ประชัน “นโยบายพลังงาน” ของ 6 พรรคการเมือง “ชาติพัฒนากล้า” เตรียมรื้อโครงสร้างพลังงาน เลิกผูกขาดสายส่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกใช้ไฟราคาถูก ด้าน “ไทยสร้างไทย” ประกาศลดค่าไฟ เหลือหน่วยละ 3.5 บาท ขณะที่ “ภูมิใจไทย” แจกหลังคาโซลาร์เซลล์ฟรี และให้สิทธิซื้อรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในราคาแค่ 6 พันบาท “เพื่อไทย” เผยจะลดราคาทั้งค่าไฟ แก๊สหุงต้ม และน้ำมัน พร้อมเจรจากัมพูชาเพื่อขุดก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนขึ้นมาใช้ ฝ่าย “พลังประชารัฐ” เร่งลดราคาพลังงานเช่นกัน อีกทั้งจะผลักดันโครงการโซลาร์ประชารัฐ และโรงไฟฟ้าประชารัฐ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประชาชน ส่วน “พรรคก้าวไกล” ลั่นลดประโยชน์ให้กลุ่มทุน เพื่อกดค่าไฟลงหน่วยละ 70 สตางค์

ปี่กลองเลือกตั้งเริ่มโหมประโคมขึ้นทุกที พรรคการเมืองน้อยใหญ่ต่างลงพื้นที่หาเสียงกันอย่างคึกคัก ซึ่งนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงถือเป็นหัวใจสำคัญที่ใช้ในการช่วงชิงคะแนน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นโยบายด้านพลังงาน” ซึ่งประชาชนต่างจับตาว่านโยบายของพรรคการเมืองใดที่จะสามารถแก้ไขปัญหาราคาพลังงานที่สูงลิ่ว และเป็นภาระอันหนักอึ้งของประชาชนอยู่ในขณะนี้

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า
นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า 

“ชาติพัฒนากล้า”
รื้อโครงสร้างพลังงาน-เลิกผูกขาดสายส่ง

สำหรับ “พรรคชาติพัฒนากล้า” ที่มี นายกรณ์ จาติกวณิช เป็นหัวหน้าพรรค ถือเป็นพรรคการเมืองที่มีการเสนอนโยบายด้านพลังงานที่ชัดเจนที่สุด โดยเสนอ 2 แนวทางเพื่อให้ราคาพลังงานของไทยถูกลง ได้แก่

1.รื้อโครงสร้างพลังงาน ทั้งธุรกิจน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า เนื่องจากพรรคชาติพัฒนากล้าเชื่อในเรื่องของการแข่งขัน เชื่อว่าภาคเอกชนมีประสิทธิภาพในการแข่งขันและดูแลประชาชนได้ดีที่สุด ตราบเท่าที่มีการแข่งขันที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพราะปัญหาเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นจากกลไกที่มีความบกพร่อง เรียกว่าเป็นโครงสร้างที่บิดเบี้ยว ฉะนั้นภาครัฐต้องปลดล็อกให้เกิดการแข่งขันในรูปแบบที่ประชาชนได้ประโยชน์ โดยแก้ปัญหาการผูกขาดให้หมดไป ต้องทำให้เกิดการแข่งขันเพิ่มขึ้นทั้งในเรื่องน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า อะไรคือต้นทุนแฝงที่ทำให้ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้นควรยกเลิก เช่น กรณีราคาน้ำมัน ควรยกเลิกการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ และมาดูว่าต้นทุนของโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร และควรกำหนดราคาขายเท่าใดถึงจะเหมาะสม

2.เลิกผูกขาดกิจการสายส่งไฟฟ้า สืบเนื่องจากพรรคชาติพัฒนากล้ามีแนวคิดว่ารัฐจำเป็นต้องปรับโครงสร้างวัตถุดิบในการผลิตไฟฟ้าที่ไม่สมดุล เนื่องจากปัจจุบันไทยผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติกว่า 70% และใช้พลังงานหมุนเวียนเพียง 20% จึงต้องเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานทดแทนให้มากขึ้น เช่น ในกรุงเทพฯ มีศักยภาพที่จะผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์บนหลังคาได้อีก 6,000 เมกะวัตต์ แต่โมเดลนี้ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพราะติดปัญหาสายส่ง และติดแนวคิดว่าการผลิตไฟฟ้าต้องสงวนไว้ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เท่านั้น ทำให้การผลิตไฟฟ้าพลังงานทางเลือกมีโอกาสน้อยมาก ดังนั้น จึงต้องเลิกผูกขาดกิจการสายส่ง โดยตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาโดยยังคงให้ กฟผ.ถือหุ้น และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ และขายไฟฟ้าที่เหลือใช้ให้ กฟผ. รวมถึงสามารถเลือกใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกได้ ซึ่งวิธีการเช่นนี้จะทำให้เกิดการแข่งขันขึ้นทันที ราคาพลังงานจะถูกลง

“พรรคไทยสร้างไทย”
ลดค่าไฟเหลือหน่วยละ 3.5 บาท

พรรคต่อมาที่มีการประกาศนโยบายพลังงานในการหาเสียงเลือกตั้งคือ “พรรคไทยสร้างไทย” โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค ได้ประกาศในการลงพื้นที่หาเสียงที่ จ.กาฬสินธุ์ ว่าถ้าไทยสร้างไทยได้เป็นรัฐบาลจะลดค่าไฟฟ้าให้เหลือไม่เกิน 3.5 บาท/หน่วย พร้อมสโลแกนว่า “เรามั่นใจเราพูดจริง ทำได้ เลือกไทยสร้างไทย ค่าไฟถูกลงแน่”

โดยคุณหญิงสุดารัตน์ ชี้ว่า ที่ผ่านมาคนไทยทั้งประเทศถูกปล้นค่าไฟฟ้าเพื่อไปสร้างความร่ำรวยให้นายทุน ทำให้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่าความเป็นจริง โดยรัฐเอื้อนายทุนโรงไฟฟ้า ทำสัญญาผลิตไฟล่วงหน้าถึง 53,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งสูงเกินความจำเป็น ขณะที่จากสถิติประชาชนใช้ไฟฟ้าจริงไม่เกิน 33,000 กิโลวัตต์ชั่วโมงเท่านั้น

“ประเทศไทยมีการสำรองไฟฟ้าเกินความต้องการใช้จริงสูงถึง 20,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง หรือเกือบ 60% โดยที่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เหล่านี้ได้ประโยชน์ แต่ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้ให้นายทุนเหล่านี้ไปฟรีๆ ถึงปีละ 26,000 ล้านบาท ทั้งที่โรงไฟฟ้าของนายทุนใหญ่ไม่ได้เดินเครื่องผลิตจริงแม้แต่เมกะวัตต์เดียว” คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุ

“ภูมิใจไทย” ฟรีหลังคาโซลาร์เซลล์
ซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันละ 6 พันบาท

ขณะที่พรรคการเมืองใหญ่ซึ่งกำลังเป็นที่จับตาอย่าง “ภูมิใจไทย” ได้ประกาศนโยบายพลังงานสะอาด ลดรายจ่ายให้ประชาชน โดยดำเนินการผ่าน 2 โครงการหลัก คือ

1.โครงการฟรีหลังคาโซลาร์เซลล์ ลดค่าไฟฟ้าหลังคาเรือนละ 450 บาท โดยรัฐบาลจะติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้แก่ประชาชนที่นำบ้าน หรือที่พักอาศัย สถานประกอบการเข้าร่วมโครงการ ฟรีทุกบ้าน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อนำไฟฟ้ามาใช้ในบ้านเรือนของตนเอง ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถลดค่าฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 450 บาทต่อเดือน และรัฐจะรับซื้อกระแสไฟฟ้าส่วนเกินที่เหลือใช้ผ่านระบบของการไฟฟ้าฯ ซึ่งการไฟฟ้าฯ จะต้องปรับบทบาทหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนโครงการนี้ของรัฐบาล

2.โครงการให้สิทธิซื้อรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแก่ประชาชนในราคาคันละ 6,000 บาท โดยผ่อนจ่ายเดือนละ 100 บาท เป็นเวลา 60 งวด โดยจะให้สิทธิในการซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแก่ประชาชนที่นำบ้าน ที่พักอาศัยเข้าร่วมโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ บ้านละ 1 คัน และสามารถใช้เครดิตพลังงานเติมกระแสไฟฟ้าสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าพลังงาน ซึ่งจะช่วยลดรายจ่ายให้แก่ประชาชนทั้งการซื้อรถราคาถูก และไม่ต้องเสียเงินค่าพลังงาน

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์และการเมืองพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์และการเมืองพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

“เพื่อไทย” ลดค่าไฟ-ราคาแก๊ส-น้ำมัน
เร่งขุดก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อน

ส่วนพรรคการเมืองใหญ่ที่ประกาศแลนด์สไลด์ในการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่าง “เพื่อไทย” ก็ประกาศนโยบายพลังงานในการหาเสียงเลือกตั้งเช่นกัน โดย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์และการเมืองของพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยจะผลักดันนโยบายพลังงาน 2 เรื่องหลักๆ คือ

1.จะลดราคาพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้า ราคาแก๊สหุงต้ม และราคาน้ำมัน ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้นยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

2.จะมีการเจรจาเรื่องปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อที่จะนำก๊าซธรรมชาติที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ทับซ้อนขึ้นมาใช้ประโยชน์ โดยมีการจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างไทย-กัมพูชาอย่างเป็นธรรม ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ควรนำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ มี 8 ประการ คือ

1) ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา มีปริมาณมากกว่าแหล่งเดิมในอ่าวไทยที่ไทยใช้มาแล้วกว่า 30 ปี

2) ปริมาณก๊าซที่ได้จากอ่าวไทยและจากพม่าลดลง ทำให้ไทยต้องนำเข้าก๊าซ LNG ที่มีราคาสูงมาก

3) การนำก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าวมาใช้จะช่วยให้ไทยสามารถผลิตไฟฟ้าได้ในราคาที่ถูกลง

4) ในอนาคตเทรนด์โลกจะนิยมใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานจากแสงอาทิตย์ ทำให้ในอนาคตก๊าซธรรมชาติจะไม่มีราคา จึงจำเป็นต้องรีบนำก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนขึ้นมาใช้และขายนำรายได้เข้าประเทศ

5) ก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนสามารถเข้าโรงแยกก๊าซเพื่อนำไปทำธุรกิจปิโตรเคมีได้ โดยไทยมีโรงแยกก๊าซอยู่ 6 โรง และมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขนาดใหญ่รองรับอยู่แล้ว ทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ 6-20 เท่า

6) รัฐจะได้ค่าภาคหลวงมาแบ่งกันระหว่างไทย-กัมพูชา และมีรายได้จากภาษีจำนวนมหาศาล

7) รัฐจะได้ค่าภาคหลวงในอัตราส่วนที่มากกว่าเดิม

8) การสำรวจและขุดเจาะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-8 ปี จึงควรเร่งเจรจาให้จบตั้งแต่ตอนนี้

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ
ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ 

“พลังประชารัฐ” ลดราคาพลังงาน
ดันโครงการโซลาร์-โรงไฟฟ้าประชารัฐ

สำหรับพรรคการเมืองที่ตั้งเป้าจะเป็นแกนนำรัฐบาลอีกสมัยอย่าง “พลังประชารัฐ” นั้น ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า พลังประชารัฐมีนโยบายพลังงานทั้งนโยบายระยะสั้นและระยะยาว โดยนโยบายระยะสั้นนั้นหากได้เป็นรัฐบาลพลังประชารัฐจะลดราคาพลังงานทั้งค่าไฟฟ้า ค่าแก๊สหุงต้ม และราคาน้ำมัน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาตัวเลขว่าจะลดเท่าไหร่ อีกทั้งจะมีการปรับโครงสร้างราคาพลังงานเพื่อลดภาระของประชาชน

ส่วนนโยบายระยะยาวนั้นพรรคพลังประชารัฐจะผลักดันโครงการโซลาร์ประชารัฐ โดยจะติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อปให้ประชาชน โดยกำลังศึกษาว่าจะใช้แหล่งเงินจากส่วนไหน อย่างไร นอกจากนั้น ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐซึ่งจะเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้พลังงานจากพืชในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยรัฐและประชาชนจะเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าร่วมกัน

“ชาวบ้านในพื้นที่จะมีรายได้จากการปลูกพืชที่ใช้เป็นพลังงานในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อขายให้โรงไฟฟ้าประชารัฐ ขณะเดียวกัน ชาวบ้านก็ถือหุ้นในโรงไฟฟ้า ส่วนไฟฟ้าที่ผลิตได้จะขายให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ก่อน หากเหลือจึงขายให้การไฟฟ้าฯ ซึ่งต้องไปศึกษาว่าทำได้แค่ไหนอย่างไร นอกจากนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาราคาพลังงานในระยะยาวเราศึกษาเรื่องการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน เพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันซึ่งปัจจุบันรัฐบาลต้องไปกู้เงินมาอุดหนุน โดยนโยบายพลังงานทั้งหมดของพรรคพลังประชารัฐน่าจะออกมาเป็นรูปธรรมไม่เกินเดือน มี.ค.นี้” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

นายวรภพ วิริยะโรจน์  ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ซึ่งดูแลนโยบายด้านพลังงาน
นายวรภพ วิริยะโรจน์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ซึ่งดูแลนโยบายด้านพลังงาน

“ก้าวไกล” ชูนโยยายลดค่าไฟ
ผลักดันการใช้โซลาร์เซลล์

ขณะที่ “พรรคก้าวไกล” มีนโยบายด้านพลังงานที่น่าสนใจเช่นกัน โดย นายวรภพ วิริยะโรจน์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลซึ่งดูแลนโยบายด้านพลังงานของพรรค เปิดเผยว่า พรรคได้วางนโยบายพลังงานไว้ 2 เรื่องหลักๆ คือ ลดค่าไฟฟ้า และผลักดันให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์

1) สำหรับการดำเนินการเพื่อ “ลดค่าไฟฟ้า” นั้น รัฐต้องยกเลิกการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน ซึ่งจะส่งผลให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยในการผลิตไฟฟ้า ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าลดลงได้ถึง 70 สตางค์ต่อหน่วย

โดยจะเห็นได้ว่าปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยนั้นมีเพียงพอที่จะผลิตไฟฟ้าให้แก่คนทั้งประเทศ อีกทั้งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยราคาค่อนข้างถูก ถ้าใช้ในการผลิตไฟฟ้าต้นถูกจะอยู่ที่ 2 บาทต่อหน่วย แต่ กฟผ.ใช้ก๊าซ LNG ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศในการผลิตไฟฟ้า ทำให้ต้นทุนสูงถึง 10 บาทต่อหน่วย เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลที่อนุญาตให้ ปตท.ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ได้สิทธินำก๊าซจากอ่าวไทยซึ่งมีราคาถูกไปเข้าโรงแยกก๊าซก่อนเพื่อผลิตออกมาเป็นปิโตรเคมีซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตเม็ดพลาสติกที่มีมูลค่าสูง และก๊าซอีกส่วนนำไปขายให้โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ใช้เป็นเชื้อเพลิง จากนั้นก๊าซธรรมชาติส่วนที่เหลือจึงจำหน่ายให้ กฟผ. ทำให้ปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ กฟผ.ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้ามีไม่เพียงพอ จึงต้องนำเข้ากาซ LNG มาใช้ในการผลิตไฟฟ้า ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นถึง 5 เท่า ค่าไฟที่จัดเก็บจากประชาชนจึงสูงขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้น พรรคก้าวไกลจึงมีนโยบายในการจัดสรรก๊าซธรรมชาติใหม่ โดยให้สิทธิ กฟผ.ในการใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าก่อน ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าลดลงได้ถึง 70 สตางค์ต่อหน่วย ส่วนโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ควรหันไปใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตแทนการใช้ก๊าซธรรมชาติ เพื่อลดปัญหาปริมาณก๊าซธรรมชาติไม่เพียงพอ

2) “ผลักดันให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์” โดยการไฟฟ้าฯ ต้องใช้ระบบ NET METERING ในการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์เซลล์จากประชาชน คือใช้วิธีการหักลบหน่วยอัตโนมัติจากไฟฟ้าที่ประชาชนผลิตจากโซลาร์บนหลังคาใช้เอง กับไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฯ โดยคิดค่าไฟในอัตราที่เท่ากัน แทนการรับซื้อไฟ้ฟ้าโซลาร์เซลล์ด้วยระบบ Net-billing หรือระบบที่แยกไฟที่ประชาชนซื้อจากการไฟฟ้าฯ (จำนวนหน่วยที่ใช้คูณด้วยเรตราคาไฟฟ้าซื้อ) กับไฟที่ประชาชนขายให้การไฟฟ้าฯ (จำนวนหน่วยที่ขายคูณด้วยเรตของไฟฟ้าที่ขาย) แล้วนำค่าเงินทั้งสองที่คำนวณได้มาหักลบกัน โดยอัตราค่าไฟที่ประชาชนผลิตได้อยู่ที่ 2.2 บาทต่อหน่วย ขณะที่อัตราค่าไฟที่ประชาชนซื้อจากการไฟฟ้าอยู่ที่ 2.3-4.2 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้เพื่อลดความยุ่งยากในการขายไฟคืนให้การไฟฟ้าฯ ซึ่งจะจูงใจให้ประชาชนหันมาติดตั้งโซลาร์เซลล์กันมากขึ้น

Source : MGR Online

ปตท. เผย​ 3​ ยุทธศาสตร์สำคัญ​ ขับเคลื่อน Soft Power ไทย ทั้งการสร้างคอนเทนต์ไทยสู่สากล ผ่านโครงการ Content Lab​ การสร้างบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผ่านโครงการ TGIF – Technology is Fun และ จัดแสดงศักยภาพซอฟท์พาวเวอร์ด้านศิลปะไทย ผ่านนิทรรศการ “Locating the Locals: A Virtual Exhibition by PTT” หวังเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) สู่ธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงานให้พร้อมรับการแข่งขันบนเวทีโลก

นายเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ซอฟท์พาวเวอร์ (Soft Power) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการแพร่ขยายอิทธิพลทางค่านิยม หรือ วัฒนธรรม ที่นานาประเทศผลักดันให้เป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ปตท. เล็งเห็นถึงโอกาสของการต่อยอดแนวคิดดังกล่าว เพื่อรุกเข้าสู่ธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงานให้พร้อมรับการแข่งขันบนเวทีโลก ด้วยวิสัยทัศน์ “Powering Life with Future Energy and Beyond” จึงจัดตั้งโครงการ Soft Power for Better Thailand ขึ้น เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยยกระดับการพัฒนาซอฟท์พาวเวอร์ไทย หรือ เสน่ห์ไทย ที่เกิดจากวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีปฏิบัติอันเป็นภูมิปัญญาของประเทศไทย ที่อยู่ในความสนใจของชาวต่างชาติ ซึ่งนอกจากจะเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจที่จะสามารถดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนเพื่อขยายฐานอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Industry) ในประเทศไทย ที่จะช่วยสนับสนุนนโยบายภาครัฐในการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย หลังสถานการณ์โรคติดเชื้อ COVID-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลกได้อีกทางหนึ่งด้วย

“ปตท. ได้จับมือพันธมิตรภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งจาก บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด (ARV) บริษัทในกลุ่ม ปตท. ที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีด้านซอฟท์พาวเวอร์ ผ่านการนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับการสร้างสรรค์คอนเทนต์ไทย ภายใต้แนวคิด TECH CREATE FUN คือ การนำเทคโนโลยี (TECH) เช่น Virtual Reality, Augmented Reality, Drone และ Metaverse เป็นต้น มาเสริมศักยภาพในการสร้างสรรค์ผลงาน (CREATE) เช่น ภาพยนตร์ ดิจิทัลคอนเทนต์ หรือ งานศิลปะ เพื่อให้ทั้งผู้สร้างสรรค์ผลงานและผู้ชมได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีขึ้น (FUN) รวมไปถึงยังมีความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ในการจัดกิจกรรมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาซอฟท์พาวเวอร์ไทย ด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมคอนเทนต์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งการพัฒนาทักษะบุคลากร การสนับสนุนด้านทรัพยากรและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยมียุทธศาสตร์สำคัญในการดำเนินงาน 3 ด้าน ได้แก่

1​. สร้างคอนเทนต์ไทยสู่สากล ผ่านโครงการ Content Lab โดยร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) จัดโปรแกรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้งานเทคโนโลยีสมัยใหม่สำหรับผลิตภาพยนตร์ ซีรีส์ งานโฆษณา งานอีเวนต์ และเกม ให้กับนักเรียน นักศึกษา นักสร้างแอนิเมชั่น และบุคคลทั่วไปที่สนใจ เพื่อต่อยอดการสร้างสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) สำหรับการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ทันสมัยเทียบเท่ามาตรฐานระดับสากล รวมถึงได้รับประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีการถ่ายทำชั้นนำของประเทศไทย โดยจะมีกิจกรรม Open House โครงการในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้

2. สร้างบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผ่านโครงการ TGIF – Technology is Fun โดยนำเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในการยกระดับซอฟท์พาวเวอร์ จัดแสดงที่มหาวิทยาลัย 11 แห่งทั่วประเทศ ในช่วงเดือนมีนาคม – กันยายน 2566 เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา ได้มีโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย สร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่จะสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นซอฟท์พาวเวอร์ของประเทศได้ในเชิงพาณิชย์

3. จัดแสดงศักยภาพซอฟท์พาวเวอร์ด้านศิลปะไทย ผ่านนิทรรศการ “Locating the Locals: A Virtual Exhibition by PTT” โดยคัดเลือกผลงานบางส่วนจากการจัดประกวดศิลปกรรม ปตท. ที่เคยได้รับรางวัลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 นำออกจัดแสดงอีกครั้ง โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ชมบนพื้นที่จัดแสดงศิลปะแบบเสมือนจริง (Virtual Art Gallery) ซึ่งนอกจากการจัดแสดงครั้งแรก ณ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เมื่อช่วงปลายปี 2565 ที่ได้การตอบรับเป็นอย่างดีแล้ว นิทรรศการนี้จะมีการจัดแสดงขึ้นอีกในงาน Bangkok Design Week 2023 ณ River City Bangkok ระหว่างวันที่ 4 – 12 กุมภาพันธ์ 2566 และ Isan Creative Festival 2023 ณ จ.ขอนแก่น ระหว่างวันที่ 1 – 9 เมษายน 2566 ซึ่งผู้สนใจยังสามารถชมนิทรรศการในโลกเสมือนที่ virtualspacebyptt.com ได้อีกด้วย”

ความร่วมมือในการสนับสนุนการพัฒนาซอฟท์พาวเวอร์ไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลนี้ นอกจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้ ปตท. ทดสอบความเป็นไปได้ในการสร้างธุรกิจและการพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจสำหรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะช่วยยกระดับห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยให้ทัดเทียมสากล ช่วยให้ประเทศไทยพัฒนาศักยภาพไปสู่การเป็นศูนย์กลางในการผลิตคอนเทนต์สร้างสรรค์ของอาเซียน ที่จะเพิ่มรายได้ให้ประเทศ เพิ่มการจ้างงานใหม่ในสาขาครีเอทีพและดิจิทัลได้ในระยะยาว อันจะเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

Source : Energy News Center

จังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมกับ กฟผ. เปิดสถานีชาร์จ EleX by EGAT เต็มรูปแบบแห่งแรก ส่งเสริมระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Smart City มุ่งพัฒนาแม่ฮ่องสอนสู่เมืองท่องเที่ยวสีเขียว พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำ

จังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายใต้โครงการนำร่องการพัฒนาสมาร์ทกริดที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดพิธีเปิดสถานีชาร์จ EleX by EGAT เต็มรูปแบบแห่งแรกของจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีนายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. นายบัณฑิต ตั้งโภคานนท์ รักษาการพลังงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจนสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน ณ ร้านกาแฟ Endless Hill อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน

นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า สถานีชาร์จ EleX by EGAT จะมีส่วนสำคัญในการเติมเต็มและยกระดับคุณภาพชีวิตตลอดจนดูแลสังคมเมืองแม่ฮ่องสอนให้เป็นเมืองท่องเที่ยวสีเขียว และมีความมั่นคงไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาด รวมทั้งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจังหวัดที่มีความโดดเด่นด้านวัฒนธรรมควบคู่กับการสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. กล่าวว่า สถานีชาร์จแห่งนี้จะช่วยสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจและเพิ่มความสะดวกในการเดินทางให้แก่ผู้ใช้รถ EV ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเมืองแม่ฮ่องสอนตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองแม่ฮ่องสอนสู่เมืองอัจฉริยะด้านพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Smart City) อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนนโยบายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (EGAT Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 สถานีชาร์จแห่งนี้รองรับการใช้งาน 2 ช่องจอด ประกอบด้วยเครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบชาร์จเร็ว (DC Fast Charge) ขนาด 125 กิโลวัตต์ 2 หัวชาร์จ และเครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบชาร์จด้วยความเร็วปกติ (AC Normal Charge) ขนาด 22 กิโลวัตต์ 1 หัวชาร์จ สามารถใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชัน EleXA

นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้ก่อสร้างสถานีชาร์จ EleX by EGAT ที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อเตรียมรองรับผู้เดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ผ่านทางอำเภอปายมายังจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตลอดจนรองรับระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้าเชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอน ที่จะเปิดให้บริการในอนาคตด้วย ปัจจุบัน กฟผ. เปิดให้บริการสถานีชาร์จ EleX by EGAT พร้อมสถานีพันธมิตรในเครือข่าย EleXA แล้ว 98 สถานีทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าขยายสถานีชาร์จ EleX by EGAT สู่ 150 สถานี ภายในสิ้นปี 2566 เพื่อรองรับผู้ใช้รถ EV ให้สะดวก มั่นใจทุกการเดินทาง

Source : Energy News Center

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ประกาศความสำเร็จการทำงานภายใต้แนวคิด Open Innovation Platform หรือการดำเนินธุรกิจแบบเปิดรับและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมร่วมกัน โดยนำงานวิจัยทางด้านสุขภาพและเทคโนโลยีสุขภาพมาต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Innobic สู่เชิงพาณิชย์ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้บริโภค สร้างมูลค่าเพิ่ม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับสากล

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ
พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2566 ณ อาคาร 2 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ โดยมี ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ศ.ภญ.ดร. พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ. (วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ร่วมลงนามความร่วมมือดังกล่าว

การแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Innobic
การแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Innobic 

จากนั้นมีการแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Innobic โดย ภก.กิตติณัฐ ศรภิญญา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.พงศธร ประภักรางกูล ผู้อำนวยการศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Innobic ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Innobic Pro Beta-Glucan+ ซึ่งเป็นการดำเนินงานวิจัยระหว่างบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการนำประโยชน์จากเบต้า-กลูแคน มาผสมกับสารโพรโพลิสซัลโฟราเฟนในผงบร็อคโคลี่ วิตามินดี 3 วิตามินซี และเควอซิติน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับปอด และผลิตภัณฑ์ Innobic Probiotics GD ซึ่งดำเนินงานวิจัยร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในการคัดเลือกเชื้อโพรไบโอติกส์สายพันธุ์ไทยที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทยครั้งแรกมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมสร้างจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เข้าไปในร่างกายเพื่อให้เหมาะสมกับคนไทย ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ทั้ง Innobic Pro Beta-Glucan+ และ Innobic Probiotics GD มีจำหน่ายแล้วที่ LAB Pharmacy ทุกสาขา

ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิจัยผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Innobic Pro Beta-Glucan+ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ป่วยจากอาการ Long COVID มีจำนวนมากขึ้น รวมถึงปัญหามลภาวะจากฝุ่น P.M.2.5 และจำนวนผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อคุณภาพปอดของประชาชน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโจทย์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัย สามารถบำรุงปอดให้แข็งแรงด้วยการนำเบต้ากลูแคนมาผสมกับสารออกฤทธิ์หลายชนิดเพื่อให้มีฤทธิ์เสริมกันในการฟื้นฟูปอดได้ 100% ซึ่งจากทดสอบพบว่าผลิตภัณฑ์ Innobic Pro Beta-Glucan+ สามารถปกป้องและฟื้นฟูปอดได้

ผู้ป่วยหรือแม้กระทั่งคนปกติที่อยากเสริมสร้างสุขภาพตนเองให้ดีก็สามารถทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ได้ เนื่องจากเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 100 % ไม่มีสารเคมีหรือสารปนเปื้อนจากโลหะหนัก ซึ่งน่าจะช่วยให้การทำงานของร่างกายโดยรวมดีขึ้น จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย

ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ กล่าวถึงความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Innobic Pro Beta-Glucan+ ระหว่างคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ และบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ว่ามีความสำคัญมาก ในฐานะนักวิจัย ผลงานวิจัยส่วนใหญ่กว่าจะออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ได้ต้องใช้เวลานานมาก เนื่องจากเรามีองค์ความรู้ แต่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อนำไปใช้ในระดับอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีกระบวนการการถ่ายทอดเทคโนโลยี ดังนั้นบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด สามารถเข้ามาช่วยได้ในส่วนของมาตรฐานและการดูแลการผลิต

“ขอให้เชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของคนไทย ผู้ที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่เฉพาะผู้ป่วย
ประชาชนทั่วไปเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของประเทศอีกด้วย” คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวในที่สุด

Source : MGR Online

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตอกย้ำการเป็นต้นแบบสังคมใส่ใจช่วยลดโลกร้อนด้วยการจัดงานเกษตรแฟร์ ปี 2566 แบบซีโร่คาร์บอน (คาร์บอนนิวทรัล) Carbon-neutral KASET FAIR 2023 ตั้งแต่ 3-11 ก.พ.นี้

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร และประธานคณะกรรมการดำเนินงานจัดงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2566 กล่าวว่า การจัดงานเกษตรแฟร์ ในปีนี้ ได้รับนโยบายจาก ดร. จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้จัดงานเต็มรูปแบบยิ่งใหญ่ สมความเป็นเกษตรศาสตร์ศาสตร์แห่งแผ่นดินและขยายสู่ความเป็นเกษตรแฟร์ระดับนานาชาติ เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้ธีมงาน “80 ปี เกษตรนนทรี นำวิถีใหม่ ไทยยั่งยืน” กำหนดจัดวันที่ 3 -11 กุมภาพันธ์ 2566 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

สิ่งสำคัญประการหนึ่งของการจัดงาน คือการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พร้อมขับเคลื่อนประเทศตามยุทธศาสตร์ของชาติ เพื่อเป็นการตอกย้ำการเป็นมหาวิทยาลัยต้นแบบสังคมใส่ใจช่วยลดโลกร้อน และการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 1 ของประเทศไทยสองปีซ้อน อันดับ 40 ของโลก และ อันดับที่ 5 ของเอเชีย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้มอบหมายให้คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ดำเนินการจัดการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากกิจกรรมการจัดงานเกษตรแฟร์ จากการจัดงานของส่วนกลาง เช่น การประกวดผลไม้ การประกวดแพะและแกะ การแสดงผลงานวิจัยด้านนวัตกรรม การออกร้านของสถานเอกอัครราชทูต การแสดงนิทรรศการวิชาการ เป็นต้น ตลอดจนการออกร้านค้าของนิสิตและบุคคลทั่วไป รวมทั้ง การเดินทางของผู้มาร่วมงาน และจัดซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (T-VER) มาชดเชยทั้งหมดจนเป็นศูนย์ พร้อมรับการทวนสอบจากผู้ทวนสอบภายนอก เพื่อขอรับรอง “การจัดคาร์บอนนิวทรัลอีเวนท์” จาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าว อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะที่ปรึกษาโครงการ ฯ ได้แก่ ผศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม รศ. ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง ผู้อำนวยการ วีกรีน คณะสิ่งแวดล้อม รศ. ดร.รัฐฏา ชัยชนะ รองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต คณะสิ่งแวดล้อม ผศ. ดร.ธนิต ปัทมพิฑุร ผู้ช่วยคณบดีคณะสิ่งแวดล้อม โดยมีทีมงานนิสิตจิตอาสา คณะสิ่งแวดล้อม ชั้นปีที่ 3 จากบางเขนและวิทยาเขตกำแพงแสน จำนวน 61 คน ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลภาคสนาม ภายในงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2566 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของการจัดงานเกษตรแฟร์ แบบซีโร่คาร์บอน (คาร์บอนนิวทรัล) หรือ Carbon-neutral KASET FAIR 2023

“กิจกรรมนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการโครงการ TCOP10 หรือ “ขยายผลกิจกรรมชดเชยคาร์บอนเพื่อสนับสนุนตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจภายในประเทศ ปีที่ 10” ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยมีวีกรีน คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เป็นที่ปรึกษา ดังนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงขอความร่วมมือมายัง ผู้ประกอบการร้านค้า ผู้มาร่วมงาน และหน่วยงานต่าง ๆ ที่มาร่วมจัดกิจกรรมในงานเกษตรแฟร์ ในการให้สัมภาษณ์ข้อมูลกับ นิสิตจิตอาสา จากคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อใช้ในการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จัดหาคาร์บอนเครดิตเพื่อนำมาชดเชยทั้งหมดจนเป็นศูนย์ สู่การขอรับรอง “การจัดคาร์บอนนิวทรัลอีเวนท์” จาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ต่อไป” ดร.ดำรงค์กล่าว

สำหรับคอนเซปต์จัดงาน “80 ปี เกษตรนนทรี นำวิถีใหม่ ไทยยั่งยืน” ภายในงานมีร้านค้าที่เข้าร่วมจัดแสดงในงานเกษตรแฟร์ 2566 ประมาณ 1,400 ร้านค้า โดยได้จัดโซนการจัดงานภายในงานเกษตรแฟร์ 2566 ดังนี้

โซน A ตลาดนนทรีวิถีเกษตร (ตลาดบก สินค้าบริโภค ,ตลาดน้ำใหญ่ ตลาดโบราณ)
โซน B สีสันตะวันฉาย (ร้านค้า SME OTOP วิสาหกิจชุมชน)
โซน C เทคโนโลยีสร้างสรรค์ (สินค้าเครื่องจักรกลทางการเกษตรและเทคโนโลยีต่างๆ)
โซน D สราญรมย์ ชมพฤกษา (ต้นไม้ พันธุ์ไม้ และอุปกรณ์ทางการเกษตร)
โซน E ฟินสุดหยุดไม่ได้ (ร้านคาเฟ่ อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน)
โซน F รังสรรค์ สู่หรรษา (สัตว์เลี้ยงและอุปกรณ์)
โซน G ครบเครื่องเรื่องอร่อย (สินค้าเกษตรอุปโภค บริโภค)
โซน H Inter นานาชาติ งานวิจัย ร้านค้ามูลนิธิราชวงศ์ (นานาชาติ งานวิจัยมก. ร้านค้ามูลนิธิราชวงศ์ )
โซน J ของดีทั่วไทย ส่งใจถึงมือ (สินค้าจากหน่วยงานภาครัฐ และ แฟรนไซส์)
โซน K ระดมชิม ระดมช็อป (สินค้าอุปโภค – บริโภค)
โซน L สร้างสรรค์เรื่องงานดี (หน่วยงานพันธมิตร มก.เพื่อเกษตรกร)
โซน Food Truck (2จุด)
โซน สวนสนุก (4 จุด)
ศูนย์อาหาร (2จุด ได้แก่ แยกโรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์ , สนามอินทรีจันทรสถิตย์ ติดชมรมดนตรีรวมดาว)
ร้านค้านิสิต (2 จุด)
เวทีการแสดงกลาง (พื้นที่ลานดาว หอประชุมใหญ่)
ร้านอาหารสโมสรนิสิต (12 จุด)

Source : MGR Online