ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. เปิดเผยว่า ธอส. เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจ “ติดตั้งหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์” หรือ Solar Roof สามารถยื่นคำขอกู้เงินได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 ถึง 30 ธันวาคม 2567 โดยกำหนดระยะเวลาอนุมัติและทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2567 อย่างไรก็ตาม 

ทั้งนี้ การติดตั้ง Solar Roof เป็นทางเลือกที่ดีในการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด หากคุณมีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด อย่าพลาดโอกาสที่จะยื่นคำขอกู้เงินภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สินเชื่อ ธอส. "โครงการสินเชื่อ Solar Roof ปี 2567" เปิดให้ยื่นคำขอกู้เงินได้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2567

วัตถุประสงค์ของการยื่นกู้สินเชื่อ Solar Roof

ธอส.ระบุว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนการติดตั้ง Solar Roof เพื่อใช้ประโยชน์ในการอยู่อาศัยเท่านั้น รวมถึงสามารถกู้เพื่อชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA) ร่วมกับวัตถุประสงค์หลักของโครงการได้

วงเงินและระยะเวลากู้สินเชื่อ Solar Roof

วงเงินกู้

  • วงเงินกู้ตามเกณฑ์หลักประกันและรายได้ให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติงานสินเชื่อของธนาคาร

ระยะเวลากู้

  • ไม่น้อยกว่า 3 ปี และไม่เกิน 40 ปี โดยอายุผู้กู้รวมกับระยะเวลากู้ต้องไม่เกิน 70 ปี ยกเว้นข้าราชการตุลาการ อัยการ หรือผู้ที่มีอายุเกษียณมากกว่า 60 ปี ซึ่งสามารถกู้ได้จนถึงอายุ 75 ปี

อัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม

  • อัตราดอกเบี้ย
  • ปีที่ 1-3: 3.90% ต่อปี
  • ปีที่ 4 เป็นต้นไป: MRR (Minimum Retail Rate)
  • อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา (EIR): 5.78%
  • หมายเหตุ: อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ระบุเป็นเพียงตัวอย่างตามเงื่อนไขที่ใช้ในฉบับนี้เท่านั้น โดยคำนวณจากสมมติฐานวงเงินกู้ 1 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 20 ปี ผ่อนชำระตามเงินงวดของผลิตภัณฑ์

ค่าธรรมเนียมและค่าปรับ

  • เป็นไปตามประกาศธนาคาร

คุณสมบัติและเอกสารที่ใช้สมัครสินเชื่อ Solar Roof

คุณสมบัติผู้กู้

  • เป็นลูกค้าสวัสดิการ และลูกค้ารายย่อยทั่วไป

เอกสารที่ใช้สมัคร

  • เอกสารส่วนบุคคล
  • บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรข้าราชการ
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • สำเนาทะเบียนสมรส/ใบหย่า/ใบมรณะบัตร
  • สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนคู่สมรส (ถ้ามี)

เอกสารทางการเงิน

  • สำหรับพนักงานประจำ: หนังสือผ่านสิทธิสวัสดิการ, หนังสือรับรองเงินเดือน, สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน, สำเนาบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือนฃ
  • สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ: สำเนาบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 12 เดือน, สำเนาทะเบียนการค้า/ทะเบียนบริษัท, หลักฐานการเสียภาษีเงินได้, รูปถ่ายกิจการ, สำเนาใบประกอบวิชาชีพ

เอกสารหลักประกัน

  • ใบเสนอราคาหรือสัญญาจ้างติดตั้ง Solar Roof
  • สำเนาโฉนดที่ดิน หรือ นส.3ก
  • หมายเหตุ: ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการขอเอกสารเพิ่มเติมจากผู้กู้เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา

คำถามที่พบบ่อย

  • คำถาม: ผลิตภัณฑ์นี้เหมาะสำหรับลูกค้ากลุ่มไหน?
  • คำตอบ: เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการติดตั้งหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน


ที่มาข้อมูล : ธอส.

Source : ฐานเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์ถือว่าได้เป็นอีก 1 สาเหตุของภาวะโลกร้อน เพราะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 36.92 เมตริกตันคาร์บอนต่อปี โดยอุตสาหกรรมการผลิตปูนซีเมนต์ทั่วโลกปล่อยก๊าซคาร์บอนอยู่ที่ 8% และเมื่อคนทั้งโลกต่างพากันคิดค้นและหาวิธีลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่องให้ทำอุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์ได้คิดค้น “ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก” ออกมา ซึ่งเป็นนวัตกรรมปูนคาร์บอนต่ำ ที่จะเข้ามาพลิกวงการอุตสาหกรรมการก่อสร้างให้รักษ์โลกมากยิ่งขึ้น

ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก คืออะไร

ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก คือ ปูนซีเมนต์ที่ก่อตัวและแข็งตัวเนื่องจากการทำปฏิกิริยากับน้ำ มีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 2594 มีวิธีการผลิตเช่นเดียวกับ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของปูนซีเมนต์ (Performance Based) และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกมีจุดเด่นหลายอย่างด้วยกัน

  • สามารถใช้ทดแทนปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ได้ทันที
  • มีผิวคอนกรีตที่เรียบเนียน
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • มีความทนทานต่อการขัดสี และหลุดร่อน
  • กำลังอัดสูงสามารถใช้กับงานโครงสร้างต่างๆ ได้
  • คอนกรีตทึบแน่น ช่วยให้โครงสร้างมีความแข็งแร็งมากยิ่งขึ้น

และมีคุณสมบัติทางวิศวกรรมที่ได้การรับรองจากหลายมาตรฐาน สนองตอบความต้องการแต่ละประเภทของงานก่อสร้างโครงสร้าง (Performance Based) ได้มากกว่าปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และวงการก่อสร้างในอนาคต นำมาซึ่งประโยชน์ดีในด้านสิ่งแวดล้อมและในด้านของความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ จนสามารถกล่าวได้ว่า ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกเป็นปูนซีเมนต์ที่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างครบถ้วน เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) นำไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low CarbonSociety) อีกทั้งเป็นการสนับสนุนการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ในปี พ.ศ. 2593 และปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ในปี พ.ศ. 2608

โดยปกติปูนแบบเดิมๆ อย่าง ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ มีองค์ประกอบหลักเป็นปูนเม็ดสูงถึง 93% ซึ่งปูนเม็ดได้มาจากการเผาที่อุณหภูมิสูง 1,400 – 2,000 องศา ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกสามารถทดแทนปูนเม็ดด้วยวัสดุอื่น ๆ เช่น ยิปซั่ม เถ้าลอย รวมไปถึงกากจากอุตสาหกรรม เช่น ตะกรันเหล็ก ประมาณ 10% จึงทำให้ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ประมาณ 0.052 ตันคาร์บอนต่อปูน 1 ตัน เมื่อเราพิจารณาตัวเลข 10% เหมือนจะเป็นตัวเลขที่น้อยมาก แต่ถ้าเราลองคำนวณดูว่า ในการก่อสร้างแต่ละครั้งมีการใช้ปูนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอาคาร หรือโครงการขนาดใหญ่ ตัวเลขที่ 10% จึงไม่อาจจะบอกได้ว่าเป็นเพียงตัวเลขที่น้อยได้ แต่กลับช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้เป็นจำนวนมากเช่นกัน โดยในปัจจุบันผู้จำหน่ายได้มีการตั้งราคาของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์และไฮดรอลิกไว้เท่ากัน เพื่อสนับสนุนให้มีการใช้งานปูนซีเมนต์ไฮโดริกมากขึ้นเพราะจะไม่กระทบต่อต้นทุนค่าก่อสร้าง

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติระหว่างปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก และ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์

คอนกรีตสดปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์
การอุ้มน้ำเทียบเท่ากันเทียบเท่ากัน
ความต้องการน้ำน้อยกว่ามากกว่า
การยุบตัวเริ่มต้นมากกว่า ประมาณร้อยละ 12 – 17น้อยกว่า
การรักษาค่าความสามารถในการยุบตัวเทียบเท่ากันเทียบเท่ากัน
ระยะเวลาการก่อตัวใกล้เคียงกันใกล้เคียงกัน
การเยิ้มน้ำที่ผิวหน้าน้อยกว่ามากกว่า

คอนกรีตที่แข็งตัวแล้วปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์
กำลังอัดเท่ากันเท่ากัน
คาร์บอเนชั่นลึกกว่าเล็กน้อย ประมาณ 1 มม.ตื้นกว่า
ความต้านทานซัลเฟตและคลอไรด์เทียบเท่ากันเทียบเท่ากัน
การหดตัว (แบบห้อง และแบบออโตจีเนียส)ต่ำกว่าสูงกว่า
การทำปฏิกิริยาระหว่างด่างและมวลรวมเทียบเท่ากันเทียบเท่ากัน
การต้านทานการขัดสีสึกกร่อนเทียบเท่า หรือสูงกว่าเล็กน้อยเทียบเท่า หรือต่ำกว่าเล็กน้อย
ข้อมูลจาก : สมาคมอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์ไทย

โดยข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์ไทย บอกเอาไว้ว่าในประเทศไทยมีการนำปูนซิเมนต์ไฮดรอลิคไปใช้ในหลายสถานที่ไม่ว่าจะเป็น

  • ศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย
  • อาคารที่ทำการสภาวิศวกร
  • อาคารที่ทำการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฏร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก)
  • โครงการทางพิเศษฉลองรัชส่วนต่อขยาย (ช่วงจตุโชติ – ถนนลำลูกกา)
  • โครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ระยะที่ 1
  • สะพานข้ามคลองดู
  • โครงการปรับปรุงคลองยม-น่าน พร้อมอาคารประกอบ
  • โครงการแก้มลิงแก่งน้ำด้อม พร้อมอาคารประกอบ (ระยะที่ 1)
  • โครงการสถานีสูบน้ำและระบบส่งน้ำลาดวารี
  • อาคารปฏิบัติการสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • อาคาร FYI Center
  • อาคารสำนักงานนิคมอุตสาหกรรม Smart Park
  • โรงพยาบาลสนามแห่งที่ 10 จ.สมุทรสาคร
  • อาคารที่พักกรมยุทธโยธาทหารบก
  • อาคารที่พักกรมช่างทหารเรือ
  • ถนนคอนกรีตเทศบาล 2 อ.บางเลน จ.นครปฐม
  • ถนนคอนกรีตเทอดดำริ (อบต.) จ.นครปฐม
  • ถนนคอนกรีตบ้านรางปลาหมอ จ.ราชบุรี
  • โครงการก่อสร้างระบบส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้ายโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก จ.อุตรดิตถ์
  • งานปรับปรุงถนนและระบบระบายน้ำโดยรอบมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • งานพื้นซีเมนต์ขัดมัน กระทรวงกลาโหม สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
  • โครงการพัฒนาพื้นที่ กระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กรมยุทธบริการทหาร

และทั้งหมดนี้ก็คือ เรื่องราวของปูนซิเมนต์ไฮดรอลิก ซึ่งมีการพัฒนามาเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้กรรมวิธีผลิตที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีคุณสมบัติเทียบได้กับปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ สามารถใช้งานได้ไม่ต่างกัน และเป็นทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืนสำหรับอนาคตของงานก่อสร้าง

ภาพประกอบ : สมาคมอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์ไทย , Freepik

Tesla ได้สร้างกระแสเกี่ยวกับแบตเตอรี่ EV อีกครั้ง ซึ่งล่าสุดได้เผยข้อมูลแบตเตอรี่ของ Tesla แต่ละรุ่นกับการใช้งานมาแล้ว 322,000 กม พบว่าสุขภาพแบตฯยังอยู่ที่ 88%

Tesla ถือว่าเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่ใครๆก็รู้จักและขึ้นชื่อเรื่องการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า ล่าสุดได้มีการเปิดเผยข้อมูลของการใช้งานรถ Tesla รุ่นต่างๆไม่ว่าจะเป็น Model 3, Model Y รวมไปถึง Model S และ Model X รุ่นเก่าด้วย ซึ่งเรามาดูกันว่าเมื่อใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของเทสลาไปนานๆ แบตเตอรี่จะยังคงใช้งานได้ดีหรือไม่ 

Tesla การันตีแบตฯทนจริง ชาร์จไฟกว่า 800 รอบ สุขภาพแบตฯยังเหลือ 88%

Tesla ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดของการทดสอบสุขภาพแบตเตอรี่ ซึ่งที่น่าสนใจคือ Tesla Model 3 และ Tesla Model Y ที่ใช้งานมายาวนานถึง 322,000 กม. แต่ยังคงมีสุขภาพแบตเตอรี่ 85% ซึ่งหากเปรียบเทียบระยะทางกับการชาร์จ เท่ากับรถเหล่านี้ใช้งานและชาร์จไปแล้วมากกว่า 800 รอบ

Tesla การันตีแบตฯทนจริง ชาร์จไฟกว่า 800 รอบ สุขภาพแบตฯยังเหลือ 88%

อย่างไรก็ตาม Tesla ยังได้เผยข้อมูลของรถรุ่นเก่าอย่าง Model S และ Model X พบว่าการใช้งานกว่า 322,000 กม. รถยนต์ไฟฟ้าเทสลายังคงรักษาสุขภาพแบตเตอรี่ได้เฉลี่ยมากถึง 88% 

Tesla การันตีแบตฯทนจริง ชาร์จไฟกว่า 800 รอบ สุขภาพแบตฯยังเหลือ 88%

บริษัทเทสลาได้รับคำถามบ่อยครั้งว่า หากซื้อ Tesla จะต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ในอนาคตหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่” บริษัทยืนยันว่าประสบการณ์อันยาวนานในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสามารถทำให้แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน

Tesla การันตีแบตฯทนจริง ชาร์จไฟกว่า 800 รอบ สุขภาพแบตฯยังเหลือ 88%

Tesla เน้นย้ำถึง ประเด็นสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า นั่นคือ อายุการใช้งานที่ยาวนาน หากแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ตลอดอายุการใช้งานของรถ นอกจากช่วยแก้ปัญหาความกังวลหลักของผู้บริโภคเท่านั้น

แต่ยังช่วยเสริมสร้างแนวคิดเรื่องความยั่งยืนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย ท้ายที่สุดแล้ว รถยนต์ที่ใช้งานได้ยาวนานคือรถที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า

ที่น่าสังเกตก็คือ ข้อมูลที่นำเสนอในรายงานของ Tesla นั้นเฉพาะเจาะจงสำหรับรุ่น Long-Range ของ Model 3 และ Model Y ซึ่งโดยทั่วไปจะติดตั้งเซลล์แบตเตอรี่ทรงกระบอกแบบ 2170 ข้อมูลดังกล่าวไม่รวมถึงรุ่น Standard Range หรือรุ่นที่มีเซลล์แบบ 4680 ที่ผลิตเองโดย Tesla

เนื่องจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายังคงขยายตัวต่อไป อายุการใช้งานของแบตเตอรี่จึงยังคงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้บริโภค ข้อมูลของ Tesla แสดงให้เห็นว่าแบตเตอรี่ของบริษัทได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานได้ยาวนาน ซึ่งอาจอยู่ได้นานกว่าอายุการใช้งานเฉลี่ยของรถยนต์ทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป

ที่มา : ArenaEV
Source : Spring News

ข้อมูลจากประชุมคณะรัฐมนตรี ระบุว่า โดยจังหวัดเป้าหมายที่สามารถกำหนดให้มีการประเมินตัวชี้วัดค่าเฉลี่ยรายปีของปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ตามตัวชี้วัดขับเคลื่อนการบูรณาการร่วมกัน (Joint KPIs)

โดยการลดปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ได้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวนทั้งสิ้น 39 จังหวัด และจังหวัดเป้าหมายที่ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะนำมากำหนดเป็นค่าเป้าหมายเนื่องจากมีการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ1 ในระหว่างปี หรือยังไม่มีการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ ซึ่งจะนำมากำหนดให้มีการประเมินตัวชี้วัดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 15 จังหวัด

โดย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) รายงานว่า ได้พิจารณาเกี่ยวกับการกำหนดให้การลดหรือการควบคุมปริมาณการปล่อยมลพิษทางอากาศ PM 2.5 เป็นตัวชี้วัด (KPIs) ที่สำคัญของแต่ละจังหวัด โดยนำมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ปี 2567 ของ ทส. ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ เมื่อ 19 ธันวาคม 2566 มาเป็นกรอบในการพิจารณา สรุปได้ ดังนี้

1. จังหวัดเป้าหมายตามมาตรการฯ ที่สามารถกำหนดให้มีการประเมินตัวชี้วัดค่าเฉลี่ยรายปีของปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ตาม Joint KPIs ภายใต้ Agenda ประเด็นที่ 5 การลดปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 39 จังหวัด โดยแบ่งเป็น

       1.1 จังหวัดเป้าหมายที่ดำเนินการกำหนดเป็นตัวชี้วัดอยู่แล้ว 2 จำนวน 16 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน ตาก พิษณุโลก นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม
       1.2 จังหวัดเป้าหมายที่จะกำหนดให้มีตัวชี้วัดในการประเมินเพิ่มเติม 3 จำนวน 23 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สระบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี สมุทรสงคราม สุพรรณบุรี ขอนแก่น นครราชสีมา เลย หนองคาย อุบลราชธานี นครพนม เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร พิจิตร อุทัยธานี ลพบุรี บุรีรัมย์ มุกดาหาร สกลนคร และอุดรธานี

2. จังหวัดเป้าหมายที่จะนำมากำหนดให้มีการประเมินตัวชี้วัดดังกล่าวในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 15 จังหวัด เนื่องจากมีการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในระหว่างปี 2567 ทำให้มีข้อมูลไม่ครบรอบปีที่จะนำมาใช้ในการประเมินตามตัวชี้วัดค่าเฉลี่ยรายปีของปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) หรือยังไม่มีการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ ดังนี้
         2.1 จังหวัดเป้าหมายที่มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแล้วแต่ข้อมูลยังไม่เพียงพอ จำนวน 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ สิงห์บุรี นครนายก บึงกาฬ กาฬสินธุ์ ยโสธร อำนาจเจริญ สุรินทร์ และศรีสะเกษ
         2.2 จังหวัดเป้าหมายที่ยังไม่มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยนาท อ่างทอง เพชรบุรี มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และหนองบัวลำภู

3. ข้อเสนอแนะให้กรมควบคุมมลพิษติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศสำหรับจังหวัดที่ยังไม่มีการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศให้แล้วเสร็จในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เพื่อเป็นข้อมูลในการกำหนดค่าเป้าหมายสำหรับใช้ประเมินในปีถัดไป

 4. ประโยชน์ของการจัดการเพื่อดูแลปัญหาเรื่องฝุ่นพิษ PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดจะช่วยลดต้นทุนการสร้างความเสียหายต่อคุณภาพดิน น้ำ และการเติบโตของสิ่งมีชีวิตในป่า รวมทั้งความหลากหลายด้านชีวภาพ          

ซึ่งสนับสนุนการขับเคลื่อนเป้าหมาย IGNITE THAILAND4 ของรัฐบาลในวิสัยทัศน์ที่ 3 ศูนย์กลางอาหาร (Agriculture & Food Hub) ในการยกระดับเกษตรกรรมส่งเสริมเกษตรกรไทยให้มีรายได้มากขึ้น 3-4 เท่า พร้อมที่จะเข้าสู่การเป็นครัวของโลก

รวมทั้งจะช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากปัญหาฝุ่น PM2.5 เช่น ค่าเสียโอกาสด้านการท่องเที่ยวที่เกิดจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวไทย ค่าเสียโอกาสที่เกิดจากปัญหาสุขภาพจากการรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจ หรือค่าใช้จ่ายในการป้องกันมลพิษและการสวมใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งอาจสร้างความเสียหายโดยรวมถึง 5,500-10,000 ล้านบาทต่อปี

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดรับฟังความเห็น “(ร่าง) แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567 – 2580 (Oil Plan 2024)” วันแรก เผยสาระสำคัญเตรียมลดชนิดน้ำมันที่จำหน่ายในประเทศลง พร้อมยกเลิกจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ในปี 2568 และอยู่ระหว่างเลือกแก๊สโซฮอล์ 95 หรือ E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ส่วนดีเซลกำหนดให้ B7 เป็นน้ำมันพื้นฐาน พร้อมขยายสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ระหว่าง 5- 9.9% ในอนาคตจ่อดันรถบรรทุกใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจน กำหนดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2578-2580 หนุนส่งเสริมการขนส่งน้ำมันทางท่อให้ถึงสัดส่วน 55% ในปี 2580 และเพิ่มสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ในประเทศให้ได้ 90 วัน หรือ 14,310 ล้านลิตร จากปัจจุบันไทยมีสำรองโดยรวมทั้งหมด 70-75 วัน คาดแผน Oil Plan 2024 ช่วยให้เกิดเม็ดเงินลงทุนกว่า 113,000 ล้านบาท

วันที่ 28 มิ.ย. 2567 กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ได้เปิดเวทีรับฟังความเห็น “(ร่าง) แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567 – 2580 (Oil Plan 2024)” ต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปปรับปรุงแผน Oil Plan 2024 ให้สมบูรณ์ โดยเป็นการเปิดเวทีรับฟังความเห็นในกรุงเทพฯ พร้อมทั้งถ่ายทอดผ่านระบบออนไลน์และออฟไลน์ มีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน นอกจากนี้ ธพ. ยังเปิดรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมผ่านช่องทางแบบสอบถามออนไลน์ (Google Forms) และอีเมล Oilplan2024@gmail.com ตั้งแต่ 28 มิ.ย. – 12 ก.ค. 2567

สำหรับแผน Oil Plan 2024 เป็นหนึ่งใน “แผนพลังงานชาติ (National Energy Plan)” ซึ่งแผนพลังงานชาติ ประกอบด้วย  5 แผนคือ 1. แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2567-2580 (PDP 2024) 2.แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2567-2580 (Gas Plan 2024) 3. แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567 – 2580 (Oil Plan 2024) 4.แผนปฏิบัติการด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2567 – 2580 (AEDP2024) และ 5.แผนปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2567 – 2580 (EEP2024)

สำหรับสาระสำคัญของร่างแผน Oil Plan 2024 ก็คือ จะมีการปรับลดชนิดน้ำมันที่จำหน่ายในประเทศ โดยในส่วนของน้ำมันดีเซลจะกำหนดให้ไบโอดีเซลB7 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐาน และกำหนดสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ระหว่าง 5-9.9% (จากปัจจุบันกำหนดสัดส่วนผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ที่ 6.6-7%) นอกจากนี้ยังให้ดีเซล B20 เป็นน้ำมันทางเลือก และจะสนับสนุนให้รถบรรทุกขนาดใหญ่หันไปใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจน โดยจะเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2578-2580

ขณะที่กลุ่มน้ำมันเบนซินจากปัจจุบันมีจำหน่ายอยู่ 5 ชนิด และอยู่ระหว่างการเลือกว่าจะกำหนดให้แก๊สโซฮอล์ 95 หรือ แก๊สโซฮอล์ E20 เป็นน้ำมันพื้นฐานของประเทศต่อไป ทั้งนี้จะยกเลิกการจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ออกไปภายในปี 2568  ส่วนราคาของแก๊สโซฮอล์ E85 และเบนซิน จะเป็นราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

นอกจากนี้ยังตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการขนส่งน้ำมันทางท่อให้มากขึ้น จากปัจจุบันการขนส่งน้ำมันทางท่อมีสัดส่วนประมาณ 36-39% นอกนั้นเป็นการขนส่งทางรถยนต์ อย่างไรก็ตามในแผน Oil Plan 2024 จะเพิ่มสัดส่วนการขนส่งน้ำมันทางท่อเป็น 45% ในปี 2570 และเป็น 55% ในปี 2580

พร้อมกันนี้จะมุ่งเน้นการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ในประเทศให้ได้ 90 วัน ตามนโยบายรัฐบาล หรือประมาณ 14,310 ล้านลิตร จากปัจจุบันไทยมีการสำรองน้ำมันดิบ 6% และน้ำมันสำเร็จรูป 1% ของการจำหน่าย หรือเท่ากับเป็นการสำรองน้ำมันรวม 25 วัน แต่ยังมีในส่วนของผู้ผลิตที่สำรองไว้อีก 45-50 วัน ทำให้วันนี้ไทยยังมีการสำรองน้ำมันโดยรวมประมาณ 70-75 วัน แต่เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานจะต้องเพิ่มการสำรองเป็น 90 วัน

อย่างไรก็ตามหลังจากรับฟังความคิดเห็นร่างแผน Oil Plan 2024 แล้ว กระทรวงพลังงานจะรวบรวมทั้ง 5 แผนดังกล่าวไว้ในแผนพลังงานชาติ ซึ่งคาดว่าจะจัดทำเสร็จในเดือน ก.ย. 2567 เพื่อเสนอให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.), คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาและนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเห็นชอบและประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีนี้ สถานการณ์การใช้น้ำมันของประเทศไทยจะยังเผชิญกับปัจจัยความไม่แน่นอนและต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งจากการเข้ามาของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า(EV) ที่ในปี 2566 มียอดจดทะเบียนรถ EV เพิ่มขึ้นกว่า 1 แสนคัน แม้ว่าปี 2567นี้ ยอดจดทะเบียนจะลดลงบ้าง แต่เชื่อว่าในระยะยาว รถ EV จะเติบโตมากขึ้น อย่างแน่นอน

อีกทั้ง ยังมีปัจจัยเรื่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่มีสถานะติดลบกว่า 1.1 แสนล้านบาท และตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 กำหนดให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะต้องยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ ทั้งกลุ่มน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และน้ำมันไบโอดีเซล ภายในวันที่ 24 ก.ย. 2567 แต่ยังสามารถขอผ่อนผันได้อีก 2 ปี หรือ ไปสิ้นสุดในวันที่ 24 ก.ย. 2569 ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น กองทุนน้ำมันฯ จะไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้แล้ว ทางกระทรวงพลังงาน จึงต้องกำหนดแผนว่าจะดูแลผู้ประกอบการเอทานอลและไบโอดีเซลอย่างไร

โดยเบื้องต้นได้เตรียมแนวทางผลักดันไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตดุดิบ แต่ก็ต้องมีการลงทุนด้านเทคโนโลยี ซึ่งหากเกิดขึ้นได้ทันภายใน 2 ปีนี้ ก็จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ แต่หากเกิดขึ้นไม่ทันผู้ประกอบการในธุรกิจนี้ก็อาจทยอยล้มหายตายจากไป ก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายนโยบายและผู้ประกอบการจะต้องหาทางออกร่วมกัน

 นอกจากนี้ ในร่างแผน Oil Plan 2024 ยังต้องพิจารณาเรื่องการขนส่งทางท่อ ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐได้พยายามผลักดันให้เกิดการลงทุนและใช้งานมากขึ้น และหากมีการตอบรับที่ดี ในอนาคตก็อาจขยายการขนส่งไปยังหนองคาย และประเทศลาว ซึ่งจะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ลดการเกิดอุบัติเหตุ และเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว แต่ก็ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนด้วย เพื่อส่งเสริมให้เกิดเป็น Single Platform หรือ แพลตฟอร์มการขนส่งแบบไร้รอยต่อ

ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องของ SPR หรือ คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ความสำคัญ และมีเป้าหมายที่จะกำหนดให้สำรองน้ำมันฯ อยู่ที่ 90 วัน ก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณารายละเอียดต่อว่า จะหางบประมาณมาจากส่วนใด การดูแลรักษาเนื้อน้ำมัน และกลไกการบริหารจัดการจะเป็นอย่างใด ก็เป็นเรื่องที่ต้องหารือกันต่อไป

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ร่างแผน Oil Plan 2024 ได้คาดการณ์ทิศทางความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงโลก ที่มีแนวโน้มลดลงในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันสูงสุด ( Oil Peak demand) ของประเทศจะไม่เกินปี พ.ศ. 2573 แต่น้ำมันยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลัก โดยเฉพาะในภาคขนส่ง จึงได้วางกรอบการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้วิสัยทัศน์ “ก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานด้วยความมั่นคง และยกระดับธุรกิจพลังงานเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สาระสำคัญของ (ร่าง) แผน Oil Plan 2024 ทั้ง 4 ด้าน คือ 1. ด้านการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคง กรมธุรกิจพลังงานได้วางแผนทบทวนรูปแบบและอัตราการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความเหมาะสม รวมถึงจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับภาวะวิกฤตด้านน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ

2. ด้านการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง เพื่อบริหารจัดการอุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคขนส่งให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ที่มีแนวโน้มลดลง บนเงื่อนไขที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะไม่สามารถอุดหนุนราคาได้ในอนาคต มีราคาเหมาะสม และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ จึงได้กำหนดแนวทางดำเนินการ ดังนี้

– ภาคขนส่งทางบก  จะปรับลดชนิดน้ำมันกลุ่มดีเซลและกำหนดให้มีเบนซินพื้นฐานที่เหมาะสมกับประเทศ  นอกจากนี้ยังได้เตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบและมาตรฐานเพื่อกำกับดูแลคุณภาพและความปลอดภัยของการนำเชื้อเพลิงไฮโดรเจนมาใช้ในภาคขนส่งที่คาดว่าจะพร้อมใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคต

 – ภาคขนส่งทางอากาศ  จะส่งเสริมการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคการบิน มุ่งใช้ศักยภาพวัตถุดิบจากในประเทศ เช่น น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (used cooking oil : UCO) น้ำมันปาล์มดิบ เอทานอล คาดว่าจะสามารถเสนอให้เริ่มมีสัดส่วนการผสม SAF ที่ 1% ในปี พ.ศ. 2569

– ภาคขนส่งทางน้ำ  จะส่งเสริมการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงทดแทนสำหรับเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ อาทิ น้ำมันเตากำมะถันต่ำที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ (B24 VLSFO) ซึ่งปัจจุบันที่ตลาดสิงคโปร์มีการซื้อขาย B24 (ผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ 24%)

3. ด้านการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง กรมธุรกิจพลังงานได้วางแนวทางปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วยการกำกับดูแลการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปของโรงกลั่นน้ำมัน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการคลังน้ำมัน  ผลักดันการขนส่งน้ำมันทางท่ออย่างเต็มประสิทธิภาพ และส่งเสริมการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง

 4. ด้านการส่งเสริมธุรกิจใหม่ในอนาคต เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงให้สามารถปรับตัวจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ  กรมธุรกิจพลังงานได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจใหม่สำหรับขับเคลื่อนในระดับนโยบายประเทศ ประกอบด้วย ธุรกิจปิโตรเคมีพลาสติกชีวภาพ เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ดีเซลชีวภาพสังเคราะห์ และน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ พร้อมเสนอกลไกการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2570

โดยภาพรวมผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการตาม (ร่าง) แผน Oil Plan 2024 ฉบับนี้ คาดว่าในมิติด้านเศรษฐกิจ จะมีเม็ดเงินลงทุนกว่า 113,000 ล้านบาท สามารถช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตไบโอดีเซลและเอทานอลกว่า 71,000 ล้านบาทต่อปี และช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศจากการนำเข้าน้ำมันดิบได้ 59,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนในมิติด้านสังคมนั้น จะช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร 41,500 ล้านบาทต่อปี และในมิติด้านสิ่งแวดล้อม จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 7.1 ล้านตัน เทียบเท่าการปลูกป่าโกงกางขนาด 2.6 ล้านไร่ต่อปี

Source : Energy News Center