BYD Shark เปิดตัวกระบะ PHEV รุ่นใหม่ในเม็กซิโก ด้วยราคา 1.9 ล้านบาท ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกบีวายดีเปิดตัวรถในต่างประเทศก่อนประเทศจีน โดย BYD Shark สามารถวิ่งได้ไกลสุดถึง 850 กม. เมื่อเติมน้ำมันเต็มถังและชาร์จไฟเต็ม

BYD Shark รถกระบะ PHEV ไซส์ยักษ์ เปิดตัวแล้วในเม็กซิโกด้วยราคาเริ่มต้น 1.9 ล้านบาท ซึ่งสำหรับใครที่ชื่นชอบรถกระบะคันใหญ่ ก็คงต้องสนใจรถรุ่นนี้อย่างแน่นอน โดยนอกจากความสวยของดีไซน์แล้ว เราอยากชวนมาดูกันว่ารถกระบะรุ่นนี้น่าสนใจแค่ไหนกัน

BYD Shark กระบะปลั๊กอินไฮบริด เปิดตัวราคา 1.9 ล้านบาท วิ่งไกลสุด 840 กม.

ซึ่งหากใครที่กำลังสงสัยว่ารถกระบะ BYD Shark จะสามารถขนของหนักหรือใช้ในเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่ ต้องบอกเลยว่า BYD Shark สามารถลากจูงได้สูงสุดถึง 2,500 กก. รองรับน้ำหนักบรรทุกได้ 845 กก. ปริมาณการบรรทุกสูงสุดที่ 1,450 ลิตร

BYD Shark กระบะปลั๊กอินไฮบริด เปิดตัวราคา 1.9 ล้านบาท วิ่งไกลสุด 840 กม.

สเปค BYD Shark 

BYD Shark มาพร้อมมิติตัวถัง ความยาว 5,457 มม. กว้าง 1,925 มม. สูง 1,925 มม. ระยะฐานล้อ 3,260 มม. สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม DMO ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม PHEV ซึ่งรองรับการขับขี่แบบออฟโรดโดยเฉพาะ 

BYD Shark กระบะปลั๊กอินไฮบริด เปิดตัวราคา 1.9 ล้านบาท วิ่งไกลสุด 840 กม.

BYD Shark ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ระบบส่งกำลังไฟฟ้ารวม กำลังสูงสุด 320 kW (429 แรงม้า) แรงบิดรวมสูงสุด 650 Nm อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 5.7 วินาที 

BYD Shark กระบะปลั๊กอินไฮบริด เปิดตัวราคา 1.9 ล้านบาท วิ่งไกลสุด 840 กม.

BYD Shark มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 29.59 kWh วิ่งด้วยไฟฟ้า 100 กม. (NEDC) ระยะทางรวมสูงสุด 840 กม. (น้ำมันเต็มถังและชาร์จไฟเต็ม) โดยอัตราการสิ้นเปลืองของเชื้อเพลิงอยู่ที่ 7.5 ลิตร/100 กม.

ภายในของ BYD Shark จะคล้ายๆกับรถยนต์ไฟฟ้าของ BYD รุ่นอื่นๆ ซึ่งมาพร้อมหน้าจอกลางปรับหมุนได้ขนาด 12.8 นิ้ว, หน้าจอสำหรับผู้ขับขี่ 10.25 นิ้ว แต่ดีไซน์ภายในยังคงมีปุ่มควบคุมต่างๆ ซึ่งช่วยให้ใช้งานง่ายและสะดวกกว่า

BYD Shark กระบะปลั๊กอินไฮบริด เปิดตัวราคา 1.9 ล้านบาท วิ่งไกลสุด 840 กม.

ราคา BYD Shark เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วในเม็กซิโก ซึ่งเริ่มต้นอยู่ที่ราวๆ 1.9 ล้านบาท โดยในราคานี้จะมาเป็นคู่แข่งกับ Ford Ranger PHEV และ Toyota Hilux นั่นเอง

ที่มา : carnewschina
Source : Spring News

ด้วยความนิยมรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ออกจำหน่ายมากมาย โดยเฉพาะแบรนด์ต่างๆ จากประเทศจีน ซึ่งล่าสุด ก็ได้มีบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนได้นำรถบรรทุกจิ๋วอเนกประสงค์เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย สนนราคาอยู่ที่ 308,000 บาทเท่านั้น เน้นไปในกลุ่มโรงงาน และบริษัท มากกว่ากลุ่มผู้ใชัทั่วไปตามบ้าน สำหรับรถบรรทุกจิ๋วนี้ชื่อว่า NEOMORE D01

บริษัท DERRY New Energy Automobile Co., Ltd. ได้ส่ง NEOMOR D01 รถบรรทุกจิ๋วอเนกประสงค์ไฟฟ้าสัญชาติจีนเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งมีการร่วมมือกันระหว่าง NETA และ NEOMOR เพื่อทำการตลาดในไทย พร้อมเปิดตัว NEOMOR Experience Center ในไทยแห่งแรกนอกจีน เพื่อให้สามารถบริการลูกค้าได้ครอบคลุมทั่วประเทศได้มากยิ่งขึ้น ผ่านศูนย์บริการของ NETA กว่า 50 สาขาทั่วประเทศนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีการลงนามความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจอย่าง Thaizhong EV นิคมอุตสาหกรรม 304 และ UCAR อีกด้วย

NEOMOR D01 รถบรรทุกจิ๋วอเนกประสงค์

สำหรับ NEOMOR D01 เคยมีการนำมาจัดแสดงในงาน MotorShow 2024 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา และในตอนนี้ก็ได้นำเข้าจำหน่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีขนาดยาวอยู่ที่ 3.5 เมตร มีความกว้างของตัวรถเพียง 1 เมตรเท่านั้น หากดูในรูปก็จะเห็นว่าเล็กมาก เหมือนจะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้มาก แต่ในความเป็นจริงแล้วค่อนข้างใช้งานได้อเนกประสงค์มาก สำหรับการชาร์จไฟนั้นรองรับการชาร์จแบบ AC เท่านั้น ชาร์จแบตเต็ม สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 200 กิโลเมตร

การออกแบบ NEOMOR D01 นั้น ทางผู้ผลิตให้ข้อมูลว่าออกแบบมาเพื่อใช้งานในประเทศไทยโดยเฉพาะ มีวงเลี้ยวแคบกว่ารถบรรทุกทั่วๆ ไปเป็นอย่างมาก มาพร้อมกับระบบเบรค ABS พร้อม EBD ซึ่งเป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแบบ 100% นอกจากนี้ด้วยตัวรถที่มีขนาดเล็ก ทำให้เหมาะกับการวิ่งใช้งานในเมืองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีตรอกซอกซอยเป็นจำนวนมาก

ในเรื่องของการใช้งานนั้น NEOMOR D01 สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น

  • NEOMOR D01 Micro Van ออกแบบมาพร้อมกระบะหลังคาสูง มีบานเปิดปิดทั้งด้านข้างและด้านท้าย
  • NEOMOR D01 Micro Truck รถกระบะเปิดท้าย เพื่อความคล่องตัวในการบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่
  • NEOMOR D01 Refrigerated Van รถควบคุมอุณหภูมิ หรือรถเย็น ในธุรกิจการขนส่งอาหาร วัตถุดิบ

นอกจากนี้ยังสามารถประยุกต์ไปใช้ในงาน หรือกิจกรรมอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น ใช้งานเป็น Food Truck ขนาดเล็ก หรือจะเป็นรถสำหรับงานออกบูธ ก็ทำได้เช่นกัน ส่วนใครจะมีไอเดียในการดัดแปลงไปใช้งานในรูปแบบอื่นๆ ก็ไม่ได้มีข้อจำกัดใดๆ

ราคาขาย NEOMOR D01

สำหรับค่าตัวของ NEOMOR D01 อยู่ที่ 316,000 บาท แต่ว่าในช่วงนี้ทางผู้จำหน่ายได้ออกโปรโมชั่นราคาพิเศษ เหลืออยู่เพียง 308,000 บาท โดยมาพร้อมกับการรับประกันตัวรถ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงกำหนดก่อน รับประกันมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่นานถึง 4 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงกำหนดก่อน พร้อมฟรีชุดชาร์จฉุกเฉิน และฟรีค่าบริการครั้งแรกอีกด้วย

ผู้ที่สนใจสามารถดูตัวจริงได้ที่ NEOMOR Experience Center แห่งแรกขึ้นที่บริเวณปากซอยอ่อนนุช 74/2 และก็มีแผนขยาย NEOMOR Experience Center ออกไปทั่วประเทศในเร็วๆ นี้ และในอนาคตยังมีแผนการนำรถรุ่นอื่นๆ ที่เน้นเรื่องการใช้งานขนส่งเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอีกด้วย

นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ และ นายดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ปฏิบัติการบินบนเส้นทางบินทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เริ่มตั้งแต่เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป

นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า การริเริ่มใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืนนี้เป็นแผนการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมของเวียตเจ็ทกรุ๊ป เน้นย้ำความมุ่งมั่นของเราในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 ของประเทศไทย รวมถึงเป้าหมายขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ

นายดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า ความร่วมมือนี้เป็นการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ซึ่งผ่านกระบวนการผลิตโดยการใช้น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (UCO) ซึ่งสามารถผสมกับเชื้อเพลิงอากาศยานได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับแต่งเครื่องยนต์ ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับกลยุทธ์ OR SDG โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน “G” หรือ “Green” ที่ OR ให้ความสำคัญในการสร้างสังคมสีเขียวอย่างยั่งยืนเพื่อบรรลุเป้าหมายภายในปี 2030 ของ OR อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ OR สนับสนุนโครงการริเริ่มด้านพลังงานสะอาดตลอดมาโดยตลอด

‘เวียตเจ็ทไทยแลนด์’ นำร่องใช้ SAF เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน เริ่ม ก.ค.67

“ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่าง OR และเวียตเจ็ทไทยแลนด์มีเป้าหมายหลักเพื่อเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการบินโดยร่วมกันพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกและเทคโนโลยีบุกเบิกสำหรับอากาศยานด้วยการผสมผสานความเชี่ยวชาญและทรัพยากรของเรา เราพร้อมที่จะสร้างอนาคตสีเขียวที่สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยจะสร้างมาตรฐานใหม่ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและยกระดับนวัตกรรมในอุตสาหกรรม”

‘เวียตเจ็ทไทยแลนด์’ นำร่องใช้ SAF เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน เริ่ม ก.ค.67

ทั้งนี้ แม้ว่าน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) จะมีต้นทุนสูงกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงธรรมดาหลายเท่า แต่น้ำมัน SAF สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 80% เมื่อเทียบกับน้ำมันเชื้อเพลิงธรรมดา โดยสามารถผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงธรรมดาในการการปฏิบัติการบินของอากาศยานได้อย่างปลอดภัยและราบรื่น

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนฟลายกรีน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสร้างสังคมสีเขียวผ่านกิจกรรมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยมีส่วนร่วมจากผู้โดยสาร พนักงานของสายการบินฯ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน

‘เวียตเจ็ทไทยแลนด์’ นำร่องใช้ SAF เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน เริ่ม ก.ค.67

Source : กรุงเทพธุรกิจ

นางสาวลี่ เหยียน รองผู้จัดการทั่วไปฝ่ายธุรกิจ PV บริษัท ทงเวย โซลาร์ หรือ TW SOLAR กล่าวว่า “ทงเวย ได้ร่วมกับ บริษัท ซันเดย์ โซลาร์ ซัพพลาย จำกัด ซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายรายใหญ่เพียงรายเดียวในประเทศไทย จัดงาน SHINE ON BANGKOK เพื่อเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์แผงผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์(โซลาร์เซลล์)ใหม่ TNC-G12/G12R ที่มีประสิทธิภาพของเซลล์แสงอาทิตย์ที่ดีขึ้น และตอบโจทย์ในด้านของการลดต้นทุน

รวมทั้งยังมีการออกแบบที่เหมาะสมสำหรับการติดตั้งแบบกระจายตัว ช่วยทำให้ติดตั้งได้มากขึ้น ลดต้นทุนในส่วนของขั้นตอนการให้บริการจากผู้รับเหมาตั้งแต่การออกแบบและติดตั้งทั้งในกลุ่มเชิงพาณิชย์และภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังเป็นการขานรับกับนโยบายของภาครัฐของไทย ที่สนับสนุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในภาคครัวเรือน รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดย่อมและขนาดกลางให้เพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ในปี 2566 ตลาดโซลาร์เซลล์ในประเทศไทยมีมูลค่าสูงขึ้น และคาดว่าภายในปี 2570 จะมีปริมาณการติดตั้งพลังงานทดแทนเพิ่มเป็น 27% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด

สำหรับการจัดจำหน่ายสินค้าทงเวยในตลาดไทย เมื่อปี 2566 ที่ผ่านมาถือว่ามีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก จากการร่วมมือกับ ซันเดย์ โซลาร์ ซัพพลาย ผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งได้ร่วมกันสำรวจความต้องการตลาด อีกทั้งยังเน้นการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า ปรับเปลี่ยนแผนการขาย และการบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละราย

ทั้งนี้ จากข้อมูลของฝ่ายวิเคราะห์ตลาดของทงเวย พบว่า ในปี 2567 ความต้องการแผงโซลาร์เซลล์ทั่วโลกจะเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะเพิ่มสูงถึง 647 กิกะวัตต์ หรือขยายตัว 31.73% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ในขั้นตอนของการพัฒนานโยบายที่เป็นประโยชน์นั้นจะส่งผลให้ความต้องการของตลาดในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น

‘ทงเวย-ฟ็อกซ์ อีเอสเอส’ รุกตลาดไทย รับนโยบายรัฐหนุนติดตั้งโซลาร์ครัวเรือน

ขณะที่ประเทศไทยเองคาดว่า กำลังการติดตั้งสะสมจนถึงปี 2580 จะเพิ่มขึ้นเป็น 8.7 กิ๊กกะวัตต์ จากปี 2565 อยู่ที่ 4.7 กิ๊กกะวัตต์ ซึ่งเป็นการเติบโตมากที่สุดในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ อัตราค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่เพิ่มขึ้น เช่น การลดภาษี และมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่แข็งแกร่ง เช่น ระยะเวลาคืนทุนสั้นลงจาก 8 ปี เหลือเพียง 5 ปี

จากความต้องการที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นในประเทศไทยดังกล่าว ทงเวยจึงได้เปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ TNC-G12/G12R นอกจากแนวคิดที่จะต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์แสงอาทิตย์ ยังคำนึงถึงการลดต้นทุนการขนส่ง และต้นทุน BOS (โครงสร้างต้นทุนของอุปกรณ์ระบบโซลาร์เซลล์) จึงได้นำเสนอในรูปแบบแรงดันไฟฟ้าต่ำ โดยการออกแบบนี้ก็เพื่อเพิ่มความเหมาะสมและคุ้มค่าสำหรับระบบแบบกระจายตัว ช่วยทำให้ติดตั้งได้มากขึ้นลดต้นทุนของ EPC ในเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ทงเวย และ ซันเดย์ โซลาร์ ซัพพลาย ยังได้พันธมิตรสำคัญรายใหญ่ระดับโลก อย่าง Fox ESS (ฟ๊อกซ์ อีเอสเอส) ผู้นำระดับโลกในการพัฒนาอินเวอร์เตอร์ มาร่วมกันผนึกกำลังนำเสนอพลังงานสีเขียวให้กับตลาดประเทศไทยได้อย่างครบวงจรมากยิ่งขึ้น”

ด้าน นายไลเลน หลิว รองประธานและผู้อำนวยการฝ่ายขายทั่วโลก ฟ็อกซ์ อีเอสเอส (FOX ESS) เปิดเผยว่า “การจับมือกับ ทงเวย และ ซันเดย์ โซลาร์ ซัพพลาย ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ Fox ESS ที่เข้าสู่ตลาดอุตสาหกรรมพลังงานสีเขียวและพลังงานสะอาดในภาคพื้นเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยประเทศไทยถือว่าเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานสีเขียวที่มีความก้าวหน้าและโดดเด่นในด้านพลังงานสะอาดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความต้องการของตลาดที่มีนัยสำคัญ บริษัทฯจึงอาศัยความได้เปรียบนี้วางแผนการทำงานร่วมกับพันธมิตรต้นน้ำและปลายน้ำ สนับสนุนการเติบโตและการเผยแพร่พลังงานสีเขียวที่ยั่งยืน สู่บ้านเรือนหลายพันหลังในประเทศไทย

“Fox ESS เป็นแบรนด์พลังงานสะอาดชั้นนำระดับโลก โดยมีสำนักงานใหญ่ในเมืองเหวินโจว มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน มีสาขาในกว่าสิบประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และออสเตรเลีย การมีอยู่ทั่วโลกที่กว้างขวางทำให้ Fox ESS สามารถนำเสนอบริการพลังงานสีเขียวที่เป็นภาษาท้องถิ่นและครอบคลุมแก่ผู้ใช้จำนวนมากทั่วโลก ด้วยความทุ่มเทอย่างแน่วแน่และความเชี่ยวชาญที่กว้างขวาง Fox ESS ได้รับการยกย่องและการยอมรับจากทั่วโลก จนสามารถขึ้นมาเป็นหนึ่งในองค์กรระดับยูนิคอร์นในด้านพลังงานใหม่ระดับโลก” นายไลเลน กล่าว

โดยภายในงาน Fox ESS ได้มีการแนะนำผลิตภัณฑ์อินเวอร์เตอร์ Grid-tied PV อินเวอร์เตอร์ไฮบริด แบตเตอรี่สำรองพลังงาน และเครื่องชาร์จ EV ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ผลิตภัณฑ์หลักเหล่านี้ไม่เพียงแต่แสดงให้กลุ่มลูกค้าเข้าใจถึงแนวคิดพลังงานสะอาด แต่ยังชี้ให้เห็นถึงแนวทางพลังงานสีเขียวแบบครบวงจรที่ปลอดภัยเชื่อถือได้ และมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดไทย

และอีกหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่นำมาบุกตลาดในประเทศไทยคือกลุ่ม “R Series” ที่เป็นผลิตภัณฑ์หลักในกลุ่มของ อินเวอร์เตอร์ Grid-tied PV สำหรับกลุ่ม C & I (Commercial and Industrial) หรือกลุ่มลูกค้าในเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม มีขนาด 75-125 kW และมีมาตรฐานการกันน้ำและกันผุ่นระดับ IP66 นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงทางเทคโนโลยีเพื่อใช้ร่วมกันกับผลิตภัณฑ์แผงโซลาร์เซลล์ชนิด n-type ซึ่งมีกระแสไฟฟ้าสูง และผลลัพธ์ที่ได้คือมีประสิทธิภาพสูงถึง 98.6% ถือว่าสูงที่สุดในรุ่นที่มีในตลาด ซึ่งนับว่าเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เสนอ 2 มาตรการต่อรัฐมนตรีพลังงานแล้ว คือ “มาตรการลดภาษีสำหรับผู้ติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อป” และ “มาตรการลดหย่อนภาษีในส่วนของนิติบุคคลที่มีค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ใน 13 รายการ” เพื่อเตรียมยื่น ครม. เห็นชอบเร็วๆนี้ คาดเริ่มใช้จริง ก.ค. 2567 คงเป้าหมายเดิมที่กลุ่มบ้านอยู่อาศัย 9 หมื่นครัวเรือนที่ติดโซลาร์รูฟท็อปไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ วงเงินไม่เกิน 2 แสนบาทต่อราย ได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี  

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เผยความคืบหน้ามาตรการลดภาษีสำหรับผู้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) ว่า พพ. ได้นำมาตรการดังกล่าวเสนอต่อ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เรียบร้อยแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขรายละเอียด เพื่อนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็วๆ นี้ โดยคาดว่าจะประกาศใช้ได้จริงประมาณเดือน ก.ค. 2567 นี้ ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการเดิมที่คาดว่าจะได้ใช้จริงในเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2567

โดย พพ. ยังคงเป้าหมายเดิม คือให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีกับกลุ่มบ้านอยู่อาศัย 9 หมื่นครัวเรือน ซึ่งเบื้องต้นระยะเวลาของมาตรการดังกล่าวน่าจะกำหนดใช้เพียง 2 ปี คือ ระหว่างปี 2567-2569 ซึ่งจะลดหย่อนภาษีให้ผู้ติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อป เฉพาะกลุ่มบ้านอยู่อาศัย ที่เน้นการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองภายในบ้าน และมีระบบโซลาร์รูฟท็อปไม่เกิน 10 กิโลวัตต์  วงเงินไม่เกิน 2 แสนบาทต่อราย ซึ่งกระทรวงการคลังจะออกหลักเกณฑ์การลดหย่อนภาษีที่ชัดเจนต่อไป เช่น ให้ 1 คน ต่อ 1 สิทธิ์ สำหรับติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปใน 3 ปี เป็นต้น

อย่างไรก็ตามคาดว่ามาตรการลดภาษีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปนี้ จะช่วยให้เกิดการลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปประมาณ 20,250 ล้านบาท และช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ 585 ล้านหน่วยต่อปี นอกจากนี้ยังช่วยลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ได้ประมาณ 9,000 ตัน หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,100 ล้านบาท รวมทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 0.28 ล้านตันต่อปี

นอกจากนี้ พพ. จะนำเสนอ ครม. พิจารณาในคราวเดียวกัน เพื่อขออนุมัติมาตรการลดหย่อนภาษีในส่วนของนิติบุคคลที่มีค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ใน 13 รายการดังนี้  ตู้เย็น, เครื่องซักผ้า, เครื่องปรับอากาศ, ตู้เย็นแสดงสินค้า, เครื่องสูบน้ำอัตโนมัติ, เครื่อง VSD, เครื่องอัดอากาศแบบลูกสูบ, ปั๊มความร้อน, เครื่องเชื่อมไฟฟ้า, ฟิล์มติดกระจก, สีทาอาคาร, มอเตอร์ไฟฟ้าเหนี่ยวนำ และกระจก ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ต้องเป็นสินค้าที่ได้มาตรฐานเบอร์ 5 ด้วย

โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายของอุปกรณ์ดังกล่าวไปลดหย่อนภาษีได้ แบบทยอยหักต่อเนื่อง 5 ปีภาษี ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าสะสม 5 ปี ได้ 29,020 ล้านหน่วยต่อปี และยังช่วยลดการนำเข้า Spot LNG หรือ ก๊าซธรรมชาติเหลวในราคาตลาดจรได้ 203 ล้าน MMBTU หรือคิดเป็นมูลค่า 105,551 ล้านบาท และลดการสะสมก๊าซเรือนกระจกได้ด้วย

Source : Energy News Center