พลังงานได้หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยด้วยเชื้อเพลิงในรูปแบบต่างๆแต่ส่วนใหญ่ยังเป็นพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งด้านราคาที่มีแนวโน้มสูงต่อเนื่องและยังมีแนวโน้มที่จะหมดสิ้นไป ดังนั้นบทบาทของพลังงานทดแทนจึงมีความสำคัญมากขึ้น

เมื่อรวมกับปัจจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) จึงเกิดกติกาใหม่โดยการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(FDI)และพันธมิตรทางการค้าต่างๆ ได้เพิ่มข้อเรียกร้องด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ทำให้หน่วยงานด้านพลังงานต้องเร่งปรับตัวเพื่อตอบรับข้อเรียกร้องใหม่นี้ 

คมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า การใช้พลังงานทดแทนสามารถลดการปล่อยคาร์บอน และการประหยัดพลังงานได้อย่างยั่งยืน ในปัจจุบันหลังงานหมุนเวียนเริ่มเข้ามามีบทบาทในไทยมากขึ้นโดยสัดส่วนพลังงานทดแทนในประเทศไทยต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า 11 % ของหน่วยที่ผลิตที่อยู่ในระบบ

อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่ไทยจะได้ใช้พลังงานทดแทนอย่างเต็มรูปแบบ 100% ยังไม่คุ้มค่า และมีความยากเพราะต้องพึ่งพาธรรมชาติซึ่งยังมีความไม่แน่นอน และยังไม่สามารถผลิตได้ทันต่อความต้องการใช้พลังงาน ดังนั้น ยังคงต้องมีพลังงานหลักไว้อยู่ 

“ในอนาคตมีเทคโนโลยีในการผลิตจัดเก็บกระแสไฟฟ้ามากขึ้น และประเทศไทยที่มีความพร้อมเรื่องพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ประกอบกับด้านการคมนาคมขนส่งที่จะมีความคล่องตัว ซึ่งจะช่วยสร้างเครือข่าย (Net-work) พลังงานหมุนเวียนให้มีความพร้อมและราคาที่ถูกลง”

คมกฤช กล่าวอีกว่า ในอนาคตมีโอกาสที่จะใช้พลังงานทดแทนผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 50% จากพลังงานทั้งหมด โดย กกพ. ได้มีเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อสิ่งแวดล้อมคือ Low Carbon Economy and Society ได้แก่ 1.กำกับการประกอบกิจการพลังงานให้มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 2.ปกป้องสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้พลังงาน ชุมชนท้องถิ่น ประชาชน และผู้รับใบอนุญาต ในการมีส่วนร่วม เข้าถึง ใช้ และจัดการด้านพลังงาน ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ส่วนข้อเรียกร้องของ FDI เบื้องต้นยังไม่มีผลในเรื่องของพลังงานทดแทนมากนั้น แต่กติกาด้านการค้าเพื่อความเป็นกลางทางคาร์บอนจะเน้นไปในเรื่องการขอใบอนุญาตการรับรองความสามารถการลดคาร์บอนเครดิตแบบข้ามประเทศได้มากกว่า

แม้เงื่อนไขด้านพลังงานหมุนเวียนในแวดวงธุรกิจจะยังไม่ชัดเจนมากพอแต่ในอนาคตแผนพลังงานของประเทศไทย ต้องสามารถตอบโจทย์ด้านการค้า และการลงทุนโลกให้ได้

“ไม่คุ้ม - ไม่แน่นอน” จุดอ่อน พลังงานทดแทนแก้ไขรับกติกาใหม่

Source : กรุงเทพธุรกิจ

นักวิจัยออสเตรเลียเสนอวิธีผลิตก๊าซไฮโดรเจนจากน้ำทะเลที่ต้นทุนต่ำทำได้จริง ซึ่งอาจพลิกโฉมการใช้พลังงานของโลกในอนาคตได้

ก๊าซไฮโดรเจน เป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น แต่ปัญหาสำคัญของพลังงานไฮโดรเจนอยู่ตรงที่ต้นทุนในการผลิตก๊าซไฮโดรเจนยังคงมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการผลิตก๊าซธรรมชาติและพลังงานไฟฟ้าที่มาจากหลายแหล่งผลิต แต่ปัญหานี้อาจกำลังจบลง เมื่อนักวิจัยจากออสเตรเลียพบวิธีสร้างก๊าซไฮโดรเจนจากน้ำทะเลด้วยกระบวนการที่คุ้มทุนได้สำเร็จ

งานวิจัยดังกล่าวเป็นการพัฒนากระบวนการแยกก๊าซออกจากน้ำด้วยไฟฟ้า หรือที่เรียกว่าอิเล็กโทรไลซิส (Electrolysis) ซึ่งเป็นพื้นฐานของการแยกองค์ประกอบสารทางเคมี แต่ในทางปฏิบัติก่อนหน้างานวิจัยนี้ ตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ที่เป็นสารประกอบกลุ่มโลหะมักมีปัญหาในด้านประสิทธิภาพจากการขึ้นสนิมในเวลาอันสั้น

แต่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอดิแลด (University of Adelaide) ได้ปรับปรุงตัวเร่งปฏิกิริยาใหม่ โดยใช้สารประกอบจากโคบอลต์ (Cobalt Oxide) ซึ่งเป็นสารที่พบได้ในโลหะทนความร้อน แล้วเคลือบด้วยโครเมียม (Chromium Oxide) ซึ่งนิยมใช้ชุบกันสนิม มาทำการแยกก๊าซไฮโดรเจนจากน้ำทะเล 

ศาสตราจารย์ซื่อจาง เชา (Shizhang Qiao) หนึ่งในนักวิจัยกล่าวว่า “เราได้แยกน้ำทะเลธรรมชาติเป็นก๊าซออกซิเจนและไฮโดรเจนได้เกือบ 100% ด้วยตัวเร่งที่ประกอบด้วยสารหาง่ายและต้นทุนต่ำที่ใช้กันอยู่เชิงพาณิชย์”

ด้วยเหตุนี้ การแยกก๊าซไฮโดรเจนด้วยน้ำทะเลผ่านตัวเร่งปฏิกิริยาแบบใหม่นี้สามารถทำได้จริง ซึ่งทั้งโคบอลต์ (Cobalt) และโครเมียม (Chromium) ต่างเป็นแร่ที่พบได้ทั่วไปในอุตสาหกรรมหนักและมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ ดังนั้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงอาจเป็นใบเบิกทางสู่การสร้างโรงงานผลิตก๊าซไฮโดรเจนด้วยน้ำทะเลในอนาคตได้นั่นเอง

ที่มาข้อมูล Interesting Engineering

ที่มารูปภาพ Pixabay

Source : TNN Online

กฟผ. รุกขยายสถานีชาร์จรถ ​EV​ ในหน่วยงานราชการอย่างต่อเนื่อง​ ล่าสุดเปิดให้บริการในพื้นที่กองทัพอากาศ เป็นแห่งที่ 6 ในขณะที่สถานีพันธมิตรในเครือข่าย EleXA เปิดแล้วจำนวน 99 สถานีทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าให้ถึง 150 สถานี ภายในสิ้นปี 2566 หวังลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ

วานนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2566) พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมด้วยนายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และผู้บริหารระดับสูงจาก ทั้งสองหน่วยงาน ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดให้บริการสถานีชาร์จ EleX by EGAT แห่งแรก ในพื้นที่กองทัพอากาศ ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศ ดอนเมือง กรุงเทพฯ

พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ เปิดเผยว่า กองทัพอากาศเล็งเห็นถึงความสำคัญในการขยายตัวของการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และต้องการส่งเสริมให้ข้าราชการ พร้อมด้วยครอบครัวของข้าราชการกองทัพอากาศ หันมาสนใจและเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าในการเดินทางเพิ่มขึ้น จึงนับเป็นโอกาสอันดี และขอขอบคุณ กฟผ. ที่ร่วมกับกองทัพอากาศ เปิดให้บริการสถานีชาร์จ EV ในพื้นที่กองทัพอากาศแห่งนี้ ด้วยความมั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัย และความสะดวกรวดเร็วในการชาร์จ

นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญในการเดินหน้าขยายสถานีชาร์จ EV ในพื้นที่หน่วยราชการอย่างต่อเนื่อง โดยสถานีชาร์จ EleX by EGAT ในพื้นที่กองทัพอากาศเป็นสถานีชาร์จที่รองรับการใช้งานได้สูงสุด 4 ช่องจอด ประกอบด้วยเครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบชาร์จด้วยความเร็วปกติ (AC Normal Charge) ขนาด 22 กิโลวัตต์ จำนวน 4 หัวชาร์จ นอกจากนี้ยังเพิ่มความสะดวกโดยสามารถใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน EleXA ได้อีกด้วย

กฟผ. เปิดให้บริการสถานีชาร์จ EleX by EGAT ในพื้นที่หน่วยราชการแล้ว 5 แห่ง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน ทำเนียบรัฐบาล และในพื้นที่กองทัพเรือ 2 แห่ง คือ วังนันทอุทยาน และพื้นที่พระราชวังเดิม สำหรับในพื้นที่กองทัพอากาศแห่งนี้ เป็นสถานีชาร์จในพื้นที่หน่วยราชการแห่งที่ 6 ทั้งนี้ ปัจจุบัน กฟผ. เปิดให้บริการสถานีชาร์จ EleX by EGAT พร้อมสถานีพันธมิตรในเครือข่าย EleXA แล้วจำนวน 99 สถานีทั่วประเทศ และตั้งเป้าขยายสถานีชาร์จ EleX by EGAT ให้มีจำนวนรวมกว่า 150 สถานี ภายในสิ้นปี 2566 เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้รถ EV สามารถเดินทางทั่วประเทศได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

Source : Energy News Center

“พลังงานจากแสงอาทิตย์” เป็นพลังงานสะอาดที่ไม่มีที่สิ้นสุด และหลายๆ ประเทศต่างพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ เพื่อเก็บเกี่ยวพลังงานนี้มาใช้ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้มีการพัฒนาในนี้ด้วย โดยในปัจจุบัน บริษัท แอ็กซ์โป (Axpo) บริษัทด้านพลังงานสัญชาติสวิสฯ ได้มีการวางแผนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ 5,000 แผ่น ที่บริเวณตามแนวสันเขื่อนทะเลสาบมัตต์ซี เพื่อใช้ผลิตพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์

การติดตั้ง แผงโซลาร์เซลล์ จำนวนถึง 5,000 แผ่นนั้น เป็นโครงการอัลไพน์โซลาร์ (AlpinSolar) ที่นำโดยบริษัท แอ็กซ์โป (Axpo) เพื่อผลิตและทำสัญญาซื้อขายพลังงานกับภาครัฐ หรือ PPA (Power Purchase Agreement) โดยเป็นการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ตามความยาวของสันเขื่อนทะเลสาบมัตต์ซี รวมความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร

เมื่อการดำเนินการสำเร็จ เขื่อนแห่งนี้จะกลายมาเป็นเขื่อนที่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้มากถึง 2.2 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งมากพอหล่อเลี้ยงไฟฟ้าให้กับ 700 หลังคาเรือนในบริเวณโดยรอบ อีกทั้งได้รับปัจจัยหนุนจากความสูงเหนือระดับการเกิดหมอกบดบังแสงและหิมะที่ช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์ ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าในแต่ละปีได้ถึง 3.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ทำให้มีไฟฟ้าป้อนเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่ ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 3 เท่า เมื่อเทียบกับโครงการบริเวณที่ราบซึ่งมักจะมีหมอกและหิมะปกคลุมบรรยากาศในช่วงฤดูหนาว

สำหรับ “เขื่อนทะเลสาบมัตต์ซี” (Lake Muttsee Dam) เป็นเขื่อนที่ยาวที่สุดในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และยังเป็นเขื่อนที่อยู่สูงที่สุดในยุโรปจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 2,500 เมตร ใช้กักเก็บน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค แต่ในปัจจุบันสามารถผลิตพลังงานสะอาดรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิง

: TNN Tech / axpo.com / AlpinSolar

Source : MGR Online

กลุ่มธุรกิจเนสท์เล่ ไอศกรีม ภายใต้บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด นำร่องผลิตไอศกรีมโดยใช้พลังงานทดแทน 100% ภายใต้โครงการนำร่องรูปแบบใหม่กับ กฟผ. ในปี 2023 นับเป็นรายแรกของอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ในประเทศไทย ที่ใช้รูปแบบการซื้อขายพลังงานทดแทนแบบเจาะจงแหล่งที่มา (Utility Green Tariff) ซึ่งการเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดจะช่วยให้บริษัทสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ขับเคลื่อนสู่เป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

สำหรับ “การใช้ไฟฟ้าสีเขียว” ในครั้งนี้ เป็นโครงการความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ในการใช้พลังงานสะอาดเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์เนสท์เล่ ไอศกรีมที่โรงงานบางชันตลอดปี 2023 เพื่อส่งต่อไอศกรีมที่ดีต่อใจและดีต่อโลกให้กับคนรักไอศกรีมทั่วประเทศ และยังมีส่วนช่วยให้โลกเย็นขึ้นอีกด้วย

ทดลองผลิตไอศกรีม ด้วยพลังงานทดแทน 100% สู่องค์กร Net Zero ภายในปี 2050

นอกจากการใช้พลังงานทดแทนแล้ว กลุ่มธุรกิจเนสท์เล่ ไอศกรีม ยังมีการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อาทิ การเปลี่ยนไปใช้ตู้แช่ไอศกรีมที่ใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้รถสามล้อไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายไอศกรีม รวมถึงการเปลี่ยนมาใช้ซองไอศกรีมที่ทำจากกระดาษ 100% ในผลิตภัณฑ์ กลุ่มเอ็กซ์ตรีม นามะ และ เนสท์เล่คิทแคท เป็นต้น พร้อมตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ข้อ 7 ในเรื่องการเข้าถึงพลังงานสะอาดราคาถูก ข้อ 12 ในเรื่องการบริโภคและผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ และข้อ 13 ในเรื่องการแก้ปัญหาโลกร้อน

คุณวิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า เปิดเผยว่า “เนสท์เล่มีเป้าหมายสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050 ซึ่งหนึ่งในโครงการภายใต้แผนงานด้านความยั่งยืนในประเทศไทยเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าวก็คือ การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 100% ในโรงงานผลิตของเนสท์เล่ทุกแห่งภายในปี 2025 ในวันนี้ ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ กฟผ. ในการใช้พลังงานสะอาด 100% มานำร่องใช้ที่โรงงาน เนสท์เล่ ไอศกรีม อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีเป็นรายแรกในอุตสาหกรรม FMCG ในประเทศไทย ภายใต้ โครงการ Utility Green Tariff  ในฐานะบริษัทธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก เนสท์เล่ตระหนักดีว่า การผลิตของเรามีส่วนในการส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และวันนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการดำเนินธุรกิจของเนสท์เล่ เพื่อร่วมมือกันพัฒนาประเทศไทยและโลกของเราให้ยั่งยืนและน่าอยู่ยิ่งขึ้น”

nestle-2

ก้าวใหม่ กฟผ. กับการขับเคลื่อนพลังงานทดแทน

นายวฤต รัตนชื่น ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาธุรกิจ ในฐานะ  Project Management Office การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่างเนสท์เล่ ประเทศไทย กับ กฟผ. ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในการผลิตของภาคอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นภาคอุตสาหกรรมหลักที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้บริโภค พร้อมทั้งทดสอบกลไกการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการจัดหาพลังงานไฟฟ้าสีเขียวแบบเจาะจงแหล่งที่มา (Utility Green Tariff) ในโครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการด้านพลังงาน ระยะที่ 2 (ERC Sandbox ระยะที่ 2) เป็นระยะเวลา 1 ปี โดย กฟผ. จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางการบริหารจัดการไฟฟ้าสีเขียว (Arrangement Unit) ให้บริการการบริหารจัดการกลไกการจับคู่การผลิตไฟฟ้าสีเขียวแบบเจาะจงแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าสีเขียว (Green Energy Portfolio) ตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าจริงรายวันของโรงงาน เนสท์เล่ ไอศกรีม

ทั้งนี้ได้ส่งมอบพร้อม “ใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน” (Renewable Energy Certificate: REC) ที่ตรงตามแหล่งผลิตและปริมาณการใช้ไฟฟ้าดังกล่าว เพื่อทดสอบรูปแบบการจัดหาพลังงานไฟฟ้าสีเขียวรูปแบบใหม่ที่จะส่งเสริมและยกระดับภาคพลังงานไฟฟ้าสีเขียวของไทยสู่มาตรฐานสากล โดย กฟผ. พร้อมสนับสนุนภาคธุรกิจในการให้บริการด้านพลังงานไฟฟ้าสีเขียว เพื่อผลักดันสู่การเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานไฟฟ้าสีเขียว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วยนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป”

นับเป็นก้าวสำคัญในการร่วมผลักดันให้เกิดการใช้พลังงานทดแทน พร้อมส่งเสริมการสร้างแหล่งผลิตพลังงานสะอาดในประเทศ เพื่อสร้างสรรค์โลกที่น่าอยู่ และส่งต่ออนาคตที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นต่อไป

Source : Brand Buffet