แม้ว่ากระแสของรถยนต์ไฟฟ้า EV กำลังมาแรงมาก และมีรถยนต์ไฟฟ้าออกมาให้เลือกซื้อกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับราคากันอย่างน่าตกใจ เรียกว่าได้ว่า ซื้อก่อนประหยัดก่อน ซื้อทีหลังประหยัดกว่าเยอะ แม้ราคาจะลดลง แต่หลายคนก็ยังไม่เลือกที่จะไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าด้วยสาเหตุของความไม่สะดวกในการชาร์จ ไม่ว่าจะเป็นการพักอาศัยอยู่ตามคอนโดที่ไม่มีที่ชาร์จ และหลายคนก็อยากเดินทางแบบไม่ต้องกังวลใจในเรื่องของการชาร์จไฟ ทำให้รถอีกประเภทหนึ่ง ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กันเลย นั่นก็คือ รถยนต์ไฮบริด นั่นเอง

วันนี้ทางทีมงานจะขอพาทุกท่านมารู้จักกับรถไฮบริดว่ามีกี่ประเภท และมีข้อดี ข้อเสียอย่างไรกันบ้าง

รถยนต์ไฮบริดคืออะไร

รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) คือรถยนต์ที่ผสมผสานพลังงานจากสองแหล่งหลักคือ เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ใช้น้ำมัน) และมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ได้ประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงที่ดีขึ้น ลดการปล่อยมลพิษ รถยนต์ไฮบริดเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และหากจะอธิบายกันง่ายๆ ก็คือ รถที่มีทั้งเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า อยู่ในรถคันเดียวนั่นเอง โดยการมี 2 สิ่งนี้ ก็จะทำให้มีข้อดีมากกว่ารถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ใช้น้ำมันเพียงอย่างเดียวนั่นเอง ซึ่งผู้ผลิตก็ยังสามารถออกแบบรถยนต์ไฮบริดออกมาได้ถึง 3 รูปแบบด้วยกันคือ Full hybrid (FHEV) , Mild hybrid (MHEV) และ Plug-in hybrid (PHEV)

ประเภทของรถยนต์ไฮบริด

หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่ารถยนต์ไฮบริดนั้นไม่ได้มีแค่แบบเดียว แต่จริงๆ แล้ว ผู้ผลิตรถยนต์เขาผลิตมาถึง 3 รูปแบบด้วยกัน ก็จะเป็นประเภทหลักๆ ที่มีตอนนี้ ซึ่งในความเป็นจริงก็จะมีประเภทย่อยๆ อื่นๆ อีกเยอะ แต่ไม่ได้รับความนิยม สำหรับ 3 รูปแบบประกอบไปด้วย Full hybrid (FHEV) , Mild hybrid (MHEV) และ Plug-in hybrid (PHEV) มาดูกันว่า แต่ละแบบเป็นอย่างไรกันบ้าง

1.Full Hybrid (FHEV)

รถยนต์ไฮบริดแบบ Full hybrid (FHEV) หรือบางทีก็อาจจะเรียกว่า Parallel hybrid ก็จะเป็นรถยนต์ไฮบริดที่มีการติดตั้งระบบมอเตอร์ไฟฟ้าร่วมกับเครื่องยนต์ สามารถทำงานผสมผสานกันได้ หรืออาจจะทำงานเป็นอิสระแยกจากกันได้เช่นกัน อธิบายง่ายๆ ก็คือ Full hybrid นี้สามารถสลับการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับขับเคลื่อนรถยนต์ได้ โดยรูปแบบการทำงานจะอยู่ในลักษณะของการใช้งานมอเตอร์ไฟฟ้าเมื่อเราขับที่ความเร็วต่ำ เช่นในช่วงออกตัว และจะมีการเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์เมื่อมีการขับที่ความเร็วสูง ซึ่งผู้ผลิตรถแต่ละรายก็จะมีการกำหนดจุดเปลี่ยนและสลับการใช้งานเอาไว้

ในปัจจุบันรถไฮบริดบางรุ่นก็จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อช่วยเรื่องของอัตราเร่งเมื่อต้องการขับขี่ในความเร็วสูงได้อีกด้วย เรียกได้ว่า มีการผสมผสานการทำงานที่ลงตัวมากขึ้น ทำให้ได้ทั้งพละกำลังในการขับขี่ และประหยัดเชื้อเพลิงได้มากยิ่งขึ้น และอีก 1 ข้อดีของรถยนต์ไฮบริดก็คือ ขณะลดความเร็วและเบรก เครื่องยนต์หยุดการทำงาน มอเตอร์ไฟฟ้าจะแปลงพลังงานจากการเคลื่อนที่เป็นพลังงานไฟฟ้า ส่งไปเก็บสะสมในแบตเตอรี่ไฮบริดเอาไว้อีกด้วย ทำให้เวลาที่เราขับในความเร็วต่ำ และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงาน ก็จะถึงพลังงานจากแบตเตอรี่ไปใช้งานได้เลย ไม่ต้องอาศัยเครื่องยนต์และเชื้อเพลิง ซึ่งเราจะได้ความประหยัดในส่วนนี้นั่นเอง

2.Mild hybrid (MHEV)

สำหรับรถยนต์ไฮบริดแบบที่ 2 หลายคนมักจะเรียกกันสั้้นๆ ว่า MHEV ซึ่งลักษณะหลักๆ ก็จะคล้ายกับ Full hybrid คือ มีทั้งเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน และมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ แต่จะไม่สามารถทำงานแยกกันได้แบบอิสระ นั่นเป็นเพราะว่ามอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่นั่นมีขนาดเล็ก รวมถึงแบตเตอรี่ก็มีขนาดเล็กอีกด้วย ทำให้เวลาใช้งานไม่สามารถขับเคลื่อนรถยนต์ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ ลักษณะการทำงานของระบบไฮบริดจะเป็นการเสริมกำลังในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์เท่านั้น โดยเฉพาะช่วงออกตัว ให้รถสามารถออกตัวได้ดียิ่งขึ้น ประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้รถไฮบริดบางรุ่นยังออกแบบให้เวลารถจอดหยุดนิ่งเครื่องยนต์จะดับ และเมื่อออกตัวเครื่องยนต์จะติดอีกครั้ง เพื่อช่วยประหยัดน้ำมันนั่นเอง และแน่นอนว่ารถไฮบริดประเภทนี้ก็จะมีการแปลงพลังงานขณะลดความเร็ว และเบรคกลับไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ได้เช่นกัน

3.Plug-in hybrid (PHEV)

มาถึงแบบสุดท้าย ดูจากชื่อแล้ว Plug-in hybrid (PHEV) คงเดากันไม่ยากว่าเป็นรถไฮบริดแบบไหน อธิบายได้ง่ายๆ ว่า เป็นรถยนต์ไฮบริดที่สามารถเสียบชาร์จได้แบบรถยนต์ไฟฟ้า แต่แบตเตอรี่จะมีขนาดเล็กกว่ารถยนต์ไฟฟ้ามาก และแน่นอนว่าในตัวรถก็ยังมีเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันติดตั้งมาให้เช่นกัน หากเทียบกับรถยนต์ไฮบริดแบบ Full hybrid และ Mild Hybrid แล้วก็ถือว่าแบตเตอรี่จะมีขนาดใหญ่กว่า ทำให้สามารถขับได้ระยะทางที่ไกลขึ้น และหากต้องการชาร์จแบตเตอรี่ก็สามารถจอดชาร์จที่สถานีชาร์จ หรือจะชาร์จที่บ้านก็ได้เช่นกัน ข้อดีที่ชัดเจนมากๆ เลยก็คือ สามารถขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าได้ระยะทางไกลมากขึ้น บางคนใช้งานไปทำงานกลับบ้านกันแบบไม่ต้องเติมน้ำมันเลยก็มี ส่วนระยะทางที่ทำได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับรุ่น และยี่ห้อของรถด้วย รถไฮบริดแบบ PHEV นี้ก็จะมีราคาที่สูงกว่าแบบอื่นๆ แต่ก็จะมีความประหยัดที่มากกว่าด้วยเช่นกัน

ข้อดีของรถยนต์ไฮบริดมีอะไรบ้าง

รถยนต์ไฮบริดเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยเทคโนโลยีที่ผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้รถไฮบริดมีข้อดีหลายประการ ดังนี้

1. ประหยัดน้ำมัน

  • ลดค่าใช้จ่าย การใช้พลังงานไฟฟ้าร่วมกับน้ำมัน ทำให้รถไฮบริดประหยัดน้ำมันได้มากกว่ารถยนต์ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ลดค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันในระยะยาว
  • ระยะทางไกลขึ้น ด้วยการประหยัดน้ำมัน ทำให้รถไฮบริดสามารถวิ่งได้ระยะทางที่ไกลขึ้นต่อการเติมน้ำมันหนึ่งครั้ง

2. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • ลดมลพิษ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง ช่วยลดภาวะโลกร้อนและมลพิษทางอากาศ
  • อนาคตที่ยั่งยืน เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกที่สะอาดและยั่งยืน

3. สมรรถนะการขับขี่ที่ดี

  • เร่งความเร็วได้ดี การทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้รถไฮบริดมีอัตราเร่งที่ดีและนุ่มนวล
  • เงียบขณะขับขี่ เมื่อใช้พลังงานไฟฟ้าล้วน จะขับขี่ได้อย่างเงียบสงบ

4. เทคโนโลยีทันสมัย

  • ฟีเจอร์ครบครัน รถไฮบริดมักมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เช่น ระบบช่วยเหลือการขับขี่ ระบบความบันเทิง และระบบเชื่อมต่อ
  • การบำรุงรักษาที่ง่ายขึ้น บางรุ่นมีการบำรุงรักษาที่น้อยลงกว่ารถยนต์ทั่วไป

5. ค่าเสื่อมต่ำ

  • รักษามูลค่า รถไฮบริดมักมีค่าเสื่อมราคาต่ำกว่ารถยนต์ทั่วไป ทำให้สามารถขายต่อได้ในราคาที่ดี

6. ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ

  • สิทธิประโยชน์ หลายประเทศมีนโยบายสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฮบริด เช่น การลดภาษี หรือการให้เงินอุดหนุน

ข้อเสียรถยนต์ไฮบริด

แม้ว่ารถยนต์ไฮบริดจะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ยังมีข้อเสียบางประการที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ ดังนี้ครับ

  • ราคาสูงกว่ารถยนต์ทั่วไป เนื่องจากเทคโนโลยีที่ซับซ้อนกว่า ทำให้ราคาของรถยนต์ไฮบริดโดยทั่วไปสูงกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในเพียงอย่างเดียว
  • ค่าบำรุงรักษาสูงกว่า การซ่อมแซมและบำรุงรักษารถยนต์ไฮบริดอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า เนื่องจากต้องใช้ช่างที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และอะไหล่บางชิ้นมีราคาแพง
  • แบตเตอรี่มีอายุการใช้งาน แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฮบริดมีอายุการใช้งานจำกัด หากถึงอายุการใช้งานอาจต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง
  • ตัวเลือกในการซ่อมบำรุงจำกัด อู่ซ่อมรถทั่วไปอาจไม่มีความเชี่ยวชาญในการซ่อมรถยนต์ไฮบริด ทำให้ต้องนำรถเข้าศูนย์บริการของผู้ผลิตโดยเฉพาะ
  • ความซับซ้อนของระบบ ระบบของรถยนต์ไฮบริดมีความซับซ้อนมากกว่ารถยนต์ทั่วไป ทำให้การแก้ไขปัญหาอาจใช้เวลานานกว่า
  • ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนมีจำกัด สำหรับรถยนต์ไฮบริดบางรุ่น ระยะทางที่สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้อาจมีจำกัด ไม่เหมาะสำหรับการเดินทางไกล
  • น้ำหนักรถ รถยนต์ไฮบริดมีน้ำหนักมากกว่ารถยนต์ทั่วไป เนื่องจากมีส่วนประกอบของมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ทำให้การประหยัดน้ำมันอาจไม่มากเท่าที่คิดในบางสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียเหล่านี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นในอนาคต และหลายๆ รุ่นก็มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

และทั้งหมดนี้ก็คือ เรื่องราวของรถยนต์ไฮบริดแบบสรุปกันให้เข้าใจง่ายๆ ใครกำลังจะซื้อรถใหม่ และยังไม่มั่นใจกับรถยนต์ไฟฟ้า หรือไม่อยากวางแผนการชาร์จไฟฟ้าให้ปวดหัว การเลือกรถยนต์ไฮบริดก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากที่สุดในตอนนี้ครับ

Photo : freepik.com

บริษัทผู้ผลิตรถไฟชั้นนำของจีน รายงานการเปิดตัวกังหันลมนอกชายฝั่งแบบลอยน้ำขนาดใหญ่ ที่ทรงพลังที่สุดในโลก เชื่อมั่นเป็นตัวกำหนดอนาคตด้านพลังงานลมของประเทศ

ซีอาร์อาร์ซี คอร์เปอเรชัน ลิมิเต็ด (CRRC) ผู้ผลิตรถไฟชั้นนำของจีน รายงานการเปิดตัวกังหันลมนอกชายฝั่งแบบลอยน้ำที่ทรงพลังมากที่สุดของโลก ซึ่งมีกำลังการผลิต 20 เมกะวัตต์ ออกจากสายการผลิตในอำเภอเซ่อหยาง เมืองเหยียนเฉิง มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน เมื่อวันพฤหัสบดี (10 ต.ค.) ที่ผ่านมา

กังหันลมนี้พัฒนาขึ้นเองโดยจีน มีจุดเด่นอยู่ที่กังหันลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 260 เมตร และพื้นที่กวาดใบพัด 53,100 ตารางเมตร ซึ่งคิดเป็นขนาดเท่าสนามฟุตบอลมาตรฐานราว 7 สนาม โดยกังหันลมนี้ผลิตไฟฟ้าได้ 62 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี เพียงพอต่อการใช้งานของ 37,000 ครัวเรือน ประหยัดถ่านหิน 25,000 ตัน และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 62,000 ตัน

จีนเปิดตัว \'กังหันลมลอยน้ำ\' ที่ทรงพลังที่สุดในโลก

รายงานระบุว่ากังหันลมนี้ใช้แท่นลอยน้ำและระบบทุ่นจอดแบบกึ่งจม พร้อมเทคโนโลยีควบคุมและตรวจจับอัจฉริยะ ช่วยให้เกิดการผลิตพลังงานลมในน่านน้ำลึกได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันสามารถปรับแต่งกังหันลมนี้เพื่อการใช้งานในน่านน้ำลึกระดับต่างๆ จึงถือเป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในการผลิตพลังงานลมในทะเลลึก

หวังเตี้ยน รองผู้จัดการทั่วไปของบริษัท ซีอาร์อาร์ซี ฉีหาง นิวเอ็นเนอร์จี เทคโนโลยี จำกัด เสริมว่ากังหันลมนอกชายฝั่งแบบลอยน้ำนี้เป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของการพัฒนาพลังงานลม

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนพยายามเพิ่มสัดส่วนของไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงที่ไม่ใช่ฟอสซิลในโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนของจีนสูงเกินกำลังการผลิตพลังงานความร้อนเป็นครั้งแรกในปี 2023 คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตติดตั้งพลังงานของประเทศ

Source : Spring News

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” กำลังเผชิญกับความท้าทายด้าน “ความมั่นคงทางพลังงาน” มากขึ้น เนื่องจากในภูมิภาคเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติได้น้อยลง และจำเป็นต้องพึ่งการนำเข้ามากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อรับมือกับปัญหานี้ จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านสู่ “พลังงานสะอาด” และจำเป็นต้องลงทุนในการกักเก็บพลังงานด้วย “แบตเตอรี่” 

การสร้างความมั่นคงทางพลังงานกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย แม้ว่าภูมิภาคนี้กำลังเดินหน้าสู่อนาคตของพลังงานสะอาด แต่ขณะเดียวกันเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมกับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจต้องทำให้พึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

ก๊าซธรรมชาติ” เป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตไฟฟ้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี 2023 ก๊าซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ 30% ของไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นอันดับสองของแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่ใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาค รองจากถ่านหิน แต่การผลิตก๊าซในท้องถิ่นลดลงต่อเนื่องตั้งแต่กลางยุค 2010 ทำให้หลายประเทศในภูมิภาคนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น

หากแนวโน้มปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติสุทธิโดยเร็วที่สุดในปี 2025 และภายในปี 2045 การนำเข้าอาจเพิ่มขึ้นถึง 93% ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงาน

การกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่สามารถเป็นแนวทางป้องกันความเสี่ยงด้านก๊าซในอนาคตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ เนื่องจากสามารถใช้สนับสนุนและตอบสนอง เพื่อสร้างสมดุลให้กับเครือข่ายที่เชื่อมต่อกันสำหรับการจ่ายไฟฟ้า

“อาเซียน” ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการผลิต “แบตเตอรี่”

เมื่อการผลิตพลังงานหมุนเวียนผันผวน ไม่ว่าจะเกินหรือต่ำกว่าความต้องการไฟฟ้า การกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ก็จะสามารถลดการพึ่งพาก๊าซนำเข้าของภูมิภาคนี้ ทั้งสำหรับพลังงานพื้นฐานและความยืดหยุ่นได้ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดพลังงานโลกได้ ทำให้ความเป็นอิสระและความมั่นคงด้านพลังงานดีขึ้น

คำประกาศของผู้นำอาเซียนในเดือนพฤษภาคม 2023 แสดงให้เห็นถึงความพยายามร่วมกันในการส่งเสริมให้ภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลก โดยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแร่ธาตุที่สำคัญของแบตเตอรี่ เช่น นิกเกิล โคบอลต์ และแมงกานีสที่มีอยู่มากมาย สามารถดึงดูดอุตสาหกรรมมาลงทุนในภูมิภาคได้ ในขณะเดียวกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ได้กลายเป็น “เขตกันชน” ของยักษ์ใหญ่ในวงการรถไฟฟ้า

บริษัทใหญ่จากเกาหลี ญี่ปุ่น และสหรัฐกำลังย้ายห่วงโซ่อุปทานของตนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อลดการพึ่งพาจีน ในขณะเดียวกันก็แสวงหากำไรจากต้นทุนแรงงานและการผลิตที่มีการแข่งขันกันในภูมิภาค ขณะที่บริษัทจีนกำลังย้ายซัพพลายเชนของตนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน  ซึ่งช่วยให้จีนสามารถลดความเสี่ยงภาษีการค้าสหรัฐได้ 

ปัจจุบันจีนได้เข้ามาลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ในไทย กัมพูชา มาเลเซีย และเวียดนาม เป็นจำนวนมากในปี 2023 ขณะเดียวกันก็นำเข้าแผงโซลาเซลล์จากสหรัฐมากกว่า 75% นอกจากนี้ ทั้งสหรัฐและจีนยังลงทุนในประเทศผู้ผลิตแร่ธาตุที่สำคัญ ทั้งในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก

สหรัฐกำลังพยายามแย่งชิงอำนาจของจีนในตลาดการแปรรูปนิกเกิลที่อินโดนีเซีย โดยเสนอทางเลือกการลงทุนต่าง ๆ ตั้งแต่ข้อตกลงการค้าเสรีแร่ธาตุที่สำคัญในวงจำกัด  ไปจนถึงการเข้าร่วมกลุ่มหุ้นส่วนความมั่นคงทางแร่ (MSP) ซึ่งเป็นกรอบการทำงานที่มุ่งพัฒนาซัพพลายเชนแร่ธาตุที่สำคัญระหว่างสหรัฐและพันธมิตร

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจกลายเป็นตลาดที่น่าดึงดูดสำหรับผลิตภัณฑ์พลังงานสะอาดได้ หากจีนไม่สามารถบุกตลาดสหรัฐและจีนได้ เนื่องจากกำแพงภาษีศุลกากร อีกทั้งภาครัฐในภูมิภาคนี้ยังสร้างแรงจูงใจต่าง ๆ เพื่อช่วยเสริมศักยภาพของตลาดในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซียและไทยได้นำการยกเว้นภาษีอากรและนิติบุคคลนำเข้ามาใช้กับรถ EV ทำให้บริษัทรถไฟฟ้าสามารถเข้ามาทำส่วนแบ่งการตลาดในภูมิภาคได้

นโยบายแบตเตอรี่แต่ละประเทศ

จากการประชุมเทคโนโลยีแบตเตอรี่อาเซียน ครั้งที่ 2 (ABTC) ซึ่งเป็นความร่วมมือของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ทำให้เห็นถึงความท้าทายและนโยบายของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเกี่ยวกับการลงทุนด้านแบตเตอรี่

เพื่อเพิ่มโอกาสการลงทุน และเปลี่ยนผ่านเข้าสู่พลังงานสีเขียวได้เร็วขึ้น ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำเป็นต้องแสดงให้ว่า สามารถเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์โดยปราศจากการครอบงำของมหาอำนาจ และมองหากการลงทุนจากนานาประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพานักลงทุนรายใดรายหนึ่งมากเกินไป อย่างเช่น อินโดนีเซียที่กำลังพยายามลดอำนาจของจีนในภาคการขุดและแปรรูปแร่ธาตุหายาก โดยร่วมมือกับประเทศอื่น เช่น เกาหลี

ความท้าทายอีกอย่างคือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำเป็นต้องสร้างประโยชน์จากกระแสการลงทุนจากต่างประเทศ ให้มีมูลค่าในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านศักยภาพทางเทคโนโลยีในประเทศ ดังนั้นการสนับสนุนให้บริษัทต่าง ๆ ย้ายฐานการผลิตในภูมิภาคในระยะยาว จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บริษัทผลิตยานยนต์ Proton ของมาเลเซียร่วมมือกับ Geely Auto ของจีน ทำให้ Geely Auto เข้าถึงตลาดในภูมิภาคได้ และให้บริษัทของจีนปรับปรุงผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีใหม่

ส่วนอินโดนีเซียได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นต่อการห้ามส่งออกนิกเกิลเพื่อกระตุ้นการลงทุนขั้นปลาย เช่น ในสินค้าตัวกลางนิกเกิลและการผลิตแบตเตอรี่ โดยมีมุมมองที่จะเป็นเจ้าของซัพพลายเชนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบองค์รวม

ขณะที่ฟิลิปปินส์กำลังมุ่งไปที่การสนับสนุนซัพพลายเชนทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การผลิตเซลล์แบตเตอรี่และส่วนประกอบต่าง ๆ ไปจนถึงการประกอบและรีไซเคิลแบตเตอรี่ ดังนั้นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบของภูมิภาคและขยายไปยังอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ แต่ก็ต้องระวังการลงทุนที่ไม่เป็นธรรมที่อาจเกิดขึ้นได้


ที่มา: East Asia ForumIISS
Source : กรุงเทพธุรกิจ

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เตรียมกันเงิน 140 ล้านบาท เริ่มทยอยจ่ายหนี้เงินต้นก้อนแรกให้แบงค์ ตั้งแต่ พ.ย. 2567 ชี้หนี้เงินต้นจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนยอดจ่ายสูงสุดไปอยู่ในเดือน ต.ค. 2568 จำนวน 3,000 ล้านบาท ก่อนจะค่อยๆ ลดลง เหตุกองทุนฯ ทยอยกู้ยืมเงินพยุงราคาดีเซลตั้งแต่ปี 2565 รวมยอดกู้ยืมทั้งสิ้น 105,333 ล้านบาท คาดใช้หนี้หมดในปี 2571 ส่งผลกระทบให้ผู้ใช้ดีเซลต้องเร่งจ่ายเงินเข้ากองทุนฯ และหากราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงอาจจำเป็นต้องขยับราคาดีเซลขึ้นบ้าง   

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2567 ที่จะถึงนี้ จะครบกำหนดที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องเริ่มทยอยชำระหนี้เงินต้นที่กู้ยืมมาจากสถาบันการเงิน รวมทั้งสิ้น 105,333 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2565-2566 ส่วนดอกเบี้ยก็ได้เริ่มจ่ายมาตั้งแต่กู้ยืมเงินครั้งแรกและจ่ายเป็นประจำ จำนวน 250 ล้านบาททุกเดือน

สำหรับยอดหนี้เงินต้นจะทยอยสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามวงเงินที่ทยอยกู้ยืมในแต่ละครั้ง โดยในเดือน พ.ย. 2567 ต้องเริ่มจ่ายหนี้เงินต้น 140 ล้านบาท และ เดือน ธ.ค. อยู่ที่ 278 ล้านบาท ส่วนปี 2568 ก็จะยังคงจ่ายสูงขึ้นอีก โดยเริ่มต้นเดือน ม.ค. จำนวน 800 ล้านบาท และทยอยสูงขึ้นไปถึงเดือน พ.ค. ที่ 1,400 ล้านบาท โดยยอดจะพุ่งสูงสุดในเดือน ต.ค. 2568 ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท และจากนั้นจะทยอยลดลงเรื่อยๆ  ซึ่งคาดว่าการชำระหนี้เงินต้นจะไปสิ้นสุดในปี 2571

ดังนั้นภารกิจสำคัญที่กองทุนฯ จะต้องเตรียมไว้สำหรับการชำระหนี้เงินต้นดังกล่าว ก็คือ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) จะต้องเร่งเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันดีเซลส่งเข้ากองทุนฯ เพื่อให้กองทุนฯ มีเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง เพียงพอที่จะใช้ดูแลราคาน้ำมันและ LPG ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน และมีเงินเพียงพอจ่ายหนี้เงินต้นก้อนนี้ด้วย

ทั้งนี้จะส่งผลให้กองทุนฯ ไม่สามารถกลับไปชดเชยราคาดีเซลได้อีก ยกเว้นกรณีเกิดวิกฤติราคาพลังงานที่รุนแรง ซึ่งหากราคาน้ำมันโลกขยับสูงขึ้นในช่วงนี้ กองทุนฯ จะลดการเก็บเงินผู้ใช้ดีเซลเพื่อส่งเข้ากองทุนฯ ลง จนอาจเก็บเข้าต่ำสุดเหลือเพียง 50 สตางค์ต่อลิตร (ปัจจุบันเก็บอยู่ 1.66 บาทต่อลิตร) แต่หากราคายังขยับสูงขึ้นไปอีก กบน. อาจจำเป็นต้องขยับขึ้นราคาดีเซล แทนการนำเงินกองทุนฯ ไปชดเชยราคาดีเซล

อย่างไรก็ตามวันที่ 31 ต.ค. 2567 นี้ จะสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร โดยปัจจุบันราคาจำหน่ายอยู่ที่ 32.94 บาทต่อลิตร ดังนั้น กบน. เตรียมจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาทบทวนราคาดีเซลอีกครั้งก่อนสิ้นสุดมาตรการดังกล่าวต่อไป

ทั้งนี้ กบน. ยังเฝ้าติดตามสถานการณ์การสู้รบในต่างประเทศที่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก ซึ่ง กบน. เชื่อว่ายังดูแลราคาดีเซลในประเทศไทยได้ แต่เป็นห่วงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) โลก เนื่องจากในช่วงปลายปีจะเข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้หลายประเทศมีความต้องการ LPG จำนวนมากและราคาจะพุ่งสูงขึ้น ซึ่งหากกองทุนฯ ต้องชดเชยราคา LPG สูง จะส่งผลกระทบต่อฐานะกองทุนฯ ได้  

โดยปัจจุบันกองทุนฯ ยังมีเงินไหลเข้าจากผู้ผลิต LPG  5.94 ล้านบาทต่อวัน และเงินไหลเข้าจากผู้ใช้น้ำมัน 331 ล้านบาทต่อวัน รวมมีเงินไหลเข้ากองทุนฯ ประมาณ 337 ล้านบาทต่อวัน หรือ 10,110 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเพียงพอดูแลเสถียรภาพราคาดีเซลและ LPG  รวมทั้งสามารถเก็บไว้ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยให้สถาบันการเงินได้ แต่หากราคา LPG โลกขยับขึ้นแรงในช่วงปลายปี 2567 นี้ กบน. ก็จะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมกับกองทุนฯ ต่อไป แต่ยืนยันว่าราคา LPG จะยังคงจำหน่ายที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ไปจนถึง 31 ธ.ค. 2567 นี้ ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)

สำหรับสถานะเงินกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุด ณ วันที่ 8 ต.ค. 2567 เงินกองทุนฯ ติดลบรวม -96,818 ล้านบาท ซึ่งมาจากบัญชีน้ำมันติดลบรวม -49,378 ล้านบาท และมาจากบัญชี LPG ติดลบรวม -47,440 ล้านบาท

Source : Energy News Center

แบงก์ทหารไทยธนชาต มั่นใจสิ้นปี 2567 ปล่อยสินเชื่อสีเขียวทะลุเป้า 20,000 ล้านบาท เผยครึ่งแรกปีนี้สัญญาณลูกค้าธุรกิจ เบิกใช้วงเงินแล้ว 50% ส่วนสินเชื่อรถ EVคิดเป็น 27% ลั่นช่วงที่เหลือพร้อมเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจเช่าซื้อ-ลีสซิ่ง ชูดอกเบี้ยพิเศษ 2.99-4.99%

ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) ดำเนินธุรกิจธนาคารเพื่อความยั่งยืนมาตั้งแต่ปี 2561 ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ภายใต้เกราะของดัชนีชี้วัดการเงินที่ยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนพอร์ตสินเชื่อสีเขียวให้เติบโตเพิ่มขึ้นในทุกปี โดยครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้าธุรกิจและกลุ่มลูกค้าบุคคล เห็นได้จาก3 ปีย้อนหลังทีทีบีได้สนับสนุนสินเชื่อสำหรับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายไปแล้ว 40,000 ล้านบาทและภายในสิ้นปี 2573 ตั้งเป้าอีก 60,000ล้านบาท

นายนริศ อารักษ์สกุลวงศ์ ประธานกลุ่มกลยุทธ์องค์กรและดิจิทัล ทีเอ็มบีธนชาต (ทีทีบี)  ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจมหภาคที่ยังมีความไม่แน่นอน และประชาชนชะลอการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า(EV) ในครึ่งแรกของปี 2567 ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อสีเขียวในครึ่งแรกของปีนี้หดตัว 43% ซึ่งต้องรอไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ว่ากำลังซื้อจะกลับมาหรือไม่ โดยครึ่งปียอดอนุมัติสินเชื่อ EV อยู่ที่ 4,960 ล้านบาท แต่อยู่ระหว่างพิจารณาอีกประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท

ขณะที่สินเชื่อคอร์เปอร์เรท/ธุรกิจ ปีนี้ตั้งเป้าสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนไว้รวม 20,000 ล้านบาท (เป็นสินเชื่อธุรกิจ 8,000 ล้านบาท และสินเชื่อรายย่อยซึ่งเป็น EV12,000ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 1.1 หมื่นล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 1.2% จากปีก่อนอยู่ที่ 9,000 ล้านบาท โดยเป้าหมายสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนสำหรับลูกค้าธุรกิจตั้งเป้าเพิ่มเป็น 60,000ล้านบาทภายในสิ้นปี 2573

นอกจากนี้ ในส่วนของตราสารหนี้ ตราสารทุน และกองทุนรวมตราสารทุนสีเขียวภายใต้การบริหารของกองทุน ESG (AUM) ณ เดือนมิถุนายน 2567 หดตัว 30% มีมูลค่า 4,303 ล้านบาท เทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 6,274 ล้านบาท สำหรับการเบิกใช้วงเงินครึ่งแรกของปีนี้ พบว่า ลูกค้าธุรกิจ เบิกใช้วงเงินแล้วคิดเป็น 50% ของวงเงินที่อนุมัติ ส่วนลูกค้าบุคคลคืบหน้าเบิกใช้วงเงินคิดเป็น 27% ของสินเชื่อรถยนต์ EV ที่อนุมัติ 3,987 ล้านบาท หรือกว่า 4,100 คัน

“ด้วยภาพรวมของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนและประชาชนชะลอการซื้อรถ EV ด้วยปัจจัยต่างๆทำให้สินเชื่อสีเขียวหย่อนเป้าบ้าง โดยปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนไปแล้ว 4,960 ล้านบาทในครึ่งปีที่ผ่านมา เทียบกับ 8,710 ล้านบาทของช่วงเดียวกันปีก่อน แต่คาดว่าผลการดำเนินงานในปีนี้จะเป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้ แต่ในช่วงที่เหลือของปีนี้ธนาคารไม่มีแผนจะออกหุ้นกู้เพื่อสิ่งแวดล้อม (Green bond หรือ Blue bond) ปัจจุบันสัดส่วนมูลค่าพอร์ตนิติบุคคลกับบุคคล(สินเชื่อรถEV)คิดเป็น 35 : 65 ซึ่งสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่กับ SMEs เป็นเบอร์หนึ่ง คิดเป็น 99 ต่อ 1”

TTB  ลุยสินเชื่อยั่งยืน ยอดซื้อรถอีวีทะลัก! สิ้นปีปล่อยได้ 2 หมื่นล้าน

อย่างไรก็ตาม นโยบายธนาคารสีเขียวของทีทีบีนั้น มีความมุ่งมั่นเดินตามกรอบ B+ESG มาอย่างต่อเนื่องผสานธุรกิจและความยั่งยืนเป็นเนื้อเดียวกันสร้างการเติบโตและความยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มเพื่อก้าวสู่การเป็น “ธนาคารเพื่อความยั่งยืน” (Sustainable Banking) ซึ่งตั้งแต่ปี 2561 ทีทีบีกำหนดตัวชีวัดด้านการเงินที่ยั่งยืนให้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการดำเนินการด้านความยั่งยืนของธนาคาร คิดเป็น 10% ของตัวชี้วัดขององค์กร พร้อมแผนในการกำหนด

เป้าหมายที่ท้าทาย เพื่อขับเคลื่อนพอร์ตสีเขียวให้เติบโตขึ้นทุกปี ครอบคลุมทั้งลูกค้าธุรกิจและบุคคลโดยสนับสนุนเป้าหมายสิ่งแวดล้อม 7 ด้านทุกกลุ่มธุรกิจที่ต้องการปรับกระบวนการ

นายนริศกล่าวเพิ่มเติมว่า ทีทีบีให้ความสำคัญ บน Framework ของธนาคาร B+ESG ซึ่งเรื่องความยั่งยืน ไม่ได้เป็นเรื่องคิดทีหลัง อยากให้เข้าไปอยู่ในโฟลว์ของการทำงาน การคิดโมเดลธุรกิจของธนาคารจริงๆ จึงใช้ B เป็นจุดเริ่มต้น คือก่อนที่ทางธนาคารจะสามารถไปสร้างความน่าเชื่อถือ ต้องมั่นใจก่อนว่า ตัวเรามีธุรกิจที่ยั่งยืน ซึ่งธุรกิจที่ดำเนินงานอยู่บนความยั่งยืน เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางด้วยความมั่นใจว่าเรา Operate ในสิ่งที่โดนใจลูกค้า รวมถึงดิจิทัลเทคโนโลยีด้วย

ส่วนเรื่องของ ESG โดยเรื่อง Green ทีทีบีได้ประกาศเรื่องปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) /ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรม(Carbon Footprint) ในระดับหนึ่งแล้ว โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ขอบเขตที่1 และ 2) ลง 15% ภายในปี พ.ศ. 2569 จากปีฐานในปี พ.ศ. 2562 และมีเป้าหมายในการลดรายปีที่ 10% จากปีฐานเดียวกัน

ทั้งนี้ การลดก๊าซเรือนกระจกธุรกิจรายใหญ่นั้นตระหนักและปรับตัวได้ดีอยู่แล้ว แต่ธุรกิจขนาดกลางหรือSMEอาจจะต้องเตรียมปรับตัว ทั้งโปรดักต์ต่างๆ ขณะเดียวกันพยายามโปรโมท จัดอบรม พร้อมแทรกเรื่องความรู้ต่างๆ เช่น ทางเลือกในการลด Carbon Footprint ขององค์กร/บริษัทในรูปแบบต่าง ๆ และนำไปสู่การหาพันธมิตรเพื่อให้ลูกค้าสามารถปรับตัวได้เพื่อเตรียมรับมือผลกระทบจากกฎเกณฑ์ต่างๆ ในอนาคตไม่ว่ายุโรปหรือในประเทศไทยที่อาจจะมีทั้ง Thailand Taxonomy และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

ปัจจุบันทีทีบีมีโปรโมชั่นโปรดักต์ทางการเงินเพื่อความยั่งยืน สำหรับธุรกิจขนาดกลาง / SMEปรับปรุงกระบวนการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดมลพิษทางอากาศ การลดปริมาณนํ้าเสียคิดดอกเบี้ยพิเศษ 2.99%-4.99% ไม่จำกัดวงเงิน สินเชื่อเงินกู้ระยะยาวเพื่อติดตั้งและบำรุงรักษาโซลาร์รูฟท็อป รวมถึงสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งแบบเช่าซื้อและเช่ารถยนต์แบบลีสซิ่ง ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจทั้งขนาดกลางและรายย่อยเดินหน้าสู่สังคมเศรษฐกิจคาร์บอนตํ่า

หน้า 7 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 44 ฉบับที่ 4,033 วันที่ 6 – 9 ตุลาคม พ.ศ. 2567

Source : ฐานเศรษฐกิจ