นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่ม ปตท.จะมุ่งไปสู่พลังงานแห่งอนาคต ที่สนับสนุนนโยบายภาครัฐให้บรรลุเป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำ รวมถึงสร้างระบบนิเวศและสังคมที่ดีขึ้น โดยจะเน้นลงทุนพลังงานทดแทน ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ธุรกิจแบตเตอรี่ ซึ่งได้หารือกับผู้ประกอบการรถบัส เพื่อให้เปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่อีวี โดย ปตท.จะสนับสนุนแบตเตอรี่ให้

“ขณะเดียวกัน ปั๊มชาร์จไฟฟ้ารถยนต์อีวีของบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ จะเริ่มเก็บค่าบริการชาร์จในเดือน ส.ค.นี้ หลังเปิดให้ประชาชนทดลองชาร์จฟรีแล้ว แต่ค่าบริการยังถูกกว่าราคาน้ำมันมาก นอกจากนี้ โออาร์จะขยายปั๊มชาร์จไฟฟ้าให้เพิ่มเป็น 450 แห่งสิ้นปีนี้ จากปัจจุบัน 190 แห่ง ส่วนการเช่ารถอีวีของ ปตท. ภายใต้ EVme ปัจจุบันมี 200 คัน จะเพิ่มอีก 500 คัน ในปีนี้เช่นกัน”

สำหรับธุรกิจในปัจจุบัน เช่น โรงกลั่นน้ำมัน จะลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานยูโร 5 เพื่อยกระดับการลดการปล่อยมลพิษ เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม ส่วนธุรกิจปิโตรเคมี ต้องยกระดับการใช้วัตถุดิบจากผลิตภัณฑ์การเกษตร เพื่อให้เกิดการย่อยสลายได้ เป็นต้น.

Source : ไทยรัฐ

“กองทุนน้ำมัน” ติดลบหลักแสนล้าน เพิ่มความยากลำบากในการบริหารราคาพลังงาน ทำให้การขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยอาจสูงกว่าตลาดโลก เพราะต้องเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจนกว่าจะพ้นสถานะติดลบ

ระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่เป็นผลกระทบจากราคาพลังงานทรงตัวอยู่ในระดับสูงครั้งนี้ คือ สถานะ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ที่ติดลบ 102,586 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อมูล ณ วันที่ 26 มิ.ย. 2565 แบ่งเป็นการติดลบของบัญชีน้ำมัน 65,202 ล้านบาท และบัญชีแอลพีจี 37,384 ล้านบาท

โดยถ้าย้อนไปดูข้อมูลในวันที่ 27 ก.พ.2565 หลังจากที่รัสเซียบุกยูเครนได้ 3 วัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ 21,838 ล้านบาท โดยบัญชีแอลพีจีติดลบ 26,826 ล้านบาท ในขณะที่บัญชีน้ำมันยังเป็นบวก 4,988 ล้านบาท

ประเทศไทยใช้กองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานต่อเนื่องมากว่า 40 ปี นับตั้งแต่รัฐบาลจัดตั้งกองทุนรักษาระดับ “ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง” ในปี 2520 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลเข้าไปดูแลราคาพลังงานหลังจากเกิดวิกฤติน้ำมันปี 2516-2517 และมีการปรับเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายที่รองรับกองทุนมาตลอด จนถึงการบังคับใช้ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 ซึ่งทั้งหมดใช้หลักการเดียวกัน คือ การส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อรักษาระดับราคาเชื้อเพลิง

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นช่องที่กองทุนน้ำมันติดลบสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ รองลงมาเป็นรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในปี 2547-2549 ที่ติดลบ 92,000 ล้านบาท ซึ่งในครั้งนั้นใช้เวลาหลายเดือนที่จะรักษาสถานะกองทุนให้กลับมาเป็นบวก แต่สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันมีสถานการณ์ที่ยากลำบากกว่า เพราะราคาน้ำมันยังคงทรงตัวในระดับสูง ในขณะที่ภาวะสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนยืดเยื้อยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติเมื่อใด ดังนั้นจึงเป็นภาระหนักในการดูแลราคาพลังงานนับจากนี้

กระทรวงพลังงาน” ยังคงใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการดูแลราคาดีเซลและแอลพีจี โดยข้อเสนอหลายแนวทางที่จะบรรเทาราคาพลังงานไม่สามารถดำเนินการได้ ทั้งการลดเติมไบโอดีเซลลงในดีเซล โดยราคาไบโอดีเซลปัจจุบันอยู่ที่ลิตรละ 51.31 บาท สูงกว่าราคาปลีกของดีเซลที่ลิตรละ 34.94 บาท ทำให้ไบโอดีเซลมีราคาสูงกว่าดีเซลมาก รวมถึงการดึงค่าการกลั่นมาช่วยอุดหนุนราคาเบนซินและเพิ่มสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเจรจามานานและยังไม่ได้ข้อสรุป

การที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะติดลบมากกว่า 100,000 ล้านบาท และการกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติมาตั้งแต่เดือน พ.ย.2564 ยังไม่สามารถกู้ได้ ปัจจัยดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลมีความยากลำบากในการบริหารราคาพลังงานมากขึ้น รวมทั้งเมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลง แต่การขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยจะสูงกว่าตลาดโลก เพราะต้องเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจนกว่าจะพ้นสถานะติดลบ ระเบิดลูกใหม่ของรัฐบาลจึงกำลังก่อตัว

Source : กรุงเทพธุรกิจ

รายงานข่าวแจ้งว่าวันที่ 1 ก.ค.2565 ราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ปรับราคาขึ้นอีกกิโลกรัม(ก.ก.) ละ 1 บาท ส่งผลให้ราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มขนาดถัง 15 ก.ก. จะปรับขึ้นอีก 15 บาท อยู่ ที่ 378 บาท/ถัง 15 ก.ก. จากปัจจุบันอยู่ที่ 363 บาท/ถัง 15 ก.ก. ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รมว.พลังงาน เป็นประธาน ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 3 โดยรัฐยังช่วยเหลือส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มแก่ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 100 บาท/คน/ 3 เดือน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.-30 ก.ย.2565 ขณะที่น้ำมันดีเซลในประเทศยังคงตรึงราคาขายปลีกอยู่ที่ 34.94 บาท/ลิตร ไม่ให้เกินเพดาน 35 บาท/ลิตร ตามที่ครม.กำหนด

โดย ปตท. ได้ขยายระยะเวลาการช่วยเหลือส่วนลดแก่ผู้ใช้ก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่เป็นร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหาร ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 100 บาท/คน/เดือน ออกไปอีก 3 เดือน จนถึงวันที่ 30 ก.ย.2565 จากที่หมดอายุในเดือนมิ.ย.2565

นอกจากนี้ ปตท.ขยายระยะเวลาตรึงราคาขายปลีกก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ที่ 15.59 บาท/ก.ก. และขยายระยะเวลาตรึงราคาขายปลีกเอ็นจีวี สำหรับผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถแท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ 13.62 บาท/ก.ก. ในโครงการ “เอ็นจีวี เพื่อลมหายใจเดียวกัน” ออกไปอีก 3 เดือน จนถึงวันที่ 15 ก.ย.2565 รวมเป็นเงินอีกกว่า 2,800 ล้านบาท

ที่ผ่านมา ปตท. ได้ช่วยเหลือค่าพลังงานแก่ประชาชน ขานรับนโยบายภาครัฐ และบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนทุกภาคส่วน รวมงบประมาณที่ได้ช่วยเหลือไปแล้วกว่า 5,200 ล้านบาท เช่น ตรึงราคาขายปลีกเอ็นจีวี สำหรับผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถแท็กซี่เอ็นจีวี ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นเงินกว่า 400 ล้านบาท การตรึงราคาขายปลีกช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้รถเอ็นจีวี ส่วนบุคคลใช้งบกว่า 3,900 ล้านบาท และการจัดหาน้ำมันดิบสำรองเพิ่มเติมเป็นเงินกว่า 550 ล้านบาท

ณ วันที่ 27 มิ.ย.2565 กองทุนติดลบ 102,586 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 65,202 ล้านบาท เป็นบัญชีก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ติดลบ 37,384 ล้านบาท มีเงินฝากเป็นสภาพคล่องของกองทุน 3,310 ล้านบาท โดยขณะนี้กองทุนชดเชยราคาขายปลีกอยู่ที่ 10.77 บาท/ลิตร เพื่อตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 34.94 บาท/ลิตร ไม่ให้เกินเพดานที่ 35 บาท/ลิตร จากราคาจริงจะอยู่ที่ประมาณ 45.71 บาท/ลิตร

Source : ไทยโพสต์

บริษัท ไชน่า เจเนรัล นิวเคลียร์ เพาเวอร์ คอร์เปอเรชัน (CGN) เปิดเผยว่า โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์หงเหยียนเหอ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แห่งแรกทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบแล้วเมื่อวันพฤหัสบดี (23 มิ.ย.) ที่ผ่านมา

บริษัทฯ ระบุว่าหน่วยผลิตไฟฟ้าที่ 6 ของโรงไฟฟ้าพร้อมให้บริการเชิงพาณิชย์เมื่อนับถึงเวลา 21.35 น. ของวันพฤหัสบดี (23 มิ.ย.) หลังจากทดลองใช้งานครบ 168 ชั่วโมง

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หงเหยียนเหอ ในมณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน มีกำลังการผลิตติดตั้งมากกว่า 6.71 ล้านกิโลวัตต์ ทำให้กลายเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดในจีนในปัจจุบันที่อยู่ระหว่างดำเนินการ

โรงไฟฟ้าแห่งนี้เริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนสิงหาคม 2007 เป็นโครงการลงทุนด้านพลังงานไฟฟ้าใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน โดยมีการเปิดใช้หน่วยผลิตไฟฟ้า 4 หน่วย เมื่อปี 2016 ในการก่อสร้างระยะแรก ส่วนหน่วยผลิตไฟฟ้าอีก 2 หน่วย เริ่มการก่อสร้างระยะที่สองเมื่อปี 2015

รายงานระบุว่า หน่วยผลิตไฟฟ้า 6 หน่วย สามารถผลิตไฟฟ้า 4.8 หมื่นล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ซึ่งคิดเป็นราวร้อยละ 20 ของการใช้พลังงานทั้งหมดในเหลียวหนิง

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หงเหยียนเหอ สามารถลดการใช้ถ่านหิน 14.52 ล้านตัน เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 39.93 ล้านตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 108,000 เฮกตาร์ (ราว 675,000 ไร่)
ที่มา สำนักข่าวซินหัว

Source : MGR Online

บริษัท คอนเทมโพรารี แอมเพอเร็กซ์ เทคโนโลยี จำกัด หรือซีเอทีแอล (CATL) ผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนสำหรับยานยนต์ชั้นนำของจีน เปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร ด้วยการชาร์จเพียงครั้งเดียว

บริษัทฯ ระบุว่าแบตเตอรี่ “ฉีหลิน” (Qilin) ซึ่งใช้เทคโนโลยีซีทีพี (CTP) รุ่นที่ 3 มีประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากความจุร้อยละ 72 และความหนาแน่นพลังงานสำหรับระบบแบตเตอรี่เทอร์นารีสูงถึง 255 วัตต์ชั่วโมงต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับบูรณาการสูงที่สุดในโลก โดยแบตเตอรี่ฉีหลินได้รับการตั้งชื่อตาม “กิเลน” สัตว์ในตำนานของจีน

ทั้งนี้ เทคโนโลยีซีทีพีมุ่งปรับปรุงความหนาแน่นของพลังงานระบบ ลดความซับซ้อนในการผลิต และช่วยปรับลดต้นทุน ผ่านการผสานเซลล์ในชุดแบตเตอรี่โดยตรงโดยไม่มีโมดูล โดยแบตเตอรี่ฉีหลินยังมีจุดเด่นในด้านการปรับปรุงอายุการใช้งาน ความปลอดภัย ความรวดเร็วในการชาร์จ และการทำงานในอุณหภูมิต่ำ

นอกจากนั้น แบตเตอรี่รุ่นใหม่ยังได้รับการพัฒนาความน่าเชื่อถือของอายุการใช้งาน การต้านทานแรงกระแทกและการสั่นสะเทือน ผ่านหน่วยพลังงานแบบบูรณาการ ซึ่งประกอบด้วยเซลล์ และวัสดุคั่นกลางยืดหยุ่นอเนกประสงค์

รายงานระบุว่า แบตเตอรี่ฉีหลินมีเสถียรภาพทางความร้อนและความปลอดภัย ทำให้เข้ากันได้กับวัสดุที่มีความหนาแน่นพลังงานสูงกว่าสำหรับการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ โดยเซลล์แบตเตอรี่สามารถเย็นตัวอย่างรวดเร็วในสภาพแวดล้อมสุดขั้ว ซึ่งช่วยป้องกันการนำความร้อนที่ผิดปกติระหว่างเซลล์ได้ ขณะที่การชาร์จจะใช้เวลาเพียง 10 นาที ในโหมดชาร์จเร็ว

อนึ่ง บริษัทฯ คาดการณ์ว่าแบตเตอรี่ฉีหลินจะเข้าสู่กระบวนการผลิตขนานใหญ่และออกวางจำหน่ายสู่ตลาดในปี 2023

Source : MGR Online