อดิน เช่น แบคทีเรีย รา และไส้เดือน ซึ่งช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตดีและให้ผลผลิตสูงขึ้น
  4. ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ไบโอชาร์ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี เพราะไบโอชาร์สามารถปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืชใช้ประโยชน์ได้อย่างช้าๆ
  5. จัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตไบโอชาร์ ช่วยลดปริมาณขยะและเพิ่มมูลค่าให้กับเศษวัสดุเหล่านั้น

ถ่านชีวภาพ เปรียบเสมือนฟองน้ำธรรมชาติในดิน ที่ช่วยให้ดินอุดมสมบูรณ์ขึ้นได้ เพราะถ่านมีรูพรุนมากมาย ทำหน้าที่เหมือนตัวเก็บน้ำและธาตุอาหารชั้นดี ช่วยให้พืชได้รับอาหารอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รูพรุนเหล่านี้ยังเป็นบ้านหลังใหม่ให้จุลินทรีย์ดีๆ ในดิน ได้อาศัยอยู่และทำงานช่วยให้ดินดีขึ้นอีกด้วย

ก่อนนำถ่านชีวภาพไปใช้ ควรเติมจุลินทรีย์และธาตุอาหารเสริมลงไปก่อน เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด เพราะจุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยให้ถ่านทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เหตุผลที่ถ่านชีวภาพดีต่อดิน ก็เพราะว่า:

  • รูพรุนเยอะ: ทำให้เก็บน้ำและธาตุอาหารได้ดี
  • เป็นด่างเล็กน้อย: ช่วยปรับสภาพดินที่เป็นกรดให้ดีขึ้น
  • มีไนโตรเจน: ซึ่งเป็นธาตุอาหารสำคัญสำหรับพืช
  • มีพื้นที่ผิวมาก: ทำให้ดูดซับธาตุอาหารได้ดี

สิ่งที่สำคัญคือ ถ่านแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาทำและวิธีการผลิต ดังนั้นการเลือกใช้ถ่านชีวภาพให้เหมาะสมกับดินของเรา จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ภาพประกอบ : Wikipedia

ไบโอชาร์ นำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง

ไบโอชาร์ นับเป็นวัสดุที่มีประโยชน์หลากหลายด้าน ทั้งในด้านการเกษตร สิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรม มาดูกันว่าไบโอชาร์สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง

1. ด้านการเกษตร

  • ปรับปรุงคุณภาพดิน
    • เพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน ทำให้ดินชุ่มชื้นยาวนานขึ้น
    • เพิ่มความพรุนของดิน ช่วยให้รากพืชเจริญเติบโตได้ดี
    • ปรับปรุงโครงสร้างดิน ทำให้ดินร่วนซุย
  • เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร
    • เป็นแหล่งอาหารสำหรับจุลินทรีย์ในดิน ช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์
    • ช่วยให้พืชดูดซับธาตุอาหารได้ดีขึ้น
    • ลดการชะล้างของปุ๋ย
  • ลดการใช้ปุ๋ยเคมี
    • ไบโอชาร์สามารถปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืชใช้ประโยชน์ได้อย่างช้าๆ ทำให้ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี
  • ลดความเป็นกรดของดิน
    • ช่วยปรับค่า pH ของดินให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช

2. ด้านสิ่งแวดล้อม

  • กักเก็บคาร์บอน ไบโอชาร์สามารถกักเก็บคาร์บอนในดินได้เป็นเวลานานหลายร้อยปี ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ
  • บำบัดน้ำเสีย ไบโอชาร์สามารถดูดซับสารปนเปื้อนในน้ำเสีย เช่น โลหะหนัก สารอินทรีย์ และสารเคมี
  • ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ไบโอชาร์สามารถดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ดี
  • ลดการกัดเซาะดิน ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับดิน

3. ด้านอุตสาหกรรม

  • ผลิตวัสดุก่อสร้าง ไบโอชาร์สามารถนำไปผสมกับวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดน้ำหนัก
  • ผลิตผลิตภัณฑ์ดูดซับ ไบโอชาร์สามารถนำไปใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ดูดซับ เช่น แผ่นกรองอากาศ แผ่นกรองน้ำ
  • ผลิตพลังงาน ไบโอชาร์สามารถนำไปใช้ผลิตพลังงานความร้อน

การนำไบโอชาร์ไปใช้ประโยชน์

  • ผสมกับดิน นำไบโอชาร์ผสมกับดินก่อนปลูกพืช เพื่อปรับปรุงคุณภาพดิน
  • ใช้เป็นปุ๋ย ไบโอชาร์สามารถใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี
  • ใช้ในการบำบัดน้ำเสีย ไบโอชาร์สามารถดูดซับสารปนเปื้อนในน้ำเสีย
  • ใช้ในการผลิตวัสดุก่อสร้าง ไบโอชาร์สามารถนำไปผสมกับวัสดุก่อสร้างเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดน้ำหนัก

วิธีการผลิต ไบโอชาร์ หรือถ่านชีวภาพ ทำอย่างไร

สำหรับการผลิตในปริมาณน้อย ซึ่งอาจจะนำไว้ใช้เอง หรือใช้กับพื้นที่ที่ไม่ใหญ่มากนัก สามารถผลิตได้ด้วยวิธีง่ายๆ และมีต้นทุนไม่สูงมากนัก สามารถหาวัสดุที่มีอยู่ในพื้นที่การเกษตรมาใช้ได้เลย โดยมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

  1. เตรียมวัสดุ เลือกวัสดุที่ต้องการนำมาผลิตไบโอชาร์ เช่น เศษไม้ กิ่งไม้ หรือเปลือกผลไม้ ตัดให้มีขนาดพอเหมาะ
  2. สร้างเตาเผา สามารถใช้ภาชนะที่ทนความร้อนได้ เช่น ถังเหล็ก หรือหลุมดิน ปิดผนึกให้แน่นที่สุดเพื่อจำกัดปริมาณออกซิเจน
  3. ใส่เชื้อเพลิง เริ่มต้นด้วยการจุดไฟด้วยวัสดุไวไฟ เช่น ฟืนหรือกระดาษ แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณวัสดุที่ต้องการผลิตไบโอชาร์ลงไป
  4. ควบคุมอุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการผลิตไบโอชาร์อยู่ที่ประมาณ 300-500 องศาเซลเซียส ควรควบคุมอุณหภูมิให้คงที่
  5. รอจนเย็น เมื่อการเผาไหม้เสร็จสิ้น ให้ปล่อยให้เตาเย็นลงสนิทก่อนจึงเปิดออก
  6. คัดแยก คัดแยกไบโอชาร์ออกจากเถ้าและเศษวัสดุอื่นๆ

นอกจากวิธีการผลิตที่ไม่ได้ยุ่งยากแล้ว ก็ยังมีข้อควรระวังด้วย ตั้งแต่ในเรื่องของความปลอดภัย การเผาไหม้ต้องทำในพื้นที่โล่งและมีการระบายอากาศที่ดี ควรมีอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัย เช่น ถุงมือและแว่นตา รวมถึงเรื่องของควัน กระบวนการเผาไหม้จะเกิดควัน ดังนั้นควรทำในพื้นที่ที่ไม่รบกวนผู้อื่น และสุดท้ายก็คือ เรื่องของปริมาณในการผลิต ซึ่งวิธีการนี้เหมาะสำหรับการผลิตไบโอชาร์ในปริมาณน้อย หากต้องการผลิตในปริมาณมาก ควรใช้เตาเผาที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ

การผลิตในภาคอุตสาหกรรม (ภาพจาก https://bestonmachinery.com )

ในส่วนของการผลิตปริมาณมากๆ ในระดับอุตสาหกรรมนั้น จำเป็นต้องใช้เตาเผาที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ซึ่งสามารถควบคุมอุณหภูมิและปริมาณออกซิเจนได้อย่างแม่นยำ ทำให้ได้ไบโอชาร์ที่มีคุณภาพสูงและเป็นไปตามมาตรฐาน

วิธีโอสาธิตการทำงานของเครื่องผลิต ไบโอชาร์ ระดับอุตสาหกรรม

บทสรุป

ไบโอชาร์ ถือเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจในการแก้ไขปัญหาการเสื่อมโทรมของดินและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งการนำไบโอชาร์มาใช้ในภาคการเกษตรเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้างระบบเกษตรที่ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีศักยภาพในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและลดต้นทุนการผลิต ทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดีขึ้น ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และยังช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย

สำหรับสัปดาห์นี้ขอพาทุกท่านมารู้จักกับ “ไฮโดรเจนสีขาว” ว่าที่พลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ล่าสุด ที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอันดับต้นๆ ในขณะนี้ ด้วยข้อดีหลากหลายประการ ซึ่งดีกว่าไฮโดรเจนอย่างสีเขียว และสีน้ำเงินที่มีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง และต้องผ่านการผลิตที่มีความซับซ้อนมากกว่า จึงส่งผลให้ไฮโดรเจนสีขาว ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

ไฮโดรเจนสีขาวคืออะไร

ไฮโดรเจนสีขาวเป็น ไฮโดรเจนที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ไม่ได้ผ่านการผลิตจากห้องปฏิบัติการแต่อย่างใด ซึ่งการเกิดของไฮโดรเจนสีขาวนั้นมาจาก การผ่านปฏิกิริยาเคมีระหว่างน้ำกับหิน กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างโมเลกุลของน้ำกับแร่ธาตุที่มีธาตุเหล็กสูง เกิดขึ้นตามธรรมชาติภายในเปลือกโลก ซึ่งกระบวนการเกิดนั้นก็จะเริ่มจาก น้ำซึมลงไปในชั้นหินที่มีแร่ธาตุบางชนิด เช่น โอลิวีน ซึ่งอยู่ในสภาวะความร้อนและมีความดันสูง ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่จะปล่อยก๊าซไฮโดรเจนออกมานั่นเอง มีความแตกต่างจากไฮโดรเจนสีอื่นๆ ที่มักจะต้องใช้เชื้อเพลิงประเภทฟอสซิลมาเป็นส่วนหนึ่งของการผลิต นอกจากนี้ด้วยกระบวนการผลิตที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินี้ ทำให้ไฮโดรเจนสีขาว มักจะมีความบริสุทธิ์สูงอีกด้วย

และด้วยกระบวนการผลิตที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาตินี้ ทำให้นักวิจัยคาดการณ์กันว่าน่าจะมีไฮโดรเจนสีขาวเป็นจำนวนมากอยู่ภายใต้พื้นผิวโลก ซึ่งเกิดจากการซึมผ่านเปลือกโลกเข้าไปเก็บอยู่ในชั้นใต้ดินนั่นเอง และคาดว่าหากมีการค้นพบมากขึ้นเรื่อยๆ ไฮโดรเจนสีขาวจะกลายเป็นแหล่งพลังงานสะอาดของโลกในเชิงพาณิชย์ได้ทันที

ไฮโดรเจนสีขาวพบที่ไหนบ้าง

การค้นพบไฮโดรเจนสีขาวเกิดขึ้นในปี 1987 ที่หมู่บ้านบูราเกบูกู ในประเทศมาลี ซึ่งเป็นการค้นพบโดยบังเอิญ จากการพยายามขุดเจาะบ่อน้ำของคนงาน เมื่อคนงานได้มีการขุดหลุมเพื่อเจาะหาน้ำ เจาะไปลึกราวๆ 112 เมตร ก็ไม่พบน้ำแต่หลุมนั้นได้มีการปล่อยก๊าซออกมาก และเมื่อมีคนงานได้มีการสูบบุหรี่ปรากฏว่า ก็เกิดไฟขึ้นจากก๊าซที่ปล่อยออกมา นี่ก็เป็นครั้งแรกของการค้นพบไฮโดรเจน โดยมีส่วนประกอบของก๊าซดังนี้ ไฮโดรเจน 98% ไนโตรเจน 1% และมีเทน 1%  หลังจากมีการค้นพบแล้ว ก็ได้มีกลุ่มนักวิจัยได้เข้ามาศึกษาไฮโดรเจนสีขาวนี้ (ในขณะนั้นยังเรียกว่าก๊าซ) เพื่อศึกษาว่าจะสามารถนำมาใช้เป็นพลังงานได้อย่างไร และมีความเหมาะสมกับการนำมาใช้งานในด้านต่างๆ มากน้อยแค่ไหน

และในปีต่อๆ มา ก็ได้มีการค้นพบแหล่งไฮโดรเจนสีขาวอย่างต่อเนื่อง ที่เป็นข่าวใหญ่ก็เป็นการค้นพบโดยทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยลอร์แรน ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติของฝรั่งเศส กับ บริษัทผลิตพลังงาน La Française de l’Energie ซึ่งเป็นการค้นพบในประเทศฝรั่งเศส และทางนักวิจัยคาดว่าจะมีไฮโดรเจนสีขาวนี้อยู่มากถึง 46 ล้านตันเลยทีเดียว

ความน่าสนใจของไฮโดรเจนสีขาว

ไฮโดรเจนสีขาวมีความน่าสนใจในหลายๆ อย่าง ดังนี้

  • พลังงานสะอาด – ไฮโดรเจนสีขาวเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ จึงไม่ก่อให้เกิดมลพิษหรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก
  • แหล่งพลังงานหมุนเวียน – นักวิจัยคาดว่าไฮโดรเจนสีขาวน่าจะกลายเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้ เนื่องจากมีการผลิตเองตามธรรมชาติ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเมื่อเรานำมาใช้ ก็มีการผลิตขึ้นได้เองอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้ในอนาคต
  • ต้นทุนต่ำ – มีต้นทุนที่ต่ำ หากนำไปเทียบกับไฮโดรเจนประเภทอื่นๆ ที่ต้องอาศัยกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนมากกว่า
  • ใช้ได้หลากหลาย – ไฮโดรเจนสีขาว สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ทั้งใช้สำหรับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ การนำไปใช้ในรถยนต์แทนน้ำมัน รวมถึงนำมาแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลต่างๆ

ข้อจำกัดต่างๆ ของไฮโดรเจนสีขาว

  • เทคโนโลยียังไม่พัฒนาเต็มที่ – การสกัดและนำไฮโดรเจนสีขาวมาใช้ในเชิงพาณิชย์ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องยังต้องพัฒนาอีกมาก
  • การสำรวจและประเมินปริมาณ – การสำรวจและประเมินปริมาณไฮโดรเจนสีขาวใต้ดินยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย
  • การกักเก็บและขนส่ง – ไฮโดรเจนเป็นก๊าซที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก ทำให้การกักเก็บและขนส่งเป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้เทคโนโลยีพิเศษ

บทสรุป

ไฮโดรเจนสีขาวถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณาและแก้ไขก่อนที่ไฮโดรเจนสีขาวจะกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักได้ในอนาคต “ไฮโดรเจนสีขาว แตกต่างจากไฮโดรเจนชนิดอื่นตรงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องอาศัยกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน ทำให้มีต้นทุนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า แม้จะมีข้อดีหลายประการ แต่ปริมาณสำรองและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อให้ไฮโดรเจนสีขาวกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักในอนาคต”

Photo : freepik / Google Map

สำหรับเนื้อหาในสัปดาห์นี้ ขอนำเสนอเรื่องของ “เสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5” กันครับ เชื่อว่าหลายท่านคงอดสงสัยไม่ได้ว่า เสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 นี้ มันเหมือนพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้สลากประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบนั้นหรือเปล่า และมันจะประหยัดไฟได้ยังไง วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังในเรื่องเสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 กัน

เสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 คืออะไร?

เสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 หรือบางท่านอาจจะเรียกสั้นๆ ว่า เสื้อผ้าเบอร์ 5 ซึ่งก็คือ เสื้อผ้าที่ผ่านการทดสอบและได้รับมาตรฐาน CoolMode ซึ่งเป็นมาตรฐานที่รับรองว่าผ้าชนิดนี้มีคุณสมบัติในการซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดีเยี่ยม ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกเย็นสบายแม้ในสภาพอากาศร้อนชื้น นอกจากนี้ เสื้อผ้าเบอร์ 5 ยังมีคุณสมบัติพิเศษอีกมากมาย เช่น

  • เนื้อผ้ายับยาก ไม่ต้องรีด ประหยัดเวลาและพลังงานที่ใช้ในการรีดผ้า
  • เนื้อผมมีความคงรูปทรง เนื้อผ้ามีความคงทน ไม่ย้วย ไม่เสียรูป
  • เนื้อผ้ามีสีสันที่สดใส สีไม่ตก ไม่ซีดจางง่าย
  • เนื้อผ้ามีความปลอดภัยต่อสุขภาพ สีที่ใช้ย้อมผ้าปลอดภัยจากสารก่อมะเร็งและโลหะหนัก

ข้อดีของ เสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5

มาดูข้อดีของเสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 กันก่อน ต้องบอกก่อนว่ามีข้อดีหลายอย่างกันเลยทีเดียว ประกอบไปด้วย

  • ประหยัดพลังงานกว่าเสื้อผ้าแบบปกติทั่วไป การไม่ต้องรีดผ้าช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า
  • ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การลดการใช้พลังงานไฟฟ้าช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • เป็นเสื้อผ้าที่ใส่สบาย เนื้อผ้าระบายอากาศได้ดี ทำให้รู้สึกเย็นสบาย
  • ประหยัดเวลาของเราไปได้มากมาย ไม่ต้องเสียเวลารีดผ้า
  • ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย เพราะการที่ไม่ต้องรีดผ้าก็เป็นส่วนหนึ่งในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน

วิธีการเลือกซื้อเสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5

สำหรับวิธีการเลือกซื้อเสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 นั้น ก็ไม่ได้อยากเย็นอะไร เริ่มจาก ตรวจสอบฉลากสินค้ากันก่อน โดย ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่ได้รับมาตรฐาน CoolMode จะมีฉลากระบุชัดเจนอยู่แล้ว อย่าลืมสังเกตตรงนี้ก่อนเป็นอันดับแล้ว จากนั้นลองสัมผัสเนื้อผ้ากันต่อ ผ้า CoolMode ที่ดีจะมีเนื้อสัมผัสเย็นสบาย มีความคงรูป ยับยากอีกด้วย ต่อไปให้ทำการพิจารณาในส่วนของวัสดุ ผ้า CoolMode นั้นจะทำจากวัสดุหลากหลายชนิด เช่น โพลีเอสเตอร์ ไนลอน หรือใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย และสุดท้ายแนะนำให้ลองอ่านรีวิวตามเว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดียต่างๆ การอ่านรีวิวจากผู้ใช้งานจริงจะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น และทราบข้อมูลเบื้องต้นเพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อได้ครับ

หากยังไม่แน่ใจ ก็สามารถเข้าไปดูรายการเสื้อผ้าที่ได้รับสลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ได้ที่เว็บไซต์ ของโครงการสลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ได้เลย คลิ้กที่ลิงค์นี้ https://labelno5.egat.co.th เราจะเจอหมวดข้อมูลเสื้อผ้าที่ได้รับสลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เจอแล้วก็คลิ้กเข้าไปดูได้เลย สามารถเลื่อนดูทีละหน้า หรือค้นหาด้วยชื่อยี่ห้อก็ได้ครับ

หลังจากเราทราบถึงข้อมูลต่างๆ ของเสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 กันแล้ว ต่อไปเราจะมารู้จักกับมาตรฐานของเสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่มีชื่อว่า CoolMode กัน ว่าคืออะไร

มาตรฐาน CoolMode คืออะไร ?

มาตรฐาน CoolMode เป็นมาตรฐานที่พัฒนาขึ้นเพื่อรับรองว่าเสื้อผ้าหรือผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณสมบัติพิเศษในการ ซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดี ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกเย็นสบายแม้ในสภาพอากาศร้อนชื้น หรือในห้องที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาเครื่องปรับอากาศไปได้มากพอสมควร และมาตรฐาน CoolMOde นี้ยังเป็นการรับรองคุณภาพของเสื้อผ้าที่ช่วยให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบายตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ซึ่งผ้าที่นำมาใช้ตัดเย็บนี้ก็จะต้องผ่านมาตรฐาน CoolMode แล้ว

สำหรับคุณสมบัติเด่นของผ้าที่ได้รับมาตรฐาน CoolMode ก็มีหลายอย่างด้วยกัน อาทิเช่น

  • ซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดี เส้นใยของผ้า CoolMode มีโครงสร้างพิเศษ ช่วยดึงซับเหงื่อจากผิวหนังและกระจายไปยังพื้นผิวผ้า ทำให้ระเหยได้เร็วขึ้น ผลลัพธ์คือร่างกายรู้สึกเย็นสบาย
  • เบา สบาย ผ้า CoolMode มักมีน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย ไม่ระคายเคืองผิว
  • คงรูปทรง แม้จะซักบ่อย ผ้า CoolMode ก็ยังคงรูปทรงและสีสันได้ดี
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การผลิตผ้า CoolMode บางชนิดใช้วัสดุธรรมชาติหรือกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ภาพจาก : ACME SUPERIOR

เสื้อผ้ามาตรฐาน CoolMode นั้นเหมาะกับใครบ้าง?

ผู้ที่เหมาะสำหรับการใช้งานเสื้อผ้ามาตรฐาน CoolMode นั้น ก็มีความหลากหลายค่อนข้างมาก แต่ก็จะเน้นไปในกลุ่มที่มีการสวมใส่เสื้อผ้าเพื่อทำกิจกรรม แล้วเกิดความร้อนขึ้นในขณะนั้น เป็นหลัก ซึ่งในกลุ่มที่เหมาะกับการใช้มาก ก็จะเป็นผู้อาศัยอยู่ในเขตร้อนชื้น ผ้า CoolMode ช่วยให้รู้สึกเย็นสบายตลอดทั้งวัน และยังเหมาะกับผู้ที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ร้อน เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ห้องครัว การทำงานที่มีกิจกรรมค่อนข้างหนัก ซึ่งก่อนให้เกิดความร้อนขณะทำงาน และยังเหมาะกับผู้ที่ออกกำลังกาย ช่วยระบายเหงื่อได้ดี ทำให้รู้สึกสดชื่น ระบายความร้อนที่เกิดจากการออกำลังกายได้รวดเร็ว และสุดท้าย ผู้ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศ เพราะเมื่อไม่ร้อน ก็ไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ และยังช่วยลดการใช้พลังงานจากเตารีด เมื่อผ้ามาตรฐาน CoolMode นั้นยับยาก ทำให้หลังซักหรือทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วก็ไม่จำเป็นต้องรีดให้เรียบแต่อย่างใดนั่นเอง

เสื้อผ้ามาตรฐาน CoolMode ต้องดูและอะไรเป็นพิเศษมั้ย?

จริงๆ แล้วก็สามารถใช้ได้แบบเสื้อทั่วๆ ไปเลย แต่ถ้าอยากให้เสื้อผ้ามีความคงทนใช้งานได้นาน เราก็สามารถดูคำแนะนำในฉลากที่ติดมากับเสื้อผ้าได้ ซึ่งจะมีคำแนะนำในการซักเสื้อผ้าที่ถูกต้อง เช่น การหลีกเลี่ยงสารฟอกขาว ซึ่งอาจจะไปทำลายเส้นใยของผ้าได้ หรือจะเป็นเรื่องของการตากผ้า ที่มีคำแนะนำให้ตากในที่ร่มเป็นหลัก เพราะการตากผ้าในที่ร่วมจะช่วยรักษาสีสันของผ้าให้อยู่ยาวนานมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างแบบฟอร์มการขอทดสอบมาตรฐาน CoolMode

ข้อเสียของผ้า CoolMode ที่ควรรู้

ถึงแม้ผ้า CoolMode จะมีข้อดีมากมายในเรื่องของการระบายอากาศและความสบายในการสวมใส่ แต่ก็ยังมีข้อเสียบางประการที่คุณควรทราบก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ ดังนี้

  • ราคา โดยทั่วไปแล้ว เสื้อผ้าที่ทำจากผ้า CoolMode มักจะมีราคาสูงกว่าเสื้อผ้าทั่วไป เนื่องจากเป็นนวัตกรรมและมีเทคโนโลยีพิเศษ
  • ความทนทาน แม้ว่าผ้า CoolMode จะมีความทนทาน แต่หากดูแลไม่ถูกวิธี อาจทำให้เสื่อมสภาพได้เร็วกว่าผ้าชนิดอื่นๆ
  • ตัวเลือกจำกัด ปัจจุบัน แบรนด์ที่ผลิตเสื้อผ้าจากผ้า CoolMode อาจยังมีจำกัด ทำให้ตัวเลือกในการเลือกซื้อค่อนข้างน้อย
  • ความรู้สึกเมื่อสัมผัส บางคนอาจรู้สึกว่าเนื้อผ้า CoolMode เย็นเกินไป หรือรู้สึกไม่นุ่มลื่นเท่าที่ควร
  • วัสดุส่วนใหญ่เป็นสังเคราะห์ ผ้า CoolMode ส่วนใหญ่ทำจากโพลีเอสเตอร์ ซึ่งเป็นวัสดุสังเคราะห์ อาจไม่เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้หรือระคายเคืองต่อใยสังเคราะห์

บทสรุป

เสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 หรือเสื้อผ้าที่ผ่านมาตรฐาน CoolMode นั้นเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาความสะดวกสบายและใส่ใจสิ่งแวดล้อม ด้วยคุณสมบัติในการระบายความร้อนและซับเหงื่อได้ดี ทำให้สวมใส่สบาย ไม่ต้องเสียเวลาในการรีดผ้า และยังช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าอีกด้วย ถึงแม้จะมีราคาสูงกว่าเสื้อผ้าทั่วไป แต่ก็คุ้มค่ากับการลงทุนในระยะยาว หากคุณกำลังมองหาเสื้อผ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

Cover Photo : freepik

ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเป็นการกำหนดราคาให้กับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกหลักที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน หลักการสำคัญของภาษีคาร์บอนก็คือ การทำให้ผู้ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องรับผิดชอบต่อต้นทุนทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง เมื่อผู้ประกอบการต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการปล่อยก๊าซ พวกเขาก็จะมีแรงจูงใจที่จะหันมาใช้วัตถุดิบและพลังงานที่สะอาดมากขึ้น หรือปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รายได้ที่ได้จากการเก็บภาษีคาร์บอนยังสามารถนำไปใช้ในการสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลดภาวะโลกร้อน เช่น การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน การอนุรักษ์ป่าไม้ หรือการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ภาษีคาร์บอนคืออะไร?

ภาษีคาร์บอนเป็นค่าธรรมเนียมหรือภาษีที่รัฐบาลเรียกเก็บจากผู้ประกอบการและองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป้าหมายหลักของภาษีคาร์บอนคือเพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจและบุคคลทั่วไปหันมาใช้พลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ธุรกิจไหนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก ก็จำเป็นที่ต้องจ่ายเงินค่า ภาษีคาร์บอนสูงตามไปด้วย ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจไหนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย ก็จะจ่ายเงินค่า ภาษีคาร์บอนน้อย เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ทุกธุรกิจให้ความสำคัญในเรื่องของกระบวนการต่างๆ ในการทำธุรกิจมากยิ่งขึ้น

ทำไมต้องมีภาษีคาร์บอน?

  • เพื่อลดภาวะโลกร้อน ก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจะไปสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ ทำให้โลกของเราร้อนขึ้น เกิดภาวะโลกร้อนตามมา ซึ่งนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และสภาพอากาศแปรปรวน ภาษีคาร์บอนจึงเป็นเหมือนเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ทุกคนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • เพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาด เมื่อมีการเก็บภาษีคาร์บอน ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปก็จะหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือพลังงานน้ำ เพราะพลังงานเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก
  • เพื่อสร้างรายได้ให้รัฐ เงินที่ได้จากการเก็บภาษีคาร์บอน สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือสนับสนุนกิจกรรมที่ช่วยลดภาวะโลกร้อนได้

ยกตัวอย่าง ออกมาได้ดังนี้ สมมติว่ามีโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเป็นจำนวนมาก รัฐบาลก็จะเรียกเก็บภาษีจากโรงงานแห่งนี้ตามปริมาณของก๊าซที่ปล่อยออกมา เมื่อโรงงานต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น โรงงานก็จะมีแรงจูงใจที่จะหันมาใช้พลังงานสะอาด หรือปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เกิดมลพิษน้อยลง สรุปง่ายๆ ได้ว่า ภาษีคาร์บอนก็เหมือนกับการให้รางวัลกับคนที่ทำดี (ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) และลงโทษคนที่ทำไม่ดี (ปล่อยก๊าซเรือนกระจก) เพื่อให้ทุกคนร่วมมือกันดูแลโลกของเราให้ดีขึ้น

ที่มา : กรมสรรพสามิต

ประเภทของภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)

ภาษีคาร์บอนแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามวิธีการเก็บและเป้าหมายที่แตกต่างกัน โดยหลักๆ แล้วสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. ภาษีคาร์บอนทางตรง (Direct Carbon Tax)

  • เก็บภาษีจากแหล่งกำเนิด เป็นการเก็บภาษีโดยตรงจากแหล่งที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น โรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า หรือยานพาหนะ
  • คำนวณตามปริมาณการปล่อย อัตราภาษีจะขึ้นอยู่กับปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาโดยตรง
  • ตัวอย่าง ภาษีที่เก็บจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในโรงงานอุตสาหกรรม, ภาษีที่เก็บจากการผลิตปูนซีเมนต์

ข้อดี

  • ชัดเจนและตรงไปตรงมา ง่ายต่อการคำนวณและติดตามผล
  • กระตุ้นให้ลดการปล่อยโดยตรง ผู้ประกอบการจะมีแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิด

ข้อเสีย

  • อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ผู้ประกอบการอาจต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการ
ที่มา : กรมสรรพสามิต

2. ภาษีคาร์บอนทางอ้อม (Indirect Carbon Tax)

  • เก็บภาษีจากผลิตภัณฑ์ เป็นการเก็บภาษีจากผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง, รถยนต์
  • คำนวณตามปริมาณคาร์บอนในผลิตภัณฑ์ อัตราภาษีจะขึ้นอยู่กับปริมาณคาร์บอนที่ฝังอยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นๆ
  • ตัวอย่าง ภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากน้ำมันเชื้อเพลิง, ภาษีที่เก็บจากรถยนต์ที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง

ข้อดี

  • ง่ายต่อการบริหารจัดการมากขึ้น และสามารถนำระบบภาษีที่มีอยู่เดิมมาปรับใช้ได้
  • ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลากหลาย และสามารถเก็บภาษีได้จากผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างกว้างขวางมากกว่าแบบทางตรง

ข้อเสีย:

  • อาจไม่ตรงเป้าหมาย ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการอาจสามารถหลีกเลี่ยงภาษีได้โดยการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตเล็กน้อย

นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบของภาษีคาร์บอนอื่นๆ อีก เช่น

  • ภาษีคาร์บอนแบบผสม เป็นการผสมผสานระหว่างภาษีคาร์บอนทางตรงและทางอ้อม
  • ระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิต เป็นระบบที่อนุญาตให้ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นหน่วยวัดปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกได้

แนวทางของภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ในประเทศไทย

ประเทศไทยมีการเริ่มนําแนวคิดการจัดเก็บภาษีคาร์บอนมาใช้ในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เป็นอันดับแรก ตามกฎกระทรวงกําหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 23) ปี พ.ศ. 2565 ซึ่งถือเป็นการจัดเก็บภาษีคาร์บอนทางอ้อมจากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยจะมีการอ้างอิงตามปริมาณ CO₂ ที่ได้จากการเผาไหม้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

• รถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนมากกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 35% ในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็น 38% ในปี 2573
• รถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอน 151-200 กรัมต่อกิโลเมตร จะถูกเรียกเก็บภาษี 30% ในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็น 33% ในปี 2573
• รถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอน 121-150 กรัมต่อกิโลเมตร จะถูกเรียกเก็บภาษี 25% ในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็น 29% ในปี 2573
• รถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอน 101-120 กรัมต่อกิโลเมตร จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 22% ในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็น 26% ในปี 2573
• รถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนน้อยกว่า 100 กรัมต่อกิโลเมตร จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 13% ในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็น 15% ในปี 2573

ที่มา : กรมสรรพสามิต

อีกทั้งกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการพิจาณาแนวทางการนําภาษีคาร์บอนมาบังคับใช้แบบเต็มระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศที่ต้องการเดินหน้าสู่การเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และขยับสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero emissions) ภายในปี 2608

จากตัวเลขการเรียกเก็บภาษีจะเห็นได้ว่ามีอัตราที่ยังไม่สูงมากขึ้น และจะมีการขยับปรับขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ สามารถปรับตัวในเรื่องนี้ได้ และไม่กระทบกับธุรกิจโดยภาพรวม ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมมากที่สุดในขณะนี้

และทั้งหมดนี้คือข้อมูลเรื่องของ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ซึ่งสรุปได้ว่า ภาษีคาร์บอนเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน อย่างไรก็ตาม การนำภาษีคาร์บอนมาใช้ต้องมีการวางแผนและออกแบบอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคม

Photo : Freepik / กรมสรรพสามิต

ตอนนี้ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญในเรื่องของพลังงานสะอาด มีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ให้เป็นศูนย์ และยังคงมีการพัฒนาและหาวิธีการหาแหล่งพลังงานสะอาดที่สามารถให้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปด้วย ซึ่งหนึ่งในแหล่งพลังงานสะอาดที่กำลังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนั่นก็คือ TOKAMAK โทคาแมค เป็นเทคโนโลยีฟิวชั่น ที่สามารถสร้างพลังงานสะอาดได้อย่างมหาศาล

TOKAMAK โทคาแมค คืออะไร?

โทคาแมคเป็นเครื่องจำลองปฏิกิริยาฟิวชัน ซึ่งเลียนแบบการทำงานของดวงอาทิตย์ มีความสามารถในการกักเก็บพลาสมาพลังงานสูงโดยใช้สนามแม่เหล็ก โดยเป็นการจำลองการรวมกันของนิวเคลียสของธาตุที่มีน้ำหนักเบา อย่างดิวทีเรียม (Deuterium) และทริเทียม (Tritium) ภายใต้แรงดันและอุณหภูมิที่สูงมาก มีการใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 ในสหภาพโซเวียต โดยเครื่องที่มีชื่อว่า T-10 ในปัจจุบันเครื่อง JET ในอังกฤษ เป็นเครื่องโทคาแมกที่สร้างพลังงานจากฟิวชันได้สูงสุดที่ 30 MW นอกจากนี้ในหลายๆ ประเทศอาทิเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส โปรตุเกส เกาหลีใต้ และจีน ก็ได้มีมีการศึกษาทดลองเกี่ยวกับโทคาแมกอย่างจริงจังด้วยเช่นกัน

โดยการที่จะให้เกิดปฏิกิริยาฟิวชั่นนั้น จะใช้วิธีการหลักๆ คือ

  • ใช้กระแสวิ่งผ่าน (ohmic heating) โดยใช้สมบัติการเป็นตัวนำไฟฟ้าของพลาสมา คล้ายกับการที่อิเล็กตรอนสร้างความร้อนในสายไฟ
  • ใช้ลำอนุภาคไร้ประจุ (neutral beam injection) วิ่งเข้าชนกับพลาสมาและให้ถ่ายเทพลังงานให้กับพลาสมา
  • ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (radio frequency heating) โดยคลื่นนี้มีพลังงานในช่วงคลื่นวิทยุ โดยอนุภาคมีประจุในพลาสมา จะถูกเร่งและเข้าชนกับอนุภาคตัวอื่น ๆ  

เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาฟิวชั่นขึ้นได้ จำเป็นต้องมีเงื่อนไขที่เหมาะสม ได้แก่

  • อุณหภูมิสูงมาก หลายล้านองศาเซลเซียส เพื่อให้อนุภาคมีพลังงานสูงพอที่จะเอาชนะแรงผลักทางไฟฟ้าระหว่างกัน
  • ความหนาแน่นสูง เพื่อเพิ่มโอกาสที่อนุภาคจะชนกัน
  • การกักเก็บพลาสมา พลาสมาคือสภาวะของสสารที่อิเล็กตรอนหลุดออกจากนิวเคลียส ต้องมีระบบที่สามารถกักเก็บพลาสมาที่มีอุณหภูมิสูงได้

TOKAMAK โทคาแมค ในประเทศไทย

เครื่องโทคาแมคในประเทศไทยนั้น ทางสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้รับอุปกรณ์บางส่วนของเครื่องโทคาแมคที่เลิกใช้งานแล้ว จากสถาบันฟิสิกส์พลาสมา สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน (Institute of Plasma Physics of Chinese Academy of Sciences : ASIPP) เข้ามา และทางสนทได้มีการพัฒนาร่วมกับทาง ASIPP โดยจะใช้ชื่อว่า Thai Tokamak-1 หรือเรียกสั้นๆ ว่า TT-1 เครื่องนี้จะถูกติดตั้งเอาไว้ที่ สนท. องครักษ์ จ.นครนายก และเดินเครื่องอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 ถือเป็นโทคาแมคเครื่องแรกของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเมื่อเริ่มการทำงานของเครื่องแล้ว ทางนักวิจัยคาดว่าอุณหภูมิของพลาสมาในระยะแรกจะอยู่ที่ประมาณ 100,000 องศาเซลเซียส และ ทาง สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ หรือ สทน. มีแผนในการพัฒนาระบบให้ความร้อนเสริมแก่พลาสมาด้วยวิธีการให้ความร้อนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อเพิ่มระดับอุณหภูมิของพลาสมาไปสู่ที่ระดับ 1,000,000 องศาเซลเซียส

และในอนาคตนี้ จะมีการออกแบบและจัดสร้างเครื่องโทคาแมคตัวใหม่ขึ้นเอง โดยจะใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Superconducting magnet ที่จะทำหน้าที่สร้างสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสูงมากขึ้นสำหรับกักพลาสมา และช่วยในเรื่องของการให้ความร้อนเสริมด้วยวิธีการต่าง ๆ ทางนักวิจัยคาดว่าจะสามารถสร้าง พลาสมาที่มีอุณหภูมิสูงในระดับ 10,000,000 องศาเซลเซียสได้อย่างแน่นอน สำหรับเครื่องโทคาแมคที่ติดตั้งที่ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ จะใช้สำหรับการศึกษาปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน เพื่อใช้เป็นพลังงานสะอาดในการผลิตกระแสไฟฟ้าในอนาคต และการนำพลาสมาไปใช้ในด้านอุตสาหกรรม การเกษตร และด้านการแพทย์

ทำไมโทคาแมคจึงสำคัญ?

  • พลังงานสะอาด พลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันเป็นพลังงานที่ไม่ก่อให้เกิดกากกัมมันตรังสีหรือก๊าซเรือนกระจก ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • ความมั่นคงทางพลังงาน การพัฒนาเทคโนโลยีโทคาแมคทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนาโทคาแมคส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศ
  • ศักยภาพในการแข่งขัน การเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีโทคาแมคจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับสากล

สรุป

TOKAMAK โทคาแมคเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาวิจัยและพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชัน ซึ่งเป็นพลังงานแห่งอนาคตที่น่าจับตามอง หากการวิจัยประสบความสำเร็จ จะเป็นการแก้ไขปัญหาพลังงานของโลกและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับมนุษยชาติได้อย่างแน่นอน

Source : MGRONLINE / สนท TINT / EGAT
Photo : freepik