นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงาน ปี 2565 พบว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการใช้พลังงานของประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 247.7 ล้านตันคาร์บอน ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยในภาคขนส่งและภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่ภาคการผลิตไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนลดลง 

ทั้งนี้ สอดคล้องกับการใช้พลังงานของประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) คลี่คลายลง ทำให้เกิดความต้องการสินค้าและการเดินทางที่มากขึ้น อีกทั้งจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการหลังการผ่อนคลายมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดฯ ในช่วงต้นปี 2565 และการประกาศยกเลิกมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา ก็เป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้เกิดการพลังงานเพิ่มขึ้น

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2565 พบว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยในไตรมาสที่ 4 ขยายตัว 1.4% ซึ่งชะลอตัวลงจากการขยายตัว 4.6% ในไตรมาสก่อน เมื่อรวมทั้งปี 2565 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.6% โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 1.5% ในปี 2564 

ทั้งนี้ ด้านการผลิตในสาขาเกษตรกรรมและสาขาก่อสร้างกลับมาขยายตัว ส่วนในสาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร สาขาการขายส่ง ขายปลีก และการซ่อมแซมยานยนต์และจักรยานยนต์ รวมถึงสาขาขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัวในเกณฑ์ดี ในขณะที่สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมปรับตัวลดลง โดยปัจจัยดังกล่าวได้ส่งผลต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการใช้พลังงาน ดังนี้  

  • ภาคการขนส่ง มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนอยู่ที่ 79.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ 14.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน 
  • ภาคอุตสาหกรรม มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนอยู่ที่ 66.5 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อน 6.7% 
  • ภาคการผลิตไฟฟ้า มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนอยู่ที่ 87.9 ล้านตัน ลดลง 3.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน 
  • ภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้แก่ ภาคธุรกิจและครัวเรือน จะมาจากการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการใช้น้ำมันสำเร็จรูปในภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ รวม 13.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.4%

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการใช้พลังงานแยกรายชนิดเชื้อเพลิงในปี 2565 พบว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนจากน้ำมันสำเร็จรูปมีสัดส่วนการปล่อยสูงที่สุดอยู่ที่ 42% รองลงมาคือ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน/ลิกไนต์ มีสัดส่วน 30% และ 28% ตามลำดับ 

ทั้งนี้ การปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการใช้น้ำมันสำเร็จรูปในปี 2565 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.2% ในขณะที่การปล่อยก๊าซคาร์บอน จากการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ และก๊าซธรรมชาติ ลดลง 9.0% และ 3.1% ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ และก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยในปี 2565 ที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน 

อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซคาร์บอน ต่อการใช้พลังงานของประเทศไทยเทียบกับต่างประเทศ จากข้อมูลของ International Energy Agency (IEA) ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า ในปี 2563 ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซ คารบอนต่อการใช้พลังงานเฉลี่ยอยู่ที่ 2.03 พันตัน ต่อการใช้พลังงาน 1 KTOE ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ภูมิภาคเอเชีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีน ซึ่งอยู่ที่ 2.29  2.28  2.11 และ 2.90 พันตัน ต่อการใช้พลังงาน 1 KTOE ตามลำดับ 

“ประเทศไทยมีนโยบายด้านพลังงานที่คำนิงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนในรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นพลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงทำให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ซึ่งจะช่วยทำให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการลดปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนตามเป้าหมายของการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศได้”

Source : กรุงเทพธุรกิจ

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ชี้ไทยผ่านจุดค่าไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไปแล้ว เมื่อช่วง ม.ค.-เม.ย.2566 มั่นใจหลังจากนี้ค่าไฟฟ้าจะทยอยปรับลดลง ตามทิศทาง LNG โลกที่ปรับราคาลง และปริมาณก๊าซธรรมชาติในแห่งเอราวัณมีแนวโน้มเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเรื่อยๆ พร้อมคาดการณ์ร้อนนี้ยอดใช้ไฟฟ้าจะพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 3.4 หมื่นเมกะวัตต์ ยืนยันสำรองไฟฟ้ามีเพียงพอแน่นอน

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า อัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทย ได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้วในงวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2566 ที่แบ่งเป็น 2 อัตรา คือ กลุ่มบ้านอยู่อาศัย เฉลี่ยอยู่ที่อัตรา 4.72 บาทต่อหน่วย และกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น (ธุรกิอุตสาหกรรม บริการ อื่นๆ) เฉลี่ยอยู่ที่ 5.33 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะเห็นว่าอัตราค่าไฟฟ้า ของประเทศได้ทยอยปรับลดลงแล้วตั้งแต่งวดเดือน พ.ค. – ส.ค. 2566 ที่กลับมาเป็นอัตราเดียว เฉลี่ยรวมอยู่ที่ 4.77 บาทต่อหน่วย

ส่วนในงวดถัดไป หรือ งวดที่เหลือของปี 2566 นี้ คาดว่าค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(Ft) ก็จะปรับลดลง ซึ่งปัจจุบันก็ลดลงมากขึ้นแล้ว และมีแนวโน้มจะลดลงอีก เนื่องจากว่ากำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย โดยเฉพาะแหล่งเอราวัณ(G1) ซึ่งตามข้อมูลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุว่า กำลังการผลิตก๊าซฯในเดือน ก.ค.2566 นี้ จะเพิ่มขึ้นจาก 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เป็น 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และเดือน ธ.ค. 2566 จะเพิ่มเป็น 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากนั้นในเดือน เม.ย. 2567 จะเพิ่มเป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ตามเงื่อนไขสัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC)

ส่วนแนวโน้มการใช้พลังงานภาพรวมของประเทศในปี 2566 จะเติบโตขึ้นจากปี 2565 ตามทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย หลังผ่านพ้นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมา และการใช้พลังงานก็เพิ่มขึ้นตามทิศทางการขยายตัวของประเทศ ซึ่งเริ่มเห็นได้จากปี 2565 ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค) อยู่ที่ระดับประมาณ 33,000 เมกะวัตต์ สูงกว่าช่วงยังไม่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่พีคไฟฟ้าอยู่ที่ในระดับ 32,000 เมกะวัตต์ และปี 2566 นี้ ก็เกิดพีคเมื่อวันที่ 27 มี.ค.2566 เวลา 15.43 น. ที่ระดับ 31,054.6 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นผลมาจากอุณหภูมิที่ร้อนขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจในประเทศที่ขยายตัวดีขึ้น ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มมากขึ้น การฟื้นตัวของภาคบริการ ทำให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

“ปีก่อนพีคในระบบ 3 การไฟฟ้า อยู่ที่ประมาณ 33,000 เมกะวัตต์ ปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 34,000 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งไม่น่าจะมีประเด็นน่ากังวล เพราะสำรองไฟฟ้าเพียงพอที่จะรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศได้ และในเดือน ก.ค. นี้ กำลังการผลิตก๊าซฯจากอ่าวไทยก็จะเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน คลังรับ-จ่าย LNG (เทอร์มินอล) แห่งที่ 2 (หนองแฟบ) ของปตท.ก็สร้างเสร็จแล้ว พร้อมรองรับ LNG เพิ่มขึ้นอีก 7.5 ล้านตันต่อปี ประกอบกับราคา LNG ช่วงนี้อ่อนตัว เหลืออยู่ที่ประมาณ 12-13 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู”

ส่วนแนวทางช่วยเหลือค่าไฟฟ้าให้กับ กลุ่มเปราะบาง ประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน รอบที่ 2 นั้น เบื้องต้น อยู่ระหว่างการหารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และช่วงนี้ก็เป็นรัฐบาลรักษาการ อาจจะมีเรื่องของงบประมาณกลางต่างๆ ก็น่าจะนำมาช่วยเหลือได้ แต่คงต้องพิจารณาวิธีการที่เหมาะสม คาดว่า ถ้าจะต้องอุดหนุนในรอบบิล พ.ค.-ส.ค.2566 น่าจะต้องใช้งบประมาณใกล้เคียงกับรอบก่อน เต็มที่ประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งก็มีทั้งการใช้งบประมาณกลางและเงินช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่น่าจะนำเข้ามาใช้ในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง หรือ ผู้มีรายได้น้อยได้ โดยในส่วนของบัตรสวัสดิการฯ ก็มีการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 350 บาทต่อเดือน

ทั้งนี้ สนพ. ได้คาดการณ์ “แนวโน้มการใช้พลังงานปี 2566” โดยอ้างอิงสมมุติฐานจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่า ภาพรวมการใช้พลังงานในปี 2566 จะเพิ่มขึ้น 2.8%  อยู่ที่ระดับ 2,047 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน การใช้ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน/ลิกไนต์ จะเพิ่มขึ้น 0.7% จากการใช้ถ่านหินนำเข้าที่เพิ่มขึ้น การใช้น้ำมัน จะเพิ่มขึ้น 4.6% โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล และน้ำมันเครื่องบิน จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของเที่ยวบินจากต่างประเทศ  การใช้ก๊าซธรรมชาติ จะเพิ่มขึ้น 1.8% การใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้า จะเพิ่มขึ้น 4.4% สอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งความต้องการการเดินทางภายในประเทศและการเดินทางระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น

สำหรับสถานการณ์ราคาพลังงานนั้น สศช. คาดว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2566 จะอยู่ที่ 80– 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนในปี 2566 จะอยู่ที่ 32.2 – 33.2 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และคาดการณ์แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปี 2566 จะขยายตัว 2.6% และเศรษฐกิจภายในประเทศ (GDP) ปี 2566 จะขยายตัวในช่วง 2.7 – 3.7% ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการลงทุนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ การอุปโภคบริโภคภายในประเทศ และภาคการเกษตร

Source : Energy News Center

KBank – EGAT – KBTG พัฒนาแอปพลิเคชัน “ปันไฟ”(Punfai) สำหรับแลกเปลี่ยนไฟฟ้าทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจคาดเริ่มทดลองใช้เฉพาะกลุ่ม​ใน ERC Sandbox กับ โครงการ SolarPlus และ โครงการของ กฟผ.ไตรมาส 3 ปีนี้

นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง รองผู้ว่าการอาวุโส การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการพัฒนาต่อยอดจากแอปพลิเคชัน EGAT Peer to Peer Energy Trading (EGAT P2P) ที่ กฟผ. พัฒนาขึ้นและเข้าร่วมในโครงการ Solar Plus ของธนาคารกสิกรไทย สู่แอปพลิเคชันใหม่ชื่อ “ปันไฟ” เพื่อให้เป็นแอปพลิเคชันแลกเปลี่ยนไฟฟ้าที่ใช้งานง่าย ตอบโจทย์ความต้องการด้านพลังงานไฟฟ้า ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ นอกจากภารกิจผลิตและส่งไฟฟ้า กฟผ. ยังมี Solutions ใหม่ด้านนวัตกรรมพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าในยุคดิจิทัลควบคู่ด้วย ทั้งในส่วนของการพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการพลังงาน รวมถึงการสนับสนุนการเข้าถึงพลังงานสะอาดของผู้ใช้ไฟฟ้าในประเทศ

นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่าแอปพลิเคชัน “ปันไฟ” จะเป็นอีกจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยสนับสนุน Green Ecosystem ของไทย โดยธนาคารฯพร้อมนำความรู้ ทรัพยากร ทั้งด้านบุคลากรและประสบการณ์ด้านเทคโนโลยี ร่วมพัฒนาแอปพลิเคชัน รวมถึงการเชื่อมต่อนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อให้แอปพลิเคชันปันไฟกลายเป็นแอปพลิเคชันแลกเปลี่ยนไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานในทุกมิติ

นาย​ เชษฐพันธุ์ ศิริดานุภัทร Managing Director บริษัท กสิกร แล็บส์ จำกัด เปิดเผยว่า ทางบริษัทพร้อมที่จะใช้ความเชี่ยวชาญในเรื่องเทคโนโลยีและการออกแบบมาพัฒนา User experience และ UX/UI ให้กับแอปพลิเคชันปันไฟ KBTG มีประสบการณ์ในการออกแบบ User Experience ให้กับหลายแอปพลิเคชัน ซึ่ง User Experience มีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น

สำหรับแอปพลิเคชัน “ปันไฟ” เป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ ที่จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถแบ่งปันไฟฟ้าที่เหลือใช้และได้ผลตอบแทนที่ดีกลับมา เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้า ช่วยให้การลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) คืนทุนได้เร็วขึ้น และเป็นการนำไฟฟ้าทุกหน่วยไปใช้ได้อย่างคุ้มค่า ไม่เหลือทิ้ง นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมนโยบายของประเทศในการลด Carbon Footprint โดยมีคุณลักษณะที่โดดเด่น ดังนี้

-ผู้ช่วยจัดสรรไฟฟ้าอัจฉริยะ : มีระบบช่วยประเมินพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า และจัดสรรไฟฟ้าที่ผลิตและเหลือจากการใช้งานในบ้านไปใช้อย่างอัตโนมัติ เพื่อให้ทุกหน่วยไฟฟ้าได้รับการนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

-ส่งไฟให้กัน : เลือกส่งไฟฟ้าให้ใครก็ได้

-สรุปภาพรวมความคุ้มค่า : รู้ได้ทันทีว่าประหยัดไปได้เท่าไหร่ ปันไฟช่วยคำนวณผลตอบแทน และค่าไฟฟ้าที่ประหยัดไปได้ โดยผู้ใช้งานไม่ต้องคิดเอง

ปัจจุบันแอปพลิเคชันปันไฟ อยู่ระหว่างการพัฒนา คาดว่าจะสามารถทดลองใช้ใน ERC Sandbox กับ โครงการ SolarPlus และ โครงการของ กฟผ. ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ โดยความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการสนับสนุนให้เกิด Green Ecosystem ที่ครบวงจร และจะขยายสู่คนไทยทุกคนในอนาคตต่อไป

Source : Energy News Center

“สุพัฒนพงษ์” ยอมรับว่าค่าไฟฟ้างวด พ.ค.-ส.ค. 66 ที่ กกพ.เห็นชอบไปแล้วที่เฉลี่ย 4.77 บาท/หน่วยไม่สามารถเปลี่ยนได้เพราะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่พร้อมเสนอดูแลค่าไฟกลุ่มเปราะบางโดยจะขอความเห็นชอบทั้ง ครม.และส่ง กกต.โต้ “มิ่งขวัญ” ลดก๊าซหุงต้มเหลือ 250 บาททำได้แต่เป็นภาระประเทศ

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงอัตราค่าไฟฟ้าที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) เดือน พ.ค.-ส.ค. 66 อัตราเดียวเฉลี่ยที่ 4.77 บาทต่อหน่วย โดยในส่วนของภาคครัวเรือนปรับขึ้น 0.05 สตางค์ต่อหน่วยว่า คงทำอะไรไม่ได้มากเนื่องจากขณะนี้เป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือรัฐบาลรักษาการแล้วไม่ได้มีอำนาจเต็ม

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของค่าไฟฟ้าที่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือนที่รัฐบาลได้ช่วยเหลือมาต่อเนื่องและได้มีการของบประมาณจากงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นปี 66 ไว้ช่วยเหลือประชาชนในเดือน เม.ย. 66 แล้ว หลังจากนั้นในเดือนต่อๆ ไปก่อนที่จะมีรัฐบาลใหม่รัฐบาลเองก็พร้อมจะเสนอ ครม.เพื่อของบกลางฯ เพิ่มเติมมาดูแล โดยเมื่อ ครม.อนุมัติแล้วก็จะขอความเห็นชอบในการใช้งบประมาณจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้สามารถใช้งบประมาณในส่วนนี้ได้

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวถึงกรณีที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ที่ปรึกษานโยบายของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้แถลงนโยบายส่วนตัวด้วยการเสนอลดราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ภาคครัวเรือนขนาดถัง 15 กิโลกรัม เหลือถังละ 250 บาท นั้นก็ต้องถามว่าทำได้จริงหรือไม่ เพราะทำแล้วมีค่าใช้จ่ายมาก

“ใครอยากจะพูดอะไรก็ต้องดูว่าทำแล้วเหมาะสมหรือไม่ และเป็นภาระประเทศหรือไม่ พูดแล้วก็ต้องรับผิดชอบด้วย” นายสุพัฒนพงษ์กล่าว

Source : MGROnline

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เคาะค่าไฟงวด พฤษภาคม-สิงหาคม 2566 อัตรา 4.77 บาทต่อหน่วย เป็นอัตราเดียวทั้งครัวเรือนและเอกชน นั้น ภาคเอกชนมองว่ามติของ กกพ. ที่ออกมา พิจารณาความเหมาะสม เพื่อที่จะสะท้อนต้นทุนต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด สำหรับการลดราคาค่าไฟของภาคเอกชนจาก 5.33 บาทต่อหน่วย เป็น 4.77 บาทต่อหน่วย มองว่าใกล้เคียงกับ การสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนว่าต้องการ อยากเห็นราคาพลังงานที่ไม่เพิ่มไปมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้ต้นทุนภาคการผลิตเพิ่มสูงขึ้น จนนำไปสู่การปรับราคาสินค้าซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อและเป็นการผลักภาระให้กับภาคประชาชนในท้ายที่สุด

นายสนั่นกล่าวต่อว่า ส่วนค่าไฟภาคประชาชนปรับขึ้นจาก 4.72 บาทต่อหน่วย เป็น 4.77 บาทต่อหน่วย ในระยะต่อไปรัฐบาลจะต้องมีมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับภาคประชาชน เชื่อว่าจากแนวโน้มค่าก๊าซธรรมชาติน่าจะปรับลดลง รัฐบาลควรทบทวนและปรับมาตรการโดยการลดค่าไฟฟ้า เพื่อให้สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศ เห็นว่าภาครัฐควรพิจารณาให้ภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการหารือและร่วมกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และเป็นแนวทางที่ทุกภาคส่วนเห็นพ้องในทิศทางเดียวกันต่อไป

ขณะที่นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังเพราะไม่ได้ช่วยครัวเรือนเลย ทำไมครัวเรือนต้องจ่ายแพงขึ้นแค่ 5 สตางค์ ทั้งๆ ที่รอบจากนี้ไปเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ทิศทางพลังงานของโลกก็ลง ทำไมภาครัฐไม่ปรับสมมุติฐานราคาให้เป็นบวกกับผู้บริโภคมากขึ้น อีกทั้งงวดนี้ราคาค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ลงเพราะปัจจัยภายนอก อาทิ ค่าเงินและราคาพลังงานทั่วโลกเป็นหลัก ไม่ได้มีกลไกแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและหาทางเลือกอื่นเลย นอกจากก๊าซในอ่าวไทยที่เพิ่มขึ้น

“การคิดค่าเอฟทีในช่วงพลังงานและเศรษฐกิจโลกผันผวน รัฐควรเปลี่ยนจาก 3 งวดต่อปี งวดละ 4 เดือน เป็น 6 งวดต่อปี หรือทุก 2 เดือนจะดีกว่าไหม เพื่อให้การคำนวณต้นทุนค่าไฟฟ้ารวดเร็ว แม่นยำมากขึ้น” นายอิศเรศกล่าว

Source : มติชนออนไลน์