เมื่อพูดถึง “กระบองเพชร” ใครหลายคนจะนึกถึงต้นไม้รูปร่างแปลกตามีหนามแหลมเป็นเอกลักษณ์ ที่มักจะเติบโตในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศแห้งแล้ง ทะเลทราย แต่ด้วยวิกฤตจากสภาวะโลกร้อน ทำให้ รัฐวาเลส์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ส่วนมากจะปกคลุมไปด้วยหิมะจนชินตา กลับถูกแทนที่ด้วยกระบองเพชร ที่กำลังกระจายพันธุ์อย่างรวดเร็วคุกคามพื้นคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ

เจ้าหน้าที่ทางการรัฐวาเลส์กล่าวว่า รัฐวาเลส์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศ จะมีอากาศที่หนาวเย็นและถูกกปกคลุมด้วยหิมะ แต่ด้วยอากาศที่ร้อนในช่วงฤดูร้อน อันเป็นผลพวงจากวิกฤตโลกร้อน ทำให้พบต้นกระบองเพชรในสกุล Opuntia หรือที่บางคนเรียกว่า ลูกแพร์หนาม เพิ่มจำนวนขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ของรัฐวาเลส์ และยังรุกล้ำเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งได้กลายเป็นภัยคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ การกระจายพันธุ์ที่รวดเร็วนี้มีผลมาจาก มีผลมาจากอุณหภูมิอุ่นขึ้นที่เอื้อต่อการขยายพันธุ์

“กระบองเพชรซึ่งชื่นชอบสภาพอากาศแห้งและร้อน พืชที่เข้ามารุกรานและไม่ใช่พืชพื้นเมืองนี้ ไม่เป็นที่ต้อนรับในพื้นที่ทุ่งหญ้าแพรรีและทุ่งหญ้าแห้งที่มีความสำคัญระดับชาติของประเทศสวิตเซอร์แลนด์”

นอกจากนี้ ยังพบกระบองเพชรเหล่านี้ในภูมิภาคอัลไพน์ รวมทั้งทีชีโนและกริสันของสวิตเซอร์แลนด์ และหุบเขาออสตาและวาลเทลลินาในอิตาลีด้วย

ปีเตอร์ โอลิเวอร์ บามการ์ตเนอร์ ศาสตราจารย์ด้านธรณีวิทยาซึ่งมีความสนใจด้านพฤกษศาสตร์ กล่าวว่า “กระบองเพชรสปีชีส์นี้ทนอุณหภูมิ -10 หรือ -15 องศาเซลเซียสได้โดยไม่มีปัญหา แต่พวกมันต้องการอยู่ในที่แห้งและไม่ชอบหิมะปกคลุม แต่ด้วยสภาวะโลกร้อนที่กำลังเป็นวิกฤตสภาพอากาศในปัจจุบัน ข้อมูลจากอุตุนิยมวิทยาสวิสระบุว่า ขณะนี้ หิมะถือว่าเป็นสิ่งที่จะหายากขึ้นในพื้นที่ระดับความสูงต่ำ โดยในพื้นที่ระดับความสูงต่ำกว่า 800 เมตรทั่วสวิตเซอร์แลนด์ พบว่า จำนวนวันลดลงเหลือแต่ครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับตัวเลขปี 1970

รัฐวาเลส์ (Valais) สวิตเซอร์แลนด์ ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีทิวทัศน์ภูเขางดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยทั่วไปพื้นที่จะปกคลุมไปด้วยหิมะในฤดูหนาวและดอกเอเดลไวส์ในฤดูร้อน เป็นภาพวิวที่ถ่ายภาพออกมายังไงก็สวย ความสวยงามของภูมิประเทศภูเขาในวาเลส์ทำให้บริเวณเขตอนุรักษ์ยุงเฟา – อาเลตช์ (Jungfrau-Aletsch) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกทางธรรมชาติ ขององค์การยูเนสโก แต่ด้วยผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องทัศนียภาพที่สวยงามจากหิมะ ในอนาคตสวิตเซอร์แลนด์จะยังคงเป็นแบบในภาพจำของเราอยู่หรือไม่

ขอบคุณข้อมูลจาก : The Guardian / pptvhd36

Source : MGR Online

แนวความคิดเรื่อง ESG ในวันนี้ มีความสำคัญต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างยิ่ง (โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ)

เพราะเป็นหลักประกันของการประกอบกิจการที่มีความยั่งยืน อันเนื่องมาจากการประกอบกิจการที่คำนึงถึงการเติบโตของผลกำไร ควบคู่ไปกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล 

ตัวอย่างของวิธีดำเนินการ ESG ได้แก่

  1. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
  2. หลีกเลี่ยงการใช้พลังงานไฟฟ้าที่มาจากฟอสซิล
  3. หันมาใช้พลังงานทดแทนที่มาจากพลังงานแสงอาทิตย์
  4. เลือกใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ เพื่อลดจำนวนขยะ
  5. สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงชุมชนและเกษตรกร เช่น การจ้างงาน, การฝึกอาชีพ, Contract Farming เป็นต้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแก้ไขป้องกันและอนุรักษ์ไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมที่ดี

วิธีการดังกล่าว ก็เป็นหลักการสำคัญของแนวความคิดเรื่อง “คาร์บอนเครดิต” ในระดับสากลด้วย

คาร์บอนเครดิต (เบื้องต้น) | วิฑูรย์ สิมะโชคดี

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2545 ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันใน “พิธีสารเกียวโต” โดยอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่ถูกบังคับให้มีพันธกรณีในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่สามารถร่วมดำเนินโครงการได้ในฐานะผู้ผลิตคาร์บอนเครดิตจากการดำเนินโครงการ

ข้อตกลงในพิธีสารเกียวโต ยังได้กำหนดกลไกต่างๆ ให้ประเทศพัฒนาแล้วต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

ต่อมาในปี 2550 คณะรัฐมนตรีได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้จัดตั้ง “องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)” หรือ “อบก.” (Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization : TGO) ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการวิเคราะห์ กลั่นกรอง และทำความเห็นเกี่ยวกับการให้คำรับรองโครงการที่ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด

รวมทั้งติดตามประเมินผลโครงการที่ได้รับคำรับรอง ส่งเสริมการพัฒนาโครงการ และการตลาดซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจก (คาร์บอนเครดิต) ที่ได้รับการรับรอง ตลอดจนเป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์การระหว่างประเทศ

คาร์บอนเครดิต (เบื้องต้น) | วิฑูรย์ สิมะโชคดี

ทุกวันนี้ ประเทศที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก ได้แก่ ประเทศที่มีภาคธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และมีประชากรจำนวนมหาศาล 5 อันดับแรก

ได้แก่ จีน สหรัฐ อินเดีย รัสเซีย และญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 26 ของโลก ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ราว 256 ล้านตันต่อปี ซึ่งคิดเป็น 1% ของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของทั้งโลกที่ถูกปล่อยออกมา

หนึ่งในกลไกเพื่อลดภาวะโลกร้อนก็คือ การซื้อขายมลพิษหรือคาร์บอนเครดิตกับประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วกำลังอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถลดก๊าซที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกลงตามที่กำหนดไว้ได้

คาร์บอนเครดิต” หมายถึง สิทธิที่เกิดจากการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากการที่บุคคลหรือองค์กรได้ดำเนินโครงการหรือมาตรการที่มีเป้าหมาย

เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งสิทธิดังกล่าวนี้สามารถวัดปริมาณและสามารถนำไปซื้อขายในตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้

พูดง่ายๆ ว่า ก๊าซต่างๆ ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก (จำนวนคาร์บอน) ที่แต่ละองค์กรสามารถลดได้ต่อปี คือหากปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าเกณฑ์ ส่วนนั้นก็จะถูกตีราคาเป็นตัวเงิน ก่อนที่จะถูกขายเป็นเครดิตให้กับองค์กรอื่นได้

ตลาดคาร์บอนเครดิต” จึงเป็นตัวกลางที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อมโดยการนำสินค้าที่เรียกว่าคาร์บอนเครดิตมาทำการซื้อขายแลกเปลี่ยน

อันจะทำให้เครื่องมือทางการตลาด (Market Mechanism) สำหรับการแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อมสามารถบรรลุผลได้จริง

ตลาดคาร์บอนเครดิตจะเป็นจุดนัดพบระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ลงทุนหรือบุคคลอื่นๆ ที่มีเป้าหมายตรงกันด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม

คาร์บอนเครดิต (เบื้องต้น) | วิฑูรย์ สิมะโชคดี

ตลาดคาร์บอน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่

  • (1) ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (มีผลผูกพันและบังคับตามกฎหมาย)
  • (2) ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (เกิดจากความร่วมมือกันเองของผู้ประกอบการและองค์กรต่างๆ เพื่อซื้อขายกันตามสมัครใจ)

ปัจจุบัน มีโครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่มีการขายคาร์บอนเครดิตในตลาดคาร์บอนเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 อยู่ในรูปแบบของตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ

ภายใต้ อบก. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้การรับรองโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction : T-VER) แต่ปัจจุบันการขายคาร์บอนเครดิตก็ยังเกิดขึ้นไม่มาก

แม้ตัวเลขการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของไทยจะดูไม่สูงมากนัก และมีมาตรการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากมาย

แต่ตัวเลขการปล่อยมลพิษ (Emissions) ในไทยก็ยังเพิ่มสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทยยังไม่ค่อยให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากนัก

แต่ผลจากการประชุมระดับโลกในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ COP26 (พ.ศ.2564) และ COP27 (พ.ศ.2565) ยิ่งจะทำให้เรื่องของ “คาร์บอนเครดิต” มีความสำคัญต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรมและชาวโลกมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เราจะต้องศึกษาและเรียนรู้เรื่องนี้กันอย่างจริงจังมากขึ้น ครับผม!

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ข้อมูลด้านพฤติกรรมและความสนใจของกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ในประเภทบ้านเดี่ยว จาก SC Asset ปี 2566 เผยว่า อันดับต้น ๆ คือ ความต้องการด้านนวัตกรรมจัดการคุณภาพอากาศ มากถึง 83% รองลงมาSmart Home ด้านความปลอดภัย 75% และ ด้านความสะดวกสบาย 66% จะเห็นได้ว่ากลุ่มเป้าหมายปัจจุบันมองหาด้านเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ทุกมิติในชีวิตประจำวัน

ในตลาดอสังหาฯ และ อุตสาหกรรมก่อสร้าง ปัจจุบัน จึงเริ่มมีการมองเรื่องการตอบโจทย์การใช้ชีวิตและเทรนด์ของกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการตอบโจทย์ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม การใช้วัสดุที่ไม่มีสารเคมี ลดใช้พลังงาน และสิ่งที่หลายคนคำนึงถึง คือ การสร้างให้พื้นที่อยู่อาศัยเป็นพื้นที่ปลอดภัยโดยเฉพาะอากาศภายในบ้าน

เมื่อย้อนดูตลาดเครื่องฟอกอากาศในประเทศไทยเรียกว่าเติบโตเป็นอย่างมาก ในปี 2562 ที่ผ่านมา ข้อมูลจาก Euro Monitor พบว่า มีมูลค่าราว 91 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 2,800 ล้านบาท สูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกว่า 90% เป็นกลุ่มสินค้าระดับล่างถึงกลาง ราคาตั้งแต่หลักพันจนถึงราวสามหมื่นบาท ขณะที่ กลุ่มพรีเมียมมีสัดส่วนเพียง 10% หรือราว 280 ล้านบาท ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดกว่า 80% เป็นแบรนด์นำเข้าจากญี่ปุ่น เกาหลี จีน และแบรนด์ไทย OEM ที่เหลือเป็นแบรนด์ฝั่งยุโรป – อเมริกา 20%

4 เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่

ดิเรก ตยาคี Head of Tech Solutions บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC Asset กล่าวในงานแถลงข่าว ‘SCG จับมือ SC ASSET รับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ 2023 ยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยอีกขั้น ดันนวัตกรรม “SCG Active AIR Quality” เผยให้เห็นว่า เทรนด์และพฤติกรรมของผู้บริโภคปัจุบัน มีความหลากหลายมากขึ้น มองหาสิ่งที่มาตอบโจทย์แตกต่างกัน จากการสำรวจของ Terra BKK แบ่งผู้บริโภค 4 กลุ่ม ได้แก่

‘Modest’ (35%) กลุ่มเจน X และเจน Y รายได้ตั้งแต่ 50,000 – 100,000 บาท มีความพึงพอใจกับชีวิตของตัวเองในระดับปานกลาง แต่สิ่งที่รู้จักพอใจที่สุด คือ เรื่องสุขภาพที่ไม่ต้องคอยกินยาหรือหาหมอตลอดเวลา ฟังก์ชันที่จำเป็นต่อบ้านและคอนโด คือ การจัดการคุณภาพอากาศ การออกแบบเพื่อผู้สูงอายุ ความปลอดภัยและความสะดวกสบาย

“Striver” (30%) เป็นกลุ่มเจน Y และ เจน Z รายได้ระหว่าง 35,000 – 85,000 บาท เป็นกลุ่มที่มุ่งแสวงหาความสำเร็จในชีวิต และยังไม่พึงพอใจกับรายได้ของตัวเอง รักการออกไปท่องเที่ยว เพื่อหาความสุขและประสบการณ์ใหม่ๆ ฟังก์ชันที่จำเป็นในกลุ่มนี้ อาทิ วัสดุยับยั่งแบคทีเรียและเชื้อโรค นวัตกรรมจัดการคุณภาพอากาศ ความปลอดภัย ครัว ห้องนั่งเล่น ระเบียง เป็นต้น

“Innocent” (20%) ทุกเจนเนอเรชั่น รายได้ ต่ำกว่า 24,000 บาท พึงพอใจกับชีวิตของตัวเองอย่างมากที่สุด โดยเฉพาะด้านสภาพสังคมโดยรอบทั้งครอบครัวและเพื่อน ฟังก์ชันที่จำเป็น คือ นวัตกรรมจัดการคุณภาพอากาศ ความปลอดภัย ห้องนอนขนาดใหญ่ เป็นต้น

นวัตกรรม 'อากาศสะอาด'  รับเทรนด์บ้าน-คอนโดยุคใหม่

และ “Transcend” (15%) เจน Baby Boomer และ เจน X รายได้มากกว่า 100,000 บาท รู้สึกพอใจกับชีวิตในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องเงินและรายได้ รวมถึงชีวิตสังคมรอบตัวเป็นสังคมที่ดี แต่มีความกังวลเรื่องสุขภาพ ดังนั้น ฟังก์ชันที่จำเป็นต่อบ้านและคอนโด อาทิ ห้องนอนล่าง ครัวไทย ที่ชาร์จรถ EV ความปลอดภัย ห้องนอนขนาดใหญ่ หน้าต่างบานใหญ่ เป็นต้น

เติมอากาศสะอาดภายในบ้าน

“วชิระชัย คูนำวัฒนา” Head of Smart System Solution Business ในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องฝุ่น PM 2.5 ในประเทศไทยกำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤต โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครติดอันดับต้นๆ ของเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดของโลก แม้แต่อยู่ในบ้านยังต้องเสี่ยงกับฝุ่น PM 2.5 เชื้อโรคทั้งแบคทีเรีย ไวรัส และมลพิษที่ลอยอยู่ในอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง

ล่าสุด เอสซีจี ได้เล็งเห็นและเข้าใจถึงความสำคัญด้านสุขภาพ และความปลอดภัยของผู้บริโภค เป็นที่มาสู่การพัฒนาสินค้าเพื่อยกระดับคุณภาพอากาศที่คนเมืองกำลังเผชิญ ร่วมออกแบบกับ SC Asset ในการผลักดันสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับที่พักอาศัย โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพอากาศ ผ่านนวัตกรรม ‘SCG Active AIR Quality’ เครื่องเติมอากาศดีสำหรับบ้านและคอนโด สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 กรองและกำจัดเชื้อโรค ไวรัส แบคทีเรีย สร้างอากาศแรงดันบวกภายในห้อง 

เติมออกซิเจนให้กับตัวบ้าน ลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ โดยติดตั้งให้กับโครงการบ้าน SC Asset ซึ่งเอสซีจีมีทีมงาน Smart Living Solution Tech พร้อมร่วมออกแบบระบบ SCG Active AIR Quality ให้เหมาะสมกับงานโครงการแต่ละประเภท ผลักดันโซลูชันเพื่ออากาศสะอาดและคุณภาพชีวิตการอยู่อาศัยที่ดีสำหรับทุกคนในบ้าน

นวัตกรรม 'อากาศสะอาด'  รับเทรนด์บ้าน-คอนโดยุคใหม่

“ในปี 2566 เอสซีจีได้วางกลยุทธ์ให้สินค้านวัตกรรม SCG Active AIR Quality เดินหน้ารุกตลาด Housing Project ให้เครื่องเติมอากาศดีเป็นส่วนสำคัญของบ้าน โดยร่วมกันกับทางโครงการตั้งแต่การ Co-Design แบบก่อสร้างเพื่อออกแบบวิธีการติดตั้งที่ได้ทั้งความสวยงามและฟังก์ชัน ตลอดจนการบริการหลังการขายที่ดูแลอย่างมืออาชีพและครบวงจร”

นวัตกรรมดังกล่าว สอดรับกับเทรนด์ความต้องการและพฤติกรรมที่หลากหลายของผู้บริโภคปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นให้ความสนใจในด้านเทคโนโลยีทันสมัย ที่ตอบโจทย์เรื่องสุขอนามัย และความปลอดภัยเป็นสำคัญ จึงได้นำร่องติดตั้งเครื่องเติมอากาศดี กว่า 1,000 ยูนิต ภายในปี 2566 ปัจจุบันนำร่องติดตั้งไปแล้ว 8 โครงการแนวราบ 106 ยูนิต เพื่อยกระดับคุณภาพและร่วมผลักดันมาตรฐานอีกขั้นให้กับบ้านที่พักอาศัยยุคใหม่

“พร้อมตั้งเป้าผลักดันยอดขาย SCG Active AIR Quality ที่ 100 ล้านบาท ภายในปี 2566 โดยโฟกัสไปยังโครงการบ้าน รวมถึงเจ้าของบ้านทั่วประเทศ ที่ใส่ใจสุขภาพ และความปลอดภัย โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็กในบ้าน กลุ่มเสี่ยงต่อโรคภูมิแพ้ ผู้สูงอายุ และยังรวมไปถึงบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงอีกด้วย” วชิระชัย กล่าว

นวัตกรรม 'อากาศสะอาด'  รับเทรนด์บ้าน-คอนโดยุคใหม่

Source : กรุงเทพธุรกิจ

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2565 โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) เท่ากับ 3,593 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 865 ล้านบาท หรือ 32% จากไตรมาส 4/2564 โดยสาเหตุหลักมาจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโรงไฟฟ้า GSRC หน่วยที่ 3 และ 4 รวมกำลังการผลิตไฟฟ้า 1,325 เมกะวัตต์ ที่เปิดดำเนินการในเดือนมีนาคม และตุลาคม 2565 ส่งผลให้หน่วยผลิตไฟฟ้าทั้ง 4 หน่วยได้เปิดดำเนินการครบตามกำหนดเป็นที่เรียบร้อย และยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit จาก INTUCH จำนวน 1,085 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2565 นอกจากนี้ ในเดือนธันวาคม 2565 GULF ได้มีการจำหน่ายหุ้น 50.01% ใน BKR2 Holding ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม BKR2 ที่ประเทศเยอรมนี ให้แก่ Keppel Group ส่งผลให้มีกำไรจากการขาย จำนวน 381 ล้านบาท โดยกำไรสุทธิ (Net Profit) ในไตรมาส 4/2565 เท่ากับ 5,406 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 78% จาก 3,043 ล้านบาทในไตรมาส 4/2564​ ​ในปี 2565 GULF มีรายได้รวม (Total Revenue) เท่ากับ 101,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 92% จาก 52,870 ล้านบาทในปี 2564 และมี Core Profit เท่ากับ 12,098 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จาก 8,812 ล้านบาทในปีก่อน

โดยปัจจัยหลักมาจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโรงไฟฟ้า GSRC หน่วยที่ 3 และ 4 (รวม 1,325 เมกะวัตต์) ที่เปิดดำเนินการในเดือนมีนาคม และตุลาคม 2565 และโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ DIPWP ที่ประเทศโอมาน ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น 155 เมกะวัตต์ รวมเป็น 195 เมกะวัตต์ อีกทั้งยังรับรู้ผลการดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเล BKR2 ที่ประเทศเยอรมนี ที่เพิ่มขึ้นจากราคาขายไฟฟ้าเฉลี่ยที่สูงขึ้นจาก 184 ยูโร/เมกะวัตต์ชั่วโมง เป็น 352 ยูโร/เมกะวัตต์ชั่วโมงในไตรมาส 3/2565 และจากความเร็วลมเฉลี่ยที่ดีขึ้นจาก 8.5 เมตร/วินาทีในปี 2564 เป็น 9.1 เมตร/วินาทีในปี 2565 นอกจากนี้ ในปี 2565 GULF ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 3 โครงการ ภายใต้กลุ่ม Gulf Gunkul Corporation ที่เข้าลงทุนในเดือนกรกฎาคม 2565 จำนวน 324 ล้านบาท รวมถึงรับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit จาก INTUCH และกำไรจากการซื้อ THCOM รวมทั้งสิ้น 4,656 ล้านบาท

ในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในปีนี้ เท่ากับ 20.6% ลดลงจาก 27.6% ในปี 2564 โดยปัจจัยหลักมาจากต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 266.02 บาท/ล้านบีทียู ในปี 2564 เป็น 494.78 บาท/ล้านบีทียู ในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้น 86% ในขณะที่ค่า Ft เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียง 0.5518 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง จาก -0.1532 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมงในปี 2564 เป็นเฉลี่ยที่ 0.3986 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมงในปี 2565 อย่างไรก็ดี เนื่องจาก GULF มีสัดส่วนการขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถึง 86% ซึ่งต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติจะถูกส่งผ่าน (pass through) ในรูปของรายได้ค่าไฟฟ้าไปยัง กฟผ. ในขณะที่มีสัดส่วนการขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมเพียงแค่ 14% จึงได้รับผลกระทบอย่างจำกัดจากราคาค่าก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น

กำไรสุทธิ (Net Profit) ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ในปี 2565 (รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน) เท่ากับ 11,418 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการที่ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงจาก 33.59 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2564 เป็น 34.73 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2565 ซึ่งผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว เป็นเพียงการบันทึกรายการทางบัญชี และไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสดและผลประกอบการของ GULF แต่อย่างใด

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 GULF มีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Interest-Bearing Debt to Equity) อยู่ที่ 1.56 เท่า ลดลงจาก 1.77 เท่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 เนื่องจากผลประกอบการที่ดีขึ้นในปีนี้ ซึ่งได้สะท้อนอยู่ในส่วนของผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ ในเดือนธันวาคม 2565 GULF ยังได้รับเงินจากการขายเงินลงทุนใน BKR2 Holding จำนวน 305 ล้านยูโร

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF เปิดเผยว่า สำหรับปี 2566 คาดว่ารายได้รวมจะเติบโตประมาณ 50% จากโครงการที่จะทยอยเปิดดำเนินการในปี 2566 โดยหลักจะมาจากโครงการโรงไฟฟ้า IPP โครงการที่ 2 ภายใต้ IPD ได้แก่ โครงการ GPD หน่วยที่ 1 และ 2 (รวม 1,325 เมกะวัตต์) รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้า Jackson Generation ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา (1,200 เมกะวัตต์) โดยหลังจากนี้ GULF จะเน้นลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Greenhouse Gas Emissions) โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจากปัจจุบัน 9% เป็น 40% ภายใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะมาจากการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าเขื่อน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ ยุโรป อเมริกา สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนปากแบง (Pak Beng) และเขื่อนปากลาย (Pak Lay) นั้น คาดว่าจะสามารถลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. ภายในไตรมาส 1/2566

นางสาวยุพาพิน กล่าวเพิ่มว่า สำหรับธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยที่ร่วมลงทุนกับ Binance นั้น ได้ยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ และนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ กับทาง กลต. เรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะได้รับใบอนุญาตภายในไตรมาส 1/2566 และสำหรับธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ GULF ร่วมลงทุนกับ Singtel และ AIS นั้น คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในกลางปีนี้ และคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ในปี 2568 นอกจากนี้ GULF ยังอยู่ระหว่างการศึกษาธุรกิจ Virtual Banking เพื่อเป็นการต่อยอดธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลด้วย ในเดือนธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา GULF ได้เข้าซื้อหุ้น 41.13% ใน THCOM จาก INTUCH โดยเล็งเห็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจดาวเทียม (Satellite) ไปในธุรกิจ New Space Economy เช่น การนำข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ หรือการประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอนและคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าชุมชน รวมถึงดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit Satellite) เป็นต้น

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมกราคม 2566 ที่ผ่านมา บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้ทำการปรับเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรของ GULF มาอยู่ที่ระดับ “A+” จากระดับ “A” และปรับเพิ่มอันดับเครดิตหุ้นกู้ของ GULF มาอยู่ที่ระดับ “A” จากระดับ “A-“ โดยในไตรมาส 1/2566 GULF มีแผนจะออกหุ้นกู้เพิ่มอีกประมาณ 15,000 – 20,000 ล้านบาท เพื่อชำระคืนเงินกู้เดิมและเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจ รวมถึงเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัท ได้มีมติเห็นชอบให้นำเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผล สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัท ประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท หรือคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิ เท่ากับ 151% โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 2 มีนาคม 2566 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 27 เมษายน 2566 ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ จะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 1 มีนาคม 2566 และกำหนดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ในวันที่ 5 เมษายน 2566

Source : Energy News Center

บ้านปู เน็กซ์ สนับสนุน “บียอนด์ กรีน” ผู้นำธุรกิจรถไฟฟ้าเอนกประสงค์ครบวงจรในภูมิภาคเอเชีย และ “มหาวิทยาลัยขอนแก่น” ลงนามบันทึกความร่วมมือใน “โครงการผลิตและประยุกต์ใช้แบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออนและโซเดียมไอออนสำหรับรถกอล์ฟไฟฟ้า” เดินหน้านำแบตฯ ลิเธียมไอออนไปใช้กับรถกอล์ฟไฟฟ้าของบียอนด์ กรีน ประมาณ 2,000 ชุดต่อปี และสนับสนุนการพัฒนาแบตฯ โซเดียมไอออนจากแร่เกลือหินในภาคอีสานของไทย ตั้งเป้าขยายแบตเตอรี่ไทยไปสู่ตลาดโลก

วันที่ 16 ก.พ. 2566 “บียอนด์ กรีน” ซึ่งเป็นเครือข่ายของ “บ้านปู เน็กซ์” ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOA) กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการพัฒนา “โครงการผลิตและประยุกต์ใช้แบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออนและโซเดียมไอออนสำหรับรถกอล์ฟไฟฟ้า” เพื่อช่วยผลักดันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงรองรับความต้องการใช้แบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และยังช่วยต่อยอดให้ธุรกิจแบตเตอรี่ของบ้านปู เน็กซ์ มีโซลูชันที่หลากหลายครบวงจรไว้บริการกลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้นด้วย

สำหรับ บียอนด์ กรีน เป็นผู้ให้บริการรถไฟฟ้าเอนกประสงค์ครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ปัจจุบันมีรถกอล์ฟไฟฟ้าในตลาดประมาณ 20,000 คัน ซึ่งเป็นของบียอนด์ กรีน 5,000 คัน โดยในแต่ละปีบริษัทจะมีความต้องการใช้แบตเตอรี่สูงถึง 2,000 ชุด จึงมองหาพาร์ทเนอร์ที่เป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ เพื่อนำไปใช้กับรถกอล์ฟไฟฟ้าของบริษัท

ขณะที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ที่สามารถผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคุณภาพสูง ปลอดภัย และได้รับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) รวมถึงเมื่อเร็ว ๆ นี้ยังได้คิดค้นและพัฒนาแบตเตอรี่โซเดียมไอออนจากแร่เกลือหินที่อยู่ในพื้นที่ภาคอีสานได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในอาเซียน

ทั้งนี้จากศักยภาพและโอกาสในการใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศดังกล่าว จึงทำให้เกิดความร่วมมือในครั้งนี้ โดยมุ่งเน้น 2 เรื่อง คือ 1. นำแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคุณภาพสูง แบรนด์ kkUVolts ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ไปทดลองใช้กับรถกอล์ฟไฟฟ้าของบียอนด์ กรีน ในประเทศไทย จำนวน 2,000 ชุด  2. สนับสนุนการพัฒนาแบตเตอรี่โซเดียมไอออน พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการนำไปใช้กับรถกอล์ฟไฟฟ้าในเครือข่ายธุรกิจของบียอนด์ กรีน ในอนาคต

สำหรบบ้านปู เน็กซ์ ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานสะอาดชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้มีส่วนร่วมผลักดันความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อเป็นการต่อยอดธุรกิจและทำให้ บ้านปู เน็กซ์ มีพันธมิตรที่เป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทย ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของตลาดแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยและเอเชียแปซิฟิก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของทีมนักวิจัยไทยที่สามารถพัฒนานวัตกรรมแบตเตอรี่พลังงานยุคใหม่ที่มีคุณภาพระดับสากล ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตแบตเตอรี่จากพลังงานทางเลือกของโลกในอนาคต ขณะเดียวกันยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ซึ่งในอนาคต บียอนด์ กรีน จะเดินหน้าขยายความร่วมมือนำแบตเตอรี่ทั้ง 2 ชนิดไปใช้กับรถกอล์ฟไฟฟ้าในเครือข่ายธุรกิจ รวมถึงต่อยอดไปใช้กับรถไฟฟ้าเอนกประสงค์อื่น ๆ อีกด้วย

ด้านบริษัทวิจัย Meticulous Research ของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าตลาดแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีอัตราการเติบโต อยู่ที่ 23.3% ในช่วงปี 2565-2572

Source : Energy News Center