สถิติจากรายงาน Global Solar Atlas ที่จัดทำให้กับธนาคารโลก เผยให้เห็นศักยภาพโดยเฉลี่ยของพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลก พบว่าทวีป “แอฟริกา” นำหน้าภูมิภาคอื่นๆ ของโลก เมื่อรวมผลผลิตโดยเฉลี่ยในระยะยาวของการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดสาธารณูปโภคในแต่ละประเทศ

ค่าผลผลิตประจําวัน 4.51 kWh/kWp/วัน ของแอฟริกานั้นแซงหน้า 4.48 kWh/kWp/วัน ของอเมริกากลางและอเมริกาใต้ที่ตามมาในอันดับที่ 2 ในขณะที่อเมริกาเหนือตามมาเป็นอันดับที่ 3 ที่ 4.37 kWh/kWp/วัน ส่วนอันดับ 4-6 ได้แก่ เอเชีย (4.33 kWh/kWp/วัน), โอเชียเนีย (4.14 kWh/kWp/วัน) ยุโรปและรัสเซีย (3.44 kWh/kWp/วัน) ตามลำดับ

แผนที่แสดงศักยภาพของพลังงานแสงอาทิตย์ พบว่าแอฟริกายืนหนึ่งในด้านนี้

ทั้งนี้ การประเมิน “ไม่รวมพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางกายภาพ/ทางเทคนิค เช่น ภูมิประเทศที่ขรุขระ พื้นที่ในเมือง พื้นที่อุตสาหกรรม ป่าไม้ และพื้นที่ที่ห่างไกลจากศูนย์กลางของกิจกรรมของมนุษย์” แต่ไม่ถือรวมพื้นที่ที่อาจไม่เหมาะสมเนื่องจากกฎระเบียบที่กำหนดโดยหน่วยงานระดับชาติหรือระดับภูมิภาค เช่น การอนุรักษ์พื้นที่เพาะปลูกหรือการอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นต้น

ภายใต้บริบทและเงื่อนไขดังกล่าว พบว่าประมาณ 20% ของประชากรโลกอาศัยอยู่ใน 70 ประเทศที่มี “สภาวะที่ดีเยี่ยม” สำหรับพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งหมายถึงมีผลผลิตระยะยาวที่เกิน 4.5 kWh/kWp ต่อวัน เมื่อพิจารณาในระดับภูมิภาคหรือทวีปพบว่ามีเพียงประเทศในแอฟริกาโดยเฉลี่ยที่อยู่เหนือเกณฑ์นี้

ทั้งนี้ ศักยภาพของพลังงานแสงอาทิตย์ยังคงมีอยู่อีกมากและยังไม่ถูกนำมาใช้ในประเทศที่พัฒนาน้อยกว่าประเทศอื่นในทวีปนี้ นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญในการจัดหาบริการไฟฟ้าที่มีราคาไม่แพง เชื่อถือได้ และยั่งยืนแก่มนุษยชาติจำนวนมาก ซึ่งเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพของชีวิตประชากรโลก

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรในแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราในปัจจุบันไม่มีไฟฟ้าใช้ และประชากรที่มีไฟฟ้าใช้ก็แบกรับค่าไฟฟ้าโดยเฉลี่ยเกือบสองเท่าของผู้บริโภคไฟฟ้าที่อยู่ในภูมิภาคอื่นของโลก ปัญหาการขาดแคลนพลังงานทำให้ทวีปนี้เสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 2-4ของจีดีพีต่อปี และความต้องการไฟฟ้าจำนวนมากจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากคาดว่าประชากรในอนุภูมิภาคทะเลทรายซาฮาราจะเพิ่มขึ้นจาก 1 พันล้านคนในปี 2018 เป็นมากกว่า 2 พันล้านคนในปี 2050 เป็นเหตุให้คาดว่าความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 3% ต่อปี

แหล่งพลังงานในปัจจุบันของแอฟริกาส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากพลังงานผสมในแอฟริกาในปัจจุบันส่วนใหญ่มาจากการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และชีวมวลแบบดั้งเดิม (ไม้ ถ่าน และเชื้อเพลิงจากมูลสัตว์แห้ง) แม้ว่าพลังงานเหล่านี้จะค่อนข้างถูก แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการในปัจจุบัน และส่งผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นแหล่งพลังงานของทวีปนี้จะต้องเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรัฐบาลประเทศต่างๆ ในแอฟริกาตั้งเป้าที่จะบรรลุสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพสำหรับพลเมืองของตน และบรรลุขีดจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่กำหนดโดยความตกลงปารีสปี 2015 และนั่นหมายความว่า “พลังงานแสงอาทิตย์” ทุนพลังงานที่มีอยู่มหาศาลโดยธรรมชาติของทวีปนี้จะต้องได้รับการลงทุนอย่างจริงจังและถูกนำไปใช้ให้ทั่วถึงและครอบคลุมทั่วทั้งแอฟริกามากขึ้น

พลังงานแสงอาทิตย์แอฟริกา

การจัดหาเงินทุนนับเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในขณะนี้ การสร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นค่อนข้างมีต้นทุนที่ถูกแต่มีค่าการดำเนินการสูง ในทางตรงกันข้าม แหล่งพลังงานหมุนเวียนมีราคาไม่แพงในการดำเนินการ แต่มีต้นทุนการติดตั้งสูง ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินล่วงหน้า การจัดหาพื้นฐานด้านพลังงานคุณภาพสูงสำหรับการพัฒนาในแอฟริกาจึงต้องการแนวทางที่ครอบคลุมในการจัดหาเงินทุน หากแอฟริกาต้องการใช้แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ประเทศต่างๆ ในแอฟริกาจะต้องระดมเงินทุนจากทั้งภาครัฐ เอกชน เพื่อพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะโครงการจากพลังงานแสงอาทิตย์

ทั้งนี้ ปัจจัยบวกที่หนุนให้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในทวีปนี้ก็คือ แอฟริกาได้รับแสงแดดจ้าในช่วงเวลาของปีมากกว่าทวีปอื่นๆ ของโลกเป็นเวลาหลายชั่วโมง สถานที่ที่มีแดดจัดมากที่สุดในโลกอยู่ที่ภูมิภาคนี้ แม้จะมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุดในโลก และมีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในครัวเรือนชาวแอฟริกันอย่างแพร่หลาย แต่บทบาทของพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคพลังงานของแอฟริกายังไปได้ไกลกว่านี้

ทั่วทั้งทวีปนี้มีแสงแดดส่องเป็นเวลานาน (ไม่รวมพื้นที่ป่าฝนเขตร้อนขนาดใหญ่อย่างป่ากินีของแอฟริกาตะวันตกและส่วนใหญ่ของลุ่มน้ำคองโก) เนื่องจากพื้นที่ทะเลทรายและทุ่งหญ้าสะวันนาของแอฟริกาเป็นพื้นที่ปลอดเมฆที่ใหญ่ที่สุดในโลก แอฟริกามีท้องฟ้าแจ่มใสเหนือทะเลทราย อาทิ ทะเลทรายซาฮารา นามิบ และคาลาฮารี

พลังงานแสงอาทิตย์แอฟริกา

ทะเลทรายซาฮาราตะวันออก/แอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือมีชื่อเสียงในด้านสถิติแสงแดดของโลก โดยเฉพาะ กับการที่พื้นที่นี้ประสบกับแสงแดดจ้าตลอดทั้งปีโดยเฉลี่ยมากที่สุด โดยดวงอาทิตย์ส่องแสงประมาณ 4,300 ชั่วโมงต่อปี จากจำนวนวันที่แสงแดดส่องถึงทำให้สามารถนำพลังงานแสงอาทิตย์ไปสู่แอฟริกาได้มากโดยไม่ต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านกริดขนาดใหญ่

การที่ภูมิศาสตร์​ของแอฟริกาตั้งอยู่ในเขตเขตร้อน ซึ่งความเข้มและความแรงของแสงแดดจะสูงอยู่เสมอ มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่แห้งแล้งและกึ่งแห้งแล้งที่มีแสงแดดส่องถึงจำนวนมากทั้งในภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออก

ทำให้ประมาณ 2 ใน 5 ของทวีปนี้มีภูมิประเทศเป็นทะเลทราย และมีแดดจัดอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม คองโก อิเควทอเรียล กินี กาบอง รวันดา ยูกันดา บุรุนดี ไลบีเรีย เซียร์ราลีโอนและเซเนกัล เป็นประเทศที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์น้อยที่สุดในทวีปนี้ เนื่องจากมีเมฆปกคลุมเกือบถาวรและ มีเพียงแสงแดดสดใสเป็นพักๆ

ยกเว้น 8 ประเทศนี้ แต่ละประเทศในแอฟริกาได้รับแสงแดดจ้ากว่า 2,700 ชั่วโมงต่อปี (อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่งของอาณาเขตของตน) โดยหลายประเทศในแอฟริกาที่มีแดดตลอดเวลาอย่างอียิปต์ ลิเบีย แอลจีเรีย ไนเจอร์ซูดาน แอฟริกาใต้ และนามิเบีย สามารถพึ่งพาการพัฒนาแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์จำนวนมหาศาลของตัวเองได้ จากการลงทุนในขนาดที่ใหญ่และราคาที่ลดลง

Source : SALIKA

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน พ.ศ. 2565 แล้ว  พร้อมเปิดรับซื้อทันทีที่การไฟฟ้าออกประกาศไปจนถึง 29 ธ.ค. 2566  กำหนดขายไฟฟ้าเข้าระบบปี 2568-2569 เป็นสัญญา Non-Firm ในรูปแบบ FiT ย้ำต้องเป็นโครงการที่ผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงมหาดไทยแล้ว เบื้องต้นมี 34 โครงการ ปริมาณรับซื้อไฟฟ้ารวม 282.98 เมกะวัตต์

นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ได้ลงนามในประกาศรับซื้อไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 30 มิ.ย. 2565 เรียบร้อยแล้ว  โดยหลังจากนี้ 3 การไฟฟ้า(การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง  หรือ กฟน.) จะออกประกาศรายละเอียดการรับซื้อไฟฟ้าภายในเดือน ก.ค. 2565 นี้ โดยปริมาณไฟฟ้าที่เสนอขายมากกว่า 10 เมกะวัตต์ ให้ยื่นที่ กฟผ. ส่วนปริมาณไฟฟ้าที่ไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ให้ยื่นที่ PEA และ กฟน.  โดยเปิดให้ยื่นตั้งแต่วันที่การไฟฟ้ามีประกาศถึงวันที่ 29 ธ.ค. 2566

ทั้งนี้การไฟฟ้าจะประกาศรายชื่อผู้มีคุณสมบัติและพร้อมในการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ภายใน 60 วันนับจากวันที่เอกสารครบถ้วน และกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(SCOD) ภายในปี 2568-2569

สำหรับเงื่อนไขโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนนี้เป็นประเภทสัญญาแบบไม่บังคับปริมาณซื้อขายไฟฟ้า(Non-Firm) ในรูปแบบการให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (FiT) ตามรายชื่อโครงการที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เห็นชอบแล้ว และผู้ขอผลิตไฟฟ้าต้องเสนอขายปริมาณพลังงานไฟฟ้าสูงสุดไม่เกินศักยภาพของระบบไฟฟ้าที่การไฟฟ้ารับซื้อได้

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center- ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2565 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2565 ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) รวม 34 โครงการ ปริมาณรับซื้อไฟฟ้ารวม 282.98 เมกะวัตต์ ระยะเวลาสนับสนุน 20 ปี และกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในปี 2568 – 2569 โดยในที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดำเนินการออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าต่อไป

สำหรับราคารับซื้อไฟฟ้าตาม Fit นั้น เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2564  กพช. มีมติเห็นชอบหลักการในการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง หรือ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2565 สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) กำลังผลิตติดตั้งไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ อยู่ภายใต้กรอบอัตราค่าไฟฟ้าสูงสุดที่ 5.08 บาทต่อหน่วย (FiT Premium 8 ปี 0.70 บาท/หน่วย) ส่วนผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) กำลังผลิตติดตั้งมากกว่า 10-50 เมกะวัตต์ ภายใต้กรอบอัตราค่าไฟฟ้าสูงสุดที่ 3.66 บาทต่อหน่วย และระยะเวลาการสนับสนุน 20 ปี  โดยตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 กำหนดให้มีโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเข้าระบบจำนวน 400 เมกะวัตต์

Source : Energy News Center

คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ( กพอ.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2563 ที่ได้เห็นชอบหลักการโครงการจัดหาพลังงานสะอาด (พลังงานแสงอาทิตย์) ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ อีอีซี ขนาดกำลังผลิต 500 เมกะวัตต์

โครงการดังกล่าวเป็นไปตามการเสนอของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่จะผลักดันอีอีซี มุ่งสู่การเป็น Zero Carbon City และพื้นที่สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) และบรรลุเป้าหมายสัดส่วนเชื้อเพลิงฟอสซิล ต่อพลังงานแสงอาทิตย์ ผลิตไฟฟ้าเป็น 70 : 30% จากปัจจุบันที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ราว 4,475 เมกกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลังงานไฟฟ้าที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยคาดว่าปี 2580 ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 10,000 เมกะวัตต์ ทำให้ต้องผลักดันการไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ถึงราว 3,000 เมกะวัตต์

หลักการดังกล่าวส่งผลให้ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ กฟภ. ร่วมกับบริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) จัดตั้งบริษัท เซท เอนเนอยี จำกัด (SET ENERGY) ขึ้นมาดำเนินการโดยถือหุ้นในสัดส่วน 20% และ 80 % ตามลำดับ เพื่อทยอยก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ฟาร์ม ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในพื้นที่

จากสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ที่ส่งผลต่อการลงทุนในพื้นที่อีอีซีเกิดการชะลอตัว ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก ประกอบกับนโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนของกระทรวงพลังงาน ก่อนหน้านี้ยังไม่มีความชัดเจนมากนัก ว่าโครงการดังกล่าวจะอยู่ในแผนพัฒนาพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพีของประเทศหรือไม่ จึงส่งผลให้การดำเนินงานเวลานี้ ยังไม่มีความคืบหน้าด้านการก่อสร้าง

SET ENERGY ลุ้นโซลาร์ฟาร์มอีอีซี 500 MW เดินหน้าต่อ

นายเขมรัตน์ ศาสตร์ปรีชา รักษาการกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยในฐานะผู้ร่วมทุนว่า โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างนัดหารือกับทางอีอีซี ว่าจะยังอยู่ภายใต้นโยบายของอีอีซีหรือไม่ หลังคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 ได้เห็นชอบแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1) ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2573 (ปรับปรุงเพิ่มเติม) โดยมีกำลังผลิตตามสัญญาจากพลังงานสะอาดรวมทั้งสิ้น 9,996 เมกะวัตต์

รวมทั้ง เห็นชอบหลักการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและข้อเสนออัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff สำหรับปี พ.ศ. 2565-2573 สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง กำลังผลิตตามสัญญาไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Ground-mounted) พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar+BESS) ซึ่งจะดำเนินการเปิดรับซื้อไฟฟ้าด้วยวิธีการใช้หลักเกณฑ์การคัดเลือกที่พิจารณาถึงความพร้อมด้านราคา คุณสมบัติ และเทคนิคร่วมกัน มีระยะเวลาสนับสนุนการรับซื้อไฟฟ้าเป็นเวลา 20-25 ปี ในรูปแบบสัญญา Non-Firm

“ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มาจากโซลาร์ฟาร์ม ยังไม่เกิดขึ้นจากการติดปัญหานักลงทุนยังไม่เข้ามาช่วงโควิด ทำให้ยังไม่มีลูกค้าอยู่ในมือที่จะป้อนไฟฟ้าได้ ประกอบกับยังไม่มีความชัดเจนของกระทรวงพลังงาน ที่จะนำโครงการดังกล่าวเข้าไปบรรจุอยู่ในแผนพีดีพี หรือรับซื้อขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ ส่งผลให้โครงการนี้ต้องชะลอออกไปจากแผนที่จะเริ่มก่อสร้างในปี 2565”

นายเขมรัตน์ กล่วอีกว่า อย่างไรก็ตาม หากมีความชัดเจนด้านนโยบายจากอีอีซีแล้ว ว่าโครงการจะยังอยู่ภายใต้นโยบายอีอีซี หรือจะให้เข้าร่วมประมูลขายไฟฟ้าตามนโยบายของ กพช. ทางบริษัท เซท เอนเนอยี ก็พร้อมจะเข้าไปลงทุนหรือยื่นข้อเสนอประมูลขายไฟฟ้าได้ทันที เพราะที่ผ่านมาได้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินรวมเนื้อที่ 3,111 ไร่ 2.7 ตารางวา มูลค่าที่ดินรวม 2,093,166,683 บาท เพื่อติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์บนดินหรือโซลาร์ฟาร์ม จำนวน 23 โครงการ คิดเป็นกำลังผลิตรวมราว 316 เมกะวัตต์

อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา กำลังผลิตรวม 125 เมกะวัตต์ ใน 9 พื้นที่ จำนวน 1,142 ไร่ ใน 4 อำเภอ ได้แก่ สนามชัยเขต พนมสารคาม ราชสาส์น และบางนํ้าเปรี้ยว จังหวัดชลบุรี กำลังผลิตรวม 94 เมกะวัตต์ ใน 7 พื้นที่ จำนวน 1,041 ไร่ ใน 5 อำเภอ ได้แก่ เกาะจันทร์ พนัสนิคม หนองใหญ่ บ้านบึง และบ่อทอง ระยอง กำลังลิตรวม 97 เมกะวัตต์ ใน 7 พื้นที่จำนวน 929 ไร่ ใน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง วังจันทร์ แกลง และปลวกแดง จากแผนเดิมที่จะเริ่มก่อสร้างในปี 2565 และจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2566

ขณะที่การลงทุนกำลังการผลิตติดตั้งอีก 184 เมกะวัตต์ จะก่อสร้างตามการเพิ่มขึ้นของปริมาณใช้ไฟฟ้าที่คาดการณ์ในพื้นที่อีอีซี ที่แผนเดิมคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมดำเนินการเชิงพาณิชย์ไม่น้อยกว่า 500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2569

แหล่งข่าวจากระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามที่จะหารือผลักดันให้โครงการนี้ถูกบรรจุอยู่ในแผนดีพีดี แต่เมื่อมีมติ กพช.เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2565 ออกมาแล้ว หากจะเดินหน้าโครงการต่อ ก็จะต้องเข้าประมูลแข่งขัน เช่นเดียวกับเอกชนรายอื่น ๆ ในการขายไฟฟ้าเข้าระบบset-energy

Source : ฐานเศรษฐกิจ

รัฐบาลอินเดียเปิดใช้ “โซลาร์เซลล์ลอยน้ำ” ของ NTPC ใหญ่สุดในประเทศ กินพื้นที่ขนาด 1,250 ไร่ กำลังผลิตกระแสไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์

พลังงานเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะพลังงานสะอาดที่ไม่ได้มาจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้กลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่โลกกำลังจับตามอง และรัฐบาลอินเดียเล็งเห็นถึงความสำคัญและประสิทธิภาพของพลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้บริษัท เนชันแนล เธอร์มัล พาวเวอร์ คอร์ปอเรชัน (National Thermal Power Corporation: NTPC) ของรัฐบาลอินเดีย เปิดดำเนินงานโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศอย่างเต็มรูปแบบในเมืองรามากันดัม (Ramagundam) รัฐเตลังคานา (Telangana) ทางตอนใต้ของอินเดีย

โซลาร์เซลล์ลอยน้ำของ NTPC มีกำลังการผลิตประมาณ 100 เมกะวัตต์ ทำให้กำลังผลิตเชิงพาณิชย์ของระบบโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในภูมิภาคตอนใต้ของประเทศเพิ่มเป็น 217 เมกะวัตต์

กระทรวงพลังงานอินเดีย เผยว่า โครงการโซลาร์เซลล์ของ NTPC มาพร้อมเทคโนโลยีขั้นสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงการครอบคลุมพื้นที่ในอ่างเก็บน้ำมากกว่า 200 เฮกตาร์ (ราว 1,250 ไร่) แบ่งออกเป็น 40 บล็อก โดยแต่ละบล็อกประกอบด้วยแท่นลอยน้ำ 1 ชิ้น และแผงโซลาร์เซลล์ 11,200 ชิ้น

ส่วนแท่นลอยน้ำข้างต้นประกอบด้วยอินเวอร์เตอร์ หม้อแปลงไฟฟ้า และเบรกเกอร์แรงดันไฟฟ้าสูง อย่างละ 1 ชุด โดยแผงโซลาร์เซลล์จะถูกติดตั้งอยู่บนแท่นลอยน้ำที่ผลิตจากวัสดุโพลีเอทิลีนชนิดความหนาแน่นสูง (High-Density Polyethylene: HDPE)

Source : Spring News

เอ็กโก กรุ๊ป ขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียน ต่อยอดธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจน ตอบโจทย์ Carbon Neutral

การขับเคลื่อนสังคมโลกสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Society) เพื่อหยุดยั้งภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน โดย บริษัท ผลิตไฟฟ้า  จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่รายแรกของประเทศไทยและผู้ดำเนินธุรกิจพลังงานครบวงจร ตระหนักดีว่า อุตสาหกรรมพลังงานสามารถมีบทบาทสำคัญในการยืนเคียงข้างประชาคมโลกและร่วมผลักดันเป้าหมายนี้ให้ประสบสำเร็จไปด้วยกัน

เอ็กโก กรุ๊ป จึงกำหนดเป้าหมายองค์กรในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายใน ปี 2593 และเป้าหมายระยะกลาง ลดการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ (Carbon Emission Intensity) 10% ภายในปี 2573 ภายใต้ทิศทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนที่ว่า “Cleaner, Smarter and Stronger to Drive Sustainable Growth”

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า เพื่อขับเคลื่อนองค์กรตามเป้าหมายและทิศทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าว เอ็กโก กรุ๊ป จึงมุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าชีวมวล “ร้อยเอ็ด กรีน” จ.ร้อยเอ็ด ที่ใช้เชื้อเพลิงแกลบเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ในปี 2546 สู่การลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ และพลังงานลมนอกชายฝั่ง จนปัจจุบันมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมทั้งสิ้น 1,364 เมกะวัตต์ คิดเป็น 23% ของกำลังผลิตทั้งหมด ตลอดจนตั้งเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% ภายในปี 2573

ล่าสุดเอ็กโก กรุ๊ป ยังได้ลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนโมเดลใหม่ ผ่านการถือหุ้น 17.46% ใน “เอเพ็กซ์ คลีน เอ็นเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง” ผู้นำด้านการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดขนาดใหญ่เพื่อจำหน่ายและเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เอง ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยปัจจุบัน “เอเพ็กซ์” มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 2 โครงการ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง กำลังผลิตรวม 422 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการพัฒนา 61 โครงการ กำลังผลิตรวม 20,439 เมกะวัตต์ รวมทั้งมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 1 โครงการ กำลังผลิต 70 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการพัฒนา 121 โครงการ กำลังผลิต 19,920 เมกะวัตต์

เอ็กโก กรุ๊ป ขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียน
เอ็กโก กรุ๊ป ขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียน
เอ็กโก กรุ๊ป ขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียน

นอกจากการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนแล้ว เอ็กโก กรุ๊ป ได้ร่วมกับกลุ่ม กฟผ. และพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญ ศึกษาและพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจนในรูปแบบต่างๆ เพื่อก้าวเข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นผู้นำในธุรกิจนี้ในอนาคต โดยเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจนนับเป็นเทคโนโลยี การผลิตไฟฟ้าแห่งอนาคต เนื่องจากจุดเด่นด้านการผลิตไฟฟ้าที่สม่ำเสมอและเชื่อถือได้ รวมทั้งมีการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศและน้ำที่ต่ำมากจนเกือบจะเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นการปิดจุดอ่อนของการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบดั้งเดิมและพลังงานหมุนเวียน
 

“เอ็กโก กรุ๊ป มุ่งมั่นในการขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียนและรุกธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อตอบโจทย์สังคมคาร์บอนต่ำและการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงาน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเราในการ “เป็นบริษัทไทยชั้นนำที่ดำเนินธุรกิจพลังงานอย่างยั่งยืน ด้วยความใส่ใจที่จะธำรงไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาสังคม” นายเทพรัตน์กล่าว

Source : ฐานเศรษฐกิจ