พลังงานจ่อขยายเพดานตรึง “ราคาน้ำมันดีเซล” ไม่เกิน 35 บาท เพื่อให้สะท้อนต้นทุนราคาน้ำมันตลาดโลก ชี้ทำเหมือนปี 65 หลังสถานะกองทุนน้ำมันวิกฤตหนัก ล่าสุดติดลบกว่า 111,345 ล้านบาท

ราคาน้ำมันดีเซลขยับเพิ่มขึ้นอีก 50 สตางค์วันนี้ (31 พ.ค. 67) ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลปัจจุบันมาอยู่ที่ 32.94 บาทต่อลิตร โดยเป็นการทยอยปรับขึ้นตั้งแต่หมดมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลวันที่ 19 เม.ย. 67 ที่ผ่านมา ซึ่งใกล้ชนเพดานของรัฐบาลที่มีนโยบายตรึงราคาไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร

ล่าสุดแหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ต้องเร่งหาแนวทางในการดูแลราคาน้ำมันดีเซล ในภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลกยังผันผวนหลังจากนี้ เพื่อไม่ให้กระทบกับค่าครองชีพประชาชนมากนัก

ทั้งนี้ เบื้องต้นไว้วางไว้ 3 แนวทาง ประกอบด้วย 

  • ขอมติ ครม.ให้ขยับเพดานกรอบราคาน้ำมันดีเซลใหม่ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนราคาน้ำมันตลาดโลก อาจจะกลับไปกรอบเพดานราคาเดิมไม่เกินลิตรละ 35 บาท ในปี 65 ที่มีภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้เกิดวิกฤติด้านราคา แต่ขณะนี้แม้ไม่ใช่วิกฤติด้านราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่เป็นวิกฤติด้านสถานะกองทุนฯ เอง ล่าสุดฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสุทธิฯ วันที่ 26 พ.ค. 67 ติดลบ 111,345 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 63,655 ล้านบาท ส่วนก๊าซฯ แอลพีจี ติดลบ 47,690 ล้านบาท

พลังงานจ่อขยายเพดานตรึง "ราคาน้ำมันดีเซล" ไม่เกิน 35 บ. หลังกองทุนวิกฤตหนักพลังงานจ่อขยายเพดานตรึง “ราคาน้ำมันดีเซล” ไม่เกิน 35 บ. หลังกองทุนวิกฤตหนัก

  • รอการจัดสรรงบประมาณโครงการดิจิทัลวอลเล็ตแล้วเสร็จ จะขอความร่วมมือให้กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอีกครั้ง และ
  • ของบกลางดูแลราคาน้ำมันดีเซล

อย่างไรก็ดี หากดูทั้ง 3 แนวทางแล้ว แนวทางดีที่สุด คือ แนวทางแรกซึ่งเป็นการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของราคาน้ำมันตลาดโลก และยังเป็นการแก้ปัญหาสภาพคล่องของกองทุนฯ ที่ยังติดลบเกินแสนล้านบาทอยู่ 

ส่วนแนวทางต่อมาเสมือนเป็นการเจียดกระเป๋าซ้าย มากระเป๋าขวา 

ขณะที่แนวทางสุดท้ายตอนนี้งบประมาณมีไม่เยอะ จะยิ่งเป็นการสร้างภาระให้กับรัฐบาลเข้าไปอีก ต้องดูต่อไปว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร

Source : ฐานเศรษฐกิจ

หลายคนที่กำลังสนใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า EV มาใช้ ก็อย่าลืมพิจารณาเรื่องของการประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็น และควรจะทำเอาไว้ เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นหลายยี่ห้อ เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว ค่าซ่อมอยู่ในระดับที่สูงกว่า เรียกว่าการซื้อประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า ก็ช่วยให้เราสบายใจ ไม่ต้องเสียค่าซ่อมแพงๆ ได้ ซึ่งในช่วงแรกนั้น บริษัทประกันก็ได้ให้ความคุ้มครองแบบเดียวกับรถยนต์ปกติทั่วไป แต่ล่าสุดได้มีการปรับปรุงเงื่อนไขออกมาใหม่ เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 นี้เป็นต้นมา และให้ระยะเวลาบริษัทประกันออกกรมธรรม์ตามหลักเกณฑ์ใหม่ภายใน 31 พ.ค. 67 บทความนี้เลยจะมาอัพเดตให้ทราบกันว่า หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และรายละเอียดล่าสุดเป็นอย่างไร

ประกันรถยนต์ไฟฟ้าอันเดิมเป็นอย่างไร

มาเริ่มของเดิมกันก่อนว่าเป็นอย่างไร เริ่มจากความคุ้มครองก่อน จะเป็นการคุ้มครองทุกความเสี่ยง คือ รถเป็นอะไรก็เคลมประกันได้ทั้งหมด มีการรับประกันแบตเตอรี่หากมีความเสียหายก็จ่ายตามจริง และไม่มีการกำหนดค่าเสื่อมใดๆ สำหรับอัตราเบี้ยประกันภัยก็กำหนดเหมือนรถยนต์ทั่วๆ ไปเลย เจ้าของรถสามารถเลือกประกันแบบระบุผู้ขับขี่ได้ด้วย มีการให้ส่วนลดโดยดูจากประวัติการเคลมเหมือนรถยนต์ทั่วไป สรุปว่าประกันรถยนต์ไฟฟ้าแบบเดิมนั้นก็จะเหมือนกับรถยนต์ทั่วๆ ไปครับ

ประกันรถยนต์ไฟฟ้าฉบับใหม่ 2567

มาถึงประกันรถยนต์ไฟฟ้าฉบับใหม่กันบ้างครับ ซึ่งจริงๆ แล้วมีผลมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคา 2567 ที่ผ่านมาแล้ว สำหรับความคุ้มครองนั้นจะไม่ได้คุ้มครองทุกอย่างนะครับ สำหรับส่วนที่คุ้มครองก็จะคุ้มครองเหมือนรถยนต์ทั่วไปเลย แต่จะไม่คุ้มครองในส่วนระบบปฏิบัติการของรถที่มีความเสียหายจากปัจจัยภายนอก รวมถึงไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาจากผู้ผลิต ส่วนเรื่องของแบตเตอรี่ก็จะมีการกำหนดค่าเสื่อมเพิ่มเติมเข้ามา โดยกำหนดเอาไว้ว่า ค่าเสื่อมลดลงปีละ 10% แต่หากมีการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ ก็สามารถขอเพิ่มความคุ้มครองได้ โดยในปีแรกจะคุ้มครอง 100% ซึ่งจะกำหนดให้บริษัทประกันคิดค่าเสื่อมของแบตเตอรี่ตามอายุการใช้งานร่วมด้วยเมื่อมีการพิจารณาให้ความคุ้มครอง รวมถึงการชดใช้สินไหม โดยอัตราการชดเชยค่าสินไหมจะลดลง 10% ต่อปี จนกระทั่งต่ำสุด 50% (ตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป) 

ตารางความคุ้มครอง

  • อายุการใช้งานแบตเตอรี่ไม่เกิน 1 ปี: 100%
  • อายุการใช้งานแบตเตอรี่ไม่เกิน 2 ปี: 90%
  • อายุการใช้งานแบตเตอรี่ไม่เกิน 3 ปี: 80%
  • อายุการใช้งานแบตเตอรี่ไม่เกิน 4 ปี: 70%
  • อายุการใช้งานแบตเตอรี่ไม่เกิน 5 ปี: 60%
  • อายุการใช้งานแบตเตอรี่เกิน 5 ปี: 50%

สำหรับค่าเบี้ยประกันก็มีการปรับเป็นขั้นสูงสุด มีการกำหนดเป็น 5 ขั้น โดยใช้ราคารถเป็นเกณฑ์ร่วมด้วย สำหัรบการระบุชื่อผู้ขับขี่ สามารถระบุได้สูงสุด 5 คน มีการกำหนดค่าใช้จ่ายส่วนแรกเอาไว้ กรณีผู้ขับขี่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่ระบุเอาไว้ และส่วนลดแต่ละปีที่จะพิจารณาลดให้นั้นก็จะใช้ประวัติของผู้ขับขี่ที่แย่ที่สุดเอามาคำนวณ ซึ่งต่างจากอันเดิมที่จะใช้ประวัติของรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเกณฑ์

กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า (Battery Electric Vehicle: BEV) ฉบับใหม่นี้ มาจากความร่วมมือของบริษัทประกันภัยกับหน่วยงานทางการที่เกี่ยวข้อง ในการสร้างมาตรฐานเฉพาะสำหรับการรับประกันรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะการใช้เป็นรถส่วนบุคคล ซึ่งแตกต่างจากกรมธรรม์ปัจจุบันที่นำกรมธรรม์ประกันรถยนต์ทั่วไปมาใช้ ทำให้ขอบเขตความคุ้มครองและพื้นฐานการคำนวณเบี้ยประกัน มีความชัดเจน สมเหตุผล และสะท้อนความเสี่ยงได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ยังคำนึงถึงความเสี่ยงของบริษัทประกันภัย ซึ่งคงมีส่วนช่วยเพิ่มจำนวนบริษัทประกันที่มีความพร้อมในการรับประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า และขยายโอกาสในการมีทางเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัยของผู้บริโภคที่ตอบโจทย์การใช้งานได้ดีขึ้นในระยะข้างหน้า

สำหรับเงื่อนไขต่างๆ ที่มีการยกเว้นไม่รับประกัน บริษัทประกันบางแห่งก็เปิดโอกาสให้ผู้ใช้รถสามารถจ่ายเงินเบี้ยประกันเพิ่มเติมได้ เช่น ในกรณีไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาจากผู้ผลิตรถยนต์ หรือที่เราซื้อมาติดใช้เองตามบ้าน เราก็สามารถซื้อเพิ่มได้ โดยค่าเบี้ยก็จะอยู่ประมาณ​ไม่เกิน 3.5% ของราคาเครื่องชาร์จ หรืออาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ตามแต่บริษัทประกันนั้นๆ กำหนดเอาไว้

ก่อนซื้อรถยนต์ไฟฟ้าใช้ อย่าลืมดูเรื่องประกันภัยไว้ด้วย

สำหรับท่านที่จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ ก่อนซื้ออย่าลืมศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง และค่าเบี้ยประกันภัยให้ดีด้วยครับ เชื่อว่าแทบทุกคนก็ต้องซื้อประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าเอาไว้อย่างแน่นอน ซึ่งก็ค่อนข้างสูงพอสมควร แต่ก็แลกกับการป้องกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็ถือว่าคุ้มค่า และขับได้แบบสบายใจ อย่างไรก็ตาม อย่าลืมขับรถด้วยความระมัดระวังกันด้วยนะครับ ไม่เกิดอุบัติเหตุใดๆ ถือว่าเป็นสิ่งดีที่สุดแล้วครับ

Photo : freepik

รัฐบาลจีนทุ่มงบกว่า 6 พันล้านหยวน เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาผู้ผลิตแบตเตอรี่ Solid-State โดยมีผู้ผลิต 6 รายจะได้รับเงินทุนสำหรับการวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่นี้คือ CATL, BYD, FAW, Geely, Welion ซึ่งเป็นบริษัทของ Nio

จีน เรียกได้ว่าเป็นเจ้าแห่งอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน ซึ่งล่าสุดรัฐบาลจีนได้เพิ่มอัดฉีดงบประมาณกว่า 6 พันล้านหยวน ในการพัฒนาและวิจัยแบตเตอรี่ Solid-State โดยผู้ผลิตแบตเตอรี่ยักษ์ใหญ่จีนไม่ว่าจะเป็น CATL, BYD, FAW, Geely, Welion จะมารวมตัวกันเพื่อพัฒนาแบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้

Nio ผนึกกำลังยักษ์ใหญ่ EV เพิ่มงบวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ Solid-State

สำหรับวิธีการคัดเลือกผู้ผลิตแบตเตอรี่ทั้ง 6 ค่อนข้างเป็นความลับ ไม่มีการให้รายละเอียดเพิ่มเติมถึงเกณฑ์ในการคัดเลือก และยังไม่แน่ชัดว่าเงินทุนจะถูกแบ่งให้ทุกบริษัทเท่าๆกันหรือไม่ ยังคงต้องรอติดตามกันต่อไปว่าการพัฒนาครั้งนี้จะเป็นอย่างไรต่อ

Nio ผนึกกำลังยักษ์ใหญ่ EV เพิ่มงบวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ Solid-State

แต่สิ่งที่ทราบคือ โครงการนี้แบ่งโครงการหลักออกเป็น 7 พื้นที่ มุ่งเน้นไปทางเทคนิคที่แตกต่างกัน เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาแบตเตอรี่ Solid-State โดยปัจจุบันมี 3 เทคนิคหลัก ได้แก่ แบตเตอรี่ Polymer solid-state, แบตเตอรี่ Oxide solid-state และแบตเตอรี่ Sulfide solid-state

    ปัจจุบัน แบตเตอรี่ Solid-State อยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาหรือลองผลิต และปัจจุบันต้นทุนการผลิตยังคงสูงเกินไป

    จีนให้ความสำคัญในการพัฒนาแบตเตอรี่ Solid-State มากขึ้นนั้น เพราะหากจีนพัฒนาได้สำเร็จ แบตเตอรี่ Solid-State จะมีความหนาแน่นของพลังงานสูง ปลอดภัย และใช้งานจริงได้ทุกสถานการณ์ ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าก้าวไปอีกขั้น และชิงส่วนแบ่งทางการตลาดได้เร็วกว่าคู่แข่ง

    เทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียม กำลังเข้าถึงขีดจำกัดสูงสุดของการพัฒนา จึงทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์และแบตเตอรี่ต่างก็วิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ Solid-State มากขึ้น

    ที่มา : carnewschina

    Source : Spring News

    แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากกรณีที่นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่อย่างเป็นทางการ จ.พะเยา เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2567 ที่ผ่านมา โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการในที่ประชุม ครม.ว่าตามที่รัฐมนตรีการค้า สหรัฐอเมริการ (Ms. Gina M Raimondo) นำคณะนักธุรกิจที่ปรึกษาการส่งออกของประธานาธิบดี มาเยี่ยม หารือรัฐบาลเพื่อความร่วมมือโดยเฉพาะการลงทุน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาของประเทศไทย

    ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ได้มีการหารือกันนั้นคือต้องการความชัดเจนของด้านพลังงานทดแทนถึงมาตรการ “direct PPA” ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นที่นายกฯ รับปากว่าจะมีมาตรการชัดเจนก่อนสิ้นปีนี้

    ดังนั้น จึงขอสั่งการให้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เร่งจัดทำมาตรการเพื่ออนุญาตและส่งเสริมให้เอกชนสามารถทำสัญญาซื้อขายไฟกันโดยตรงกับผู้ผลิตพลังงานสะอาด/พลังงานทดแทน (direct PPA) และเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยเร็ว

    แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้ นายพีระพันธุ์ ได้จัดทำมาตรการ direct PPA แล้วเสร็จแล้ว โดยคาดว่าจะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับนโยบาย direct PPA ดังกล่าวในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ แม้ส่วนตัวจะไม่เห็นรายละเอียดที่ชัดเจน แต่หากให้มีการซื้อขายเสรีจริง จะสร้างความวุ่นวายให้กับระบบอย่างแน่นอน 

    ทั้งนี้ เนื่องจากจะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ต่างจากปัจจุบันที่มี 3 การไฟฟ้า คือ ประกอบด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) บริหารจัดการ ซึ่งหากเปิดให้ใครก็ไม่รู้เข้ามาใช้ระบบสายส่งของทั้ง 3 การไฟฟ้ารูปแบบเติร์ดปาร์ตี้แอสเสท ระหว่างเอกชนได้สามารถซื้อขายไฟสะอาดกันเองระบบจะมีปัญหาแน่นอน 

    อย่างไรก็ตาม หากมาตรการ direct PPA ที่จะทำแล้วไม่ให้กระทบระบบสายส่งและกระทบกฟผ. มากนัก ก็อาจจะเป็นการทำด้วยวิธีกำหนดเป็นพื้นที่เฉพาะ เช่น ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) อีกทั้ง ก็ควรกำหนดจำนวนเมกะวัตต์ด้วย เป็นต้น ซึ่งปัจจุบัน ทั้งภาครัฐและเอกชนก็ได้มีการทดลองให้มีการซื้อขายไฟกันเองรูปแบบ ERC Sandbox อยู่แล้ว

    อีกทั้ง ปัจจุบัน กฟผ. ในฐานะผู้จัดหาไฟฟ้าก็อยู่ระหว่างเร่งดำเนินติดตั้งโซลาร์เซลล์ลอยน้ำตามเขื่อนต่าง ๆ กว่า 2,000 เมกะวัตต์ และพัฒนานวัตกรรมพลังงานสะอาดในด้านอื่น ๆ เพื่อมาเสริมในจุดนี้ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการ กำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ก็ได้เปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไปแล้วกว่า 5,000 เมกะวัตต์ ซึ่งได้เริ่มสงนามซื้อขายไฟสะอาดเข้าระบบไปบ้างแล้ว และอยู่ระหว่างเปิดขั้นตอนการเปิดรับซื้ออีก 3,000 เมกะวัตต์

      อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการ กำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมโครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยี มาสนับสนุนการให้บริการด้านพลังงาน (ERC Sandbox) เฟส 1 ตั้งแต่ปี 2562 และได้พัฒนามาเป็น ERC Sandbox เฟส 2 เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2565 ที่ผ่านมา โดยเน้นเรื่องการพัฒนานวัตกรรมในธุรกิจพลังงานสะอาดเป็นหลัก เพื่อเตรียมวางโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือ

      และเป็นแนวทางการกำกับดูแลในการขับเคลื่อนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย โดยคำนึงถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบกิจการพลังงาน ตลอดจนผู้ใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมการค้า และการลงทุนในระดับสากล ในยุคการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่พลังงานคาร์บอนต่ำ (Energy Transition) และลดภาวะโลกร้อน ให้ได้ผลอย่างยั่งยืน

      อย่างไรก็ตาม หากมีการใช้งานในท้องตลาดแล้ว ก็จะต้องมีความแตกต่างจากรูปแบบที่เป็นอยู่ ทั้งหมดจะต้องมุ่งเป้าหมายเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการให้บริการทางพลังงาน รองรับธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ๆ สอดคล้องกับการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดแนวทางพัฒนาการกำกับดูแลนวัตกรรมพลังงานสะอาด และสอดรับกับหลักเกณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม

      Source : กรุงเทพธุรกิจ

      กรมธุรกิจพลังงาน เปิดข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงรอบ 4 เดือน ของปี 2567 (มกราคม – เมษายน) ทั้งดีเซล เบนซิน และ NGV ต่างใช้ลดลง ส่วน น้ำมันอากาศยาน และ LPG ใช้เพิ่มขึ้น 

      นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย เดือนมกราคม – เมษายน 2567 อยู่ที่ 157.32 ล้านลิตร/วัน ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 1.0 โดยน้ำมันเตามีการใช้ลดลงร้อยละ 21.7 NGV ลดลงร้อยละ 16.4 น้ำมันกลุ่มดีเซลลดลงร้อยละ 4.8 และน้ำมันกลุ่มเบนซินลดลงร้อยละ 0.03 ขณะที่การใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.6 และ LPG เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 

      การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 31.85 ล้านลิตร/วัน ลดลง จากช่วงเดียวกัน ของปีก่อนร้อยละ 0.03 โดยการใช้แก๊สโซฮอล์ อี85 ลดลงมาอยู่ที่ 0.07 ล้านลิตร/วัน เบนซิน ลดลงมาอยู่ที่ 0.42 ล้านลิตร/วัน แก๊สโซฮอล์ อี20 ลดลงมาอยู่ที่ 5.47 ล้านลิตร/วัน และแก๊สโซฮอล์ 95 ลดลงมาอยู่ที่ 17.55 ล้านลิตร/วัน ขณะที่ปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์ 91 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.96 ล้านลิตร/วัน 

      การใช้น้ำมันกลุ่มดีเซล เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 71.06 ล้านลิตร/วัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 4.8 โดยน้ำมันดีเซลพื้นฐาน ลดลงมาอยู่ที่ 1.64 ล้านลิตร/วัน น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ลดลงมาอยู่ที่ 0.36 ล้านลิตร/วัน และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.15 ล้านลิตร/วัน ขณะที่น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7  มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 4.4 มาอยู่ที่ 68.90 ล้านลิตร/วัน ซึ่งยังคงอยู่ในระยะเวลามาตรการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 1 บาท โดยมีผลจนถึงวันที่ 19 เมษายน 2567 รวมทั้งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาท/ลิตร ในช่วงระยะเวลา 20 เมษายน – 31 กรกฎาคม 2567 เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชนและเพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ

      สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน

      การใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 16.47 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 18.6 เนื่องจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวมากขึ้น ประกอบกับการสนับสนุนของรัฐบาล เช่น นโยบายฟรีวีซ่าไทย-จีน ฟรีวีซ่าอินเดียและไต้หวัน 6 เดือน (พฤศจิกายน 2566 – พฤษภาคม 2567) รวมทั้งการเพิ่มเที่ยวบินพิเศษในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวเดินทางด้วยอากาศยานเพิ่มมากขึ้น

      การใช้ LPG เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 17.64 ล้าน กก./วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 2.7 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของภาคปิโตรเคมี ร้อยละ 7.2 มาอยู่ที่ 7.63 ล้าน กก./วัน ภาคขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 มาอยู่ที่ 2.33 ล้าน กก./วัน โดยปริมาณการใช้ LPG มีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากการกลับมาดำเนินงานของภาคปิโตรเคมี หลังจากที่มีการหยุดซ่อมบำรุง ในขณะที่การใช้ในภาคอุตสาหกรรมลดลงร้อยละ 3.0 มาอยู่ที่ 1.95 ล้าน กก./วัน และภาคครัวเรือนลดลงร้อยละ 0.7 มาอยู่ที่ 5.73 ล้าน กก./วัน ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตรึงราคาขายปลีก LPG ที่ระดับ 423 บาท/ถังขนาด 15 กก. โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2567

      การใช้ NGV เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 2.93 ล้าน กก./วัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 16.4 ทั้งนี้ ปตท. มีมาตรการบรรเทาผลกระทบราคาพลังงาน สำหรับรถแท็กซี่ รถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุก ขยายระยะเวลาการช่วยเหลือราคา NGV สำหรับผู้มีบัตรสิทธิประโยชน์อยู่แล้ว และเปิดให้มีการสมัครบัตรสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม โดยสิทธิประโยชน์จะแตกต่างไปตามประเภทของรถ รวมทั้งช่วยเหลือราคาก๊าซ NGV ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 พฤษภาคม 2567 โดยจำหน่ายก๊าซ NGV ที่ราคา 19.59 บาทต่อกิโลกรัมสำหรับรถยนต์ทั่วไป

      การนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 1,054,747 บาร์เรล/วัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 4.0 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 99,511 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 996,668 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 2.5 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 94,716 ล้านบาท/เดือน สำหรับการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG) อยู่ที่ 58,079 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 24.1 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 4,795 ล้านบาท/เดือน 

      การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน น้ำมันก๊าด และ LPG โดยปริมาณส่งออกอยู่ที่ 153,895 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 15,984 ล้านบาท/เดือน

      Source : Energy News Center