กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. เสนอ 6 ข้อให้รัฐหนุนโซลาร์เซลล์ เพื่อช่วยประเทศลดการนำเข้า Spot LNG​ ราคาแพงจนกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า

นายวีระเดช เตชะไพบูลย์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)​ ซึ่งรับผิดชอบด้านพลังงานแสงอาทิตย์ เปิดเผยว่า ทางกลุ่มได้มีการประชุมหารือกันเมื่อเร็วๆนี้ ถึงแนวทางการช่วยภาครัฐลดการนำเข้า Spot LNG ที่มีราคาแพงจนส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าและเป็นภาระต่อประชาชนและภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์​(Co2)​โดยใช้ศักยภาพของโซลาร์เซลล์ ซึ่งมีข้อสรุป 6 ข้อดังนี้
1. ให้มีการรับซื้อไฟฟ้าที่เหลือใช้จากระบบโซลาร์เซลล์ของโรงงานทุกประเภทเข้าระบบจำหน่ายของการไฟฟ้า อย่างถาวรโดยรับซื้อในราคาและระยะเวลาที่เหมาะสม

2. การยกเว้นใบอนุญาต​ รง.4 สำหรับโซลาร์เซลล์​ทุกประเภทและทุกขนาด เช่นเดียวกับไฟฟ้าจากพลังงานลม เพราะเป็นพลังงานสะอาดที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นควันหรือมลพิษทางอากาศใดๆ

3. แก้ไขข้อกำหนดใน ประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice: CoP) ของ กกพ.ในส่วนที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์​ส่วนรวม เช่น การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชน หรือการกำหนดให้วัดคุณภาพอากาศ ทั้งนี้เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับโครงการโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กกว่า 5 เมกะวัตต์

4. การขอใบอนุญาต​ต่างๆใช้เวลามากเกินปกติ เช่นที่ กกพ.ใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 เดือนเพราะต้องรอคิวประชุมบอร์ดและรอประธานลงนาม ดังนั้นใบอนุญาต​ต่างๆที่เกี่ยวข้องให้ปรับปรุงเป็น online หรือ digitalization เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายที่จะ de-regulation ที่รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานประกาศไว้

5. สำหรับโรงงานที่มี EIA อยู่แล้วไม่ต้องกำหนดให้ไปแก้ไขปรับปรุง EIA เดิม หากมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงงาน เพราะไม่มีผลกระทบต่อ EIA เดิมแต่อย่างใด

6. เปลี่ยนข้อกำหนดกำลังผลิตติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ทุกประเภททั้งที่ติดตั้งอยู่เดิมและติดตั้งใหม่ ให้เป็นไปตามขนาดของ Inverter ตามข้อกำหนดด้านเทคนิคของผู้ผลิต ตามชนิดและรุ่นของ Inverter ที่อยู่ใน Approved list ของการไฟฟ้า จากปัจจุบันที่ยึดตามแผงโซลาร์เซลล์ ทำให้ที่ผ่านมาการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ไม่มีใครสามารถผลิตได้เต็มศักยภาพของกำลังผลิตติดตั้งที่ได้รับอนุมัติ เป็นการเสียโอกาสที่จะได้ใช้ไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำกว่า Spot LNG นำเข้าค่อนข้างมาก

นายวีระเดช กล่าวว่า ข้อเสนอทั้ง 6 ข้อส่วนใหญ่เป็นอำนาจของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องให้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานสั่งการ ซึ่งหากเร่งดำเนินการได้เร็วก็จะช่วยประเทศลดการนำเข้า LNG ราคาแพงที่สร้างภาระต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กับครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมได้ ประมาณ 5 บาทต่อหน่วย เมื่อเปรียบเทียบระหว่างต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์และโรงไฟฟ้าที่ใช้ Spot LNG นำเข้าเป็นเชื้อเพลิง

Source : Energy News Center

นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายกรุงเทพมหานคร ประจำปี พ.ศ.2566 แสดงความเห็นด้วยกับ ส.ก. พรรคก้าวไกล ที่จะยื่นญัตติต่อที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร ในการผลักดันให้รถเมล์ที่วิ่งในกทม.ต้องเป็นรถไฟฟ้า (EV) โดยระบุว่า อยากสนับสนุนญัตตินี้ เพราะต้องการให้ชาวกรุงเทพฯ ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถเดินทางด้วยรถโดยสารที่มีสภาพดี ปลอดภัย และที่สำคัญเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานของกรุงเทพมหานคร อาจจะยังมีอำนาจหน้าที่ตามข้อบัญญัติ หรือพ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องไม่ครอบคลุม และไม่สามารถดำเนินการได้ในทันที ซึ่งขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานเลขานุการสภากทม. อยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อให้คณะกรรมการสามัญประจำสภากรุงเทพมหานครที่เกี่ยวข้อง ได้ศึกษาและหาแนวทางเพื่อพิจารณาปรับปรุงข้อบัญญัติในส่วนอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของ กทม.ต่อไป

“ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM.2.5 เป็นประเด็นสำคัญที่คณะกรรมการวิสามัญพิจารณางบฯ ให้ความสำคัญ และได้ตั้งข้อสังเกตกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกทม.มาโดยตลอด แต่ปัญหาดังกล่าว ลำพังเพียงหน่วยงานของ กทม.อาจไม่สามารถแก้ไขได้ลุล่วง ด้วยอำนาจหน้าที่ของกทม. ในฐานะท้องถิ่นที่มีอยู่อย่างจำกัด จำเป็นต้องบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอีกหลายหน่วยงาน ดังนั้นสภา กทม.จะเร่งทำการศึกษาเกี่ยวกับข้อกฎหมาย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของกทม.เกิดผลเป็นรูปธรรม ชัดเจนขึ้น” นายสุทธิชัย กล่าว

โดยก่อนหน้านี้ ส.ก. พรรคก้าวไกล ได้เปิดตัวกฎหมาย “รถเมล์อนาคต” โดยจะผลักดันให้ออกเป็นข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร ที่จะกำหนดให้รถเมล์ที่วิ่งในกทม. ต้องเป็นรถไฟฟ้า (EV) ทั้งหมด มีระยะเวลาสำหรับการเปลี่ยนผ่าน 7 ปี เพื่อบรรลุเป้าหมายลดฝุ่นละออง PM2.5 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงจะพัฒนาคุณภาพการให้บริการรถเมล์ ซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนที่มีผู้ใช้งานหลักล้านคน ซึ่งจะยื่นญัตติด้วยวาจาวันนี้ ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 4) พ.ศ. 2566

Source : RYT9.com

KTIS ส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์ สร้างระบบนิเวศตามธรรมชาติ หนุนรับรองคาร์บอนเครดิตไร่อ้อย บวกเพิ่มราคารับซื้อแก้ปัญหาเผาใบก่อนเก็บเกี่ยว พร้อมวิจัย 5 สายพันธุ์อ้อยทางเลือกป้องโรคระบาด เป้านำไปสู่ความยั่งยืน

อ้อย” เป็นทั้งพืชเศรษฐกิจจากภาคการเกษตร และต่อเนื่องเป็นอุตสาหกรรมน้ำตาล รวมถึงมี by-product หลายชนิดและมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจปัจจุบันและอนาคต ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับโลกด้วย  ทั้งนี้ ประเทศไทย มีมูลค่าการส่งออกน้ำตาลมากกว่าปีละ 1 แสนล้านบาท สร้างงานในภาคเกษตรให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยกว่า 4 แสนราย มีพื้นที่ปลูกอ้อยทั่วประเทศ กว่า 12 ล้านไร่

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยว ค่าแรงสูง และความรวดเร็วในการตัดอ้อย ทำให้เจ้าของไร่ใช้วิธีการเผาใบก่อนการเก็บเกี่ยว ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้สูญเสียน้ำหนักและคุณภาพความหวานแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อ อินทรียวัตถุในดิน ที่สำคัญคือ เป็นการสร้างมลพิษทางอากาศ

นิเวศอุตสาหกรรมอ้อย”ไร้ของเหลือทิ้ง   นวัตกรรมเพิ่มรายได้-ลดโลกร้อน
นิเวศอุตสาหกรรมอ้อย”ไร้ของเหลือทิ้ง   นวัตกรรมเพิ่มรายได้-ลดโลกร้อน
นิเวศอุตสาหกรรมอ้อย”ไร้ของเหลือทิ้ง   นวัตกรรมเพิ่มรายได้-ลดโลกร้อน

อภิชาต นุชประยูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจชีวภาพ กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS  เปิดเผยว่า ต้องยอมรับว่าในอดีตกระบวนการผลิตอ้อย เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผาใบอ้อยก่อนการเก็บเกี่ยว รวมทั้งเกษตรกรนิยมใช้ปุ๋ยเคมีจำนวนมาก และใช้อย่างไม่ถูกวิธี ส่งผลให้ดินเสีย มีสารเคมีสะสมอยู่ในดินมาก ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้การปลูกอ้อยมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคระบาด ซึ่งเคยมีมาแล้วเมื่อ 20 ปีก่อน เกิดโรคเหี่ยวเน่าแดงขึ้นต้นอ้อยเสียหายกันทั่วประเทศ ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทั้งระบบ 

ดังนั้นกลุ่ม KTIS จึงให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ คือการเพาะปลูกอ้อย โดยได้ให้ความรู้เกษตรกรในการใช้วิธีการเกษตรอินทรีย์ (organic) ช่วยในการเพาะปลูก เช่น การใช้แตนเบียนเพื่อควบคุมจำนวนหนอนศัตรูอ้อย โดยหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีในไร่อ้อย เป็นวิธีการทำการเกษตรที่ไม่ทำลายระบบนิเวศตามธรรมชาติเพื่อยับยั้งไม่ให้เกษตรกรเผาใบก่อนเก็บเกี่ยวกลุ่ม KTIS ประกาศรับซื้อใบอ้อยบวกเพิ่มจากราคาอ้อย อีกตันละ 800 บาท เฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่บริษัทเข้าไปส่งเสริม เพื่อนำใบอ้อยมาใช้เป็นพลังงานชีวมวล เป็นระบบบำบัดของเสียจากการผลิตด้วยระบบเตา recovery boiler ของโรงงานเยื่อกระดาษที่ใช้ชานอ้อยเป็นวัตถุดิบ100 % ไม่สารคลอรีนซึ่งมีสารก่อมะเร็งสูงในการฟอกขาวเยื่อ ทำให้ได้เยื่อกระดาษที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์อาหารและภาชนะใส่อาหาร

รวมทั้งมีระบบการผลิตก๊าซชีวภาพของโรงงานเอทานอล เพื่อบำบัดน้ำเสียโดยนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานหมุนเวียน ผลิตปุ๋ย bio fertilizer จากผลพลอยได้ เช่น ตะกอนหม้อกรองที่ได้จากการผลิตน้ำตาล ตะกอน sludge จากการผลิตเยื่อกระดาษ น้ำวีนาสจากการผลิตเอทานอล และขี้เถ้าจากเตาผลิตไฟฟ้า เป็นอินทรีย์สาร จำหน่ายราคาถูกให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยไปใช้เป็นสารปรับปรุงคุณภาพดิน ซึ่งอินทรียสารเหล่านี้ช่วยปรับปรุงให้คุณภาพดินดีขึ้น เพื่อให้ชาวไร่ได้อ้อยที่มีคุณภาพดี

เรียกว่าทุกกระบวนการผลิตอ้อยนำมาใช้ประโยชน์ได้หมด เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน อีกทั้งการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรจะค่อยๆ ลดลง รวมทั้งปุ๋ยอินทรีย์ จะช่วยดึงเคมีต่างๆในดินออกมาใช้ประโยชน์ ดินก็จะฟื้นสภาพ ซึ่งภาครัฐควรเข้ามาส่งเสริมให้เป็น สมาร์ทฟาร์เมอร์ และได้รับคาร์บอนเครดิต”

การส่งเสริมเพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนในกระบวนการผลิตอ้อยและน้ำตาลดังกล่าว ปัจจุบันสร้างรายให้กับบริษัทคิดเป็นสัดส่วน 20 % จากรายได้ ปี 64 รวม 1.0419 หมื่นล้านบาท และปี 65 รวม 1.4 หมื่นล้านบาท โดยแนวโน้มสัดส่วนของธุรกิจเพื่อความยั่งยืนเติบโตตามความต้องการมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กลุ่ม KTIS ยังวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อย เพราะ การเลือกใช้พันธุ์อ้อยได้อย่างเหมาะสมกับพื้นที่จะยกระดับผลผลิตและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร และสามารถพัฒนาและสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทั้งระบบ ซึ่ง กลุ่มKTISได้พัฒนาพันธุ์อ้อยต่างๆตามที่ตั้งของโรงงานน้ำตาล คือ โรงงานเกษตรไทย1 และ 2 ที่จ.นครสวรรค์ และโรงงานไทยเอกลักษณ์ ที่จ. อุตรดิตถ์ กำลังการผลิตรวม 88,000 ตันต่อวัน

ปัจจุบันได้พันธุ์อ้อยที่เหมาะสมสำหรับการส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยคู่สัญญาของกลุ่มKTISจึงได้ขอขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชใหม่กับกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่ง กรมวิชาการเกษตรได้ออกหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนแล้ว 5 สายพันธุ์ ได้แก่ รวมผล 1, รวมผล 2, เกษตรไทย 1, เกษตรไทย 2 และ ไทยเอกลักษณ์ 1 โดยอ้อยทั้ง 5 สายพันธุ์ใหม่ มีความหวาน13-14 C.C.S. ให้ผลผลิต12-17 ตันต่อไร่ 4-8 ลำต่อกอ ลำต้นตรงไม่โค้ง หรือหักงอ เหมาะสำหรับการใช้เครื่องจักรเก็บเกี่ยว โดยพันธุ์รวมผล 1 สามารถต้านทางโรคเหี่ยวเน่าแดง ได้ด้วย

จากความพยายามของธุรกิจเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมทั้งระบบ ผ่านการสร้างประโยชน์จากผลผลิตให้ได้มากที่สุด เพื่อส่งกลับประโยชน์สู่เกษตรกรชาวไร่ และสร้างนิเวศของอุตสาหรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนด้วย 

Source : กรุงเทพธุรกิจ

พพ.ออกประกาศเงื่อนไขการอนุญาตระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป)​ที่จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไ​ทย ในพระบรมราชูปถัมภ์​ วสท.033013-2​2 ในเรื่อง rapid shutdown เริ่มมีผลบังคับใช้ 1 ก.ค. 2566 นี้ โดยหากไม่มีการติดตั้ง จะเสนอ กกพ.พิจารณาไม่ออกใบอนุญาตให้กับโครงการ

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าว​พลังงาน (Energy​ News Center-ENC​)​ รายงานว่า นายประเสริฐ​ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์​พลังงาน หรือ พพ. ได้ลงนามในประกาศกรม ลงวันที่ 25 ม.ค.2566 เรื่องเงื่อนไขการอนุญาต​ให้ผลิตพลังงานควบคุมสำหรับระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา ที่จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไ​ทย ในพระบรมราชูปถัมภ์​ วสท.033013-2​2ในเรื่อง rapid shutdown โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ 1 ก.ค. 2566 นี้

ประเสริฐ​ สินสุขประเสริฐ  อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์​พลังงาน

ซึ่งโครงการใหม่ ที่ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA)​ หรือ EPC ( Engineering Procurement and Construction )​หลัง 1 กค. 66) จะต้องติดตั้งอุปกรณ์ให้ถูกต้องตามมาตรฐาน ซึ่งหากไม่ดำเนินการ ทาง พพ. จะให้ความเห็นไปที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)​ ให้พิจารณาไม่ออกใบอนุญาต​ให้ เพราะไม่เป็นไปตามมาตรฐาน วสท.

ทั้งนี้การออกประกาศกรมดังกล่าวเนื่องจากปัจจุบันระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยี​วัสดุอุปกรณ์ ทั้งในด้านประสิทธิภาพ​ความปลอดภัย และมีการติดตั้งบนหลังคาอย่างแพร่หลาย ซึ่งการติดตั้ง rapid shutdown​ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน วสท.จะช่วยให้นักดับเพลิงสามารถขึ้นไปบนหลังคาเพื่อดับไฟได้โดยที่ไม่ถูกไฟฟ้าดูด กรณีเกิดอัคคีภัย

Source : Energy News Center

ตลาดคาร์บอนเครดิตกำลังเติบโต การปลูกต้นไม้ต้องไม่เป็น CSR หรือกิจกรรมเพื่อสังคมอีกต่อไป มันสามารถเป็นการลงทุนได้ ขึ้นอยู่กับมุมมอง ชมวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมของ สศช.

วันนี้ 20 มกราคม 2566 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยแนวคิดเพื่อโลกบนเวที CAL Forum รุ่นที่ 2 (Climate Action Leaders Forum) เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจรวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

โดยตอนหนึ่ง นายดนุชากล่าวว่า อยากให้เอกชนเปลี่ยนการจัดกิจกรรมเพื่อสังคม CSR ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การปลูกป่าทดแทน ให้เปลี่ยนไปเป็นการลงทุนในตลาดคาร์บอนแทน

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทั้งนี้มองว่า การทำกิจกรรมในรูปแบบเดิม ๆ อาจไม่ได้ผลอะไรมากนัก และที่ผ่านมาการลงทุนในตลาดคาร์บอนและการซื้อขายคาร์บอนเครดิต มีช่องทางที่หลากหลายมากขึ้นแล้ว อีกทั้งในปัจจุบัน หน่วยงานภาครัฐเองก็ได้สร้างระบบนิเวศเกี่ยวกับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตรองรับไว้แล้ว

ดังนั้นภาคเอกชนเองก็สามารถเข้ามาลงทุนในตลาดนี้ได้ ซึ่งมันจะช่วยสร้างแรงจูงใจในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพื่อนำพาประเทศไปสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ให้ได้ ภายในปี 2065

“การทำ CSR ปลูกป่า ที่หลายภาคเอกชนเคยทำ ในตอนนี้ควรเปลี่ยนไปเป็นการลงทุนแทน ซึ่งสามารถทำได้ และเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ได้ แถมยังช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับภาคอุตสาหกรรมในการดำเนินการสร้างความเป็นมติต่อสิ่งแวดล้อมด้วย” นายดนุชา กล่าว

นอกจากนี้ นายดนุชาได้กล่าวเสริมว่า สิ่งที่รัฐบาลเตรียมไว้ให้ตอนนี้คือ การกำหนดสิทธิประโยชน์ในด้านของการส่งเสริมการลงทุน เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนในภาคของการผลิตสามารถดำเนินการต่อไปได้ เช่นเดียวกับการกำหนดแผนต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้ในการขับเคลื่อนประเด็นการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

โดยเฉพาะแผนพัฒนาเสรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ได้มีการกำหนดรายละเอียดของการขับเคลื่อนอย่างชัดเจน อาทิ ในช่วง 5 ปี เราจะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20% เป็นต้น

สุดท้ายนี้ นายดนุชาแนะนำว่า การเดินไปให้ถึงเป้าได้นั้น เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนกระบวนการ เปลี่ยนตัวเอง ขั้นแรกคือต้องเดินไปให้ถึง คือ ไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ภายในปี 2050 และภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ก็เอาคาร์บอนฟุตปริ้นท์มาดูเลย การปลูกป่า ที่เคยมองว่า เป็นเรื่อง CSR อาจจะกลายเป็นการลงทุนได้ เพราะมีการซื้อขาย คาร์บอน เครดิตได้ กระทรวงทรัพฯ เตรียมไว้แล้ว

เปลี่ยนจากปลูกต้นไม้เพื่อ CSR เป็นปลูกเพื่อการลงทุนในตลาดคาร์บอนดีกว่า Cr. Pixabay

เปลี่ยนจากปลูกต้นไม้เพื่อ CSR เป็นปลูกเพื่อการลงทุนในตลาดคาร์บอนดีกว่า Cr. Pixabayเรื่องนี้ภาครัฐเดินคนเดียวไม่สำเร็จ ต้องเดินไปด้วยกันทั้งหมด ภาคเอกชนต้องปรับเปลี่ยน ภาคเอกชนและภาคปชช. ต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง

อย่างไรก็ตาม สศช.มองว่า แม้รัฐจะกำหนดแผนไว้ชัดเจน รู้ปัญหา รู้ทางออกในการแก้ปัญหา แต่สุดท้ายการดำเนินการทั้งหมดก็ต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายเพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมาย ซึ่งปัจจุบันนี้มีหลายหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนได้เริ่มต้นไปแล้ว และจากนี้จึงอยากให้มีการขยายผลต่อไป

Source : Spring News