การทำเกษตรกรรมปลูกข้าวปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ จึงได้มีการทำนารักษ์โลกเป็นการปลูกข้าวแบบใหม่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยังมีการสนับสนุนให้ทำควบคู่ไปกับการขายคาร์บอนเครดิต เป็นการเพิ่มรายได้อีกทาง ซึ่งเริ่มแล้วที่สุพรรณบุรีเป็นโมเดลนำร่อง

กรมการข้าว ได้ส่งเสริมเกษตรกรทำความเข้าใจและเห็นประโยชน์ของตลาดคาร์บอนเครดิต ซึ่งนอกจากจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดภาวะโลกร้อนแล้ว ยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทาง โดยได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร อีกทั้งยังมีการแสดงข้อมูลต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรณรงค์ลดการปล่อยก๊าซเรือน

ส่งเสริมปลูกข้าวควบคู่ขายคาร์บอนเครดิตเพิ่มรายได้ สุพรรณบุรีโมเดลนำร่อง

สร้างความรู้ความเข้าใจ เรื่อง คาร์บอนเครดิต

ทางกรมการข้าวได้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรและชาวนาเกี่ยวกับ คาร์บอนเครดิต ว่ามีประโยชน์ทั้งการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และที่สำคัญช่วยสร้างรายได้อีกทางให้กับชาวนา โดยได้มีโมเดลนำร่องแล้วที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีการทำคาร์บอนเครดิตให้ชาวนาในพื้นที่แล้ว ซึ่งทางสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ได้เข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตให้กับเกษตรกรในพื้นที่อำเภอเดิมบางนางบวช และอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งถือเป็นอำเภอนำร่องที่จะส่งเสริมและสร้างการรับรู้ถึงข้อดีและประโยชน์ที่ชาวนาจะได้รับจากการสร้างคาร์บอนเครดิต นอกจากนี้ยังมีการนำองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมาถ่ายทอดให้กับชาวนาด้วย 

ส่งเสริมปลูกข้าวควบคู่ขายคาร์บอนเครดิตเพิ่มรายได้ สุพรรณบุรีโมเดลนำร่อง

สนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อการปลูกข้าวรักษ์โลก

นอกจากจะเผยเพร่ให้ความรู้แล้วยังได้มีการนำเอาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเข้ามาใช้ในการปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ (Laser Land Levelling) ที่จะช่วยให้การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการทำนาแบบเปียกสลับแห้งนั้น จะช่วยลดก๊าซมีเทนในดินช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 

ภายหลังการเก็บเกี่ยวกรมการข้าวยังตั้งเป้าในการรณรงค์ให้ชาวนาลดการเผาตอซังข้าว ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นอีกหนทางหนึ่งในการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสร้างคาร์บอนเครดิตให้ชาวนานำไปสร้างรายได้เสริม

กรมการข้าวยังวางแผนในขั้นต่อไปด้วยการพัฒนาแอปพลิเคชั่น (Appliccation) เพื่อบันทึกข้อมูลการทำนารักษ์โลก ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเกษตรกร ให้สอดรับกับการส่งเสริมให้ชาวนาหันมาสนใจในการขายคาร์บอนเครดิต รวมทั้งเตรียมจัดฝึกอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจถึงเรื่องคาร์บอนเครดิตให้กับศูนย์ข้าวชุมชนและชาวนาอาสาในเขตจังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา

สำหรับเกษตรกรที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมถึงการขายคาร์บอนเครดิตได้ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวและศูนย์วิจัยข้าวทั่วประเทศ, สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ หรือเว็บไซต์ของ กรมการข้าว

Source : Spring News

อากาศร้อนสุดขีดต่อเนื่องช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ 6 เม.ย. 2566 ดันยอดใช้ไฟฟ้าไทยพุ่งทำลายสถิติสูงสุดของปี 2566 เป็นรอบที่ 3 เกิดพีคไฟฟ้าแตะระดับ 32,963  เมกะวัตต์  ในช่วงค่ำ เวลา 20.52 น. ท่ามกลางอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 38-41 องศาเซลเซียส ด้านสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) คาดพีคไฟฟ้าจะพุ่งทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้เกิน 34,000 เมกะวัตต์  หากอากาศยังคงร้อนสะสมต่อเนื่อง  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2566 ซึ่งเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ แต่ยอดการใช้ไฟฟ้าของไทยกลับพุ่งสูงสุดทำสถิติใหม่ของปี 2566 อีกครั้ง โดยเกิดยอดการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ พีคไฟฟ้า นับเป็นรอบที่ 3 ของปี 2566 แล้ว ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนสะสมต่อเนื่อง โดยอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยทั้งประเทศ 38-41 องศาเซลเซียส

ทั้งนี้จากสถิติการใช้ไฟฟ้าของไทย ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ได้รวบรวมยอดการใช้ไฟฟ้าในระบบของ 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน.) ในแต่ละวัน พบว่าล่าสุดได้เกิดพีคไฟฟ้าของปี 2566 เป็นรอบที่ 3 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงค่ำเวลา 20.52 น. ของวันที่ 6 เม.ย. 2566 มียอดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่ 32,963  เมกะวัตต์  

ทั้งนี้พีคไฟฟ้าของปี 2566 ดังกล่าว ยังต่ำกว่าสถิติพีคไฟฟ้าสูงสุดที่เคยบันทึกไว้เป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 33,177.3 เมกะวัตต์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2565 เวลา 14.30 น. ทางด้านสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) คาดการณ์ไว้ว่าปี 2566 นี้ พีคไฟฟ้านอกจากจะทำสถิติสูงสุดของปี 2566 แล้ว อาจจะเกิดการทำลายสถิติพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 34,000 เมกะวัตต์ได้อีกด้วย เนื่องจากสภาพอากาศร้อนและการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 มาแล้ว ทำให้ยอดการใช้ไฟฟ้าพุ่งขึ้นสูงสุดตามไปด้วย

สำหรับวันที่ 7 เม.ย. 2566 ยอดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของวันอยู่แค่ 29,546.2 เมกะวัตต์ เมื่อเวลา 10.22 น. เนื่องจากสภาพอากาศเย็นลงจากการเกิดพายุฤดูร้อนในบางพื้นที่ของไทย ซึ่งช่วยลดการใช้ไฟฟ้าของประเทศลงได้ชั่วคราว

อย่างไรก็ตามหากย้อนดูการเกิดพีคไฟฟ้าของปี 2566 จะพบว่า ครั้งแรกเกิดเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2566 เวลา 15.43 น. มียอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 31,054.6 เมกะวัตต์ และครั้งที่ 2 วันที่ 4 เม.ย. 2566 เวลา 15.28 น. มียอดพีคไฟฟ้าที่ 31,495.5 เมกะวัตต์ และครั้งที่ 3 นี้ เกิดขึ้นช่วงค่ำ เวลา 20.52 น. วันที่ 6 เม.ย. 2566 โดยเกิดพีคไฟฟ้าที่ 32,963  เมกะวัตต์   

ส่วนการเก็บสถิติยอดการใช้ไฟฟ้ารายเดือน นับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2566 ที่ผ่านมา พบว่ามียอดการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกเดือน โดยเดือน ม.ค. มียอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 26,517.4 เมกะวัตต์ , เดือน ก.พ. อยู่ที่ 28,345.3 เมกะวัตต์ ,เดือน มี.ค. อยู่ที่ 31,054.6 เมกะวัตต์ และเดือน เม.ย. 2566 นี้ เพียงแค่ช่วงต้นเดือน (6 เม.ย. 2566) ก็ทำสถิติสูงสุดของปี 2566 ไปแล้ว ที่ระดับ 32,963 เมกะวัตต์  ซึ่งกระทรวงพลังงานยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าของประเทศอย่างใกล้ชิดในช่วงฤดูร้อนนี้ และยืนยันว่าสำรองไฟฟ้าที่สูงเกิน 30% ของยอดการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ยังคงเพียงพอรองรับพีคไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ได้อย่างแน่นอน

Source : Energy Thai Center

‘กรมทะเลชายฝั่ง’ ประชุมเร่งรัดขับเคลื่อนโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต และงานด้านป่าชายเลนทุกมิติให้แก่หน่วยงานในสังกัด

เมื่อวันที่ 2 เมษายน นายอภิชัย เอกวนากุล รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (รรท.อทช.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าเป็นรัฐภาคีภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) และพิธีสารโตเกียว (Kyoto Protocol : KP) เมื่อปี พ.ศ.2537 และ พ.ศ.2545 ตามลำดับ ซึ่งการเข้าเป็นภาคีความตกลงปารีสเป็นก้าวที่สำคัญยิ่งก้าวหนึ่งของไทย เนื่องจากได้ตระหนักในความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนที่จะรักษาโลกนี้ไว้ให้กับลูกหลาน เจตนารมณ์อันแน่วแน่ของประเทศไทยในการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และมีความต้านทานต่อสภาพภูมิอากาศ

นายอภิชัยกล่าวว่า ที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP 26) เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำ (World Leaders Summit) ได้กล่าวถ้อยแถลงยืนยันว่าประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพร้อมที่จะยกระดับการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ.2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ในปี ค.ศ.2065 รวมถึงการยกระดับ Nationally Determined Contributions : NDCs หรือการมีส่วนร่วมของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกและการดําเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ประเทศกำหนด จากร้อยละ 20-25 ให้ถึงร้อยละ 40

ด้าน นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการรับมือและแก้ไขการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย พร้อมทั้งตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคท้องถิ่น ชุมชน ในการยกระดับการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ตามเจตนารมณ์ของประชาคมโลกที่ปรากฏในเป้าหมายของความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เร่งขับเคลื่อนการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกสุทธิภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน จำนวนทั้งสิ้น 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี ค.ศ.2580 โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่ การปลูกและฟื้นฟูป่าธรรมชาติ การปลูกป่าเศรษฐกิจ การเพิ่มๆพื้นที่สีเขียว และการป้องกันการบุกรุกป่าและเผาป่า

ปลัด ทส.กล่าวว่า นอกจากนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเร่งดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจกตามภารกิจหน้าที่ของหน่วยงาน เห็นได้จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ที่ได้ดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) ตั้งแต่ปี 2557 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งเพิ่มพื้นที่ป่าไม้เพื่อเพิ่มแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศ ซึ่งเป็นกลไกในการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตและใช้พลังงานหมุนเวียน ภาคอุตสาหกรรมที่มีกิจกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การจัดการของเสีย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก การจัดการในภาคขนส่ง รวมถึงการปลูกต้นไม้และการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นอกจากจะช่วยกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้แล้วยังสามารถรักษาและสร้างสมดุลของความหลายหลายทางชีวภาพได้อีกด้วย

ขณะที่นายอภิชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์โลกร้อน รวมถึงการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมการเติบโตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ผลักดันให้ทุกภาคส่วนร่วมแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งเร่งฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมและส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน เพื่อเป็นแหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจกของประเทศ โดยได้ดำเนินโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต กำหนดเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน 300,000 ไร่ ภายใน 10 ปี เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2565 เป็นต้นไป และได้ออกระเบียบกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ว่าด้วยการแบ่งปันคาร์บอนเครดิตที่ได้จากการปลูกและบำรุงป่าชายเลน สำหรับบุคคลภายนอก และสำหรับชุมชน

นายอภิชัยระบุว่า ในการนี้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้มอบหมายให้กองอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “การขับเคลื่อนโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต สำหรับบุคคลภายนอกและสำหรับชุมชน” ขึ้น ระหว่างวันที่ 1-2 เมษายน 2566 โดยมีเจ้าหน้าที่กองอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน พร้อมด้วย ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน ผู้อำนวยการศูนย์บริหาร ผู้อำนวยการศูนย์จัดการทรัพยากรป่าชายเลน ในสังกัดสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1-10 ผู้อำนวยการส่วนฯ ข้าราชการในสังกัดกองอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน และเจ้าหน้าที่จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เข้าร่วมประชุมจำนวน 100 คน ณ ห้องประชุมโรงแรมเบสท์เวสเทิร์น นาดาดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ นอกจากนี้ ตนได้มอบนโยบายการดำเนินงานและติดตามการดำเนินงานด้านป่าชายเลนของหน่วยงานในสังกัดกองอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนและสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1-10

“การประชุมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1-10 ในการจัดทำโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตสำหรับชุมชน และโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต สำหรับบุคคลภายนอก อีกทั้งซักซ้อมกรอบแนวทางการจัดทำโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต ทั้ง 2 ลักษณะ รวมถึงติดตามภารกิจงานด้านป่าชายเลน สรุปปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานและเสนอแนวทางแก้ไข ทั้งนี้ ภายในงานได้มีการบรรยายให้ความรู้จากวิทยากร ในหัวข้อแนวทางการจัดทำโครงการป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตโครงการการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย พร้อมทั้งแบ่งกลุ่มทำกิจกรรมระดมสมองแนวทางการขับเคลื่อนดำเนินโครงการฯ ตลอดจนติดตามผลการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายเงินงบประมาณ พ.ศ.2566 รวมถึงการรายงานผลการดำเนินงานในรอบ 6 เดือนด้านป่าชายเลนทุกมิติ เพื่อร่วมกำหนดการขับเคลื่อนแผนงานให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด ต่อไป” นายอภิชัยกล่าว

Source : มติชนออนไลน์

เนื้อหาที่น่าสนใจ

  • 3 ธุรกิจเทรนใหม่มาแรง ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากกว่ากำไร
  • 5 ไอเดียลดโลกร้อน ที่คุณช่วยได้ เมื่อไปเที่ยวต่างประเทศ
  • พลังงานสะอาด ธีมการลงทุนรักษ์โลกทางเลือกใหม่
  • ทิ้ง E-Waste ชิ้นเดียวสะเทือนทั้งโลก!
  • เด็กไทยผู้เสนอเทคโนโลยีจับคาร์บอนให้ “อีลอน มัสก์”

ดาวน์โหลดไฟล์​ PDF