อุตสาหกรรมยานยนต์จะเผชิญกับความยุ่งยากมากขึ้นในปีนี้ ในปี 2568 บริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่จะเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการสำหรับรถยนต์ใหม่บนท้องถนนถึง 95% ในปี 2569 มากกว่า 50% ของรถยนต์ไฟฟ้า (EVs) ที่จำหน่ายทั่วโลกจะเป็นแบรนด์จีน

การ์ทเนอร์ ชี้มีปัจจัยหลายประการที่ทำให้ปี 2566 กลายเป็นบททดสอบอย่างแท้จริงในการแก้ไขปัญหาของภาครัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEVs) ให้เดินไปข้างหน้า

เปโดร ปาเชโก รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ปีนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบให้เดินหน้าได้ต่อ ด้วยราคาค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นในยุโรปทำให้ต้นทุนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) น่าสนใจลดลง ประกอบกับในบางประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรเลีย ที่กำลังเริ่มจัดเก็บภาษีรถยนต์อีวี นอกจากนี้ช่วงต้นปี 2566 จีนยุติการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงยังมีปัจจัยด้านการวางโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จทั่วโลกที่พบว่ายังไม่ครอบคลุมเพียงพออย่างมาก และคุณภาพการให้บริการโดยเฉลี่ยก็ยังแย่”

นอกเหนือจากนี้ ยังมีปัจจัยราคาของวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ลิเธียมและนิกเกิลที่ทำให้ต้นทุนการผลิตรถ BEV สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนแบบโออีเอ็ม (หรือ OEM) ลดช่องว่างด้านราคากับรถยนต์เครื่องยนต์สัปดาปได้ยากขึ้น ผลที่ตามมาคือยอดขายรถ BEV อาจเติบโตในระดับที่ต่ำกว่ามากหรือหยุดชะงักในบางตลาด ทำให้การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับรถ BEV ใช้เวลานานขึ้นกว่าจะถึงจุดคุ้มทุน

ไมค์ แรมซี่ รองประธานฝ่ายวิจัยอีกคนของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “เราคาดว่าปัญหาการขาดแคลนในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์จะยังดำเนินต่อไปตลอดในปีนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ยังไม่สามารถคาดการณ์ถึงจุดสิ้นสุดของสถานการณ์ขาดแคลนชิปเซมิคอนดักเตอร์หรือที่ลามไปสู่การผลิตรถยนต์ที่สะดุดตามมา ผู้ผลิตเหล่านี้ยังประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบหลักสำหรับแบตเตอรี่ในรถ BEV อันทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งสูงขึ้น”

“การเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัลของการจำหน่ายยานพาหนะยังคงเดินหน้าต่อ เพียงแต่ช้าลง ขณะที่สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจกำลังท้าทายการขับเคลื่อนของตลาดรถยนต์ จากข้อจำกัดด้านอุปทานไปสู่ข้อจำกัดด้านอุปสงค์ โดยผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์จะมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนไปสู่การจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อลดต้นทุนในการจำหน่าย”

ในช่วงขาลงนี้กลับเป็นโอกาสอันดีของผู้บริหารไอที (CIOs) ในแวดวงยานยนต์ที่จะช่วยให้บริษัทสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดด้วยการใช้เทคโนโลยีได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายกำลังพยายามเปลี่ยนไปเป็นบริษัทเทคโนโลยี แต่วัฒนธรรมองค์กรเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแนวทางการขับเคลื่อนนี้ “นี่ยังเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการลดช่องว่างกับผู้ผลิตรถยนต์ดิจิทัล และยังสร้างรายได้ให้เติบโตผ่านการใช้เทคโนโลยี” ปาเชโก กล่าวเพิ่มเติม

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2569 มากกว่า 50% ของรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายทั่วโลกจะเป็นแบรนด์จากประเทศจีน แรมซี่ กล่าวเพิ่มเติมว่า “มีบริษัทจีนมากกว่า 15 แห่งที่จำหน่ายรถอีวีและหลายรุ่นมีขนาดเล็กกว่าและมีราคาถูกกว่าคู่แข่งต่างชาติอย่างมาก ขณะที่แบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์อื่น ๆ Tesla, VW และ GM กำลังจำหน่ายรถอีวีจำนวนมากในประเทศจีน และยังพบว่าเติบโตรวดเร็วกว่าบริษัทจากจีนอย่างมาก”

เนื่องจากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก บริษัทจีนหลายแห่งจึงอยู่ในสถานการณ์ที่ดีที่สามารถใช้ประโยชน์จากการเติบโตตลาด ด้วยการเข้าถึงแร่สำคัญ ๆ และกำลังการผลิตแบตเตอรี่ในประเทศจีนได้ การ์ทเนอร์แนะนำให้ผู้บริหารไอที (CIOs) ในอุตสาหกรรมยานยนต์ให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฟฟ้า ผสานเข้ากับการวางแผนด้านห่วงโซ่อุปทานและซอฟต์แวร์การควบคุมการมองเห็น (Visibility Software) เพื่อช่วยตัดสินใจทางธุรกิจเกี่ยวกับแหล่งที่มาและมีการรับประกันที่ยืดหยุ่นของวัสดุหลักในการผลิตได้ดียิ่งขึ้น

นักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ประเมินว่าภายในปี 2568 บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะเป็นเจ้าของระบบปฏิบัติการส่วนหนึ่งสำหรับรถยนต์ใหม่บนท้องถนนถึง 95%

บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เริ่มเข้ามาแทนที่ผู้ผลิตอุปกรณ์ยานยนต์ (ระดับ Tier 1) ในฐานะผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ในรถยนต์ (อาทิ Google Automotive Services และ CarPlay) และยังขยายเครือข่ายของตนเพื่อเคลมส่วนแบ่งการตลาดที่มากขึ้นในขอบเขตของระบบปฏิบัติการรถยนต์ (อาทิ ความร่วมมือระหว่าง Renault กับ Google หรือ ความร่วมมือของ VW กับ Microsoft) นอกจากนี้ ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีหลายรายยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายรถยนต์ อาทิ Foxconn, Huawei, Alibaba, Xiaomi, Tencent และ Sony ที่ล้วนเป็นตัวอย่างของเทรนด์ที่เกิดขึ้นนี้

“เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ผลิต OEM หรือซัพพลายเออร์แบบดั้งเดิมจะประสบความสำเร็จแต่เพียงผู้เดียว อย่างน้อยแต่ละรายต้องร่วมมือกับยักษ์ใหญ่ด้านดิจิทัล หากพวกเขาต้องการรักษากำไรและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้” ปาเชโก กล่าวสรุป

Source : ไทยโพสต์

ยุโรปและญี่ปุ่นเป็นผู้นําโลกในแง่ของการยื่นจดสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับไฮโดรเจน ตามรายงานฉบับใหม่เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฮโดรเจนคิดเป็นสิทธิบัตรไฮโดรเจนจํานวนมากที่สุดในปี 2554-2563

ภาคยานยนต์เป็นพื้นที่ของการขนส่งที่มีการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่สุดในการยื่นจดสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับไฮโดรเจนแต่แนวโน้มในการยื่นจดสิทธิบัตรนั้นไม่สม่ำเสมอ โดยความสนใจที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการผลิตไฮโดรเจนยังไม่เป็นไปตามความก้าวหน้าในการใช้งานที่อาจเกิดขึ้น

ไฮโดรเจนมีอะไรที่อาจทําไม่ได้บ้าง มันสามารถขับเคลื่อนรถยนต์ มันสามารถช่วยผลิตเหล็ก มันสามารถทําให้บ้านร้อนขึ้นได้  แต่การพูดคุยทั้งหมดนี้เป็นเพียงอากาศร้อนจํานวนมาก หรือเสียงกระหึ่มของไฮโดรเจนเป็นความก้าวหน้าจริงหรือ?

วิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการวัดนวัตกรรมคือการยื่นจดสิทธิบัตร และนั่นคือสิ่งที่รายงาน first of its kind จากสํานักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และสํานักงานสิทธิบัตรยุโรป (EPO) ทํา ต้องใช้ข้อมูลการยื่นจดสิทธิบัตรทั่วโลกเพื่อแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาไฮโดรเจนประเภทใดที่เกิดขึ้นเร็วที่สุด เช่นเดียวกับจุดที่ฮอตสปอตไฮโดรเจนของโลกอยู่ยุโรปและญี่ปุ่นเป็นผู้นํากลุ่มในแง่ของจํานวนสิทธิบัตร รองลงมาคือสหรัฐฯ สิทธิบัตรไฮโดรเจนเพื่ออนาคตพลังงานสะอาดกล่าว สหภาพยุโรปยื่น 28% ของตระกูลสิทธิบัตรระหว่างประเทศทั้งหมด (IPFs) ในเทคโนโลยีไฮโดรเจนในปี 2011-2020 โดยญี่ปุ่นอยู่ที่ 24% และสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 20%

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เป็นภูมิภาคเดียวที่ตัวเลข IPF ลดลงเมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา การเติบโตที่เร็วที่สุดคือในประเทศจีนที่ 15.2% และในเกาหลีใต้ที่ 12.2%

สหภาพยุโรปกําลังนําโดยกลุ่มหลักสามกลุ่ม  ในมิวนิกและพื้นที่ Ruhr ในเยอรมนี และในเมืองหลวงของปารีสของฝรั่งเศส ในพื้นที่ Ruhr บริษัทผลิตเหล็ก Thyssenkrupp เป็นผู้สมัครอันดับต้น ๆ สําหรับสิทธิบัตร hydrogen-linked มองว่าปี 2024 เป็นวันที่จะเริ่มต้นโรงงานอุตสาหกรรม scale แห่งแรกโดยใช้การผลิตเหล็ก direct reduced ซึ่งเป็นวิธีการทําเหล็กที่สร้างการปล่อยก๊าซคาร์บอนประมาณหนึ่งในสี่ของเตาหลอมแบบดั้งเดิม

สิทธิบัตรการผลิตไฮโดรเจนเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฮโดรเจนคิดเป็นสิทธิบัตรไฮโดรเจนจํานวนมากที่สุดในปี 2554-2563 แนวโน้มหลักคือการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญไปสู่วิธีการผลิตที่ปล่อยมลพิษต่ำ

“เทคโนโลยีที่เกิดจากความกังวลเรื่องสภาพอากาศทําให้เกิด IPF เกือบ 80% ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฮโดรเจนในปี 2020” รายงานกล่าว “การเติบโตของพวกเขาส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากนวัตกรรมอิเล็กโทรไลซิสที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว”อิเล็กโทรไลซิสเป็นกระบวนการที่ใช้กระแสไฟฟ้าผ่านน้ําเพื่อแยกออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน เป็นกระบวนการผลิตที่ปราศจากคาร์บอน ในขณะที่วิธีการผลิตไฮโดรเจนทั่วไปหลายวิธีเกี่ยวข้องกับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหินและก๊าซ เพื่อแยกไฮโดรเจนออกจากอะตอมของคาร์บอนในมีเทน

คาดว่าขนาดตลาดของอิเล็กโทรไลเซอร์จะเพิ่มขึ้น 65 เท่าในทศวรรษนี้ เนื่องจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกมองหาการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากพื้นที่ต่างๆ รวมถึงการผลิตไฟฟ้า

ภาคยานยนต์เป็นพื้นที่ของการขนส่งที่มีการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่สุดในการยื่นจดสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับไฮโดรเจนจุดสนใจหลักคือการสร้างเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่สามารถขับเคลื่อนยานพาหนะไปข้างหน้าได้ บริษัทยานยนต์ของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้กําลังครองพื้นที่นี้ โดยได้รับประโยชน์จากการทํางานร่วมกันอย่างชัดเจนกับงานของพวกเขาเกี่ยวกับเทคโนโลยีอิเล็กโทรไลเซอร์ ในขณะเดียวกัน นวัตกรรมในเซลล์เชื้อเพลิงยานยนต์กําลังช่วยในการพัฒนาอิเล็กโทรไลซิส เนื่องจากเซลล์เชื้อเพลิงบางชนิดสามารถใช้ย้อนกลับสําหรับการอิเล็กโทรไลซิสได้อย่างยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ​ กฟผ. เดินหน้าโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ชุดที่ 1 ขนาด​24​ เมกะวัตต์​ วงเงินลงทุน 863 ล้านบาท​ ต้นทุนค่าไฟเฉลี่ยทั้งโครงการ​ 1.99 บาทต่อหน่วย​ กำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์​ ปี​ 2566

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าว​พลังงาน​( Energy​ News​ Center-ENC ​)​ รายงานว่าคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่​ 14​ มี.ค.2566​ มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงาน​เสนอให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ชุดที่ 1 ในวงเงินรวมทั้งสิ้น 863.40 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินตราต่างประเทศ 484.80 ล้านบาท และเงินบาท 378.60 ล้านบาท และให้ถือว่า กฟผ. ได้รับอนุมัติงบประมาณเพื่อการลงทุนตามแผนการประมาณการเบิกจ่ายประจำปี 2566

โดย กฟผ. ได้จัดทำโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ชุดที่ 1 (โครงการฯ) ขนาด​ 24​ เมกะวัตต์เพื่อเป็นต้นแบบการศึกษาแนวทางและต่อยอดพัฒนาสู่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System: BESS) เพื่อเพิ่มความมั่นคงและรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในช่วงที่ไม่มีแสงแดด และช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงานระหว่างพลังงานแสงอาทิตย์ไปเป็นพลังงานน้ำ โดยค่าไฟฟ้าเฉลี่ยทั้งโครงการอยู่ที่​ 1.99​ บา​ทต่อหน่วย​ กำหนดจ่ายไฟฟ้า เชิงพาณิชย์​ ภายในปี​ 2566

ทั้งนี้โครงการฯ มีความสอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (แผน PDP2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1)

Source : Energy News Center

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) สั่งลดราคาดีเซล รอบที่ 3 อีก 50 สตางค์ต่อลิตร เหลือ 33.50 บาทต่อลิตร มีผล 24 มี.ค. 2566 นี้ หวังลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ขณะที่สถานะกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดติดลบต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทแล้ว เตรียมเดินหน้ากู้เงินเฟส 2 อีก 2 หมื่นล้านบาท กลางเดือน เม.ย. 2566 นี้ ด้านสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(สกนช.) ระบุทิศทางราคาดีเซล จะทรงตัวระดับ 32-35 บาทต่อลิตร หากราคาน้ำมันดีเซลโลกยังแตะ 105 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล   

นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2566 มีมติให้ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล ลงเป็นครั้งที่ 3 อีก 50 สตางค์ต่อลิตร โดยมีผลวันที่ 24 มี.ค.2566 ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล หน้าสถานีบริการน้ำมัน จะอยู่ที่ 33.50 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ การปรับลดราคาดีเซลดังกล่าว เป็นไปตามสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในตลาดโลกเดือน มี.ค.ซึ่งอยู่ที่ 102 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ลดลงจากราคาเฉลี่ยในเดือน ก.พ. 2566 ที่ผ่านมา ประมาณกว่า 1 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ทาง สกนช.จึงเสนอบอร์ด กบน.ให้พิจารณาปรับลดราคาดีเซล เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ประกอบกับ ทางคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติขยายระยะเวลาลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดีเซล 5 บาทต่อลิตร ออกไปถึง 20 ก.ค. 2566 ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีสภาพคล่องดีขึ้น

ล่าสุด สถานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 12 มี.ค. 2566 ติดลบต่ำกว่าระดับ 1 แสนล้านบาทแล้ว โดยอยู่ที่ 99,662 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมัน ติดลบ อยู่ที่ 53,290 ล้านบาทและบัญชี LPG ติดลบ อยู่ที่ 46,372 ล้านบาท นับเป็นการติดลบต่ำกว่า  1 แสนล้านบาท เป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่ 3 ก.ค. 2565

ส่วนราคาดีเซลจะปรับลดลงมาจนถึงระดับเดิมที่ 30 บาทต่อลิตรหรือไม่นั้น ส่วนตัวเห็นว่า กรอบราคาดีเซลน่าจะอยู่ที่ 32-35 บาทต่อลิตร หากราคาน้ำมันดีเซลโลกอยู่ในระดับ 105 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่หากราคาลดลงต่ำกว่านี้ก็อาจเป็นไปได้ที่จะกลับมาอยู่ที่ระดับ 30 บาทต่อลิตร  โดยกรอบราคาดีเซลสูงสุด 35 บาทต่อลิตรนี้ดำเนินการมาเป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย. 2565 เป็นต้นมา และมีการลดราคาลงมารวม 2 ครั้ง ครั้งละ 50 สตางค์ต่อลิตร และครั้งที่ 3 อีก 50 สตางค์ต่อลิตร ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 24 มี.ค. 2566 ดังกล่าว  

สำหรับความคืบหน้าแผนการกู้เงินของกองทุนน้ำมันฯ เดิม ครม.พิจารณาอนุมัติกรอบเงินกู้ อยู่ที่วงเงิน 150,000 ล้านบาท โดยจะต้องกู้ภายในระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่ 6 ต.ค.2565-5 ต.ค. 2566  โดยได้แบ่งการกู้เงินออกเป็น 2 เฟส เฟสแรก สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) บรรจุไว้ 30,000 ล้านบาท ได้ดำเนินการกู้เงินเสร็จสิ้นแล้วในช่วงเดือน ธ.ค.2565 และเฟสที่สอง เหลือกรอบวงเงินอยู่ 120,000 ล้านบาท แต่สถานะหนี้กองทุนน้ำมันฯ ล่าสุด อยู่ที่ระดับ 99,662 ล้านบาท ซึ่งในช่วงที่ สบน.พิจารณากรอบเงินกู้นั้น ได้อนุมัติไว้ที่ 80,0000 ล้านบาท ฉะนั้นเมื่อรวมกับวงเงินกู้เดิม คาดว่าจะใช้เงินรวมทั้งหมด 110,000 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมกับยอดหนี้ที่เหลืออยู่

อย่างไรก็ตาม ครม.ได้มอบหมายให้ กบน.ดำเนินการตามแผนการกู้เงินเพื่อบริหารจัดการกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเสนอ บอร์ด กบน. อนุมัติให้สถาบันการเงินยื่นข้อเสนอการกู้เงินที่วงเงิน 20,000 ล้านบาท ในช่วงกลางเดือน เม.ย.2566 เพื่อนำเงินไปชำระคืนหนี้ผู้ค้ามาตรา 7 ต่อไป แต่ทั้งนี้ การกู้เงินในเฟสที่สอง วงเงิน 80,000 ล้านบาทนั้น จะต้องดำเนินการเซ็นสัญญากับสถาบันการเงินให้เสร็จตามกรอบ 1 ปีที่ ครม.กำหนดไว้ คือ ภายในเดือน ก.ย. 2566 นี้

ทั้งนี้คาดว่าคงต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปี กว่าสถานะกองทุนฯ จะกลับสู่ภาวะปกติ ที่มีเงินในบัญชีไม่เกิน 4 หมื่นล้านบาท และเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้ดีเซลประมาณ 50 สตางค์ ถึง 1 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันเรียกเก็บอยู่ถึง 5.05 บาทต่อลิตร

นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กล่าวว่า สถานการณ์ก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG) ล่าสุด ยังเป็นไปตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่ให้ตรึงราคาขายปลีก LPG อยู่ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2566 ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2566 ขณะที่ราคา LPG ตลาดโลกเฉลี่ยเดือน มี.ค. 2566 นี้ อ่อนตัวลงมาอยู่ที่ระดับกว่า 500 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน โดยกองทุนน้ำมันฯ ยังใช้เงินเข้าไปชดเชยอยู่ที่ประมาณกว่า 8.88 บาทต่อกิโลกรัม หรือ ราคาที่แท้จริงควรอยู่ที่ประมาณ 453 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม กรอบวงเงินในการชดเชยราคา LPG ที่อนุมัติไว้ที่ 48,000 ล้านบาทนั้น คาดว่าจะเพียงพอในการตรึงราคา LPG ไปจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ ตามมติ กบง.

Source : Energy News Center

รมว.พลังงานแย้มข่าวดีค่าไฟบ้านงวด พ.ค.-ส.ค.66 ไม่เพิ่มขึ้น กกพ.ส่งสัญญาณค่าไฟประเภทบ้านที่อยู่อาศัยที่ขณะนี้ค่าไฟเฉลี่ย 4.72 บาทต่อหน่วยต้องไม่ปรับขึ้น พร้อมเกาะติดราคาดีเซลตลาดโลกย้ำหากลดลงต่อเนื่องจะพิจารณาลดลงทันที

 เมื่อวันที่ 9 มี.ค.66 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(Ft) งวดพ.ค.-ส.ค.66 มีสัญญาณที่ดีที่จะมีการปรับตัวลดลงโดยได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ได้พิจารณาที่จะไม่ให้กระทบต่อต้นทุนภาพรวมโดยดูแลทุกภาคส่วนโดยเฉพาะบ้านที่อยู่อาศัยที่จะไม่สูงขึ้นจากปัจจุบันโดยอย่างน้อยจะอยู่ในระดับเดิมคือ 4.72 บาทต่อหน่วย

 อย่างไรก็ตาม ค่าไฟฟ้าในงวดนี้จะเป็นอัตราเดียวเนื่องจากในงวดม.ค.-เม.ย.66 ที่ต้องแยกเป็น 2 อัตราคือ ประเภทบ้านอยู่อาศัยอยู่ที่ค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่อัตรา 4.72 บาทต่อหน่วย ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น (ธุรกิจ อุตสาหกรรม บริการฯลฯ) ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 5.33 บาทต่อหน่วย เป็นกรณีพิเศษที่เกิดจากการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติเพื่อลดผลกระทบให้กับบ้านที่อยู่อาศัย

 ค่าไฟในงวดแรกม.ค.-เม.ย.66 ถือว่าพีคสุดแล้วและเวลานี้หลายปัจจัยต่างๆที่เป็นต้นทุนดีขึ้น โดยค่าไฟในส่วนของภาคอุตสาหกรรมจะลดลงจากเดิมแน่นอน และกกพ.เองก็เตรียมประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นก็ต้องไปดูว่าเป็นอย่างไร ซึ่งกกพ.ก็น่าจะพิจารณาที่จะไม่ทำให้สูงขึ้นด้วยต้นทุนต่างๆที่ลดลงเพราะที่ผ่านมาทุกภาคส่วนเองก็รับภาระมาพอสมควรแล้วซึ่งรัฐเองก็เข้าใจและพยายามดูแลมาโดยตลอด นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว

 สำหรับราคาดีเซลขายปลีกที่ขณะนี้อยู่ระดับประมาณ 34 บาทต่อลิตร ได้มีการติดตามราคาตลาดโลกใกล้ชิดซึ่งยอมรับว่าขณะนี้ราคามีความผันผวนมากจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาสูง แต่ขณะนี้เริ่มอ่อนตัวลง ดังนั้นหากแนวโน้มการปรับตัวลดลงต่อเนื่องทางคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพร้อมที่จะพิจารณาในกาปรับลดราคาขายปลีกทันทีเพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชน

สำหรับแต่งตั้งผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) คนใหม่ แทน นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าฯ กฟผ.ปัจจุบันที่จะครบวาระในวันที่ 21 ส.ค.66 ซึ่งล่าสุดบอร์ดกฟผ.ที่มี นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ได้ประชุมเมื่อ 8 มี.ค.และเห็นชอบตามที่คณะกรรมการสรรรหาเสนอชื่อ นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าฯกฟผ. ปฏิบัติงานที่บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นผู้ว่าฯกฟผ.คนต่อไปนั้น นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้มีรายงานมาถึงตน ดังนั้นหากจะถามว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้เมื่อใดจึงยังตอบไม่ได้และจะทันการยุบสภาหรือไม่ก็ยังไม่แน่ใจเช่นกัน

Source : สยามรัฐ