2 โครงการซื้อขายไฟ สปป.ลาว ทั้ง ปากลาย และหลวงพระบาง ผ่านฉลุย กพช.เห็นชอบ ให้ กฟผ. ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้พัฒนาโครงการ พร้อมอนุมัติเลื่อนปลดโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะ เครื่องที่ 8 – 11 ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เพื่อลดภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าให้ประชาชน

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วันที่ 22 มิถุนายน 2565 ว่า ที่ประชุม ได้รับทราบหลักการร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) โครงการปากลาย และโครงการหลวงพระบาง และมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลงนามใน PPA โครงการปากลาย และโครงการหลวงพระบาง ที่ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว

ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องมีการแก้ไข PPA ที่ไม่กระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้าที่ระบุไว้ในร่าง PPA และเงื่อนไขสำคัญ รวมทั้งการปรับกำหนดเวลาของแผนงาน (Milestones) ที่เกี่ยวข้องกับกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในช่วงก่อนการลงนาม PPA ให้อยู่ในอำนาจการพิจารณาของคณะกรรมการ กฟผ. ในการแก้ไข

สำหรับ​โครงการหลวงพระบาง ผู้พัฒนาโครงการ คือ CK Power ร่วมกับ PT (Sole) Company Limited ร่วมกับ Ch.Karnchang และ Petro Vietnam Power Corporation ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขง สปป. ลาว กำลังผลิตติดตั้ง 1,460 เมกะวัตต์ ปริมาณเสนอขาย ณ จุดส่งมอบ 1,400 เมกะวัตต์ เป็นโรงไฟฟ้าประเภทเขื่อนน้ำไหลผ่าน (Run off River) พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้เฉลี่ยต่อปีประมาณ 6,577 ล้านหน่วย อายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 35 ปี กำหนด SCOD วันที่ 1 มกราคม 2573

พร้อมกันนี้ กพช. ยังได้มีมติเห็นชอบการเลื่อนแผน
การปลดเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะ เครื่องที่ 8 – 11 ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากสถานการณ์ LNG มีราคาสูง ซึ่งจะสามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าได้ รวมถึงสามารถบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การผลิตก๊าซธรรมชาติของแหล่งเอราวัณ (G1/61) ที่ลดลงในช่วงเปลี่ยนผ่านการให้สัมปทานก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย และไม่กระทบต่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ของประเทศตามเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ภายในปี 2573 และมีความสอดคล้องกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)

โดยที่ประชุมมอบหมายให้ กฟผ. และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ที่ประชุม กพช. ได้รับทราบผลการบริหารอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) ช่วงปี 2563 – ปัจจุบัน ซึ่งมอบหมายให้ กฟผ. ช่วยรับภาระค่า Ft ที่เพิ่มขึ้น โดยชะลอการนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงซึ่งสูงขึ้นตั้งแต่งวดเดือนกันยายน 2564 – เดือนธันวาคม 2564 จนถึงปัจจุบัน ที่ต้องเรียกเก็บกับประชาชนในระยะนี้ไว้ก่อน เพื่อช่วยเหลือลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2563 และวันที่ 29 มีนาคม 2565 และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ นำเสนอ ครม. รับทราบผลการดำเนินงานตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2563 และวันที่ 29 มีนาคม 2565 ต่อไป

Source : Energy News Center

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เตรียมเปิดรับซื้อไฟฟ้าขยะชุมชน 282.98 เมกะวัตต์ จำนวน 34 โครงการ ที่ผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงมหาดไทยแล้ว ภายในเดือน ก.ค. 2565 นี้ ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม ต้องรอบอร์ด กกพ. พิจารณากำหนดพื้นที่และสายส่งไฟฟ้าให้ชัดเจนก่อนออกประกาศรับซื้อต่อไป  

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(สำนักงาน กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ. คาดว่าจะเริ่มเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนได้ต้นเดือน ก.ค. 2565 นี้ หลังจาก กกพ. ได้รับฟังความเห็น “ร่างประกาศรับซื้อไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าขยะชุมชน พ.ศ….”เสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2565 ที่ผ่านมา โดยการเปิดรับซื้อไฟฟ้ารอบนี้จะรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่ผ่านการพิจารณาจากกระทรวงมหาดไทยมาแล้วรวม 34 โครงการ ปริมาณรับซื้อไฟฟ้ารวม 282.98 เมกะวัตต์

โดยการซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าวจะอยู่ในรูปแบบการสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (FiT) ประเภทสัญญาแบบไม่บังคับปริมาณซื้อขายไฟฟ้า (Non- Firm) และกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ภายในปี 2568-2569 เบื้องต้นกำหนดให้ผู้เสนอขายไฟฟ้ามากกว่า 10 เมกะวัตต์ ให้ยื่นเสนอกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ส่วนปริมาณเสนอขายไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ให้ยื่นเสนอกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน. ) โดยรายละเอียดจะอยู่ในประกาศการรับซื้อไฟฟ้าฯ ที่ กกพ.จะออกในเร็วๆนี้ต่อไป

ส่วนโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม ที่ กพช. เห็นชอบหลักการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2565 จำนวน 100 เมกะวัตต์ ในราคา 6.08 บาทต่อหน่วย สำหรับกลุ่ม VSPP นั้น ปัจจุบัน กกพ.ยังอยู่ระหว่างรอรับมติดังกล่าวอย่างเป็นทางการก่อน จากนั้นจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) กกพ. เพื่อดำเนินตามขั้นตอนการเปิดรับซื้อไฟฟ้าต่อไป อย่างไรก็ตามบอร์ดคงต้องพิจารณาร่วมกับการไฟฟ้าเกี่ยวกับความพร้อมของสายส่งไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าในบริเวณสายส่งจุดเดียวกันจนทำให้สายส่งเต็ม ดังนั้นจะต้องพิจารณาพื้นที่รับซื้อไฟฟ้าและสายส่งไฟฟ้าให้สอดคล้องกันก่อน  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center- ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2565 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2565 ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) รวม 34 โครงการ ปริมาณรับซื้อไฟฟ้ารวม 282.98 เมกะวัตต์ ระยะเวลาสนับสนุน 20 ปี และกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในปี 2568 – 2569 โดยในที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดำเนินการออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าต่อไป

สำหรับราคารับซื้อไฟฟ้าตาม Fit นั้น เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2564  กพช. มีมติเห็นชอบหลักการในการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง หรือ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2565 โดยหลักการในรูปแบบ FiT ปี 2565 สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) กำลังผลิตติดตั้งไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ อยู่ภายใต้กรอบอัตราค่าไฟฟ้าสูงสุดที่ 5.08 บาทต่อหน่วย (FiT Premium 8 ปี 0.70 บาท/หน่วย) ส่วนผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) กำลังผลิตติดตั้งมากกว่า 10-50 เมกะวัตต์ ภายใต้กรอบอัตราค่าไฟฟ้าสูงสุดที่ 3.66 บาทต่อหน่วย และระยะเวลาการสนับสนุน 20 ปี  โดยตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 กำหนดให้มีโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเข้าระบบจำนวน 400 เมกะวัตต์

Source : Energy News Center

การไฟฟ้านครหลวง ร่วมมือ ป.ป.ช. เปิดการใช้งานระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อนำร่องการลดใช้ไฟฟ้าลง 10%

หลอดไฟทุกดวง เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้น ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้สว่างไสว ล้วนต้องผ่านการผลิตจากแหล่งพลังงานเชื้อเพลิง ซึ่งอาจปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกมาจนเกิดมลพิษทางอากาศ ส่งผลต่อทั้งโลกร้อน สุขภาพของเราทุกคนได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงมีแผนการอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวไปสู่การใช้พลังงานสะอาด หนึ่งในการเดินหน้าสู่การใช้พลังงานสะอาด ได้อย่างเป็นรูปธรรมนั้น ได้มีการนำร่องจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสำคัญของไทย

การไฟฟ้านครหลวง จับมือ ป.ป.ช.นำร่องสู่สังคมพลังงานสะอาด

อย่าง MEA หรือ การไฟฟ้านครหลวง ที่ได้ร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ จัดพิธีการเปิดการใช้งานระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อนำร่องการลดใช้ไฟฟ้าลง 10%

ความร่วมมือครั้งนี้ MEA ได้เข้าทำการสำรวจ ออกแบบ และติดตั้งอุปกรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ บนหลังคาเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ที่สำนักงาน ป.ป.ช. ทั้ง 7 อาคาร หรือ Solar Rooftop ขนาด 798.00 กิโลวัตต์ ทำให้มีอัตราส่วนลดค่าไฟฟ้าในส่วนของระบบได้ถึง 15% คาดว่าจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ประมาณปีละ 500,000 บาท โดยจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เท่ากับการปลูกต้นสักประมาณ 26,797 ต้น หรือคิดเป็นพื้นที่ป่าประมาณ 268 ไร่

นอกจากการติดตั้งโซลาร์รูฟ บนหลังคาอาคารที่ใช้งานในปัจจุบันแล้ว ทางสำนักงาน ป.ป.ช.ได้วางแผนการใช้พลังงานสะอาดร่วมกับ MEA ที่จะร่วมออกแบบสร้างอาคารที่ใช้พลังงานสะอาดเพิ่มเติมอีกในอนาคต  อีกสิ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้ คือ การใช้ชีวิตประจำวันของเราทุกคน ล้วนทำให้เกิดคาร์บอนตลอดเวลา อย่างการขับรถใช้น้ำมันดีเซล 1 ลิตร สร้างคาร์บอนถึง 2.66 กิโลกรัม กระทั่งการต้มน้ำชงกาแฟ ก็ยังสร้างคาร์บอนราว 23 กรัม ดังนั้นหากไม่เริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมในวันนี้ อาจส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมของเราในระยะยาวจนสายเกินแก้ ดังนั้น การร่วมมือกันของทั้งสองหน่วยงานในครั้งนี้ จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่จะขยายผลต่อการสร้างพลังงานสะอาด ที่ขับเคลื่อนสังคม ขับเคลื่อนประเทศชาติ ได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

Source : PPTV HD 36

สุพัฒนพงษ์ เปิด 4 แนวทางนำไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ปี 2050 เดินหน้าลดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลงให้เหลือน้อยกว่า 50% รวมทั้งเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่เป็นพลังงานสะอาด

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในการกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “บทสรุปทิศทางของประเทศไทยสู่ Green Energy & Economy” ภายในงานสัมมนา TEA FORUM 2022 “Mission Possible: Energy Transition to the Next 2050” ว่า

สำหรับแผนที่ไทยจะก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพลังงานและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีแนวทางสำคัญ 4 ด้าน  ได้แก่ 

  • มีเป้าหมายที่จะลดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลงให้เหลือน้อยกว่า 50% รวมทั้งเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่เป็นพลังงานสะอาด และการทำสัญญาซื้อพลังงานน้ำจากลาวเพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายระยะยาวคือการให้มีการใช้พลังงานสะอาดเป็นส่วนใหญ่ซึ่งผลิตได้ในประเทศเพื่อลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ โดยตั้งเป้าให้มีการใช้รถอีวีมากขึ้นตามนโยบาย 30@30 เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากภาคการขนส่งราว 100 ล้านตันต่อปี 

ทั้งนี้ มาตรการส่งเสริมการใช้อีวีได้รับการตอบรับอย่างดีจากอุปสงค์ในประเทศ ซึ่งมีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมแล้วอย่างน้อย 4 บริษัท จะเป็นการสัดส่วนการผลิตรถอีวีในประเทศราว 10% ในอีก 2 ปีต่อจากนี้

  • การลดใช้พลังงานในภาคส่วนอื่นๆ อาทิ อาคารสำนักงาน ที่อยู่อาศัย ให้มีความเข้มข้นการใช้พลังงานลดลง 40% ด้วยการใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วยลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 

เปิด 4 แนวทางนำไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนปี 2050

เปิด 4 แนวทางนำไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนปี 2050

  • ส่งเสริมการปลูกป่าเพื่อดักจับและดูดซับคาร์บอนที่เกิดจากภาคการผลิตและอุตสาหกรรม โดยเปลี่ยนแนวคิดจากการทำ CSR ขององค์กรเอกชนเป็นโอกาสในการสร้างรายได้จากการมีคาร์บอนเครดิต นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาเทคโนโลยีในการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากภาคอุตสาหกรรมให้กลับลงสู่บ่อก๊าซธรรมชาติที่ไทยมี ซึ่งคาดว่าจะกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 2,700 ล้านตัน

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวต่อไปอีกว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นทิศทางที่ปรากฏชัดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และกลายเป็นเมกะเทรนด์โลกที่ชัดเจนขึ้นเมื่อหลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากสาเหตุสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 

ซึ่งไทยเองได้ประกาศจุดยืนบนเวทีโลกในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 (COP26) ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ เมื่อปลายปีที่ผ่าน ที่จะก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ภายในปี 2050 เป้าหมายที่ท้าทายยิ่งขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ปี 2075

“ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ดังนั้นแทนที่จะต้องตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาจากทั่วโลก ไทยจึงต้องอาสาเป็นต้นแบบประเทศที่ก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นการทางคาร์บอน”

ขณะเดียวกันแผนการเดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนต้องเกิดขึ้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากประเทศที่กุมเศรษฐกิจโลกกว่า 75% ได้ทำความตกลงร่วมกันแล้วในการตั้งกติกาใหม่ให้การปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นข้อจำกัดทางการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันไทยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 350 ล้านตันต่อปี 

Source : ฐานเศรษฐกิจ

สรรพสามิตยันลดภาษีรถอีวีเหลือ 2% มีผลในสัปดาห์นี้ คาดค่ายรถทยอยส่งมอบได้อีก 1,500 คัน แย้มรถยนต์ไฟฟ้าค่าย “ญี่ปุ่น-จีน” จ่อเข้าร่วมอีก 3-4 ราย ส่วนจักรยานยนต์ “ไทย-จีน” เตรียมเข้ามาตรการอีก 2-3 ค่าย ฟากสมาชิก ส.อ.ท.กลุ่มยานยนต์ร้องภาษีนำเข้าไม่เท่าเทียม จี้คลังปรับโครงสร้างอีกรอบ

นายณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต เปิดเผยว่า โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่มีการลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จาก 8% เหลือ 2% คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ภายในสัปดาห์นี้ โดยน่าจะลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายในวันที่ 8 มิ.ย. และมีผลบังคับใช้ในวันถัดไป

ซึ่งเชื่อว่าค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์จะทยอยเข้ามาเซ็นสัญญาเข้าร่วมมาตรการส่งเสริมการใช้อีวีจากรัฐบาลมากขึ้น โดยในปี 2565 นี้ ประเมินไว้เบื้องต้นว่าจะมีทั้งค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นและจีนอีกอย่างน้อย 3-4 ค่าย และค่ายรถจักรยานยนต์จากไทยและจีนอีกอย่างน้อย 2-3 ค่าย มาเข้าร่วมมาตรการ

สำหรับค่ายรถยนต์ที่เปิดให้จองรถอีวีไปก่อนหน้านี้ ได้มีการทยอยส่งมอบรถให้ลูกค้าไปแล้วประมาณ 500 คัน และคาดว่าหลังจากโครงสร้างภาษีมีผลบังคับใช้ แต่ละค่ายรถจะทยอยส่งมอบรถให้ลูกค้าได้อีกประมาณ 1,500 คัน

ทั้งนี้ จากการที่นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน ไปโรดโชว์ประเทศญี่ปุ่น เมื่อช่วงปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา นับเป็นสัญญาณที่ดีที่จะช่วยกระตุ้นให้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นปรับแผนหันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเร็วขึ้น จากเดิมในปี 2573 เป็นภายในปี 2569

“ปัจจุบันค่ายรถยนต์ของญี่ปุ่นที่เซ็นสัญญาเข้าร่วมมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในไทยแล้ว คือ โตโยต้า เราคาดว่าหลังจากนี้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นค่ายอื่น ๆ จะทยอยตามมา รวมทั้งค่ายรถยนต์ของจีน เช่น เนต้า และฉางอาน ซึ่งมีแผนที่จะว่าจ้าง ฟ็อกซ์คอนน์ ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการขอยื่นรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อเข้ามาสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย”

นายณัฐกรกล่าวว่า การที่ค่ายรถยนต์มีการหยุดรับจองรถชั่วคราวมาเกือบ 2 เดือนนั้น เกิดจากปัญหาการขาดแคลนชิปซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของรถอีวี โดยบริษัทแม่ของแต่ละค่ายรถยนต์จำเป็นต้องกระจายรถยนต์ที่ผลิตแล้วส่งไปให้ลูกค้าในหลายประเทศ

ขณะที่ไทยมียอดจองรถอีวีรวมอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นคันในปัจจุบัน ดังนั้นหากปัญหาการขาดแคลนชิปยืดเยื้อเป็นปีก็จะกระทบต่อแผนส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในไทยได้

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้การประกาศลดภาษีรถอีวีออกมาล่าช้า เนื่องจากต้องมีการทำกฎหมายลูกถึง 25 ฉบับ จึงต้องใช้เวลา โดยเฉพาะสาระสำคัญเกี่ยวกับคำนิยามของรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ ที่จะเข้าข่ายได้รับการสนับสนุนมาตรการภาษี และเงินอุดหนุนจากรัฐ ประกอบกับที่ผ่านมาอยู่ในช่วงการเปลี่ยนอธิบดีกรมสรรพสามิต ซึ่งจะต้องเป็นผู้ลงนามกฎหมาย จึงทำให้กระบวนพิจารณาชะลอออกไป

“กรณีค่ายรถยนต์ไฟฟ้า เอ็มจี และเกรท วอลล์ มอเตอร์ ประสบปัญหาเรื่องการค้างส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าหลายพันคัน เนื่องจากรอประกาศกฎหมายลดภาษีสรรพสามิตอยู่นั้น เชื่อว่าหลังจากประกาศกระทรวงการคลังมีผลบังคับใช้แล้ว ปัญหาเหล่านี้จะคลี่คลายไปได้ โดยค่ายรถยนต์สามารถส่งมอบรถอีวีให้กับลูกค้า และจะได้รับการสนับสนุนด้านภาษีทันที” แหล่งข่าวกล่าว

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาชิก ส.อ.ท.ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากมีรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากประเทศจีนมีภาระภาษีเพียง 0% เพราะรับสิทธิจากข้อตกลงการเจรจาการค้าเอฟทีเอ จีน-อาเซียน ขณะที่หลายประเทศต้องเสียภาษี 40% ถือว่ามีความแตกต่างกันมาก

ดังนั้นจึงเตรียมที่จะนำเรื่องดังกล่าวหารือกระทรวงการคลังอีกครั้ง เพื่อหารือการปรับโครงสร้างภาษียานยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจังอีกครั้ง ทั้งนี้ มองว่าหากอัตราภาษียังคงเหลื่อมล้ำกันสูงมาก การจูงใจให้เกิดการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอาเซียนอาจจะไม่เกิดขึ้น

Source : ประชาชาติธุรกิจ