ทั่วโลกต่างก็มีแผนการปรับเปลี่ยนประเทศของตัวเองเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อค์ไซค์ให้เป็นศูนย์ ซึ่งประเทศไทยเองก็มีการวางแผน และตั้งเป้าหมายเรื่องนี้เหมือนกัน และคาดว่าจะไปถึงเป้าหมายได้ภายในปี 2065 ซึ่งเป็นความจำเป็นที่ต้องไปให้ถึงเป้าหมายให้ได้ เพื่อดำรงไว้ซึ่งความร่วมมือในด้านต่างๆ กับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ทั้งเรื่องของความสัมพันธ์ และการค้านั่นเอง

ในประเทศไทยก็มีโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ เช่นกัน โดยใช้เทคโนโลยีที่มีชื่อว่า CCS (Carbon Capture and Storage) ซึ่งก็มีอยู่ 2 บริษัทที่มีการลงทุนและพัฒนากันอย่างจริงจังก็คือ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP และ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU โดย PTTEP กำลังพัฒนา CCS ที่โครงการผลิตก๊าซแหล่งอาทิตย์ โดยมีกำลังการกักเก็บคาร์บอนที่ 1 ล้านตันต่อปี โดยโครงการดังกล่าวคาดว่าจะสามารถดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2569-2570 ขณะเดียวกัน BANPU มีโครงการ CCS จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ Barnett Zero และ Cotton Cove ในสหรัฐอเมริกา โดยมีกำลังการกักเก็บคาร์บอนรวม 0.3 ล้านตันต่อปี ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้เริ่มดำเนินการในปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ และวันนี้ทางทีมงานจะพาทุกท่านไปรู้จักโครงการ และเทคโนโลยีนี้ รวมถึงกระบวนการที่ใช้ในการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซค์กันครับ

เทคโนโลยี CCS คืออะไร?

CCS ย่อมาจาก Carbon Capture and Storage หรือ การดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดอ็อกไซด์ เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นหนึ่งในวิธีการสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจะดักจับก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์จากแหล่งกำเนิดในภาคอุตสาหกรรม และนำมากักเก็บไว้ในชั้นหินใต้ดินอย่างถาวร โดยไม่ปล่อยกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ นอกจากนี้ยังมีการติดตาม และตรวจสอบการจัดเก็บก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซค์ เพื่อให้มีความปลอดภัย

กระบวนการของเทคโนโลยี CCS

ภาพจาก : PTTEP

เทคโนโลยี CCS จะมีกระบวนการทำงาน 3 อย่างด้วยกันดังนี้

1.การดักจับ (Capture)

  • แหล่งกำเนิด CO₂ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ที่เราต้องการดักจับนั้นมาจากแหล่งต่างๆ เช่น โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โรงงานอุตสาหกรรม และกระบวนการผลิตบางอย่าง
  • การแยก ก๊าซ CO₂ จะถูกแยกออกจากก๊าซอื่นๆ ที่เกิดจากกระบวนการผลิต โดยใช้วิธีทางเคมีหรือทางกายภาพ เช่น การใช้สารละลายเอมีน (amine) ดูดซับ CO₂ หรือการใช้เยื่อหุ้มเซลล์ที่มีรูพรุนขนาดเล็กเพื่อกรองก๊าซ
  • การทำให้บริสุทธิ์ หลังจากการแยกแล้ว ก๊าซ CO₂ จะถูกทำให้บริสุทธิ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งและกักเก็บ

2.การขนส่ง (Transport)

  • การอัด ก๊าซ CO₂ ที่บริสุทธิ์แล้วจะถูกอัดให้มีความดันสูง เพื่อลดปริมาตรและสะดวกในการขนส่ง
  • ท่อส่ง ก๊าซ CO₂ ที่ถูกอัดจะถูกส่งผ่านท่อไปยังสถานที่กักเก็บ ซึ่งอาจอยู่ห่างไกลจากแหล่งกำเนิดก๊าซก็ได้

3.การกักเก็บ (Storage)

  • แหล่งกักเก็บ สถานที่กักเก็บก๊าซ CO₂ มักจะเป็นชั้นหินใต้ดินที่มีความพรุนและมีโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่เหมาะสม เช่น ชั้นหินทรายหรือชั้นหินปูน
  • การฉีด ก๊าซ CO₂ จะถูกฉีดเข้าไปในชั้นหินใต้ดินด้วยแรงดันสูง ทำให้ก๊าซซึมเข้าไปในรูพรุนของหินและถูกกักเก็บไว้
  • การกักเก็บถาวร หากชั้นหินมีความแน่นหนาและมีโครงสร้างที่มั่นคง ก๊าซ CO₂ จะถูกกักเก็บไว้ได้เป็นเวลานานหลายพันปี

สรุปเรื่องกระบวนการได้แบบง่ายๆ ก็คือ จะเริ่มจากการดักจับก๊าซ CO₂ ที่เกิดขึ้นก่อน จากนั้นก็จะมีการปรับความดันให้เหมาะสมเพื่อขนส่งไปยังแหล่งกักเก็บซึ่งจะถูกกักเก็บไว้บนฝั่งหรือนอกชายฝั่งในชั้นหินทางธรณีวิทยาไว้อย่างปลอดภัย

ตัวอย่างโครงการ CCS ที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก

เทคโนโลยี CCS นี้ถือว่าเป็นเทคโนโลยีในการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มีประสิทธิภาพสูง มีหลายประเทศให้การยอมรับ และนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย มีโครงการที่ใช้เทคโนโลยี CCS นี้อยู่ 41 โครงการทั่วโลก ส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศอเมริกา และเป็นที่น่าดีใจว่าในประเทศไทยก็มีโครงการที่ใช้เทคโนโลยี CCS นี้แล้วเช่นกัน

1.โครงการ Sleipner ในนอร์เวย์

เป็นหนึ่งในโครงการ CCS ที่เก่าแก่ที่สุดและประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 1996 โดยดักจับก๊าซ CO₂ จากแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติ แล้วนำไปกักเก็บในชั้นหินทรายใต้ทะเลเหนือ โครงการนี้สามารถกักเก็บ CO₂ ได้หลายล้านตัน และกลายเป็นมาตรฐานสำหรับโครงการ CCS อื่นๆ ทั่วโลก

2.โครงการ Quest ในแคนาดา

เป็นโครงการ CCS ขนาดใหญ่ที่ดักจับ CO₂ จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ใช้เทคโนโลยีการดักจับแบบ amine เพื่อแยก CO₂ ออกจากก๊าซไอเสีย จากนั้นนำไปกักเก็บในชั้นหินใต้ดิน โครงการนี้ช่วยลดการปล่อย CO₂ ของโรงไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ

3.โครงการ Boundary Dam ในแคนาดา

ภาพจาก : CSS Knowledge

เป็นโครงการ CCS ที่ดักจับ CO₂ จากโรงไฟฟ้าถ่านหินและนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมน้ำมัน CO₂ ที่ดักจับได้จะถูกนำไปฉีดเข้าไปในแหล่งน้ำมันเพื่อเพิ่มการผลิตน้ำมันดิบ โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการใช้ CO₂ ในกระบวนการทางอุตสาหกรรมอื่นๆ นอกจากการกักเก็บ

4. โครงการ Northern Lights ในนอร์เวย์

เป็นโครงการ CCS ขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งการดักจับ การขนส่ง และการกักเก็บ CO₂ จากหลายแหล่งในยุโรป CO₂ จะถูกขนส่งทางท่อไปยังชายฝั่งนอร์เวย์ ก่อนจะถูกฉีดเข้าไปในชั้นหินใต้ทะเล โครงการนี้เป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ภาพจาก : PTTEP

ประโยชน์ของเทคโนโลยี CCS

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก CCS ช่วยลดปริมาณก๊าซ CO₂ ที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน ในไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซ CO₂ ได้มากถึง 10 ล้านตันต่อปี จากโครงการ Eastern CCS Hub ของกลุ่ม ปตท.
  • ยืดอายุการใช้งานของเชื้อเพลิงฟอสซิล CCS ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องลดการผลิตพลังงานจากเชื้อเพลิงเหล่านี้ลงทันที
  • ส่งเสริมการลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ การพัฒนาเทคโนโลยี CCS นำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การพัฒนาวัสดุใหม่ๆ สำหรับการดักจับ CO₂ , น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ, ไฮโดรเจนสีฟ้า และยังสามารถสร้างตำแหน่งงานต่างๆ ได้มากกว่า 10,000 ตำแหน่ง

แม้ว่าประโยชน์ของเทคโนโลยี CCS จะมีค่อนข้างมาก แต่ก็ยังมีข้อจำกัด และความท้าทายอยู่เช่นกัน

ข้อจำกัดและความท้าทายของเทคโนโลยี CCS

  • ต้นทุนยังสูงอยู่ กระบวนการ CCS ยังมีต้นทุนสูง ทั้งในด้านการลงทุนและการดำเนินงาน
  • ความเสี่ยงในการรั่วไหล มีความเสี่ยงที่ก๊าซ CO₂ อาจรั่วไหลออกมาจากแหล่งกักเก็บได้
  • ความไม่แน่นอนทางธรณีวิทยา การเลือกแหล่งกักเก็บที่เหมาะสมมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ยังมีความไม่แน่นอนทางธรณีวิทยาที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของการกักเก็บ
  • การยอมรับจากสังคม ยังมีประชาชนบางส่วนที่กังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเทคโนโลยี CCS

บทสรุป

เทคโนโลยี CCS เป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้ว่ายังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง CCS มีศักยภาพที่จะเป็นส่วนหนึ่งของโซลูชันในการสร้างโลกที่ยั่งยืน สำหรับในประเทศไทยก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และหวังว่าในอนาคตจะสามารถก้าวผ่านข้อจำกัดต่างๆ และความท้าทายเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

ขอบคุณข้อมูลจาก : PTTEP
Cover Photo : Freepik

Toyota ถือเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งล่าสุดได้มีการอัปเดตเกี่ยวกับการผลิตแบตเตอรี่โซลิดสเตท (Solid-State Battery) โตโยต้าได้มีการวางแผนว่าจะผลิตเร็วสุดภายในปี 2026 นี้ ชวนมาดูกันว่าน่าสนใจแค่ไหน

Toyota ประกาศเตรียมผลิตแบตเตอรี่โซลิดสเตท (Solid-State Battery) ซึ่งบริษัทได้ตั้งเป้าที่จะทำให้แบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้สามารถทำให้รถยนต์ไฟฟ้าวิ่งไกลได้ไกลกว่า 1,207 กม./ชาร์จ จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้เพียง 999 กม./ชาร์จ ชวนมาดูกันว่าก้าวสำคัญของโตโยต้าที่จะเข้าสู่ยุคของรถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มจะเป็นอย่างไรบ้าง

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

ยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ของญี่ปุ่นได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลในการผลิตแบตเตอรี่โซลิดสเตท ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่จะพลิกอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า และนี่ไม่ใช่แค่การปรับปรุงเล็กน้อย แต่แบตเตอรี่รุ่นใหม่จะช่วยแก้ไขปัญหาความวิตกกังวลเกี่ยวกับระยะทางและเวลาการชาร์จอย่างที่เรารู้กันดี

Toyota ได้ร่วมมือกับ Idemitsu Kosan ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันอันดับสองของญี่ปุ่น เพื่อผลิตแบตเตอรี่โซลิดสเตตแบบมวลชน ความร่วมมือนี้ผสมผสานความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์ของ Toyota กับประสบการณ์ของ Idemitsu เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานของแบตเตอรี่ EV และยังมีการถือหุ้นใน Delta Lithium ผู้พัฒนาลิเธียมของออสเตรเลียอีกด้วย

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

แม้ว่าการเปิดตัวเต็มรูปแบบของแบตเตอรี่โซลิดสเตทของ Toyota อาจยังไม่เกิดขึ้นจนถึงปี 2030 แต่ Toyota วางแผนที่จะเริ่มต้นการผลิตในช่วงต้นปี 2026 และค่อยๆเพิ่มกำลังการผลิตตามความต้องการ โดยในช่วงเริ่มต้นนี้ แบตเตอรี่โซลิดสเตทของ Toyota จะสามารถให้ระยะทางสูงถึง 999 กม. และสามารถชาร์จจาก 0-100% ได้ภายใน 10 นาที ซึ่งมากกว่าความสามารถของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทั่วๆไปในปัจจุบัน

ล่าสุด บริษัทโตโยต้ากำลังตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้น โดยต้องการมุ่งสู่อนาคตที่แบตเตอรี่โซลิดสเตทจะให้ระยะทางได้สูงถึง 1,207 กม.  ซึ่ง Toyota ได้เคยประกาศไว้เมื่อต้นปีนี้ และหากบรรลุเป้าหมาย จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถเดินทางไกลได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

แน่นอน Toyota ไม่ใช่รายเดียวที่กำลังไล่ตามเทคโนโลยีใหม่นี้ ผู้ผลิตรายอื่น ๆ หลายราย รวมถึง MG ที่เป็นของ SAIC ก็กำลังพัฒนาแบตเตอรี่โซลิดสเตทเช่นกัน ล่าสุด MG ได้ประกาศเจตนาที่จะเปิดตัวรถยนต์ที่ใช้พลังงานโซลิดสเตตตั้งแต่ปี 2025 นี้เลย

CREDIT : ArenaEV
CREDIT : ArenaEV

สังเกตได้ว่ารถ Toyota คันแรกที่จะติดตั้งแบตเตอรี่โซลิดสเตทอาจเป็นรถไฮบริด ไม่ใช่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยให้ Toyota สามารถนำเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ตลาดยานยนต์และสามารถควบคุมต้นทุนได้ง่ายกว่า

แบตเตอรี่โซลิดสเตทของ Toyota กำลังจะปฏิวัติวงการรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยการชาร์จที่เร็วขึ้น วิ่งได้ไกลกว่าเดิม และมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ทำให้การพัฒนาแบตเตอรี่แบบใหม่อย่างโซลิดสเตท จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น และการที่ยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นอย่างโตโยต้าเลือกจะพัฒนา Solid-State Battery จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ค่ายรถทั่วโลกหันมาสนใจและลงทุนกับแบตเตอรี่ประเภทนี้มากขึ้นอีก

ที่มา : Toyota Global
Source : Spring News

กฟผ. เปิดบ้านให้คำปรึกษา พร้อมให้บริการระบบบริหารจัดการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า “BackEN EV” ให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการสถานีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ตัวแปรสำคัญหนุนรายได้องค์กร สร้างความมั่นใจให้ผู้สนใจธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

กระแส รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยยังคงแรงต่อเนื่องและเติบโตแบบก้าวกระโดด จากข้อมูลสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) พบว่า ปี 2566 รถยนต์ไฟฟ้า BEV มียอดจดทะเบียนจำนวน 76,366 คัน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มียอดจดทะเบียนทั้งสิ้น 9,678 คัน โดยยอดจดทะเบียนสะสม BEV มียอดเพิ่มขึ้นจาก 32,081 คัน ในปี 2565 เป็น 131,856 คัน ในปี 2566 เติบโตมากกว่า 300 %  

ทั้งนี้ ตามนโยบายสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต EV และชิ้นส่วนสำคัญของโลก ปัจจุบันผู้ประกอบการ EV จากต่างประเทศโดยเฉพาะจีน ได้เข้ามาขอรับการสนับสนุนการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI จำนวนมาก ส่งผลให้การแข่งขันของ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ในประเทศเข้มข้นขึ้น ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จ และเครื่องชาร์จสำหรับที่พักอาศัย 

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. จึงได้เพิ่มบทบาทจากการเป็นผู้ดูแลความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ สู่หน่วยงานที่เร่งเครื่องเดินหน้ารุกธุรกิจ EV พร้อมเป้าหมายสนับสนุนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (Ecosystem) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการใช้ EV ทั้งที่บ้านและพื้นที่สาธารณะ ผ่านหน่วยงาน EGAT EV Business Solutions 

\'BackEN EV\' กฟผ. ผู้ช่วยสำคัญ หนุนธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

นายพิชิต พงษ์ประเสริฐ หัวหน้าหน่วยงาน EGAT EV Business Solutions กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. เป็นกลไกสำคัญหนึ่งของภาครัฐในการวางโครงสร้างพื้นฐานให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้คนไทยได้เปลี่ยนมาใช้ ยานยนต์ไฟฟ้า และดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนอุตสาหกรรมด้านยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย 

ปัจจุบัน กฟผ. ดำเนินธุรกิจเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (Ecosystem) แบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้

  1. สถานีชาร์จ EleX by EGAT โดยร่วมกับพาร์ตเนอร์ทั้งภาครัฐและเอกชน 
  2. แอปพลิเคชัน EleXA ค้นหาสถานีชาร์จ EV ได้ทั่วประเทศ 
  3. ระบบบริการจัดการ BackEN EV โดยการใช้งานของทั้ง 3 ส่วนนี้ จะสามารถสื่อสารกับระบบปฏิบัติการร่วมกันช่วยให้การใช้งานง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น 
\'BackEN EV\' กฟผ. ผู้ช่วยสำคัญ หนุนธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

สำหรับการส่งเสริม EV Ecosystem ถือเป็นภารกิจของ กฟผ. ให้สอดรับกับนโยบายรัฐบาลรองรับการเติบโตของ EV ไทย โดยบริษัทในกลุ่ม กฟผ. บริษัท อีแกท ไดมอนด์ เซอร์วิส จำกัด และบริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ได้พัฒนาและผลิตเครื่องอัดประจุไฟฟ้า DC Fast Charger สำหรับสถานีอัดประจุไฟฟ้า EleX by EGAT ที่มีการขยายครอบคลุมทั่วพื้นที่ประเทศไทยกว่า 190 สถานี พร้อมพัฒนาแอปพลิเคชัน EleXA ที่ปรับปรุงตามความต้องการของลูกค้า ในเรื่องระบบการจองคิวที่มีสถานีในเครือข่ายเพิ่มขึ้น และได้พัฒนาระบบบริหารจัดการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า BackEN EV แพลตฟอร์มที่จะช่วยบริหารจัดการ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า อย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนอีโคซิสเต็มยานยนต์ไฟฟ้าแข็งแรงขึ้น โดยมีส่วนช่วยลูกค้าสำคัญใน 2 ส่วนหลัก คือ ลดต้นทุน และดึงลูกค้าเข้าใช้บริการในสถานประกอบการมากขึ้น 

ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา กฟผ. พร้อมเปิดให้คำปรึกษาพร้อมเจรจาธุรกิจแก่ผู้ประกอบการที่สนใจธุรกิจชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยผู้เชี่ยวขาญด้านธุรกิจ EV กฟผ. ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการในการเริ่มต้นในการลงทุนในธุรกิจ ตั้งแต่รูปแบบโมเดลการลงทุนติดตั้งสถานีชาร์จ ผลตอบแทนจากการลงทุน การเลือกตำแหน่งสถานีที่เหมาะสมกับสถานที่พร้อมให้บริการระบบ BackEN EV ที่บริหารจัดการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงกับแอปพลิเคชัน EleXA ที่มีฐานกลุ่มลูกค้าผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเดิม ช่วยให้ผู้ประกอบการมีสถานีชาร์จได้ง่ายขึ้น สร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับธุรกิจเดิมของผู้ประกอบการ โดยสามารถติดต่อรับคำปรึกษาได้ที่ กฟผ. สำนักงานใหญ่ จ.นนทบุรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

\'BackEN EV\' กฟผ. ผู้ช่วยสำคัญ หนุนธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

“ปัจจุบัน กฟผ. มีลูกค้า BackEN EV แล้วกว่า 90 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ฯลฯ ดังนั้น กฟผ. ถือเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการสถานีชาร์จ EV ที่มีลูกค้าใช้บริการจำนวนมาก ด้วยความเชื่อมั่นด้านเสถียรภาพทีมั่นคง นำข้อเสนอแนะของลูกค้ามาปรับให้สอดคล้องกับความต้องการ” นายพิชิต กล่าว

นอกจากนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจทั่วประเทศ ได้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ในปีนี้ กฟผ. ได้จัด BackEN EV on Tour 2024 เดินสายให้คำปรึกษากับผู้สนใจธุรกิจ EV ทั่วประเทศ โดยเพิ่งจบไปเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 67 ณ สภากาแฟ’ 36 หาดใหญ่ จ.สงขลา มีประชาชน ผู้ประกอบการ สนใจมารับคำปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญการลงทุนสถานีชาร์จรถ EV อย่างคับคั่ง

เส้นทางต่อไปคือ วันที่ 25 ก.ย. 67 เวลา 09.30 – 12.00 น. ณ Addink Co-Working จ.อุบลราชธานี และ 10 ต.ค. 67 เวลา 09.30 – 12.00 น. ณ Blu Monkey จ.จันทบุรี ลงทะเบียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย คลิกที่นี่ และสามารถนัดหมาย ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่าน LINE OA: @BackENEV หรือโทร. 095-356-9446

\'BackEN EV\' กฟผ. ผู้ช่วยสำคัญ หนุนธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

Source : กรุงเทพธุรกิจ

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย คว้ารางวัล Dow Innovation Award จากผลงานเรื่อง “การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์และการผลิตไบโอดีเซลจากการย่อยสลายและการเปลี่ยนขยะทางการเกษตรโดยหนอนแมลงวันลาย” รับทุนการศึกษา 30,000 บาท จากกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ซึ่งสนับสนุนเด็กไทยในระดับมัธยมศึกษาจากทั่วประเทศในการพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาตร์ โดยได้คัดเลือกโครงงานที่ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการใช้ความรู้ทางวิทยาศาตร์เพื่อขจัดปัญหาความท้าทายต่าง ๆ ของสังคม ภายใต้การประกวด Prime Minister’s Science Award 2024  ซึ่งจัดโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจากกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย เป็นผู้มอบรางวัลให้กับนายภูดล ศรีรัตนา และนายปพนพัชร์ วิรุฬห์ไววุฒิ นักเรียนเจ้าของโครงการฯ พร้อมกับนางสาววนิดา ภู่เอี่ยม ครูที่ปรึกษาโครงการฯ ณ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี

ทีมกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

วิศวกร Dow กับผู้บริหาร อพวช.

Advertisment

Source : Energy News Center

Lynk & Co Z10 เป็นรถซีดานขนาดกลางถึงใหญ่ที่ใช้แพลตฟอร์มเดียวกับ Zeekr 001 โดย Lynk & Co ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Geely Auto และ Volvo Cars ซึ่งรถรุ่นแรกของค่ายนี้มีราคาเริ่มต้นไม่ถึง 1 ล้านบาท ชวนมาดูสเปคคร่าวๆกัน

Lynk & Co เปิดตัว Z10 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นรถซีดานขนาดกลางถึงใหญ่ที่ใช้แพลตฟอร์มเดียวกับ Zeekr 001 ของ Zeekr โดย Lynk & Co Z10 มีให้เลือก 5 รุ่นด้วยราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในจีนราวๆ 9.6 แสนบาท – 1.4 ล้านบาท พร้อมมาเป็นคู่แข่งกับ Zeekr 001, BYD Han EV และ Xiaomi SU7 

CREDIT : Lynk & Co
CREDIT : Lynk & Co

สปอยเลอร์หลังปรับระดับได้อัตโนมัติของ Lynk & Co Z10 ไม่เพียงแต่เพิ่มความสวยงาม แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ พร้อมไฟท้าย LED ดอทเมทริกซ์ ทำให้ท้ายรถ Z10 มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและทันสมัยตามฉบับรถปี 2024

สเปค Lynk & Co Z10

ขนาดตัวรถ 5,028 มม. ยาว 1,966 มม. กว้าง และ 1,468 มม. สูง พร้อมฐานล้อ 3,005 มม. ตัวรถจะถูกพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม SEA ที่เป็นแบบเดียวกันกับ Lotus, Smart, Zeekr และ Volvo

CREDIT : Lynk & Co
CREDIT : Lynk & Co

ดีไซน์ภายนอกของ Z10 ได้รับแรงบันดาลใจจากความทันสมัยของ The Next Day Concept ผลลัพธ์ที่ได้คือรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวและสวยงาม พร้อมค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำเพียง 0.198 Cd ที่ช่วยลดเสียงลมและเพิ่มความเสถียรในการขับขี่

CREDIT : Lynk & Co
CREDIT : Lynk & Co

Lynk & Co Z10 รุ่นที่ใช้แพลตฟอร์ม 400V ใช้มอเตอร์เดี่ยวทั้งหมดที่มีกำลังมอเตอร์สูงสุด 200 kW และแรงบิดสูงสุด 343 Nm สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ใน 6.8 วินาที

Lynk & Co Z10 รุ่นที่ใช้แพลตฟอร์ม 800 V มาพร้อมทั้งรุ่นมอเตอร์เดี่ยวและมอเตอร์คู่ กำลังสูงสุดคือ 310 kW สำหรับรุ่นมอเตอร์เดี่ยวและ 580 kW สำหรับรุ่นมอเตอร์คู่ สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ใน 5.9 วินาทีและ 3.8 วินาที ตามลำดับ

CREDIT : Lynk & Co
CREDIT : Lynk & Co

Lynk & Co Z10 มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟต (LFP) ที่จัดหาโดย Jidian บริษัทในเครือของ Geely Holding โดยรุ่นเริ่มต้นมีขนาดแบตเตอรี่ 71 kWh และทุกรุ่นอื่นๆ มีขนาดแบตเตอรี่ 95 kWh รุ่นนี้มีระยะทาง CLTC 602 กม. ถึง 806 กม.

Lynk & Co Z10 ยังมาพร้อมระบบช่วงล่างที่ออกแบบมาเพื่อมอบความนุ่มนวลในการขับขี่ ด้านหน้าใช้ระบบปีกนกคู่ ส่วนด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงค์ รุ่นท็อปมาพร้อมระบบช่วงล่างแบบถุงลมที่ปรับระดับความสูงได้ ±30 มม. ขณะขับขี่ เพื่อการควบคุมที่แม่นยำยิ่งขึ้น และในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อยังมีระบบกระจายแรงบิดแบบไดนามิก เพื่อเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่

ระบบค็อกพิทของรุ่นนี้ใช้ชิป AMD V2000A ซึ่งแตกต่างจากชิป Qualcomm Snapdragon 8295 ที่ใช้ใน BEV ระดับไฮเอนด์กระแสหลักของจีนในปัจจุบัน Lynk & Co กล่าวว่าชิปที่ใช้มีกำลังการประมวลผลสูงกว่าชิป 8295

CREDIT : Lynk & Co
CREDIT : Lynk & Co

ระบบขับขี่อัจฉริยะของ Lynk & Co Z10 จัดหาโดย Lotus Robotics ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะของ Lotus Technology 

CREDIT : Lynk & Co
CREDIT : Lynk & Co

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติที่ควบคุมอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำ พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และระบบเสียง Harman Kardon ที่มาพร้อมเทคโนโลยีเสียงพาโนรามา WANOS ที่ให้เสียงที่สมบูรณ์แบบด้วยลำโพง 23 ตัวและกำลังขับ 1,600 วัตต์

โซลูชันการขับขี่อัจฉริยะที่เรียกว่า Lynk LHP ได้รับการตรวจสอบในสถานการณ์ 30 ประเทศและสามารถใช้งานฟังก์ชั่นช่วยเหลือการขับขี่ได้สูงสุด 33 ฟังก์ชัน 

CREDIT : Lynk & Co
CREDIT : Lynk & Co

Lynk & Co Z10 สามารถใช้ฟีเจอร์ NOA (Navigate on Autopilot) บนทางหลวงของจีนได้แล้ว และฟีเจอร์ NOA ในพื้นที่เมืองจะพร้อมใช้งานผ่านการอัปเดต OTA ในอนาคต

ราคา Lynk & Co Z10

Lynk & Co Z10 รุ่น Pro RWD 400V 600 กม. ราคา 9.4 แสนบาท

Lynk & Co Z10 รุ่น Max RWD 400V 766 กม. ราคา 1.02 ล้านบาท

Lynk & Co Z10 รุ่น Smart Max  RWD 400V 766 กม. ราคา 1.11 ล้านบาท

Lynk & Co Z10 รุ่น Smart Max RWD 800V 806 กม. ราคา 1.18 ล้านบาท

Lynk & Co Z10 รุ่น Smart Ultra AWD  800V 702 กม. ราคา 1.36 ล้านบาท

CREDIT : Lynk & Co
CREDIT : Lynk & Co

Lynk & Co Z10 ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าสนใจและมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี  ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม และราคาที่เข้าถึงได้ ทำให้รถรุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าคันแรก หรือผู้ที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเราคงต้องมารอดูกันอีกครั้งว่ามีโอกาสจะเข้ามาจำหน่ายในไทยด้วยหรือไม่ และจะราคาเท่าไร

ที่มา : CNEVPOST
Source : Spring News