การพัฒนาแบตเตอรี่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่ามีข่าวคราวออกมาอยู่ตลอดว่า มีการเปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นใหม่ ซึ่งมักจะระบุเอาไว้เลยว่ามีขนาดเท่าไหร่ ติดตั้งกับรถแล้ววิ่งได้ระยะทางสูงสุดเท่าไหร่ และล่าสุดก็มีการเปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นใหม่ออกมา แต่คราวนี้มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร เพราะเป็นแบตเตอรี่แบบชาร์จไว้ ชาร์จ 5 นาที วิ่งได้ถึง 200 กิโลเมตร และวันนี้ทางทีมงานจะพาทุกท่านมารู้จักกับแบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตชาร์จเร็ว 6C ซึ่ง SAIC-GM ร่วมมือกับทาง CATL ได้เปิดตัวแบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตชาร์จเร็ว 6C รุ่นแรกของโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตชาร์จเร็ว 6C รุ่นแรกของโลก

แบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟต (Lithium Iron Phosphate Battery หรือ LFP) เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากมีข้อดีหลายประการที่น่าสนใจ เริ่มจากความปลอดภัยสูง แบตเตอรี่ LFP มีความเสถียรทางเคมีสูง ทำให้มีโอกาสน้อยที่จะเกิดการลัดวงจรหรือระเบิดเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีอายุการใช้งานยาวนาน แบตเตอรี่ LFP สามารถผ่านการชาร์จและคายประจุได้หลายรอบโดยไม่สูญเสียความจุมากนัก ทำให้มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าแบตเตอรี่ชนิดอื่นๆ และยังมีต้นทุนที่ต่ำ วัสดุที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ LFP มีราคาถูกกว่าวัสดุที่ใช้ในแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนชนิดอื่นๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลงตามไปด้วย และทนทานต่ออุณหภูมิสูง แบตเตอรี่ LFP สามารถทำงานได้ดีในสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในภูมิภาคที่มีอุณหภูมิสูง

สำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตชาร์จเร็ว 6C ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งจะขออธิบายคร่าวๆ ให้ทุกท่านเข้าใจถึงเรื่องของ แบตเตอรี่ 6C โดย C-rate คืออัตราการคายประจุของแบตเตอรี่ที่สัมพันธ์กับความจุของแบตเตอรี่นั้นๆ ยิ่งค่า C-rate สูง แสดงว่าแบตเตอรี่สามารถคายประจุได้เร็วขึ้น และชาร์จได้เร็วขึ้นถึง 6 เท่า ส่วนคำว่า แบตเตอรี่ 6C ก็เป็น แบตเตอรี่สามารถชาร์จจาก 0% ถึง 100% ได้ภายในเวลาเพียง 10 นาที (สมมติว่าความจุแบตเตอรี่ 100Ah) ซึ่งเร็วกว่าแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปมาก

รูปจาก : lifepo4-battery.com

จุดเด่นของ แบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตชาร์จเร็ว 6C

  • ชาร์จเร็ว ช่วยลดเวลาในการรอชาร์จ ทำให้ผู้ใช้สามารถเดินทางได้ไกลขึ้นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมด
  • เพิ่มความสะดวก ช่วยให้การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วเหมือนการเติมน้ำมันรถยนต์ทั่วไป
  • เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ และมีศักยภาพในการปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

นอกจากจะมีจุดเด่นแล้ว ก็มีข้อจำกัดบางอย่างเช่นกัน เริ่มจากเรื่องของความร้อน การชาร์จเร็วอาจทำให้แบตเตอรี่ร้อนขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่ในระยะยาว และยังมีเรื่องของราคาแบตเตอรี่ ที่อาจจะมีราคาสูงกว่าแบตเตอรี่แบบปกติทั่วๆ ไปในช่วงแรกๆ นอกจากนี้ยังต้องอาศัยสถานีชาร์จที่มีความเร็วในการชาร์จที่สูงอีกด้วย

อนาคตของ แบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตชาร์จเร็ว 6C ของ SAIC-GM

SAIC-GM ได้มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับแบตเตอรี่ 6C เอาไว้ว่า ในปีหน้าจะนำไปใช้กับสถาปัตยกรรมแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า Autoneng quasi-900V ซึ่งจะเป็นแบตเตอรี่ที่เข้ามาปลดล็อคข้อจำกัดต่างๆ และให้ประสบการณ์ใหม่ในการชาร์จแบตเตอรี่ของรถไฟฟ้าที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

โดยแบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตที่ชาร์จเร็วพิเศษ 6C นั้น ได้รวมเอาเทคโนโลยีการชาร์จเร็วระดับอะตอมหลายอย่างเข้ามาในแบตเตอรี่ ซึ่งรวมถึง เทคโนโลยีแคโทดเครือข่ายอิเล็กตรอนระดับสูง เทคโนโลยีวงแหวนไอออนเร็วในกราไฟท์รุ่นที่สอง สูตรอิเล็กโทรไลต์ที่มีการนำไฟฟ้าสูงมาก เมมเบรนอินเตอร์เฟซอิเล็กโทรไลต์แข็ง SEI ที่มีความหนาในระดับนาโน เมมเบรนกั้นความร้อนที่มีรูพรุนสูงที่ได้รับการปรับปรุง และอื่นๆ

เทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตที่ชาร์จเร็วพิเศษ 6C ที่ SAIC-GM ร่วมกับ CATL ไม่เพียงแต่กำหนดมาตรฐานทางเทคนิคใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ของ SAIC-GM เกี่ยวกับแนวทางพลังงานใหม่ และความร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยียานยนต์เอเชีย ในด้านการวิจัยและพัฒนาที่ยอดเยี่ยมเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในอนาคต SAIC-GM จะยังคงร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำในอุตสาหกรรม เพื่อนำเสนอโซลูชันการเดินทางด้วยพลังงานใหม่ที่ชาญฉลาด มีประสิทธิภาพและสะดวกสบายยิ่งขึ้นให้แก่ผู้บริโภค และร่วมกันส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ที่ยั่งยืน

บทสรุป

การพัฒนาแบตเตอรี่ชาร์จเร็วออกมา จะช่วยให้ประสบการณ์การใช้รถไฟฟ้าเปลี่ยนไป ไม่ต้องรอชาร์จนานๆ แบบเดิม ซึ่งก็ต้องรอดูต่อไปว่าแบตเตอรี่ 6C ที่ทาง SAIC-GM ที่ร่วมกับ CATL จะถูกนำไปใช้กับรถไฟฟ้ารุ่นไหนกันบ้าง นอกจากนี้ยังมีข่าวคราวของทาง BYD ที่คาดว่าจะเปิดตัว Blade battery 2.0 แบตเตอรี่ลิเทียมชนิต LFP ภายในช่วงปีนี้ ซึ่งจะรองรับการชาร์จระดับ 6C เช่นเดียวกัน (อ้างอิงจากสื่อในจีน) และทาง CATL ก็ได้มีการวางแผนปล่อยแบตเตอรี่ Qilin 2.0 ที่เป็นชนิต LFP เช่นกัน และจากสามารถรองรับการชาร์จ 6C ภายในช่วงสิ้นปีนี้ ก็เรียกได้ว่าปลายปีนี้ เราจะเห็นการเปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นใหม่กันอย่างต่อเนื่อง และต้องรอดูกันต่อไปครับว่า จะมีรถรุ่นไหนติดตั้งแบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้บ้าง และจะเปิดราคาขายกันที่เท่าไหร่

เหลือเวลาอีกไม่มากที่ไทยต้องก้าวสู่ Net Zero หากนับถอยหลังไทยเหลือเวลา 6 ปี ต้องลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือ 333 ล้านตันคาร์บอน เดินหน้าชงใช้ “ภาษีคาร์บอน” พร้อมดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ บังคับใช้ในปี 2026

เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในไทย คือ เรื่องเร่งด่วนที่หน่วยงานรัฐ และเอกชน ต้องเร่งขับเคลื่อนให้รวดเร็วขึ้น เพราะผลกระทบของโลกรวนทุกวันนี้เห็นได้ชัดเจนขึ้น เช่น หน้าร้อนที่ผ่านมา ร้อนและแล้งมาก หน้าฝนก็ฝนฉ่ำ น้ำท่วมหลายพื้นที่ใหญ่ในรอบหลาย 10 ปี บางพื้นที่ใหญ่สุดรอบ 100 ปีก็มี ดังนั้นต้องเร่งแก้ไขปัญหา และรับมือโลกรวนให้ทัน หนึ่งในเวทีที่มีการพูดถึงเรื่องนี้ และแนวทางการรับมือทั้งโลกรวน และเรื่องของเศรษฐกิจการค้า นั่นก็คือ เวทีสัมมนา Road to Net Zero 2024: The Extraodinary Green จัดโดยฐานเศรษฐกิจ 

โดยเวทีแห่งนี้มีมุมมอง และเรื่องราวมากมายที่น่าสนใจ อย่างเช่น นางสาวรัชฎา วานิชกร ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี กรมสรรพสามิต ที่ได้กล่าวในหัวข้อ ภาษีคาร์บอน กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ในงานสัมมนา Road to Net Zero 2024: The Extraodinary Green จัดโดยฐานเศรษฐกิจ  ว่า ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 372 ตันคาร์บอนต่อปี โดยส่วนใหญ่มาจากภาคพลังงานและภาคขนส่ง คิดเป็น 70% รองลงมาเป็นภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และการจัดการของเสีย

ไทยเหลือเวลา 6 ปี ต้องลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือ 333 ล้านตันคาร์บอน

สำหรับประเทศไทยในปี 2050 ประเทศไทยได้ประกาศและให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะเดินหน้าประเทศสู่ Net Zero หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ และตั้งเป้าหมายที่ใกล้กว่านั้นคือปี 2030 จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30-40%

อย่างไรก็ตามหากนับถอยหลังไทยจะมีเวลาอีก 6 ปี ที่จะต้องพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในปี 2030 จาก 555 ล้านตันคาร์บอน ลงมาที่ 333 ล้านตันคาร์บอน ซึ่งกลไกราคาคาร์บอนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำให้เราก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายนี้ได้ ดังนั้น กรมสรรพสามิต จึงได้เสนอให้มีการใช้กลไกของ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต เป็นการเก็บภาษีคาร์บอนนำร่องไปพลาง ก่อนที่กฎหมายใหม่จะมีผลบังคับใช้ โดยการเก็บภาษีของสินค้าที่ปล่อยมลพิษสูงและอยู่ในพิกัดสรรพสามิต

จากการศึกษากรณีตัวอย่างในต่างประเทศในการคำนวณกลไกราคาคาร์บอน โดยการนำสินค้าเชื้อเพลิงจำนวนเท่ากันไปเผาไหม้แล้วบันทึกปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยออกมา ซึ่งเชื้อเพลิงแต่ละชนิดมีความสะอาดไม่เท่ากัน โดยเบื้องต้นภาครัฐได้มีการกำหนดราคาคาร์บอนเป็นราคาเดียว ซึ่งยุโรปราคาคาร์บอนสูงกว่า 100 ดอลลาร์ ญี่ปุ่นอยู่ที่ 3 ดอลลาร์ สิงคโปร์จากเริ่มต้น 5 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเป็น 25 ดอลลาร์ ส่วนประเทศไทยยังไม่กำหนด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา เบื้องต้น กำหนดไว้ที่ 200 บาท หรือประมาณ 6 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตามกรมสรรพสามิต ต้องการบรรลุเป้าหมายในการขับเคลื่อนนโยบายภาษีคาร์บอน คือ สะท้อนให้ผู้ใช้ตระหนักและเห็นว่าต้นทุนในการใช้เชื้อเพลิงที่ปล่อยคาร์บอนออกมา แต่ยังไม่ต้องกังวลว่าภาษีคาร์บอนจะทำให้ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้น และเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่วนการดำเนินการในช่วงแรกจะเป็นการสร้างความตระหนักสำหรับภาคอุตสาหกรรมรวมถึงประชาชน ว่ากิจกรรมที่ทำนั้นมีราคาของคาร์บอน แต่จะไม่ให้กระทบกับต้นทุนในการใช้ชีวิตและประกอบธุรกิจ สำหรับแนวนโยบายดังกล่าวเตรียมที่จะมีการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็ววันนี้ ก่อนจะมีความชัดเจนว่าสุดท้ายแล้วจะกำหนดราคาคาร์บอนที่ 200 บาทหรือไม่

ด้าน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม  อภิปรายในหัวข้อ Action Green Transition บนเวที ROAD TO NET ZERO 2024 THE EXTRAORDINARY GREEN จัดขึ้นวันนี้ (26 กันยายน 2567 ) ว่า อยากชวนให้ทุกคนคิดถึงเรื่องวิกฤตโลกเดือด หรือระบบของโลกในทุกวันนี้แปรปรวนและส่งสัญญาณออกมาเป็นภัยพิบัติซึ่งยากที่จะคาดการณ์ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ พายุยางิที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าภัยเรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด พี่น้องประชาชนเสียหายมาก และการฟื้นฟูจะต้องใช้เงินอีกเท่าไหร่ที่จะต้องฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจพื้นฐานกลับมา

ไทยเหลือเวลา 6 ปี ต้องลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือ 333 ล้านตันคาร์บอน

ทั้งนี้มองว่า ความแปรปรวนนี้ยากจะรับมือขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการแปรปรวนเป็นสิ่งที่เราไม่อยากได้ เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพการรับมือต่ำลง ในมุมของธุรกิจผลที่ตามมาคือ วันนี้การคุมอุณหภูมิให้ได้ 1 องศา  งบประมาณจาก 100% ถูกใช้ไปแล้วกว่า 83% เหลือเพียง 17% ซึ่งในนี้มากกว่า 10% จะถูกใช้ไปก่อนปี ค.ศ. 2030 เพราะฉะนั้นการอยากจะคุมอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากและท้าทาย

ทั้งนี้หากคุมไม่ได้ และมากเกิน 2 องศาเซลเซียส ปะการังจะหายไปหมด แต่ถ้าไปถึง 3 องศาเซลเซียส จะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจมหาศาล ส่วนตัวมองอีกว่า วันนี้ยังไม่ถึงจุดนั้น เราจึงต้องพยายามทุกวิถีทางให้จำกัดการเพิ่มขึ้นให้ต่ำสุดเท่าที่จะทำได้

สำหรับประเทศไทย ได้มีแผนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีการกำหนดว่าในปี 2030 เราจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ราว 30-40% (NDC1) การลดก๊าซเรือนกระจกเกี่ยวข้องกับหลายสาขา บางส่วนเข้าสู่สภาพัฒน์แล้ว และจะมีการบังคับใช้ในเดือนตุลาคมนี้  ซึ่งที่ผ่านมาได้มีติดตามผลการลดก๊าซเรือนกระจกมาแล้ว

อย่างไรก็ตามในปี 2025 เป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 60% ซึ่งเป็นความท้าทายว่าประเทศไทยจะทำได้หรือไม่? ซึ่งเป็นแรงกดดันที่สำคัญมาก เพราะจะถูกพูดถึงบนเวที COP29 ที่จะเกิดขึ้นหรือในเวทีต่างประเทศ จึงไม่มีช่องว่างให้นักธุรกิจหรือภาครัฐลังเลใจว่าจะต้องทำเรื่องนี้หรือไม่

นายพิรุณ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในปี 2025 สิ่งที่อยากเห็นที่สุดคือ พ.ร.บ.ผ่านครม. เนื่องจาก ณ ปัจจุบันไม่มีกฎหมายหรือเครื่องมือที่ชัดเจนในการบังคับใชั อีกทั้งยังอยากให้เกิดความร่วมมือ สองมิติที่อยากได้ ก็คือ การขับเคลื่อนจากภาครัฐ และภาคเอกชนช่วยกันขับเคลื่อน เพราะเมื่อไหร่ที่ถึงปี ค.ศ.2030 และยังทำไม่ได้ตามเป้า การลดอุณหภูมิจะยากมากที่สุด

Source : Spring News

Zeekr 009 รถ MPV 6 ที่นั่ง ขุมพลังไฟฟ้า 100% เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยด้วยราคา 3.099 ล้านบาท ด้วยออปชั่นและสเปคที่น่าสนใจเราอยากชวนมาดูกันว่ารถรุ่นนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง

ZEEKR 009 รถยนต์ไฟฟ้าจีนประเภท MPV 6 ที่นั่งเปิดตัวจำหน่ายในประเทศไทยด้วยราคา 3,099,000 บาท พร้อมบุกตีตลาดในไทย ด้วยสเปคและออปชั่นที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับราคา ซึ่งรถรุ่นนี้จะหรูหราและมีอะไรโดดเด่นกว่าเจ้าตลาดเดิม ชวนมาดูไปพร้อมๆกัน

CREDIT : ZEEKR
CREDIT : ZEEKR

สเปค ZEEKR 009

ZEEKR 009 ขนาดตัวรถ ยาว 5,209 x กว้าง 2,024 x สูง 1,812 x ความยาวฐานล้อ 3,205 (มม.)

CREDIT : ZEEKR
CREDIT : ZEEKR

เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Toyota Alphard  ยาว 5,010 x กว้าง 1,850 x สูง 1,950 ความยาวฐานล้อ 3,000 (มม.) ZEEKR 009 ถือว่าได้เปรียบทั้งด้านความยาว, ความกว้าง ยกเว้นในเรื่องความสูง

ZEEKR 009 ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD (Intelligent Four-wheel Drive System) สามารถปรับเป็น RWD – AWD ได้อัตโนมัติ 

CREDIT : ZEEKR
CREDIT : ZEEKR

มอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor 2 ตัว พละกำลังสูงสุด 450 กิโลวัตต์ (kW) หรือ 612 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 693 นิวตันเมตร

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 4.5 วินาที, ระยะทางวิ่งสูงสุด 686 กม./ชาร์จ (มาตรฐาน NEDC)

CREDIT : ZEEKR
CREDIT : ZEEKR

แบตเตอรี่ Lithium-ion (MCM & Graphite) ความจุ 116 kWh รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC และรองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 310 kW ชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC (310 kW) จาก 10-80% ภายในเวลา 11.5 นาที

จุดเด่นของ ZEEKR 009 มาพร้อมช่วงล่างด้านหน้า Double Wishbone ช่วงหลัง Multi-link และ ระบบรองรับเป็นแบบถุงลม Air Suspension พร้อมระบบ Dynamic Damping Control (DDC) ปรับความแข็ง – นุ่ม อัตโนมัติ พร้อมปรับความสูงได้ 5 ระดับ

CREDIT : ZEEKR
CREDIT : ZEEKR

ในเรื่องความปลอดภัยมาพร้อมระบบจานเบรกแบบครีบระบายความร้อน (Ventilated Disc) เคลมระยะเบรกจาก 100 – 0 km/h ใน 36.9 เมตร

โครงสร้างตัวถังส่วนล่างแบบ One-Piece Construction ขึ้นรูปแบบ Die-casting, โครงสร้างตัวถังผลิตด้วยวัสดุทนแรงดึงสูง รองรับแรงกระแทก 128 กิโลนิวตัน (kN) หรือ 13,052 กิโลกรัม, โครงสร้างตัวถังด้านข้างแบบ Ten Grids ขนาด 133 มิลลิเมตร ป้องกันการกระแทกของแบตเตอรี่

การออกแบบเปลือกตัวถังภายนอก เพื่อลดคาสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Coefficient Drag) เหลือเพียง 0.27, ชิ้นส่วนและระบบลดเสียงรบกวนจากภายนอก ทำให้มีความเงียบภายในห้องโดยสาร 64.5 dB ที่ความเร็ว 120 km/h

CREDIT : ZEEKR
CREDIT : ZEEKR

หลังคากระจก Panoramic Roof แบบ 2 ตอน, ประตูสไลด์ไฟฟ้า 2 ฝั่ง, พร้อมระบบถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง

ภายในเบาะนั่งหุ้มด้วยวัสดุ Nappa , เบาะที่นั่งปรับด้วยไฟฟ้า, เบาะแถวสองมาพร้อมโต๊ะพับอเนกประสงค์, ที่วางขา Ottoman, โหมดปรับนอนจังหวะเดียว Eame Lounge Chair Mode และเบาะแถวที่สามารถปรับและพับได้ 60:40 

CREDIT : ZEEKR
CREDIT : ZEEKR

ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 8155, หน้าจอชุดมาตรวัดแบบ LCD 10.25 นิ้ว, ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกบังลมหน้า HUD, หน้าจอกลางระบบสัมผัส Touch Screen ขนาด 15.05 นิ้ว, หน้าจอเพดาน ขนาด 17 นิ้ว ปรับได้ 5 ระดับ พร้อมรีโมทคอนโทรล, ชุดเครื่องเสียง YAMAHA Surround Stereo Luxury พร้อมลำโพง 30 ตำแหน่ง

CREDIT : ZEEKR
CREDIT : ZEEKR

ราคา ZEEKR 009

ZEEKR 009 ราคาจำหน่าย 3,099,000 บาท มี 3 สีให้เลือก Crystal White, Electric Blue, Phantom Black 

ฟรี ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี, รับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร, รับประกันมอเตอร์และแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร

บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง, บริการ Mobile Service, บริการ Call Center 24 ชั่วโมง

Source : Spring News

สำนักงาน กกพ. เร่งเดินหน้าเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรอบ 2 เตรียมความพร้อมรองรับความต้องการไฟฟ้าสีเขียว

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าในการพิจารณารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 2/2566 (ครั้งที่ 165) เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2566 กำหนดให้เปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรอบสอง จำนวน 3,668.50 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยประเภทเชื้อเพลิง ดังนี้

  1. พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน จำนวน 2,632 เมกะวัตต์ (แบ่งโควตาให้ผู้ที่ไม่ได้รับเลือกในรอบแรก จำนวน 1,580 เมกะวัตต์ จะเหลือสำหรับเปิดเชิญชวนรับซื้อทั่วไป จำนวน 1,052 เมกะวัตต์)
  2. พลังงานลม 1,000 เมกะวัตต์ (แบ่งโควตาให้ผู้ที่ไม่ได้รับเลือกในรอบแรก จำนวน 600 เมกะวัตต์ จะเหลือสำหรับเปิดเชิญชวนรับซื้อทั่วไป จำนวน 400 เมกะวัตต์)
  3. ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) จำนวน 6.50 เมกะวัตต์ และ
  4. ขยะอุตสาหกรรม จำนวน 30 เมกะวัตต์

ซึ่งปัจจุบัน กกพ. ได้ออกระเบียบ กกพ. ว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 (เพิ่มเติม) พ.ศ. 2567 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2567 ซึ่งเป็นการรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมจากกลุ่มรายชื่อเดิมที่เป็นผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าประเภทพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินที่ผ่านความพร้อมทางด้านเทคนิคและได้รับการประเมินคะแนนแล้ว แต่ไม่ได้รับคัดเลือก จำนวน 198 ราย

ซึ่งเป็นผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาความพร้อมทางด้านเทคนิคขั้นต่ำ (Pass/Fail Basis) และได้รับการประเมินความพร้อมตามเกณฑ์คะแนนคุณภาพ (Scoring) แต่เนื่องจากการจัดหาครบตามเป้าหมายแล้วจึงไม่ได้รับการคัดเลือกในรอบที่ผ่านมา

ในขั้นตอนต่อไป กกพ. อยู่ระหว่างพิจารณาเตรียมออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed – in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 (เพิ่มเติม) พ.ศ. 2567 ภายในเดือนกันยายนนี้ โดยให้สิทธิ์กับกลุ่มรายชื่อเดิม จำนวน 198 ราย มายื่นแบบการแสดงความประสงค์ขอเข้าร่วมการคัดเลือก

ทั้งนี้ กกพ. จะพิจารณารับซื้อไฟฟ้าจากผลการประเมินความพร้อมตามเกณฑ์คะแนนคุณภาพ (Scoring) ที่ได้จัดทำไว้ โดยไม่ต้องปรับปรุงแก้ไข คำเสนอขายไฟฟ้า ปริมาณรับซื้อไฟฟ้ารวมไม่เกิน 600 เมกะวัตต์ สำหรับพลังงานลม และไม่เกิน 1,580 เมกะวัตต์ สำหรับพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน ซึ่งคาดว่าสำนักงาน กกพ. จะประกาศผลคัดเลือกได้ภายในสิ้นปี 2567

ที่ผ่านมา กกพ. ได้ติดตามสถานะโครงการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2565 – 2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 ได้แก่ (1) ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) (2) ลม (3) พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน และ (4) พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน

ซึ่งเป็นไปตามมติ กพช. ในการประชุมครั้งที่ 3/2565 (ครั้งที่ 158) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 รวมทั้งสิ้นจำนวน 4,852.26 เมกะวัตต์ และโครงการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สำหรับขยะอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นไปตามมติ กพช. ในการประชุมครั้งที่ 4/2565 (ครั้งที่ 159) เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2565 รวมทั้งสิ้นจำนวน 100 เมกะวัตต์ 

หลังจากก่อนหน้านี้ ได้เกิดกรณีฟ้องร้องทางกฎหมายส่งผลให้ศาลปกครองได้มีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกโครงการฯ ประเภทเชื้อเพลิงพลังงานลม จำนวน 22 ราย ส่งผลให้การจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ได้ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมออกไป มีผลต่อกระบวนการรับรองไฟฟ้าสีเขียวตามแนวทาง Utility Green Tariff (UGT) ของ กกพ. ที่ต้องอาศัยการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในโครงการรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวด้วย

“ภายหลังจากที่เกิดข้อพิพาททางปกครอง และศาลปกครองได้มีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกโครงการฯ ประเภทเชื้อเพลิงพลังงานลม ทำให้ กกพ. จะต้องชะลอโครงการเพื่อรอความชัดเจนจากผลของการอุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับดังกล่าว ซึ่งในระยะเวลาต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งยกคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ทุเลาการบังคับตามประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกโครงการฯ ดังกล่าวแล้ว และล่าสุดบริษัท วินด์ กาฬสินธุ์ 2 จำกัด ได้ยื่นขอถอนฟ้องคดี โดยศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งอนุญาตให้ถอนคำฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้ว ส่งผลให้ในปัจจุบันกระบวนการรับซื้อไฟฟ้าในรอบใหม่ที่ได้ล่าช้าไปจากกำหนดเดิมสามารถเดินหน้าต่อไปได้” 

นายพูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้เห็นชอบหลักการการปรับเลื่อนกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) สำหรับโครงการฯ ประเภทเชื้อเพลิงพลังลมที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งศาลปกครอง และมอบหมายให้ กกพ. พิจารณาปรับกรอบระยะเวลาการเข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และปรับเลื่อน SCOD ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของแต่ละโครงการได้ตามสมควร ซึ่งต้องไม่ให้เกินกรอบภายในปี 2573 โดยให้ผู้ที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 22 ราย แจ้งความประสงค์การขอปรับเลื่อน SCOD เสนอให้ กกพ. พิจารณาก่อนลงนามสัญญาต่อไป

“ด้วยการเร่งเดินหน้าการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนดังกล่าว จะช่วยให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการจัดหาพลังงานสะอาดเพื่อรองรับการลงทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ และสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net – Zero Carbon Emission)” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว

Source : กรุงเทพธุรกิจ

เชื่อว่าหลายๆ คน จดจำโมเมนต์การเติมน้ำมันผิดวันได้เป็นอย่างดี ในวันที่เราเพิ่งเติมเต็มถัง กลับมีข่าวประกาศว่า “พรุ่งนี้น้ำมันลดราคา 30 สตางค์” หรือในวันที่เลิกงานช้าถึงบ้านดึก แล้วมาพบข่าวว่า “พรุ่งนี้น้ำมันขึ้น 60 สตางค์” แม้จะไม่ใช่มูลค่ามากมาย แต่ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากจ่ายแพงกว่าเดิมแน่ๆ ยังไม่รวมโมเมนต์หงุดหงิดกับราคาน้ำมันที่ถูกอ้างว่าขึ้นตามตลาดโลก แต่เวลาตลาดโลกลดลง ทำไมราคาน้ำมันในบ้านเรากลับยังเท่าเดิม จนทำให้คิดไปได้ว่า ผู้ค้าน้ำมันนึกอยากจะขึ้นก็ขึ้นใช่หรือไม่ ?

ประเด็นที่เกิดขึ้นนี้ จึงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ต้องการเร่งออกกฎหมายเพื่อมากำกับดูแลราคาน้ำมัน

แหล่งข่าวในกระทรวงพลังงาน มองว่า นับตั้งแต่ที่นายพีระพันธุ์ เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ 1 ปี เขาได้กลายเป็นรัฐมนตรีที่สร้างความแตกต่างไปจากอดีตรัฐมนตรีพลังงานในอดีตอย่างสิ้นเชิง แม้นายพีระพันธุ์จะมาจากสายกฎหมาย มิใช่ผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทน้ำมัน และไม่มีประสบการณ์ด้านพลังงานมาก่อน แต่นายพีระพันธุ์สามารถใช้องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเข้ามาจัดการแก้ไขปัญหาพลังงานที่หมักหมมมาตลอดหลายสิบปี. โดยปัญหาราคาน้ำมันที่หมักหมมมาตลอดหลายสิบปี เป็นเพราะไม่มีใครสามารถรู้ราคาต้นทุนของน้ำมันเชื้อเพลิงมาก่อน ซึ่งเมื่อไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริงก็ไม่สามารถกำหนดราคาที่เป็นธรรมได้ แต่กระทรวงพลังงานในยุคของนายพีระพันธุ์สามารถออกประกาศกระทรวงพลังงานที่กําหนดให้ผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้งต้นทุน และมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2567 ที่ผ่านมาแล้ว  

นอกจากประเทศไทยจะไม่เคยมีกฎหมายให้ผู้ค้าแจ้งต้นทุนราคาน้ำมันแล้ว เราก็ไม่เคยมีกฎหมายในการควบคุมการขึ้นลงของราคาน้ำมัน ซึ่งเรื่องนี้พี่น้องประชาชนเคยสงสัยกันมาตลอด สงสัยกันมานานแล้วว่า ทำไมกระทรวงพลังงานไม่ดูแลเลย นั่นเป็นเพราะกระทรวงพลังงานไม่มีกฎหมายอยู่ในมือจึงไม่มีอำนาจจะไปกำกับควบคุมการปรับราคาน้ำมันขึ้นหรือลงได้

ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีแต่กฎหมายในการอนุญาตให้ค้าน้ำมัน แต่ไม่มีกฎหมายในการกํากับดูแลราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากๆ เพราะขนาดราคาค่าไฟฟ้า ยังมีคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน เป็นผู้กํากับดูแลการปรับขึ้นราคาที่ต้องสมเหตุผล ขนาดการกํากับดูแลกิจการสื่อก็ยังมี กสทช. แต่ราคาน้ำมันไม่มีการกำกับดูแล และเป็นอย่างนี้มาหลายสิบปีแล้ว จึงทำให้กระทรวงพลังงานในยุคของนายพีระพันธุ์ ลุกขึ้นมาจัดทำร่างกฎหมายเพื่อกํากับดูแลการประกอบธุรกิจการค้าน้ำมันจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้กระทรวงมีอำนาจในการดูแลราคาน้ำมัน สกัดกั้นบรรดาผู้ค้าน้ำมันที่ปรับราคาขึ้นลงตามอำเภอใจ หรืออ้างขึ้นราคาตามตลาดโลก แต่เวลาราคาตลาดโลกลดกลับไม่ลดราคาตาม

แหล่งข่าวมองว่า ภารกิจที่ท้าทายในเรื่องน้ำมันนั้น ก็คือ การผลักดันกฎหมายเรื่องสํารองน้ำมันของประเทศ เพราะที่ผ่านมาหลายสิบปี ประเทศไทยไม่เคยมีการสํารองน้ำมันของประเทศเลย ที่อ้างอิงหรือระบุว่ามีนั้นมิใช่สํารองน้ำมันของประเทศ แต่เป็นสํารองน้ำมันของผู้ค้าน้ำมัน ซึ่งนั่นเท่ากับว่า เราปล่อยให้คนทั้งประเทศและเสถียรภาพทางพลังงานทั้งหมดตกอยู่ในมือของบรรดาผู้ค้าน้ำมัน ดังนั้นการจัดทำระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงของประเทศ หรือ SPR (Strategic Petroleum Reserve) จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถควบคุมราคาได้เอง และหากสามารถผลักดันการสำรองน้ำมันของประเทศได้ นายพีระพันธุ์ก็ยังมีแผนที่จะนำน้ำมันสำรองมาดูแลแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแทนการใช้กลไกของกองทุนน้ำมันฯ เพื่อให้ประเทศไทยมีน้ำมันสำรอง และให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเปลี่ยนน้ำมันสำรองนี้มาเป็นสินทรัพย์ของกองทุน เพื่อให้การบริหารจัดการราคาน้ำมันของกองทุนน้ำมันกลายเป็นการสร้างทรัพย์สินของประเทศให้เพิ่มพูน กองทุนน้ำมันจะไม่ต้องแบกหนี้สินจากการตรึงราคาน้ำมัน และมิใช่ภาระหนี้สินของประเทศอีกต่อไป

สำหรับเรื่องพลังงานไฟฟ้า นายพีระพันธุ์ ก็กำลังผลักดันกฎหมายกำกับดูแลการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา เพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ง่ายขึ้น เพราะการติดตั้งในปัจจุบันมีความยุ่งยากทั้งเรื่องขออนุญาตและการติดตั้ง ซึ่งสาเหตุก็มาจากการที่ไม่มีกฎหมาย ซึ่งพอไม่มีกฎหมาย บรรดากระทรวงและ หน่วยงานต่างๆ ก็บอกว่าเป็นอํานาจของหน่วยงานตนเองหมดเลย ประชาชนก็ต้องวิ่งไปขออนุญาตทุกที่ เสียเวลาเสียค่าใช้จ่าย และสร้างความยุ่งยากกว่าจะได้ติดตั้ง แต่หากกฎหมายของกระทรวงพลังงานเสร็จเรียบร้อย จะเปรียบเสมือนการปลดล็อกให้ประชาชนสามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์บนหลังคา หรือในพื้นที่บ้านได้สะดวกและง่ายขึ้น

และนอกจากการออกกฎหมายให้เข้าถึงพลังงานแสงอาทิตย์ได้ง่ายขึ้นแล้ว กระทรวงพลังงานก็กำลังหาทางช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในราคาที่ถูกลง ด้วยการพัฒนาระบบต่างๆ ให้มีคุณภาพสูงแต่มีราคาถูกลง ได้แก่ ระบบแบตเตอรี่สำรอง เพราะการใช้ไฟฟ้าในตอนกลางคืนที่ไม่มีแสงแดด จะต้องใช้แบตเตอรี่เก็บสํารองที่มีราคาแพงมาก กระทรวงพลังงานจึงได้มีการตั้งคณะกรรมการโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อประชาชน ซึ่งมีการประชุมมาอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบแผงโซลาร์เซลล์ระบบอินเวอร์เตอร์ และระบบแบตเตอรี่สำรอง ซึ่งทั้งหมดต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ชุดผลิตและสำรองไฟฟ้าที่มีมาตรฐานและความปลอดภัย โดยโจทย์สำคัญที่สุดคือจะต้องทำให้มีราคาที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้  

Source : Energy News Center