เกษตรกรบ้านเรามีการใช้โซลาร์เซลล์กันอย่างแพร่หลาย เพื่อประหยัดต้นทุนค่าพลังงาน โดยเฉพาะการสูบน้ำและไฟส่องสว่าง และส่วนใหญ่มักประสบปัญหาฝุ่นละออง รวมถึงน้ำค้าง น้ำฝน ทำให้ประสิทธิภาพในการรับแสงอาทิตย์ที่จะนำไปผลิตเป็นไฟฟ้าลดลง และอายุการใช้งานสั้นลง

“ฝุ่นไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตของมนุษย์ แต่ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าของโซลาร์เซลล์ โดยเฉพาะในหน้าแล้งที่ฝุ่นค่อนข้างเยอะ ทำให้ประสิทธิภาพลดลง 6-10% และหากเป็นกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่มีเขม่าควัน หรือละอองน้ำมันจับที่หน้าแผง ประสิทธิภาพอาจลดลงได้ถึง 9-10% ขณะที่น้ำบั่นทอนให้อายุการใช้งานสั้นลงกว่าที่ควรเป็น นักวิจัยนาโนเทค สวทช. จึงพัฒนาน้ำยาเคลือบผิวโซลาร์เซลล์ ด้วยเทคโนโลยีเคลือบนาโน ลดการเกาะของฝุ่น เพิ่มคุณสมบัติสะท้อนน้ำ ถือเป็นอีกนวัตกรรมที่หนุนอุตสาหกรรมพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์และโซลาร์ฟาร์ม ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก เพิ่มความยั่งยืนทางพลังงาน”

ดร.ธันยกร เมืองนาโพธิ์ นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมเคลือบนาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อธิบายถึงน้ำยาเคลือบผิวโซลาร์เซลล์…เป็นการพัฒนาสารเคลือบนาโนสูตรพิเศษสำหรับพื้นผิวหลากหลายประเภท เพื่อเพิ่มคุณสมบัติให้กับพื้นผิวตามความต้องการ โดยสามารถประยุกต์ ใช้ได้ทั้งในอุตสาหกรรมผลิตพลังงาน อุตสาหกรรมสิ่งก่อสร้าง พลาสติก กระดาษ รวมถึงพื้นผิว อื่นๆ โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ ที่พบว่าเทคโนโลยีเคลือบนาโนสามารถแก้ปัญหาที่กลุ่มผู้ใช้โซลาร์เซลล์ เพื่อการผลิตไฟฟ้าในระดับโรงงานอุตสาหกรรม โซลาร์ฟาร์ม รวมถึงผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์กำลังเผชิญ

เพราะโดยปกติ หากแผงโซลาร์เซลล์มีฝุ่นเกาะเยอะ ผู้ประกอบการจะแก้ปัญหาด้วยการทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ต้นทุนสูง รวมถึงต้องใช้บุคลากรที่มีใบประกอบวิชาชีพด้านการทำงานบนที่สูง หากติดตั้งแผงโซลาร์ เซลล์ไว้บนที่สูงหรือหลังคา และยังต้องคำนึงถึงความชำนาญในการทำความสะอาด เพื่อลดความเสี่ยงของรอยขีดข่วน ชำรุดของโซลาร์เซลล์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าเช่นกัน

สำหรับน้ำยาเคลือบพื้นผิวโซลาร์เซลล์จากเทคโนโลยีเคลือบนาโน (Nano Coating) เป็นการพัฒนาสูตรขึ้นเป็นพิเศษ โดยปรับค่ามุมสัมผัสของน้ำบนวัสดุ (Water contact angle) เพื่อเพิ่มคุณสมบัติ ลดการเกาะของฝุ่นให้แก่พื้นผิว และยังมีคุณสมบัติสะท้อนน้ำ โดยของเหลวที่ตกกระทบพื้นผิววัสดุที่ผ่านการเคลือบ จะมีลักษณะเป็นก้อนกลมกลิ้งไหลออกจากพื้นผิว ลดการยึดเกาะ และชำระล้างฝุ่น รวมถึงสิ่งสกปรกต่างๆ ออกจากแผงโซลาร์เซลล์โดยไม่ทิ้งคราบน้ำ ทำให้แผงสามารถผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 5 ในช่วงหน้าแล้ง

โดยทีมวิจัยได้ออกแบบ และพัฒนาสูตรน้ำยาเคลือบให้ใช้งานง่ายในรูปแบบสเปรย์ และปาดเคลือบ โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพพื้นผิววัสดุ ทำให้การลดข้อจำกัดด้านการเคลือบโซลาร์เซลล์ และผ่านการทดสอบความปลอดภัยต่อผู้ใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว.

Source : ไทยรัฐ

4​ พรรคการเมืองเปิดตัวทีมเศรษฐกิจ​ให้เห็นโฉมหน้ากันแล้ว​ทั้ง​ เพื่อไทย​ ก้าวไกล​ รวมไทยสร้างชาติ​ และพลังประชารัฐ​

ถ้าจับประเด็นเฉพาะเรื่องพลังงาน​ มี​ 3​ รายชื่อที่มีประสบการณ์​ในการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน​ ได้แก่​ พรรคเพื่อไทย​ นายแพทย์​พรหมินทร์​ เลิศสุรีย์เดช​ เคยดำรงตำแหน่ง​ ช่วง​ ก.พ.2546-มี.ค.2548​ สมัยรัฐบาลทักษิณ​

คนที่สอง​ พรรคพลังประชารัฐ คือนายสนธิรัตน์​ สนธิจิรวงศ์​ ดำรงตำแหน่ง​ ช่วง​ ​ก.ค​.2562-15 ก.ค. 2563​ สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์​ และพรรครวมไทยสร้างชาติ​ นายสุพัฒนพงษ์​ พันธ์มี​เชาว์​ ดำรงตำแหน่งช่วง​ ส.ค.2563​ จนถึงวันยุบสภา​ 20​ มี.ค.2566​ และปัจจุบันยังคงรักษาการอยู่

ส่วนทีมเศรษฐกิจ​ของพรรคก้าวไกล​ ได้ผู้ที่มีประสบการณ์​คลุกคลีอยู่ในแวดวงพลังงานโดยเฉพาะเรื่องของไฟฟ้า​ ในบทบาทของนักวิชาการ​ มายาวนาน คือ​ อาจารย์​เดชรัต สุขกำเนิด​

นายแพทย์​พรหมินทร์​ เลิศสุรีย์เดช​ พรรคเพื่อ​ไทย​

สำหรับพรรคเพื่อไทย​ ที่เชื่อกันว่าจะได้คะแนนเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร​เป็นอันดับหนึ่ง​ ในการเลือกตั้งที่จะมาถึงและมีโอกาสสูงว่าจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล​ นั้นชูนโยบายหาเสียงเรื่องพลังงาน​ ว่าจะลดราคาค่าไฟ​ฟ้า ค่าน้ำมัน​ ค่าแก๊ส​ ทันที​ ที่ได้เป็นรัฐบาล​ ถามว่าจะทำได้อย่างไร​ ก็ตอบว่า​ทำได้ทันทีในส่วนของน้ำมันทั้งดีเซลและเบนซิน​ ด้วยการปรับลดภาษีสรรพสามิต​ หรือลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน​ โดยที่กองทุนน้ำมันจะยังคงมีฐานะติดลบอยู่ต่อไปก่อน​ จาก​ ณ​ วันที่​ 19​ มี.ค.2566​ กองทุนมีฐานะติดลบ​ อยู่​ 9.7 หมื่นล้านบาท​

ถ้าย้อนไปดูประวัติศาสตร์​กองทุนน้ำมัน​ นั้นก็เคยติดลบสูงถึง​ 9.2 หมื่นล้านบาท​ ในช่วงที่นายแพทย์​พรหมินทร์​ เป็นรัฐมนตรีพลังงาน​ เพราะมีนโยบายการตรึงราคาทั้งเบนซินและดีเซล​ แต่ก็มาถูกทำลายสถิติโดยสิ้นเชิง​ ในสมัยของนายสุพัฒนพงษ์​ เป็นรัฐมนตรีพลังงาน​ ที่​ตัวเลขติดลบพุ่งสูงถึง​ 1.3​แสนล้านบาท​ จากนโยบายการตรึงราคาดีเซลเอาไว้ยาวนานเช่นเดียวกัน

สำหรับเรื่องของค่าไฟฟ้านั้น​ ในการคำนวณค่าเอฟที​ งวดเดือน​ พ.ค.-ส.ค.​ 2566​ ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน​ หรือ กกพ.​เคาะตัวเลขออกมาแล้วว่า​ ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจะปรับเพิ่มเล็กน้อยเป็น​ 4.77​ บาทต่อหน่วยจากงวดก่อนหน้า​ ซึ่งอยู่ที่​ 4.72​ บาทต่อหน่วย​

โดยเมื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่​ ส.ค.2566​ ค่าเอฟที​ สำหรับงวด​ ก.ย.-ธ.ค.2566​ ก็น่าจะปรับลดลงได้​ โดยไม่ต้องออกแรงบริหารจัดการอะไรมาก​ เนื่องจากค่าเชื้อเพลิงที่เป็นต้นทุนหลัก​คือก๊าซธรรมชาติ มีแนวโน้มที่จะลดลง​ เพราะผลิตก๊าซจากอ่าวไทย​ที่มีราคาถูกกว่า​ LNG​ นำเข้าได้เพิ่มมากขึ้น

สนธิรัตน์​ สนธิ​จิรวงศ์​ พรรคพลังประชารัฐ

สำหรับพรรคพลังประชารัฐ​ ก็มีนโยบายการหาเสียงที่จะลดราคาทั้งน้ำมันและไฟฟ้าเช่นเดียวกัน​ ซึ่งก็คงใช้กลไกที่ไม่แตกต่างกันกับพรรคเพื่อไทยมากนัก​

และถ้ายังจำกันได้​ สมัยที่นายสนธิรัตน์​ เป็นรัฐมนตรีพลังงาน​ ก็มีนโยบายให้ ​กกพ.​นำเงินบริหารค่าเอฟที​ มาใช้จนหมดหน้าตัก​ กว่า​ ​2​ หมื่นล้านบาท​ เพื่อช่วยเหลือค่าไฟฟ้าประชาชนลดผลกระทบภาครัวเรือนที่ต้อง​Work​ From​ Home​ ช่วงโควิด-19

สุพัฒนพงษ์​ พันธ์​มี​เชาว์​ รวมไทยสร้างชาติ

ในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติ​ ที่ทีมเศรษฐกิจ​คือ​นายสุพัฒนพงษ์​ ก็คงจะเห็นผลงานการตรึงราคาทั้ง ดีเซล ก๊าซหุงต้ม​ กันแบบหลังแอ่น​ หนี้ท่วมทั้งกองทุนน้ำมัน​ และ กฟผ.​ เพราะเจอจังหวะวิกฤติซ้อนวิกฤติ​ ทั้ง​สงครามรัสเซีย-ยูเครน​ และ​ เศรษฐกิจ​ที่ชะลอตัวจากผลพวงของโควิด-19​

ส่วนภาคไฟฟ้า​ ผลงานที่เด่นชัดคือการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบล็อตใหญ่​ 2​ ล็อต​ ล็อตแรก​ 5,200​เมกะวัตต์​และล็อต​สอง​ อีก​ 3,600 เมกะวัตต์​ นัยว่าเพื่อปรับสัดส่วนเชื้อเพลิงให้ตอบโจทย์เรื่องการลดก๊าซคาร์บอน​ตามเทรนด์โลก​ ท่ามกลางข้อกังขาของ​ พรรคก้าวไกล​ เรื่องสำรองไฟฟ้าล้นระบบ​ ที่ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น​

และนโยบายที่รัฐบาลชุดปัจจุบันทำไว้คือประเด็นที่พรรคก้าวไทย​ อาสาจะเข้ามาแก้ไขด้วยการปรับโครงสร้างทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน​ ป้ายหาเสียงของพรรคก้าวไกล เขียนว่า หยุดเอื้อทุนใหญ่ค่าไฟฟ้าลด​ ​70​ สตางค์​

เดชรัต​ สุข​กำ​เ​นิด​ พรรคก้าวไกล

โดยอาจารย์เดชรัต อภิปรายในเวทีที่จัดโดย​ คปพ.​ ว่า​ นโยบายด้านพลังงานที่พรรคก้าวไกล​จะดำเนินการ เรื่องหลักๆคือ​ค่าไฟฟ้า​ จะมีการเข้าไปปรับสูตรราคาก๊าซ​ ที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า​เพื่อให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ก๊าซราคาถูกเหมือน ภาคอุตสาหกรรม

การเข้าไปปรับลดภาระค่าความพร้อมจ่าย​ โดยเจรจากับโรงไฟฟ้าเก่า​ ที่เป็นโรงไฟฟ้าไม่มีประสิทธิภาพและใกล้จะหมดอายุ

ที่น่าสนใจคือการหยุดข้อตกลงสัญญาซื้อขายไฟฟ้​า เพิ่มเติม​ ในโรงใหม่​ เพราะประเทศมีสำรองไฟฟ้าล้นเกิน​ การปรับพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าใหม่​ ไม่ให้สูงเกินกว่าความเป็นจริง รวมทั้ง​ การยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมด​ภายในปี​2578

นอกจากนี้ยังจะส่งเสริมไฟฟ้าจากโซลาร์​เซลล์​ และระบบ​ Net​ Metering เพื่อให้การซื้อขายไฟฟ้าจากโซลาร์​เซลล์ของภาคประชาชนมีความคล่องตัวและเป็นธรรมมากขึ้น​

ได้เห็นทิศทางนโยบายด้านพลังงานจาก​ 4​ พรรคการเมืองกันพอสังเขป​แล้ว​ จากนี้ก็อยู่ที่ว่า​ หลังการเลือกตั้ง​เดือน​ พ.ค.2566​ พรรคไหนจะได้เป็นแกนนำรัฐบาล​ และจะส่งใครมาเป็นรัฐมนตรีพลังงาน​ นโยบายของพรรคนั้นจึงจะมีโอกาสนำไปสู่ภาคปฏิบัติ​ได้

ที่สำคัญคือ อย่าใช้นโยบายที่ท้ายที่สุดประชาชนผู้ใช้พลังงานต้องรับภาระไปมากกว่านี้เลย

Source : Energy News Center

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศปรับหลักเกณฑ์การรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ภาคประชาชนใหม่ จากเดิมเปิดรับซื้อแบบปีต่อปี 10-50 เมกะวัตต์ โดยเปลี่ยนเป็นเปิดรับซื้อระยะยาว 10 ปี นับตั้งแต่ พ.ศ. 2564-2573 รวมปริมาณไฟฟ้าไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ เพื่อให้เป็นไปตามแผนการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 หรือ PDP 2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 และจากสถิติที่ผ่านมาเปิดรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ภาคประชาชน 4 ครั้ง รับซื้อไฟฟ้าได้เพียงเกือบ 9 เมกะวัตต์ จากปริมาณรับซื้อรวมทั้งหมด 260 เมกะวัตต์

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ลงนามเมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2565 เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การเปิดรับซื้อไฟฟ้า “โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา สำหรับภาคประชาชนประเภทบ้านอยู่อาศัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566” หรือโซลาร์ภาคประชาชน ที่เปิดรับสมัครมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 2565 จนถึงปัจจุบัน

โดยกำหนดให้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ภาคประชาชนใหม่เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เมื่อ 6 พ.ค. 2565  และมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2566 โดยได้ปรับปรุงให้สอดคล้องกับ “แผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1” ซึ่งกำหนดให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (การไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน. และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA) ร่วมกันบริหารจัดการรับซื้อไฟฟ้าในช่วงปี พ.ศ. 2564-2573  จำนวนไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ ด้วยอัตรารับซื้อไฟฟ้า 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 10 ปี โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายนับปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าตามกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(SCOD)  

ทั้งนี้หลักเกณฑ์ใหม่แตกต่างจากเดิมที่ กพช. เคยกำหนดให้เปิดรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ภาคประชาชนแบบปีต่อปี ประมาณปีละไม่เกิน 10-50 เมกะวัตต์ ก็ปรับมาเป็นการรับซื้อระยะยาว 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2564-2573  รวม 90 เมกะวัตต์แทน

ทั้งนี้ที่ผ่านมา กกพ.ได้เปิดรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ภาคประชาชนตามคำสั่ง กพช. มาตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จในการรับซื้อไฟฟ้าได้ถึงเป้าหมายเลยสักครั้ง โดยในปี 2564 และปี 2565 เปิดรับซื้อปีละ 100 เมกะวัตต์ แต่มีประชาชนขายไฟฟ้ารวมเพียง 3-4 เมกะวัตต์ เนื่องจากราคารับซื้อไม่จูงใจมากนักเพียง 1.68 บาทต่อหน่วย และในปี 2564 ปรับลดเป้าหมายการรับซื้อเหลือ 50 เมกะวัตต์ พร้อมปรับราคารับซื้อไฟฟ้าขึ้นเป็น 2.20 บาทต่อหน่วย แต่ก็ยังรับซื้อมาได้เพียงกว่า 3 เมกะวัตต์เท่านั้น

จนในปี 2565 ซึ่งเป็นรอบที่ 4 ในการเปิดรับซื้อโซลาร์ภาคประชาชน ได้มีการปรับลดเป้าหมายรับซื้ออีกครั้งเหลือ 10 เมกะวัตต์ โดยเปิดรับซื้อไฟฟ้ามาตั้งแต่ พ.ค. 2565 และเมื่อสิ้นสุดปี 2565 พบว่ามีประชาชนเสนอขายรวม 1.37 เมกะวัตต์  รวมเปิดรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ภาคประชาชนมา 4 ครั้ง (พ.ศ. 2562-2565) ได้ไฟฟ้ารวมเพียงเกือบ 9 เมกะวัตต์ จากเป้าหมายรับซื้อรวม 260 เมกะวัตต์  

Source : Energy News Center

ความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์เป็นบันไดขั้นที่ 1 ที่จะลดปัญหาโลกร้อนแต่หลังความมุ่งมั่นที่แต่ละประเทศประกาศเจตนารมณ์มาเมื่อหลายปีมาแล้วนั้น คือการลงมือทำ แต่วิธีการควรเป็นอย่างไร

 ข้อริเริ่มโดยรัฐบาลญี่ปุ่นที่ชื่อว่า  Asia Zero Emission Community (AZEC) นั้นน่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับการลงมือปฏิบัติ 

“ญี่ปุ่น”พยายามที่จะทำเจตนารมณ์ให้เป็นรูปธรรมผ่านเป็นแพลตฟอร์มและข้อตกลงในแถลงการณ์ร่วมของ AZEC ว่าด้วย 1. ยกระดับความร่วมมือไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน/การปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ ในขณะที่รับประกันความมั่นคงทางพลังงาน 2. การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงานในขณะที่บรรลุการเติบโตทางเศรษฐกิจ และ 3. การตระหนักว่ามีวิถีทางที่หลากหลายและปฏิบัติได้จริงสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน/การปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละประเทศ

โคบายาชิ อิซุรุ รองผู้บัญชาการฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ หน่วยงานเพื่อทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน กระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรม (METI หรือ เมติ) ประเทศญี่ปุ่น ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับกรุงเทพธุรกิจ ในงาน International Energy AZEC (Asia Zero Emission Community) Workshop จัดโดยเจโทร กรุงเทพฯ ว่าประโยชน์ของโครงการ AZEC ต่อประเทศไทยคือการส่งเสริมนโยบายของไทยโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าประเทศไทยต้องการความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อส่งเสริมการทำงานด้านนี้ 

“ทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรปต่างอุดมไปด้วยพลังงานหมุนเวียน  แนวทางนี้เหมาะสำหรับประเทศไทยและหรือประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สะอาด นอกจากนี้ แต่ศักยภาพของประเทศไทยและหรือประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงในด้านพลังงานหมุนเวียนยังมีน้อยเมื่อเทียบกับยุโรปและสหรัฐอเมริกา” 

ไอเดีย“AZEC”ของญี่ปุ่นหนุน แผน"ลดคาร์บอน"บริบทใหม่ในเอเชีย

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกำลังใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างเชื้อเพลิงฟอสซิลค่อนข้างใหญ่และยากที่จะเลิกใช้ ในกรณีของ AZEC มีวิธีการค่อนข้างหลากหลายที่จะเข้าใกล้พลังงานหมุนเวียน และได้พยายามคำนึงถึงความยากลำบากและความท้าทายที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ด้วย

สำหรับประเทศไทยมีศักยภาพของแสงแดด แต่ก็ยังมีปัญหาคือปริมาณน้ำฝน เมื่อฝนตกมากในภาคใต้ ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานแสงอาทิตย์จะอยู่ที่ 10-20% เมื่อเทียบกับวันที่มีแดด หากฝนตกหนัก หากคุณไม่มีกริดขนาดใหญ่  ต้องมีการสำรองพลังงานจำนวนมาก

ประเทศไทยกำลังใช้ประโยชน์จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขณะเดียวกันการผลิตก๊าซธรรมชาติก็ทำได้น้อยลง และต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งมีราคาแพง ดังนั้น วิธีลดคาร์บอนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ประเทศไทยต้องพิจารณาปรับใช้จากกรอบของ AZEC คือการทำงานร่วมกันเพื่อพิจารณาวิธีลดคาร์อนจากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เหมาะสมกับสภาวะของประเทศนั้นๆที่เผชิญอยู่ 

“สิ่งที่ญี่ปุ่นต้องการเข้าใกล้ หรืออีกนัยหนึ่งคือ AZEC ต้องการเน้นเรื่องการลดคาร์บอนแต่ไม่ได้บอกว่าต้องเลิกใช้โรงไฟฟ้าถ่านหิน ก่อนหน้านี้ ประเทศส่วนใหญ่ไม่พยายามสนับสนุนกระบวนการนี้ แต่เพียงบอกว่าหยุด นี่คือความแตกต่างระหว่าง AZEC และกรอบการสนับสนุนการลดคาร์บอนประเภทอื่นๆ และเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับประเทศในเอเชีย”

ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วขณะที่ศักยภาพการผลิตพลังงานหมุนเวียนยังมีอยู่น้อย เมื่อเทียบกับฝั่งสหรัฐหรือยุโรป

ขณะที่ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีข้อจำกัด มีระบบกริดที่ค่อนข้างเล็กและเชื่อมต่อกันน้อย บวกกับปริมาณน้ำฝนที่ดีทำให้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขาดช่วง ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และอุตสาหกรรมการเกษตรและประชากรจำนวนมากสร้างความยากลำบากในการหาพื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับโฮสต์โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่

ในกรณีของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำเป็นต้องออกแบบเส้นทางของตนเองเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน แทนที่จะทำตามแนวทางที่แนะนำคือเลิกใช้ Coal Fired Power Plant (CFPS)ให้เร็วที่สุดและแทนที่ด้วยพลังงานหมุนเวียน หลักการเหล่านี้จะสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยสำหรับประเทศไทยและประเทศในเอเชียฯในการพัฒนาเส้นทางที่หลากหลายและปฏิบัติได้ของตนเองเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

ญี่ปุ่นยังใช้หลักการสามประการข้างต้นของ AZEC เพื่อออกแบบนโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของตนเอง เกี่ยวกับแนวทางของญี่ปุ่นต่อ Nationally Determined Contribution : NDC ต่อการลด GHG ลง 46% ในปี 2573 เมื่อเทียบกับระดับปี 2556 กำลังพยายามทำในภาคการผลิตไฟฟ้าสนับสนุนการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593

“เราคิดว่านวัตกรรมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ จึงพัฒนากองทุนนวัตกรรมสีเขียวมูลค่า 2 ล้านล้านเยนเพื่อสนับสนุนบริษัทภาคเอกชนในการวิจัยและพัฒนาและการสาธิตเทคโนโลยีการลดคาร์บอน ซึ่งสามารถแบ่งปันกับประเทศสมาชิก AZEC ได้ในอนาคต”

การลดคาร์บอนและการก้าวสู่สังคมNet-Zero แม้จะเป็นเป้าหมายเดียวกันแต่ด้านการปฎิบัติการไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการเดียวกันซึ่งข้อริเริ่ม AZECกำลังนำเสนอรูปแบบที่แตกต่างแต่เหมาะสมแต่ละสังคม

Source : กรุงเทพธุรกิจ

คดีขโมย “โซลาร์เซล” – ซินหัว รายงานจากสื่อท้องถิ่นใน แอฟริกาใต้ ว่า บริษัทรักษาความปลอดภัยเปิดเผยว่าพบเหตุโจรกรรม อุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ หลังจากประชาชนจำนวนมากหันมาลงทุนติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่บ้านเพื่อรับมือวิกฤตทางพลังงานของประเทศที่สาหัสต่อเนื่อง

รายงานระบุว่ากลุ่มบริษัทในจังหวัดเกาเต็งและควาซูลู-นาทัล ระบุว่าผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานกลายเป็นของล่อตาล่อใจหัวขโมยเพราะมีการตัดไฟบ่อยครั้ง และเมื่อไม่นานนี้โรงเรียนในย่านแฟร์แลนด์ นครโจฮันเนสเบิร์ก ก็เกิดเหตุคนร้ายขโมยแผงโซลาร์ทั้งหมดหลังติดตั้งเพียงไม่กี่วัน

นายอันเดร ไอทัน กรรมการผู้จัดการบริษัทบีเกิล วอตช์ เซคิวริที กล่าวว่ามีเหตุโจรกรรมอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์และจำนวนแผงโซลาร์ที่ถูกขโมยทันทีหลังติดตั้งเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้อุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์กลายเป็นแหล่งหากินขนาดใหญ่ของกลุ่มอาชญากร

“เราติดต่อกับผู้ติดตั้งแผงโซลาร์หลายราย พวกเขาจำเป็นต้องปกคลุมแผงโซลาร์ให้มิดชิดขณะขนส่งไปยังที่หมายด้วยยานพาหนะที่ไม่ได้ติดสัญลักษณ์บริษัท เนื่องจากแผงโซลาร์เป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจริงๆ” นายไอทันกล่าวเสริม

คดีขโมย “โซลาร์เซล”

Source : ข่าวสด