ในงาน IAA Transportation 2024 ทาง CATL หรือชื่อเต็มๆ Contemporary Amperex Technology Co., Limited ผู้ผลิตแบตเตอรี่ระดับโลก หรือจะเรียกได้ว่าเป็นเบอร์ 1 ในตลาดแบตเตอรี่ก็ว่าได้ ได้เปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า “Tecrtrans” ที่มีอายุการใช้งานมากถึง 1.5 ล้านกิโลเมตร ใช้ได้ยาวนานสูงสุดถึง 15 ปี และทาง CATL ยังมีการรับประกันให้ 10 ปี ซึ่งถือว่าอาจจะเป็นการปฏิวัติวางการรถบรรทุกไฟฟ้าของโลกเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นแบเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน และมีความทนทานมาก ทำให้ผู้ผลิตรถบรรทุกน่าจะเริ่มนำไปใช้กันมากยิ่งขึ้น

แบตเตอรี่ Tectrans พลิกโฉมอุตสาหกรรมการขนส่ง

แบตเตอรี่ Tectrans รุ่นใหม่คาดกันว่าจะเป็นการพลิกโฉมอุตสาหกรรมการขนส่งกันเลยทีเดียว แบตเตอรี่มีความหนาแน่นของพลังงานมากถึง 175 Wh/kg ชาร์จครั้งเดียวสามารถวิ่งได้ระยะทางไกลกว่าเดิม ในการเปิดตัวแบตเตอรี่ใหม่ครั้งนี้ มีการเปิดมาใน 2 เวอร์ชั่น นั่นก็คือ TECTRANS – T Superfast Charging Edition และ TECTRANS – T Long Life Edition โดยรุ่นชาร์จเร็วพิเศษ TECTRANS – T Superfast Charging Edition นั้นสามารถชาร์จได้ถึง 70% โดยใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้การใช้งานรถบรรทุกทำได้ดีขึ้น ไม่ต้องรอชาร์จนานๆ อีกต่อไป ส่วนอีกรุ่น TECTRANS – T Long Life Edition มีจุดเด่นในเรื่องของอายุการใช้งานที่ยาวนานมากถึง 15 ปี ซึ่งเน้นไปทีความทนทานเป็นพิเศษ เหมาะกับการใช้งานเชิงพาณิชย์ที่ต้องการรถบรรทุกสำหรับการใช้งานหนัก เช่น การวิ่งขนส่งในระยะทางไกลๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

แบตเตอรี่ทั้ง 2 รุ่นนี้ ชาร์จเต็ม 100% จะสามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 500 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่มีความเหมาะสมในภาคขนส่ง ทำให้รองรับการขนส่งในระยะทางไกลๆ ได้ ในเรื่องของความปลอดภัยนั้น แบตเตอรี่ TECTRANS พร้อมใช้งานในประเทศโซนร้อนที่อุณหภูมิกว่า 45°C ทนทานต่ออากาศหนาวติดลบ -35°C ซึ่งมีการทดลองใช้งานในประเทศโซนร้อนอย่างการ์ตา , ดูไบ และในประเทศที่หนาวติดลบอย่าง นอร์เวร์ และสวีเดน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตัวแบตเตอรี่สามารถกันน้ำได้ในระดับ IP69 ที่สามารถต้านแรงดันฝุ่นแลแรงดันน้ำในระดับสูงได้ สามารถทนต่อการจมอยู่ในน้ำได้นานมากถึง 72 ชั่วโมง

สำหรับแบตเตอรี่รุ่นใหม่มี จะออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ใน 3 กลุ่มด้วยกันคือ

  • Tectrans – T สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าสำหรับงานหนัก
  • Tectrans – L (L-Series) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ทั่วไป
  • Tectrans – B (Bus Edition) สำหรับรถบัสไฟฟ้า

จุดเด่นของ แบตเตอรี่ Tectrans

  • อายุการใช้งานยาวนาน หนึ่งในจุดเด่นที่สำคัญที่สุดของแบตเตอรี่ Tectrans คืออายุการใช้งานที่ยาวนานถึง 15 ปี และสามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดถึง 1.5 ล้านกิโลเมตร ทำให้ลดต้นทุนในการเปลี่ยนแบตเตอรี่และเพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุน
  • ความหนาแน่นของพลังงานสูง แบตเตอรี่ Tectrans มีความหนาแน่นของพลังงานสูง ทำให้สามารถเก็บพลังงานได้มากขึ้นในขนาดที่เท่ากัน ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้น
  • เทคโนโลยีที่ทันสมัย แบตเตอรี่ Tectrans ผลิตโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้มีความปลอดภัยสูง และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย
  • การรับประกัน แบตเตอรี่ Tectrans มาพร้อมกับการรับประกัน 10 ปี หรือ 1 ล้านกิโลเมตร ซึ่งเป็นการการันตีถึงคุณภาพและความทนทาน

ล่าสุดทาง CATL ได้มีความร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ถึง 13 รายด้วยกันอาทิเช่น Yutong Bus, Golden Dragon และ Dongfeng Moto เพื่อนำเทคโนโลยีและแบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้ไปใช้กับรถเมล์ไฟฟ้า 80 รุ่น และยังจะมีการนำไปใช้กับรถบรรทุกไฟฟ้าอีกด้วย ซึ่งคาดว่าจะมีการเริ่มผลิตในแบบจำนวนมากเร็วๆ นี้

และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของแบตเตอรี่รุ่นใหม่ล่าสุด Tectrans ที่จะเข้ามาปฏิวัติวงการขนส่งให้กับทั่วโลกอย่างแน่นอน และเราจะเห็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ รถบรรทุกขนาดเล็ก รวมถึงรถสาธารณะต่างๆ ที่เป็นรถไฟฟ้า 100% ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนในเรื่องของการขนส่งแล้ว ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซค์ในโลกใบนี้อีกด้วย

ภาพ : Freepik, CATL

AVATR 11 เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการ ด้วยราคาเริ่มต้น 2.099 ล้านบาท ดีไซน์ล้ำสมัย เทคโนโลยีแบตเตอรี่ CATL และระบบอัจฉริยะจาก Huawei ซึ่งเราอยากชวนมาดูกันว่ารถยนต์ไฟฟ้าจีนพรีเมียมในรูปแบบ SUV Coupe รุ่นนี้จะน่าสนใจแค่ไหน

AVATR 11 ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าจีนในสไตล์ SUV Coupe ที่เปิดตัวจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการด้วยราคา 2.099 – 2.299 ล้านบาท ซึ่งรถรุ่นนี้ออกแบบและดีไซน์มาแบบ Premium ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์สะกดทุกสายตาที่คว้ารางวัล Red Dot Design Award สมรรถนะที่น่าสนใจด้วยตัวเลขระยะทางที่มากถึง 680 กม./ชาร์จ ซึ่งจะมีอะไรน่าสนใจอีกบ้าง ชวนมาดูทั้งสเปค ออปชั่น และราคาของ AVATR 11 ไปพร้อมๆกัน

AVATR 11 เปิดตัวในไทย ราคาเริ่มต้น 2.099 ล้านบาท สเปควิ่งไกลสุด 680 กม./ชาร์จ

สเปค AVATR 11

AVATR 11 มีขนาดตัวรถ ยาว 4,880 x กว้าง 1,970 x สูง 1,601 x ความยาวฐานล้อ 2,975 (มม.)

CREDIT : AVATR
CREDIT : AVATR

AVATR 11 รุ่น Standard Range ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 230 กิโลวัตต์ หรือ 313 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ Lithium-ion (NMC) ความจุ 90.38 kWh รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 11 kW รองรับการชาร์จ DC สูงสุด 240 kW พร้อมระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าสู่ภายนอกตัวรถ V2L (Vehicle to Load)

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 6.6 วินาที, ความเร็วสูงสุด 200 กม./ชม. ระยะทางที่วิ่งได้ 575 กม./ชาร์จ (มาตรฐาน NEDC) ชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC (240 kW) จาก 30 – 80% ใช้เวลา 15 นาที

CREDIT : AVATR
CREDIT : AVATR

AVATR 11 รุ่น Long Range ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 230 กิโลวัตต์ หรือ 313 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ Lithium-ion (NMC) ความจุ 116.79 kWh รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 11 kW รองรับการชาร์จ DC สูงสุด 240 kW พร้อมระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าสู่ภายนอกตัวรถ V2L (Vehicle to Load)

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 6.9 วินาที, ความเร็วสูงสุด 200 กม./ชม. ระยะทางที่วิ่งได้ 680 กม./ชาร์จ (มาตรฐาน NEDC) ชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC (240 kW) จาก 30 – 80% ใช้เวลา 25 นาที

AVATR 11 เปิดตัวในไทย ราคาเริ่มต้น 2.099 ล้านบาท สเปควิ่งไกลสุด 680 กม./ชาร์จ

AVATR 11 รุ่น Standard Range มีให้เลือก 3 สี สีขาว Glossy White ภายในสีดำ, สีเทา Glossy Grey ภายในสีดำ, สีดำ Glossy Black ภายในสีดำ

AVATR 11 รุ่น Long Range มีให้เลือก 4 สี สีเขียว Aqua Green, สีขาวด้าน Matte White, สีเทาด้าน Matte Grey, สีดำด้าน Matte Black

AVATR 11 มีโหมดการขับขี่ให้เลือกมากถึง 4 โหมด คือ Eco, Comfort, Sport และ Customize และยังมาพร้อมหน้าจอสัมผัสส่วนกลางขนาด 15.6 นิ้ว, แผงหน้าปัดดิจิตอลขนาด 10.25 นิ้ว, หน้าจอสัมผัสขนาด 10.25 นิ้วสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า ระบบปฏิบัติการ Huawei HarmonyOS

CREDIT : AVATR
CREDIT : AVATR

ในส่วนของออปชั่นต่างๆที่อำนวยความสะดวกสบายของ AVATR 11 จะมีทั้ง ชุดเครื่องเสียง พร้อมลำโพง Meridian 25 ตำแหน่ง, ไฟสร้างบรรยากาศภายใน 256 สี Emotional Vertex พร้อมระบบเปลี่ยนสีเป็นจังหวะ, เบาะนั่งแบบไร้แรงโน้มถ่วงคู่ เลือกใช้วัสดุหนังกึ่งอนิลีนฟูลเกรนจากอเมริกาเหนือ, หลังคาซันรูฟแบบพาโนรามาพร้อมระบบป้องกันรังสียูวีและความร้อน

CREDIT : AVATR
CREDIT : AVATR

ความปลอดภัยของ AVATR 11 มาพร้อมระบบ ช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ระดับ 2+ และระบบอัจฉริยะจาก Huawei, เรดาร์อัลตราโซนิก 12 ตำแหน่ง, เรดาร์คลื่นมิลลิเมตร 5 ตำแหน่ง, กล้อง HD 5 ตำแหน่ง, กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา และเทคโนโลยีความปลอดภัยอื่นๆอีกมากมาย

AVATR 11 เปิดตัวในไทย ราคาเริ่มต้น 2.099 ล้านบาท สเปควิ่งไกลสุด 680 กม./ชาร์จ

ราคา AVATR 11

AVATR 11 รุ่น Standard Range ราคาจำหน่าย 2,099,000 บาท

AVATR 11 รุ่น Long Range ราคาจำหน่าย 2,299,000 บาท

สำหรับลูกค้า 200 คนแรกที่จอง AVATR 11 จะได้รับส่วนลด 100,000 บาท รุ่น Standard Range ลดราคาเหลือ 1,999,000 บาท และรุ่น Long Range ลดราคาเหลือ 2,199,000 บาท 

ที่มา : AVATR
Source : Spring News

BYD เปิดตัว E-VALI รถตู้ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ เจาะตลาดยุโรปด้วยดีไซน์ล้ำสมัย พื้นที่ขนส่งกว้างขวาง และเทคโนโลยีเต็มคัน วิ่งได้ไกลสูงสุด 250 กม. ต่อการชาร์จ ตอบโจทย์ธุรกิจขนส่งยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

BYD E-VALI รถยนต์ไฟฟ้า 100% ได้เปิดตัวครั้งแรกในงาน IAA Transportation ปี 2024 ซึ่งรถรุ่นนี้จะเน้นตอบโจทย์การขนส่ง, โลจิสติกส์ รวมถึงงานอื่นๆในเชิงพาณิชย์ และล่าสุดได้มีการประกาศสเปคออกมาคร่าวๆแล้ว โดยรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้กำลังจะบุกตีตลาดยุโรปอย่างเป็นทางการ

CREDIT : Carnewschina
CREDIT : Carnewschina

BYD E-VALI มีพื้นที่เก็บสินค้าขนาดใหญ่เป็นพิเศษ สูงสุดถึง 17.9 ตารางเมตรในรุ่น 4.25 ตัน นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการรับน้ำหนักบรรทุกได้มากถึง 1450 กก. สิ่งนี้ทำให้ E-VALI เป็นตัวเลือกที่ใช้งานได้จริงทั้งสำหรับธุรกิจที่มีความต้องการขนส่งสินค้าจำนวนมาก

CREDIT : Carnewschina
CREDIT : Carnewschina

BYD ได้รวมองค์ประกอบการออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ BYD E-VALI สำหรับการดำเนินการจัดส่ง ซึ่งรวมถึงประตูบานเลื่อนด้านข้างเพื่อการขนถ่ายสินค้าที่ง่ายดาย ประตูท้ายแบบบานพับที่เปิดกว้าง และเบาะนั่งแบบพับได้เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระให้สูงสุด

CREDIT : Carnewschina
CREDIT : Carnewschina

นอกจากนี้ คนขับสามารถยืนตัวตรงเมื่อเข้าไปในรถตู้ ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากระหว่างการขนถ่ายสินค้า ประตู Bulkhead ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายโดยแยกห้องโดยสารของคนขับและผู้โดยสารออกจากพื้นที่เก็บสัมภาระ

CREDIT : Carnewschina
CREDIT : Carnewschina

ห้องโดยสารของ BYD E-VALI ได้ผสมผสานความสวยงามที่ทันสมัยเข้ากับการใช้งานจริง ความรู้สึกไฮเทคได้รับการปรับปรุงด้วยแผงหน้าปัดที่ทันสมัยและหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำหรับข้อมูลข่าวสารและความบันเทิง และคุณสมบัติการเชื่อมต่อ 4G อัจฉริยะของ BYD

ผู้ขับขี่ได้รับประโยชน์จากคุณสมบัติต่างๆ เช่น Apple CarPlay, Android Auto, การอัปเดตแบบ over-the-air (OTA) และการรู้จำเสียง โหมดแบ่งหน้าจอของหน้าจอสัมผัสช่วยให้ผู้โดยสารเพลิดเพลินกับข้อมูลข่าวสารและความบันเทิงในขณะที่คนขับจดจ่ออยู่กับถนน

เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้น BYD E-VALI ยังมีเบาะนั่งที่ปรับด้วยระบบไฟฟ้าและออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น โต๊ะพับได้ ตู้เย็น/กล่องเก็บความเย็น ที่วางแก้ว ช่องเก็บของ และพอร์ต USB หลายพอร์ต

BYD E-VALI ติดตั้งเทคโนโลยี Blade Battery ล่าสุดของ BYD ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความทนทาน และประสิทธิภาพ แบตเตอรี่ขนาด 80.64 kWh ที่ปราศจากโคบอลต์นี้ ใช้แคโทดลิเธียมไอรอนฟอสเฟต (LFP) ซึ่งอ้างว่ามีระดับความปลอดภัยสูงกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบดั้งเดิม E-VALI ยังมาพร้อมกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ที่ครอบคลุมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสบการณ์การขับขี่

CREDIT : Carnewschina
CREDIT : Carnewschina

BYD E-VALI มาพร้อมระบบส่งกำลังไฟฟ้า 6-in-1 ที่รวมส่วนประกอบสำคัญเข้าไว้ในโมดูลเดียว ช่วยให้การบำรุงรักษาง่ายขึ้น เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ และลดความสูงของพื้นที่เก็บสัมภาระ รถตู้ยังรวมปั๊มความร้อนประหยัดพลังงานขั้นสูงสำหรับการจัดการความร้อนที่ดีขึ้นและประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอในสภาพอากาศต่างๆ

BYD E-VALI จะสามารถวิ่งได้ในระยะทาง 220-250 กม./ชาร์จ (มาตรฐาน WLTP) และสามารถชาร์จเร็วได้จาก 10% ถึง 80% ในเวลาประมาณ 30 นาที

BYD E-VALI เป็นรถตู้ไฟฟ้าที่น่าสนใจ รองรับการบรรทุกสินค้าได้หลากหลายด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่และน้ำหนักบรรทุกสูง จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจที่ต้องการรถขนส่งที่ใช้งานได้จริง ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ที่มา : BYD
Source : Spring News

ตั้งแต่ต้นปี 2567 ถึงปัจจุบัน ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทยมีการปรับขึ้น-ลง เฉลี่ยราว 4 – 6 ครั้งต่อเดือน ตามกลไกราคาในตลาดโลก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาดการค้าเสรีเช่นนี้ อาจทำให้ผู้ใช้น้ำมันรู้สึกว่าราคาน้ำมันมีการปรับขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในความเป็นจริง หากเปรียบเทียบราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน จะเห็นได้ว่าราคาขายปลีกน้ำมันของไทยนั้นอยู่ระดับกลางๆ โดยมีทั้งแพงกว่าและถูกกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ด้วยปัจจัยหลัก คือ แหล่งทรัพยากรน้ำมันดิบของแต่ละประเทศและนโยบายของภาครัฐที่แตกต่างกัน

เมื่อเปรียบเทียบราคาน้ำมันเบนซินของไทยกับ 10 ประเทศอาเซียน โดยข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงงาน (สนพ.) ณ วันที่ 16 ก.ย. 2567 ประเทศที่มีราคาน้ำมันเบนซินแพงที่สุดเป็นอันดับ 1 ได้แก่ สิงคโปร์ ราคาอยู่ที่ 74.17 บาทต่อลิตร อันดับ 2 ได้แก่ เมียนมา ราคา 50.80 บาทต่อลิตร 3. สปป.ลาว ราคาอยู่ที่ 45.53 บาทต่อลิตร 4. กัมพูชา ที่ 37.71 บาทต่อลิตร 5. ไทย 35.35 บาทต่อลิตร 6. ฟิลิปปินส์ 31.07 บาทต่อลิตร 7. อินโดนีเซีย 31.04 บาทต่อลิตร 8. เวียดนาม ราคาอยู่ที่ 26.62 บาทต่อลิตร 9. มาเลเซีย 15.84 บาทต่อลิตร และ 10. บรูไน 13.60 บาทต่อลิตร

ส่วนราคาน้ำมันดีเซล ข้อมูลจาก สนพ. ณ วันที่ 16 ก.ย. 2567 ประเทศที่มีราคาน้ำมันดีเซลแพงที่สุดอันดับ 1 ยังคงเป็นสิงคโปร์ ราคาอยู่ที่ 67.27 บาทต่อลิตร 2. เมียนมา 41.50 บาทต่อลิตร 3. ไทย จำหน่ายอยู่ที่ 32.94 บาทต่อลิตร 4. อินโดนีเซีย 31.86 บาทต่อลิตร 5. กัมพูชา 31.56 บาทต่อลิตร 6. สปป.ลาว 29.83 บาทต่อลิตร 7. ฟิลิปปินส์ 28.11 บาทต่อลิตร 8. เวียดนาม 23.27 บาทต่อลิตร 9. มาเลเซีย 23.26 บาทต่อลิตร และ 10. บรูไน 7.96 บาทต่อลิตร

ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนพลังงงาน (สนพ.)

อาจมีข้อสังเกตว่าราคาขายปลีกน้ำมันที่มาเลเซีย ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศไทย ทำไมจึงถูกกว่าไทยมากนัก โดยมีราคาน้ำมันดีเซลต่างกันกว่า 5 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน (ของไทยคือแก๊สโซฮอล์ 95) ก็ต่างกันเกือบ 21 บาทต่อลิตร

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากปัจจัยด้านธรณีวิทยาที่มีผลต่อแหล่งทรัพยากรปิโตรเลียมและนโยบายรัฐที่แตกต่างกัน โดยประเทศไทยแม้มีแหล่งน้ำมันดิบ แต่ไม่ได้มีขนาดใหญ่เหมือนมาเลเซีย น้ำมันดิบที่ผลิตได้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ของคนในประเทศ ต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศถึง 90% ของความต้องการใช้ ในขณะที่มาเลเซียเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบ นอกจากนี้ ยังมีการเก็บภาษีและเงินนำส่งเข้ากองทุนต่าง ๆ ตามนโยบายของภาครัฐ ที่ต่างกันอีกด้วย

โดยโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันของไทยจะแบ่งเป็น

1. ราคาเนื้อน้ำมัน (ราคาหน้าโรงกลั่น) คิดเป็นประมาณ 60 – 70% ของราคาขายปลีกน้ำมัน อ้างอิงตามราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดกลางสิงคโปร์ ที่เป็นตลาดกลางการค้าน้ำมันของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค และราคาดังกล่าวไม่ใช่ราคาที่ประกาศโดยประเทศสิงคโปร์ หรือ โรงกลั่นสิงคโปร์ สำหรับประเทศไทยราคาน้ำมันส่วนนี้ จะมีต้นทุนค่าการปรับปรุงคุณภาพ เพื่อปรับให้สอดคล้องกับมาตรฐานของประเทศไทย ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย  และอื่นๆ ทั้งนี้หลักการอ้างอิงราคาดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางเดียวกับประเทศในภูมิภาค อาทิ มาเลเซีย ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย เป็นต้น

2. ภาษีและกองทุน คิดเป็นประมาณ 25 – 30% ของราคาขายปลีกน้ำมัน ประกอบด้วย ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยภาครัฐเป็นผู้กำหนดและบริหารอัตราการจัดเก็บ และ

3. ค่าการตลาด คิดเป็นประมาณ 5% ของราคาน้ำมัน เป็นผลตอบแทนก่อนหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของสถานีบริการ โดยสถานีบริการมีค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบ เช่น เงินลงทุนก่อสร้างสถานี ค่าจ้างพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนด ของเจ้าของสถานีบริการและผู้ค้าน้ำมัน ดังนั้น ค่าการตลาดจึงยังไม่ใช่กำไรสุทธิของสถานีบริการและผู้ค้าน้ำมัน

ขณะที่มาเลเซีย มีแหล่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่ที่สามารถผลิตได้มากเกินความต้องการของประเทศ จึงสามารถส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติส่วนที่เหลือ ทำให้มีรายได้กลับเข้าประเทศ นอกจากนี้มาเลเซียยังมีการใช้เงินงบประมาณของรัฐมาอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมัน เนื่องจากมาเลเซียมีรายได้จากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงค่าภาคหลวง ค่าสัมปทานต่าง ๆ ทำให้นอกจากมาเลเซียจะไม่ต้องเก็บภาษีต่างๆ แล้ว ยังนำเงินรายได้มาอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ จึงสามารถขายน้ำมันให้แก่ประชาชนได้ในราคาถูก

นอกจากนี้ ที่ผ่านมามาเลเซียได้อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลแบบเหวี่ยงแห (Blanket Subsidy) โดยกำหนดราคาขายปลีกที่ 2.15 ริงกิต/ลิตร (ประมาณ 16.88 บาทต่อลิตร) โดยดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2523 – 9 มิ.ย. 2567 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนในประเทศ โดยในปี 2566 เพียงปีเดียวรัฐบาลมาเลเซียใช้งบประมาณอุดหนุนราคาดีเซลไปถึงประมาณ 1.43 หมื่นล้านริงกิต (ประมาณ 1.12 แสนล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. 2567 รัฐบาลมาเลเซียได้ยกเลิกนโยบายดังกล่าว โดยปล่อยราคาดีเซลลอยตัวตามกลไกตลาด ภายใต้เพดานที่กำหนดไว้ที่ 3.35 ริงกิตต่อลิตร (ประมาณ 26.30 บาทต่อลิตร) และยังคงใช้มาตรการช่วยเหลือ หรืออุดหนุนราคาแบบกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม) โดยจะแจกเงินกลุ่มเป้าหมายที่ใช้น้ำมันดีเซลกว่า 3 หมื่นราย เข้าบัญชีคนละ 200 ริงกิตต่อเดือน (ประมาณ 1,500 บาทต่อเดือน) และอุดหนุนกลุ่มธุรกิจบางประเภท เช่น ขนส่งสาธารณะ และประมง ส่วนพื้นที่ที่รัฐบาลปล่อยลอยตัวราคาดีเซล คือ พื้นที่บนคาบสมุทรมลายู (ฝั่งที่ติดกับไทย) และผลจากมาตรการดังกล่าว คาดว่าจะลดการใช้เงินงบประมาณได้ 4 พันล้านริงกิตต่อปี (3.1 หมื่นล้านบาทต่อปี)

จะเห็นได้ว่าขนาดมาเลเซียซึ่งมีแหล่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่ ยังไม่สามารถอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันได้ตลอดไป เพราะจะกลายเป็นภาระหนักให้กับรัฐบาล เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลมานาน ทำให้เงินกองทุนน้ำมัน (ในส่วนของบัญชีน้ำมัน) ติดลบกว่า 6 หมื่นล้านบาท (ส่วนภาพรวมกองทุนฯ ติดลบรวม 1.1 แสนล้านบาท จากการชดเชยราคาดีเซลและก๊าซหุงต้ม) ดังนั้นมาตรการอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันจึงเป็นมาตรการที่ไม่ยั่งยืน และประเทศไทยที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบกว่า 90% ของความต้องการใช้ จึงควรพิจารณานโยบายช่วยเหลือราคาขายปลีกน้ำมันเฉพาะบางกลุ่มจึงจะเหมาะสมกว่า เพื่อไม่เป็นภาระต่องบประมาณของประเทศ อีกทั้งการอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันนี้ยังไม่ก่อให้เกิดการประหยัดและการใช้อย่างคุ้มค่า และส่งผลให้ไม่บรรลุเป้าหมายการลด CO2 ของประเทศอีกด้วย

Source : Energy News Center

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) ถือเป็นอีกองค์กรหนึ่ง ที่ได้ประกาศแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ทั้งนี้ได้วางรากฐานเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในอนาคต ตอบสนองต่อนโยบายด้านพลังงานและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ในความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี พ.ศ. 2593

การขับเคลื่อนสู่เป้าหมายสู่อนาคตที่ยั่งยืนด้วยพลังงานสะอาด ของ PEA หลังจากนี้ไป มีการกำหนดกลยุทธ์ที่ชัดเจนว่า จะมุ่งเน้นระบบโครงข่ายและระบบจำหน่ายที่มั่นคง รองรับการขยายตัวของลูกค้าอุตสาหกรรมและการเพิ่มขึ้นของพลังงานสะอาด สร้างพันธมิตรกับเครือข่าย Startup เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ปรับปรุงกระบวนการทำงาน ยกระดับผลประกอบการของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่อยอดสู่ธุรกิจใหม่ รวมถึงเตรียมความพร้อมของระบบเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงพลังงานในอนาคตด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพของ Grid Modernization

พร้อมกับวางแผนการดำเนินงาน Green Tech Fund เพื่อสร้างผลตอบแทนการลงทุนพร้อมทั้งนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการดำเนินงานของ PEA และยกระดับการพัฒนาองค์กรไปสู่ Carbon Neutrality

ที่ผ่านมา PEA ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้หลายโครงการไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาระบบไฟฟ้าด้วยระบบกักเก็บพลังงานเชื่อมต่อในระบบจำหน่าย เพื่อเสริมความมั่นคงในการจ่ายฟ้าและเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ในหลายพื้นที่ อาทิ พื้นที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน และอ.เบตง จ.ยะลา และต่อยอดการนำเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) เพื่อให้ระบบจำหน่ายไฟฟ้าสามารถรองรับพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น 20 แห่ง

PEA ลุยสังคมคาร์บอนตํ่า ออกพันธบัตรยั่งยืนพันล้าน เพิ่มใช้พลังงานสะอาด

อีกทั้ง เป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานแห่งแรกที่จัดทำ Framework สอดคล้องตามมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของอาเซียน (ASEAN Taxonomy) ออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนเป็นครั้งแรก อายุพันธบัตร 5 ปี วงเงินรวม 1,000 ล้านบาทโดยนำเงินที่ได้มาลงทุนโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้นํ้าไปยังเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี และโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าแบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (Micro Grid) บนพื้นที่เกาะพะลวย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้น

สนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าโดยติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้ามากกว่า 400 สถานี ครอบคลุม 75 จังหวัด มีผู้ใช้บริหารกว่า 2 แสนราย สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า และให้บริการเครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้าพิกัดสูง (EVSUPER CHARGE) ขนาด 360 kW สามารถใช้งานผ่าน PEAVolta Application ประกอบด้วย ฟังก์ชันการใช้งานต่างๆ อาทิ ค้นหาสถานีชาร์จ ควบคุมการเริ่มหรือหยุดการอัดประจุแบบ Real time และชำระค่าบริการ

นอกจากนี้ PEA ยังมีบริการอัดประจุผ่าน PEA Volta Platform ระบบบริหารสถานีอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กผ่าน Termfai Platform โดยมี Pupaplug เต้ารับสำหรับธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าพิกัด 3.7 kW และ Pupapump Ac charger 7.7 kW และในไม่ช้า PEA จะเพิ่มการบริการอัดประจุที่สถานี PEA Volta ให้กลุ่มลูกค้าองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน (Volta Fleet) โดยผู้ใช้รถไม่ต้องพกเงินสด ไม่ต้องโหลด App บริหารค่าใช้จ่ายผ่านระบบ Master Account และ Account ย่อย

รวมถึงการส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยให้บริการติดตั้ง บำรุงรักษา บริการจัดการพลังงานในองค์กร ได้แก่

Renewable Energy : RE ในรูปแบบ ESCO Model Guaranteed Rebate และ Energy Efficiency : EE ในรูปแบบ ESCO Model Shared Saving

จัดหาใบรับรองเครดิตการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate : REC) สำหรับองค์กรที่มีเป้าหมายจะมุ่งสู่ความยั่งยืน หรือความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ที่ได้กำหนดเป้าหมายการใช้พลังงานสะอาดและองค์กรที่ได้รับผลกระทบการส่งออกจากมาตรการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การพัฒนาแพลตฟอร์ม CARBONFORM เพื่อประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและเป็นเครื่องมือการขับเคลื่อนเป้าหมาย Carbon Neutrality ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าที่เป็นนิติบุคคลในพื้นที่รับผิดชอบของ PEA 74 จังหวัด ใช้งานแพลตฟอร์ม CARBONFORM ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ บริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หน้า 7 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,027 วันที่ 15 – 18 กันยายน พ.ศ. 2567

Source : ฐานเศรษฐกิจ