ใครจะไปคิดว่าการมีป่า และการดูแลรักษาป่า จะสามารถสร้างรายได้กว่า 7 ล้านบาทได้ แต่ก็เกิดขึ้นจริงแล้ว ที่ชุมชนบ้านโค้งตาบาง ซึ่งเป็นป่าชุมชนขนาดใหญ่ มีเนื้อที่กว่า 3,276 ไร่ ตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ป่าชุมชนแห่งนี้มีการขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ด้วยพื้นที่ 1,397 ไร่ เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558

ที่มาที่ไปของป่าชุมชนบ้านโค้งตาบางนี้ ก็เป็นความร่วมมือระหว่าง คณะกรรมการป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง กรมป่าไม้ และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมมือกันจัดทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) ขึ้น ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากทาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และบริษัท ราชกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อีกด้วย ทำให้โครงการนี้สามารถประสบความสำเร็จ

โดยทางคณะกรรมการป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง และสมาชิก ได้ช่วยกับควบคุมดูแลป่าชุมชนแห่งนี้ และยังทำหน้าที่ปกป้องรักษาป่าชุมชน รวมถึงการปลูกป่าฟื้นฟูป่าชุมชนแห่งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนเป็นอย่างดี ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการถูกทำลายของป่า รวมถึงความเสื่อมโทรมที่เกิดขึ้น และยังช่วยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง มีคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรอง มากถึง 5,259 ตัวคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า คิดเป็นมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท

ภาพ : สำนักข่าวไทย

ภาพ : สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มาที่ไปของตัวเลขรายได้นี้ก็มาจาก ทางกรมป่าไม้ได้มีการจัดแถลงข่าว เปิดตัวการซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชน สู่การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งมีภาคเอกชนจำนวน 3 บริษัท ได้ให้ความสนใจแจ้งความประสงค์ในการจองการซื้อขายคาร์บอนเครดิตของป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง ได้แก่ บริษัท ณ.ฤทธิ์ จำกัด บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 7,099,500 บาท ซึ่งรายได้ทั้งหมดนี้จะเข้าบัญชีทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนบ้านโค้งตาบางทั้งหมด

ภาพ : สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง

บ้านโค้งตาบาง เป็นหมู่บ้านที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๒ โดยแยกตัวออกมาจาก บ้านไร่หลวง หมู่ที่ 7 ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีโดยมี นายฉันท์ อัครสกุลภิญโญ เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก จนถึงปัจจุบัน เดิมทีราษฎรที่ชื่อ นายบาง และครอบครัว ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนตรงบริเวณทางโค้ง ถนนสายเขื่อนเพชร – เขาลูกช้าง ซึ่งเป็นถนนสายหลักของหมู่บ้าน จนชาวบ้านเรียกบริเวณนี้ว่า “โค้งตาบาง” และให้เรียกชื่อหมู่บ้านว่า “หมู่บ้านโค้งตาบาง” จนถึงปัจจุบัน

ภาพ : กรมป่าไม้

ชื่อป่าชุมชน : ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง
ปีที่เริ่มโครงการ : 2558
ที่ตั้ง : ต.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี
เนื้อที่ : 3276 ไร่ 0 งาน 0 ตารางวา
ประเภทป่า : ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชะอำและป่าบ้านโรง จ.เพชรบุรี
สถาพทั่วไป : เป็นพื้นที่ราบภูเขา เป็นดินทรายปนลูกรัง การคมนาคมสะดวก บางแห่งเป็นพื้นที่ราบ มีพันธุ์ไม้ขนาดเล็กทั่วๆไป
หมู่บ้าน : โค้งตาบาง (หมู่ 10)

ปีที่ขึ้นทะเบียน : 2558ปีที่สิ้นสุด : 2568
เลขที่หนังสืออนุมัติโครงการ : ทส 1604.43/15364 ลว 17 ตุลาคม 2557

ทำไมป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง ถึงขายคาร์บอนเครดิตได้

  1. การอนุรักษ์ป่า ชมชุนบ้านโค้งตาบาง ได้มีคณะกรรมการ และสมาชิกของป่าชุมชมแห่งนี้ ได้ร่วมมือกันดูแล และอนุรักษ์ผืนป่าชุมชมมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ป่าสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ได้มากขึ้น
  2. การขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ด้วยพื้นที่ 1,397 ไร่ เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558
  3. การวัดปริมาณคาร์บอน ชุมชนได้มีการวัดและประเมินปริมาณคาร์บอนที่ป่าชุมชนดูดซับได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล

ประโยชน์ของการขายคาร์บอนเครดิต

  • สร้างรายได้ให้ชุมชน รายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตสามารถนำไปพัฒนาชุมชน สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกชุมชน และส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าในระยะยาว
  • ส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การขายคาร์บอนเครดิตเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนและภาคเอกชนร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
  • สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ชุมชน ชุมชนบ้านโค้งตาบางได้รับการยอมรับในระดับประเทศและนานาชาติในฐานะชุมชนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ความสำเร็จของชุมชนบ้านโค้งตาบางในการขายคาร์บอนเครดิต เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนเอง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีในการนำป่าชุมชนมาใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของโลกพากันเสนอแผนที่จะรีไซเคิลแบตเตอรี่เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อเป็นการหมุนเวียนวัสดุให้คุ้มค่ามากที่สุด

BMW แบรนด์รถโปรดในดวงในของใครหลายคน กำลังมุ่งสู่การหมุนเวียนแบตเตอรี่อย่างเต็มรูปแบบ โดยหลังจากนี้ แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้า และรถไฮบริด จะถูกส่งไปรีไซเคิลกับบริษัท Redwood Materials เพื่อนำกลับมาหมุนเวียนใช้กับรถไฟฟ้า

Credit Reuters
Credit Reuters

โดย BMW เปิดเผยว่า ต่อจากตัวแทนจำหน่ายรถต้องส่งแบตเตอรี่เก่าจากรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นของบริษัท รวมถึงรถไฟฟ้า รถไฮบริด และรถไฮบริดอ่อนของแบรนด์อื่น ๆ ในเครือด้วย อาทิ Mini และ Rolls-Royce เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ทาง Redwood Materials ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดว่าวัสดุใดในแบตเตอรี่ของ BMW ที่จะถูกนำไปรีไซเคิล แต่เมื่อไปค้นดูประวัติครั้งก่อน ๆ ก็พบว่า บริษัทจะแปรรูปวัสดุแคโทด และแอโนด ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

Credit Redwood Materials
Credit Redwood Materials

เมื่อรีไซเคิลใหม่เป็น “แบตเตอรี่คุณภาพสูง” แล้ว ทาง Redwood Materials จะขายกลับไปยังพันธมิตรที่ส่งแบตเตอรี่มารีไซเคิล เพื่อหมุนเวียนวัสดุในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าต่อไป

ปัจจุบัน BMW มีรถยนต์ไฟฟ้าอยู่หลายรุ่นด้วยกัน อาทิ iX2, iX3, i4, i4 M50, i5, i5 M50, i7, i7 M50 เป็นต้น

Credit Reuters
Credit Reuters

รู้จัก บริษัท Redwood Materials แบบพอสังเขป

บริษัท Redwood Materials ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 โดย JB Straubel อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีแห่ง Tesla ปัจจุบันดำรงตำแหน่งซีอีโอ พลิกดูข้อมูลแล้วพบว่า บริษัทมีมูลค่ากว่า 3.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ปี 2021) ถือผู้นำการรีไซเคิลแบตเตอรี่เบอร์ใหญ่ที่น่าจับตามอง

JB Straubel (คนกลาง) Credit Reuters
JB Straubel (คนกลาง) Credit Reuters

Redwood Materials โดดเด่นในเรื่องการรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และผลิตวัสดุสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งนอกจากจะรีไซเคิลแบตเตอรี่ให้กับ BMW แล้ว บริษัทยังรีไซเคิลแบตเตอรี่ให้กับ Tesla, Ford, Toyota, Nissan, Lyft เป็นต้น

ที่มา: Verge
Source : Spring News

กระทรวงพลังงาน – กฟผ. – ผู้ประกอบการ ลงนามร่วมเดินหน้าติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ใน 3 ผลิตภัณฑ์ใหม่ เครื่องอบผ้า ตู้แช่แข็งฝาทึบ และโคมไฟถนนแอลอีดีเซลล์แสงอาทิตย์ ยกระดับอุปกรณ์สู่มาตรฐานประสิทธิภาพสูง ช่วยลดค่าไฟฟ้า พร้อมจับมือ สพฐ. ขยายเครือข่ายห้องเรียนสีเขียว มุ่งส่งต่อความรู้ความเข้าใจและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพแก่เยาวชน 


ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน

วานนี้ (4 ตุลาคม 2567) ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และหน่วยงานพันธมิตร ร่วมลงนามความร่วมมือโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 พร้อมมอบโล่โครงการที่ปรึกษาพลังงาน และโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ณ สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้เพิ่มประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มุ่งสู่พลังงานสะอาด และความเป็นกลางทางคาร์บอน ตามเป้าหมายของประเทศ

การลงนามความร่วมมือ 2 โครงการ คือ โครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ปี 2567 ระหว่าง กฟผ. กับผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาและยกระดับอุปกรณ์สู่มาตรฐานประสิทธิภาพสูง ช่วยลดค่าไฟฟ้า และตอบสนองนโยบายด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการฯ ทดสอบผลิตภัณฑ์เพื่อติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 รวม 40 ราย 3 ผลิตภัณฑ์ คือ เครื่องอบผ้า สำหรับอบเพื่อให้เสื้อผ้าแห้งสนิทด้วยความร้อน ตู้แช่แข็งฝาทึบ ตู้สำหรับทำความเย็น เพื่อทำให้วัตถุที่แช่แข็งมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง โดยทั่วไปจะทำอุณหภูมิได้ตั้งแต่ -15 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า สำหรับเก็บรักษาอาหารที่ต้องการเก็บไว้เป็นระยะเวลานาน เช่น ไอศกรีม เนื้อสัตว์ หรืออาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง เป็นต้น และโคมไฟถนนแอลอีดีเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์สองสว่างประสิทธิภาพสูงที่ใช้แหล่งพลังงานจากแสงอาทิตย์สะสมพลังงานด้วยแบตเตอรี่สำหรับให้ความสว่างถนนหรือสถานที่ต่าง ๆ ในช่วงเวลากลางคืน

โครงการความร่วมมือด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา (โครงการห้องเรียนสีเขียว) ระหว่าง กฟผ. กับ สพฐ. เพื่อขยายเครือข่ายความร่วมมือในการส่งต่อองค์ความรู้ ความเข้าใจด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ แก่นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียน มุ่งสู่สังคมแห่งการเรียนรู้สีเขียว (Green Learning Society) ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนในโครงการกว่า 1,300 แห่งทั่วประเทศ

ภายในงาน กฟผ. ได้มอบโล่แสดงความขอบคุณแก่หน่วยงานต่าง ๆ ที่ร่วมโครงการกับ กฟผ. ในปี 2566 ที่ผ่านมา อาทิ องค์กรที่เข้าร่วมโครงการที่ปรึกษาพลังงาน ผู้เข้าร่วมโครงการบ้านและอาคารเบอร์ 5 ผู้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนเบอร์ 5 และ ผู้ประกอบการที่ติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ใน 5 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ หม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่าย แผงเซลล์แสงอาทิตย์ โคมไฟถนน อินเวอร์เตอร์ที่ใช้กับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ที่เชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า และเครื่องปรับอากาศแบบหลายชุดแฟนคอยล์ (VRF)

กฟผ. ได้ดำเนินงานบริหารจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า หรือ DSM ด้วยกลยุทธ์ 3 อ. ได้แก่ อ. ที่ 1 อุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ซึ่งปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่ติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 แล้ว ทั้งหมด 26 ผลิตภัณฑ์ อ. ที่ 2 อาคารและอุตสาหกรรมประสิทธิภาพพลังงานสูง และ อ. ที่ 3 อุปนิสัยการใช้พลังงานคุ้มค่าและปลอดภัย เพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และภาคที่อยู่อาศัย ใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยมาตรการที่เหมาะสมและคุ้มค่า ส่งผลให้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้กว่า 38,000 ล้านหน่วย คิดเป็นปริมาณการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 31 ล้านตัน

Source : Energy News Center

สำนักงาน กกพ. ดีเดย์! ประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน วันที่ 8 ต.ค. 2567 นี้ โดยให้สิทธิ์กับกลุ่มผู้ที่เคยยื่นข้อเสนอรอบแรกรวมทั้งสิ้น 2,180 เมกะวัตต์

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กกพ. กำหนดกรอบระยะเวลาและกระบวนการเพื่อประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ภายใต้ประกาศ กกพ. เรื่อง รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed – in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 (เพิ่มเติม) ตามมติ กกพ. ในการประชุมครั้งที่ 41/2567 (ครั้งที่ 926) เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2567 ดังนี้

\'กกพ.\' ดีเดย์! ประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 8 ต.ค. นี้

ภายใต้ประกาศดังกล่าว กกพ. ได้กำหนดเงื่อนไขโดยจะให้สิทธิ์กับกลุ่มผู้ที่เคยยื่นข้อเสนอผลิตไฟฟ้าประเภทพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน ภายใต้โครงการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed – in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 จำนวน 198 ราย 

ซึ่งได้ผ่านเกณฑ์พร้อมทางด้านเทคนิคขั้นต่ำ (Pass/Fail Basis) และได้รับการประเมินความพร้อมตามเกณฑ์คะแนนคุณภาพ (Scoring) ภายใต้โครงการ แต่ไม่ได้รับการคัดเลือกในโครงการดังกล่าว เนื่องจากการจัดหาไฟฟ้าได้ครบตามเป้าหมายแล้ว 

สำหรับการพิจารณารับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมดังกล่าวเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 2,180 เมกะวัตต์ จัดแบ่งสัดส่วนและลำดับการพิจารณาแต่ละประเภทโดยจะพิจารณาโครงการจากพลังงานลม ไม่เกิน 600 เมกะวัตต์ เป็นลำดับแรก ตามด้วยโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน ไม่เกิน 1,580 เมกะวัตต์ เป็นลำดับที่สอง 

นอกจากนี้ ยังระบุเงื่อนไขในการพิจารณาปรับเพิ่มปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายของผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าประเภทพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกเป็นลำดับสุดท้ายและยินยอมปรับลดปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายไม่ให้เกินกว่าปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายตามคำเสนอขายไฟฟ้าเดิม

โดยที่ กกพ. ยังสามารถพิจารณาปรับเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้ารายปีได้ตามความเหมาะสม ให้สอดคล้องกับผลคะแนนความพร้อมด้านเทคนิค คำเสนอขายไฟฟ้า กำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) และศักยภาพระบบไฟฟ้า โดยไม่ให้เกินกรอบเป้าหมายรวมของแต่ละประเภทเชื้อเพลิง 

ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่ได้รับการคัดเลือกในรอบแรกและมีความสนใจสามารถยื่นแบบแสดงความประสงค์ขอเข้าร่วมการคัดเลือกโครงการตามเอกสารแนบท้ายประกาศดังกล่าว ซึ่งสามารถศึกษารายละเอียดของประกาศทางเว็บไซต์ของสำนักงาน กกพ. ที่ erc.or.th

Source : กรุงเทพธุรกิจ

“เผ่าภูมิ โรจนสกุล” รมช.คลัง ชี้สรรพสามิตเตรียมรื้อโครงสร้างภาษีแบตเตอรี่ คิดอัตราขั้นบันได ชูไอเดียภาษีย้อนกลับ หนุนธุรกิจมุ่งเศรษฐกิจสีเขียว

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ “นโยบายการเงินสีเขียว รับมือภาวะโลกเดือด” ในงานสัมมนา Road to Net Zero 2024 The Extraordinary Green จัดโดย นสพ.ฐานเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 26 ก.ย.67 ว่า  กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต อยู่ในช่วงพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีแบตเตอรี่ ซึ่งปัจจุบันใช้ภาษีแบตเตอรี่อัตราเดียว ที่ 8% ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ชนิดใดก็ตาม 

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

อย่างไรก็ตาม ระยะต่อไปนี้จะใช้อัตราภาษีแบตเตอรี่ระบบขั้นบันได เนื่องจากแบตเตอรี่แต่ละชนิด สร้างขึ้นมามีความแตกต่างกัน การจัดเก็บภาษีก็ควรมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตผลิตแบตเตอรี่สะอาดขึ้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 

ขณะเดียวกัน ตนยังมีกรอบแนวคิดการให้ภาษีย้อนกลับ สำหรับธุรกิจที่ปรับตัวไปสู่การเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม หรือเป็นธุรกิจที่สะอาดได้ โดยอยู่ระหว่างพิจารณาว่าใครสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าสะอาด ก็จะได้รับอะไรสักอย่างตอบแทน

“ถ้าธุรกิจพิสูจน์ได้ว่าสะอาด หรือเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจสีเขียว เรามองว่าก็ควรจะมีอะไรสักอย่างเป็นการตอบแทน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนอื่นเกิดพฤติกรรมเลียนแบบว่าได้รับสิทธิประโยชน์อย่างไร ซึ่งก็เป็นมาตรฐานปกติในต่างประเทศ”

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการพิจารณาภาษีคาร์บอนขั้นสุดท้าย คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบได้ในเร็วๆ นี้ เพื่อให้เริ่มมีผลบังคับใช้ได้ทันภายในปี 2567 นี้ โดยแนวคิดการเดินหน้าภาษีคาร์บอน หรือ Carbon Tax นั้น เกิดจากปัญหาหลักของประเทศไทยสำคัญที่สุด คือ คนผลิตที่ไม่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ถูกจ่ายราคาในการสร้างมลพิษ ซึ่งเวลานี้มีความสำคัญ หากไม่มีราคาที่ต้องจ่ายในการสร้างมลพิษ ทุกคนก็ปล่อยมลพิษ 

คลังรื้อภาษีแบตเตอรี่ คิดอัตราขั้นบันได จูงใจเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า ฉะนั้น สิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในประเทศ คือ ราคาของคาร์บอน (Carbon price) ซึ่งกรมสรรพสามิตได้คิดกลไกผ่านการสร้างภาษีคาร์บอน ที่เข้าไปในสินค้าที่ผลิต หรือสร้างมลพิษสูง เช่น น้ำมัน แต่ไม่ทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้สูงขึ้น เพราะเราใช้การปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในของกรมสรรพสามิต 

“ยกตัวอย่างวิธีการคำนวณ เช่น เดิมการเสียภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 6 บาท หากปรับเปลี่ยนแล้วจะกลายเป็นเสียภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 5 บาท แต่ส่วนที่เหลือเป็นภาษีคาร์บอน ฉะนั้น ราคาที่ประชาชนต้องจ่ายภาษีน้ำมันเท่าเดิม ซึ่งสมการคิดของภาษีคาร์บอน คือ นำคาร์บอนที่อยู่ในน้ำมัน คูณด้วยราคาต่อยูนิต ออกมาเป็นราคาที่ประชาชนต้องจ่ายเป็นภาษีคาร์บอน ฉะนั้น ต่อจากนี้ประเทศไทยจะมีราคาของคาร์บอนอยู่ในสินค้าที่ผลิตคาร์บอน“

Source : ฐานเศรษฐกิจ