บอร์ดอีวี เตรียมชง ครม.สัปดาห์หน้า เคาะแพคเกจฉบับปรับปรุง เร่งเสนอก่อนยุบสภา รองรับค่ายรถทุกค่ายในโลกลงทุนไทย เล็งยืดเวลาผลิตรถทดแทนการนำเข้าจาก 2 ปี เป็น 3 ปี ค่ายรถกลุ่มเดิมไม่เสียเปรียบ เปลี่ยนมาเข้ามาตรการใหม่ได้ พร้อมซอยประเภทรถที่รับเงินอุดหนุนให้ละเอียดขึ้น

มาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ (EV) ได้รับผลตอบรับที่ดี โดยเฉพาะมาตรการรอบแรก หรือ EV1 ที่เป็นการอุดหนุนเงินให้ผู้บริโภคผ่านค่ายรถ โดยอุดหนุนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคันละ 18,000 บาท รวมทั้งอุดหนุนรถยนต์และรถกระบะไม่เกินคันละ 150,000 บาท ในระหว่างปี 2565-2568 และล่าสุดได้มีมาตรการ EV2 เพื่อสนับสนุนการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่วงเงิน 24,000 ล้านบาท

ขณะนี้ได้มีการจัดทำมาตรการ EV3 ที่จะเป็นใช้ในปี 2567 โดยคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ได้ประชุมเมื่อวันที่ 7 มี.ค.2566 เห็นชอบมาตรการส่งเสริม EV ชุดที่ 3 หรือ EV3 โดยเป็นการปรับรายละเอียดจากมาตรการ EV2 ดังนี้

1.ปรับวงเงินสนับสนุนการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า จากเดิมที่กำหนดสูงสุดไม่เกินคันละ 150,000 บาท รวมทั้งจะมีการปรับประเภทรถที่รับการอุดหนุนเงินให้ละเอียดมากขึ้น โดยเทียบกับมาตรการปัจจุบันที่รถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่ต่ำกว่า 30 kWh ได้รับอุดหนุน 70,000 บาท และรถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่ขนาดเกิน 30 kWh ได้รับการสนับสนุนคันนะ 150,000 บาท ซึ่จะปรับรายละเอียดประเภทรถที่รับการอุดหนุน

2.การปรับเงื่อนไขการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า ซึ่งมาตรการปัจจุบันกำหนดให้บริษัทรถนำเข้าที่ขอรับเงินอุดหนุนต้องเริ่มผลิตรถชดเชยใน 2 ปี เท่ากับจำนวนการนำเข้า CBU ในอัตราการนำเข้าต่อการผลิตในประเทศที่ 1.0 ต่อ 1.5 คัน 

ทั้งนี้ จะปรับให้การผลิตทดแทนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยจากเดิมกำหนดให้มีการผลิตทดแทนภายใน 2 ปี ปรับเป็นภายใน 3 ปี แต่มีเงื่อนไขอัตราส่วนการผลิตทดแทนที่สูงขึ้น

3.ปรับมาตรการสนับสนุนตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ที่กำหนดวงเงินไว้ 24,000 ล้านบาท โดยจะลงรายละเอียดงบประมาณที่สนับสนุนในแต่ละปี และกำหนดวงเงินที่สนับสนุนตั้งแต่ระดับ 1-8 กิกะวัตต์

“สรรพสามิต-อุตฯ”หารือเพิ่ม

แหล่งข่าวจากบอร์ด EV กล่าวว่า กรมสรรพสามิตและกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังหารือรายละเอียดในการปรับมาตรการดังกล่าวให้เป็นมาตรการ EV3 เพื่อเสนอนายสุพัฒนพงษ์ ก่อนที่จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 14 มี.ค.2566 โดยที่ประชุมบอร์ด EV เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบในหลักการ แต่ยังมีรายละเอียดบางส่วนที่ยังเห็นไม่ตรงกันจึงให้กรมสรรพสามิตและกระทรวงอุตสาหกรรมหารือกันอีกครั้ง

มั่นใจยอดยอดจองรถปีนี้พุ่ง

แหล่งข่าว กล่าวว่า เหตุผลสำคัญของการปรับปรุงมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าครั้งนี้ เพราะบอร์ด EV พิจารณาเห็นว่าหลังจากที่ออกมาตรการอุดหนุนการซื้อรถไฟเมื่อปี 2565 ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทยมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และความต้องการภายในประเทศยังมีอีกมาก 

ทั้งนี้ ในปี 2565 มียอดจองรถ EV มากกว่า 20,000 คัน และในเดือน ก.พ.2566 มียอดจดทะเบียนรถ EV มากถึง 5,000 คัน ซึ่งฝ่ายนโยบายมั่นใจว่าปีนี้ยอดจองรถรถยนต์ไฟฟ้าจะมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยจะเริ่มเห็นสัญญาณจากงานมอเตอร์โชว์ที่จะถึงในเดือน เม.ย.นี้

สำหรับความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ทำให้หลายค่ายรถเริ่มเห็นโอกาสในการลงทุนผลิตรถรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ และต้องการที่จะเข้าร่วมโครงการส่งเสริมของภาครัฐ 

รวมทั้งรัฐบาลได้ประเมินว่าผลจากนโยบายที่สนับสนุนมีส่วนสำคัญ เช่น การให้เงินอุดหนุนกับค่ายรถที่จำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าคันละ 70,000-150,000 บาท รวมทั้งมาตรการทางด้านภาษีที่สนับสนุนเว้นอากรนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญ และมาตรการสนับสนุนอื่นถือว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้ค่ายรถตัดสินใจใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

ทั้งนี้ หากมีการเปิดส่งเสริมรอบใหม่ก็ควรมีการปรับเงื่อนไขและรายละเอียดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีของรถยนต์ไฟฟ้ามีการพัฒนามากขึ้น ซึ่งการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและกำหนดการส่งเสริมในแพคเกจการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าชุดใหม่จะทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะรองรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มาจากค่ายรถยนต์ทั่วโลก

ชี้ค่ายรถกลุ่มแรกไม่เสียเปรียบ

ม.ล.ชโยทิต กฤดากร ผู้แทนการค้าไทย ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และหัวหน้าทีมปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในวันที่ 14 มี.ค.2566 บอร์ด EV จะนำมติที่ประชุมเรื่องมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติมเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เพราะเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายจึงต้องนำเสนอก่อนการยุบสภา เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถทำได้

ทั้งนี้ การปรับมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าครั้งนี้จะปรับให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีการผลิตรถเพื่อทดทนการนำเข้า เช่น ขยายเวลาให้ผู้ผลิตรายใหม่ที่เข้ามาจะต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายใน 3 ปี จากเดิมภายใน 2 ปี ซึ่งเป็นการยืดเวลาให้แต่ต้องผลิตเพิ่มขึ้น โดยจะไม่ทำให้บริษัทที่เข้าร่วมรอบแรกได้เปรียบหรือเสียเปรียบ และอยู่บนหลักการที่แต่ละบริษัทมีความพร้อมไม่เหมือนกัน แต่รายเดิมปรับมาขอเข้าโครงการรอบใหม่ได้

นอกจากนี้จะเสนอขอให้ ครม.อนุมัติในหลักการที่รัฐบาลจะเข้าไปสนับสนุนเงินสำหรับการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในไทย โดยขอเป็นหลักการเพื่อให้สามารถไปเจรจาต่อได้ โดยมั่นใจว่าไทยจะสามารถดึงผู้ผลิตรายใหญ่มาได้

สำหรับมาตรการที่นำเสนอเพื่อดึงบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหม่เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานผลิต เพื่อไทยจะสามารถเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ ภายหลังช่วง 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินนโยบายส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย แล้วจุดติดเร็วมาก ปัจจุบันมีวิ่งในท้องถนนแล้วกว่า 10,000 คัน และที่จองแล้วรอรับรถอีก 36,000-37,000 คัน

“ขณะนี้มีความต้องการใช้แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 300 กิโลวัตต์ สูงในระดับที่ทำให้ต้นทุนการผลิตถูกลงได้ ขณะที่อินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นประเทศคู่แข่งเพิ่งมีรถยนต์ไฟฟ้าวิ่งในท้องถนนเพียง 600 คันเท่านั้น”

Source : กรุงเทพธุรกิจ

เดือนมิถุนายนในปี 1991 ภูเขาไฟในฟิลิปปินส์ระเบิด Mount Pinatubo ส่งเมฆเถ้าถ่านขึ้นสู่บรรยากาศ 35 กิโลเมตร คร่าชีวิตผู้คนไปหลายร้อยคนและส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้าน ก่อนที่ฝุ่นจะตกลงมาอย่างสมบูรณ์ มีอย่างอื่นเกิดขึ้น พื้นผิวโลกเย็นลงอย่างวัดผลได้เป็นเวลาสองสามปี

เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว นักวิจัยในสหราชอาณาจักรได้ยกบอลลูนที่เต็มไปด้วยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบทั่วไปในการปะทุของภูเขาไฟ เกือบ 25 กิโลเมตรขึ้นไปในอากาศก่อนที่จะระเบิด การทดลองแบบ no-frills ได้รับการอธิบายว่าเป็นวิทยาศาสตร์ที่เป็นไปได้เป็นครั้งแรกในด้าน “วิศวกรรมธรณีพลังงานแสงอาทิตย์” การกระเจิงของอนุภาคสู่ชั้นบรรยากาศเพื่อเบี่ยงเบนรังสีของดวงอาทิตย์ และสร้างเอฟเฟกต์การระบายความร้อนที่คล้ายกับผลที่ตามมาของ Mount Pinatubo

ไม่น่าจะเป็นการทดสอบครั้งสุดท้ายเกี่ยวกับศักยภาพของวิศวกรรมธรณีพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อช่วยบรรเทาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ข้อมูลจาก World Economic Forum ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่าภาวะโลกร้อนเกิน 1.5 °C เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมจะเพิ่มความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความมั่นคงด้านอาหาร และน้ําประปา ภาวะโลกร้อนสูงถึง 1.21 °C ณ เดือนมกราคม คาดว่าจะแตะ 1.5 °C ภายในปี 2035

การยอมแพ้ต่อเป้าหมาย 1.5 °C และมุ่งความสนใจไปที่วิธีการทําให้สภาพอากาศอ่อนลง เช่น วิศวกรรมธรณีพลังงานแสงอาทิตย์ อาจเป็นความผิดพลาดร้ายแรง นั่นไม่ได้หยุดผู้คนจากการเสกสรรแผนสํารองอื่นๆ ข้อเสนอหนึ่งจะใช้ฟองอากาศอวกาศ ที่ลอยอยู่เหนือโลกเพื่อเบี่ยงเบนแสงแดด อีกประการหนึ่งมีพื้นฐานมาจากแนวคิดที่ว่าการวางเหล็กลงในมหาสมุทรจะช่วยวางไข่แพลงก์ตอนพืชที่กินคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อเดือนที่แล้ว นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์แนะนําให้ยิงฝุ่นจากพื้นผิวดวงจันทร์เพื่อสร้าง “โล่แสงอาทิตย์” สําหรับโลก

วิศวกรรมธรณีพลังงานแสงอาทิตย์ก็เป็นส่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการอภิปรายเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปหลังจากหลายปีของการเฉยเมยของสภาพอากาศ

ความพยายามในการวิจัย Geoengineering พลังงานแสงอาทิตย์ครั้งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมีเป้าหมายเพื่อปล่อยบอลลูนจากชานชาลาในสวีเดน 20 กิโลเมตรขึ้นไปบนท้องฟ้า เพื่อปล่อยฝุ่นแร่และวัดเคมีในชั้นบรรยากาศและการกระเจิงของแสงที่เกิดขึ้น มีการตอบโต้อย่างมีนัยสําคัญ และในปี 2021 การทดสอบถูกระงับระหว่างรอ“กระบวนการมีส่วนร่วมทางสังคมที่ละเอียดยิ่งขึ้น”

การตั้งคําถามเกี่ยวกับวิธีนําอนุภาคที่จําเป็นขึ้นไปในอากาศให้ดีที่สุด เช่น และต้องสูงเพียงใดจึงจะไม่เป็นอันตรายและมีประสิทธิภาพและหากอนุภาคต้องถูกปล่อยออกมาที่ระดับความสูงประมาณสองเท่าของเส้นทางการบินทั่วไปสําหรับสายการบินและเครื่องบินไอพ่นทางทหาร นั่นอาจชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคด้านต้นทุนและความปลอดภัยที่ร้ายแรง

การวัดประสิทธิภาพของ Geoengineering พลังงานแสงอาทิตย์อาจน้อยกว่าตรงไปตรงมา

บางทีการวางสายที่ใหญ่ที่สุดจนถึงปัจจุบัน “การยุติความตกใจ” หากประเทศต่างๆ สามารถเร่งความพยายามด้านวิศวกรรมธรณีพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกันได้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การหยุดชะงักอย่างกะทันหันเนื่องจากสงคราม หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงเจตจํานงทางการเมืองภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง อาจทําให้เกิดภาวะโลกร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ตัวแทนภาครัฐและเอกชนประสานเสียงบนเวที Blue Carbon Conference 2022 ชี้ “ชุมชน” คือพลังสำคัญของการปลูกป่าชายเลนอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นแหล่งอาหาร แหล่งท่องเที่ยว ลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้คนในชุมชน 

เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ร่วมกับ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.)  และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN)  จัดเสวนาร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย ภายใต้โครงการ Dow & Thailand Mangrove Alliance ในงาน Blue Carbon Conference 2022 “คาร์บอนทะเล: หนุนธุรกิจสู่ Net Zero เสริมระบบนิเวศและชุมชน” โดยมีตัวแทนจากภาครัฐและเอกชนมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ความสำเร็จในการฟื้นฟูและบริหารจัดการพื้นที่ป่าชายเลนในประเทศไทย

นายขยาย ทองหนูนุ้ย ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 

นายขยาย ทองหนูนุ้ย ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การปลูกป่าชายเลนที่จังหวัดระนองใน 2 โครงการสำคัญ คือ โครงการปลูกป่าชายเลนเชื่อมมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น เพิ่มศักยภาพชุมชนอนุรักษ์ป่าชายเลน และโครงการพัฒนาชุมชนชายฝั่งจังหวัดระนองให้เข้มแข็งรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยระบุว่า ปัจจุบัน จังหวัดระนองมีพื้นที่ป่าชายเลนสมบูรณ์ 171,737 ไร่ และกำลังเสนอให้ป่าชายเลนระนองเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ สำหรับโครงการแรก ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนที่ 6 ร่วมกับ OISCA (Thailand) และองค์กรภาคเอกชนและอาสาสมัครปลูกป่าชาวญี่ปุ่นได้จัดทำโครงการปลูกป่าชายเลน ด้วยการคัดเลือกพื้นที่เข้าโครงการ ซึ่งเป็นที่ป่าชายเลนเสื่อมโทรมหลังสิ้นสุดสัมปทาน เหมืองแร่เก่า บ่อกุ้งเก่า และพื้นที่พิเศษหรือพื้นที่เสื่อมโทรมขั้นวิกฤต มีอาสาสมัครมาทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อปลูกป่าเชิงคุณภาพ สามารถฟื้นฟูป่าชายเลนกว่า 9,000 ไร่ โครงการนี้มีแคมเปญปลูกป่าชายเลนที่น่าสนใจคือ แคมเปญ “Homerun Mangrove หนึ่งโฮมรันปลูกพันต้นโกงกาง” โดยนับยอดโฮมรันที่นาย Nobuhiko Mutsunaka นักเบสบอลชื่อดังทำได้ใน 1 ปี ซึ่งตอนนั้นมีการปลูกป่าโกงกางกว่า 4,000 ต้น 

การมีส่วนร่วมของชุมชนคือวิธีที่ได้ผลดีและยั่งยืนในการปลูกป่าชายเลน เจ้าหน้าที่ภาครัฐต้องเป็นสะพานเชื่อมกับชุมชน โดยปลูกป่าเชิงคุณภาพบนพื้นฐานวิชาการและข้อมูลที่เป็นจริงว่าพื้นที่ใดปลูกได้ พื้นที่ใดปลูกแล้วจะไม่รอด ยิ่งไปกว่านั้นต้องเปลี่ยนการปลูกป่าให้เป็นการสร้างงานและรายได้ให้คนในชุมชน

ส่วนโครงการพัฒนาชุมชนชายฝั่งจังหวัดระนองให้เข้มแข็งรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้นั้น เน้นทำให้ชุมชนมีองค์ความรู้ สามารถปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด และมีอาชีพมีรายได้ที่มั่นคง โดยมีเป้าหมาย คือ ชุมชนบ้านเกาะคณฑี ชุมชนบ้านเกาะเหลา ชุมชนบ้านเกาะสินไห และชุมชนบ้านฉาง-ท่าต้นสน

“ปัจจุบัน มีทุนที่จะลงไปพัฒนาชุมชนมาก ควรเตรียมความพร้อมชุมชนอย่างเข้มข้น ทำให้เห็นว่าการรวมกลุ่มจะทำให้มีโอกาสมากขึ้น  ต้องลดช่องว่างระหว่างภาคนโยบายกับการปฏิบัติให้ได้” นายขยายกล่าวสรุป

นายชัยรัตน์ เอื้อตระกูล นายกเทศมนตรีตำบลปากน้ำประแส จังหวัดระนอง กล่าวถึง ความสัมพันธ์ระหว่างระบบนิเวศชายฝั่งและความมั่นคงทางอาหาร ว่า หลังจากทุกภาคส่วนได้ช่วยกันปลูกป่าอย่างต่อเนื่องเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลนเสื่อมโทรมที่เกิดจากการทำบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแล้ว ทำให้ตอนนี้พื้นที่ปากน้ำประแสมีพื้นที่ป่าสมบูรณ์ประมาณ 600 ไร่ โดยมีคนในชุมชนช่วยกันดูแลอย่างเข้มแข็ง เพราะได้รับประโยชน์จากป่าสมบูรณ์ ทั้งการเป็นแหล่งอาหาร มีสัตว์น้ำเยอะกว่าเดิม นำมาเป็นอาหารและขายสร้างรายได้ให้ครอบครัว นอกจากนี้ป่าชายเลนยังเป็นแหล่งพักอาศัยของนกอพยพหายาก มีความหลากหลายทางชีวภาพ และดึงดูดให้คนมาท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติ ทำให้คนในชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย

นายชัยรัตน์ เอื้อตระกูล นายกเทศมนตรีตำบลปากน้ำประแส จังหวัดระนอง

นายชัยรัตน์ยังกล่าวถึงปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งของความสำเร็จในการอนุรักษ์ป่าชายเลน คือ การสนับสนุนจากภาคเอกชน ซึ่งชุมชนปากน้ำประแสเองได้รับความอนุเคราะห์จากบริษัทเอกชนหลายแห่งมาโดยตลอด และที่สำคัญคือ “ความต่อเนื่อง” ตัวอย่างเช่น กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ที่ได้เข้ามาปลูกป่าและส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในชุมชนปากน้ำประแสอย่างต่อเนื่องทุกปีเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว รวมทั้ง Dow ยังช่วยสร้างแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่ และทำกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น พาสื่อมวลชนมารีวิว และจัดประกวดภาพถ่ายซึ่งทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ความต่อเนื่องจึงเป็นหนึ่งในเคล็ดลับความสำเร็จเพื่อสร้างให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนในการอนุรักษ์

นางสาวมณีวรรณ สันหลี กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิอันดามัน กล่าวถึง ภัยคุกคามต่อระบบนิเวศและท้องทะเลอันดามัน ความท้าทายของระบบนิเวศและชุมชน กรณีศึกษาการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนมีส่วนร่วม จังหวัดตรัง ว่าที่ผ่านมาชุมชนชายฝั่งได้รับผลกระทบจากการที่มีปริมาณสัตว์น้ำลดลง เพราะการทำประมงที่ไม่เหมาะสม คนในชุมชนจึงรวมตัวกันจัดทำข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหา มีการแบ่งประเภทป่าชายเลนเป็นประเภทต่างๆ แบ่งพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม และเพื่อใช้กันคลื่นลม

ในจังหวัดตรัง มีการกำหนดพื้นที่อนุรักษ์ 4 หมู่บ้าน เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ห้ามใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมายที่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำวัยอ่อนและพะยูน ห้ามตัดไม้โกงกาง และมีการอนุรักษ์พื้นที่หญ้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์น้ำ นอกจากนี้ เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดตรังยังมีการประชุมเพื่อติดตามเฝ้าระวังปัญหาในพื้นที่ชายฝั่ง มีการพิจารณาข้อเสนอต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การดำเนินการเหล่านี้ทำให้จำนวนพะยูนและพื้นที่หญ้าทะเลในจังหวัดตรังเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังเกิดกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ชุมชนบ้านน้ำราบ ช่วยสร้างงาน และกระจายรายได้ให้คนในชุมชนอีกด้วย

นางสาวมณีวรรณ สันหลี กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิอันดามัน

ชุมชนชายฝั่งยังคงเผชิญกับภัยคุกคามหลายอย่าง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้น ภาวะน้ำทะเลหนุนสูง คลื่นลมแปรปรวนส่งผลกระทบต่อประมงชายฝั่ง ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ปัญหาขยะทะเลบริเวณชายฝั่ง นอกจากนี้ ก็ยังมีปัญหาพื้นที่หญ้าทะเลในเกาะลิบงได้รับความเสียหายจากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อการทำประมงชายฝั่ง การท่องเที่ยว และการดูดซับและกักเก็บคาร์บอน ขณะเดียวกัน กฎหมายและนโยบายบางอย่างก็ส่งผลกระทบต่อชุมชน เช่น พรบ.สิ่งก่อสร้างล่วงล้ำลำน้ำกระทบต่อชาวบ้านรายได้น้อย พรบ.อุทยานแห่งชาติทำให้ชาวประมงพื้นบ้านไม่สามารถทำประมงนอกพื้นที่ได้ นโยบายทวงคืนผืนป่าได้ยึดพื้นที่คืนจากชาวประมงพื้นบ้าน เป็นต้น ดังนั้นจึงต้องการให้ทุกฝ่ายร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่หญ้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของสัตว์น้ำ และต้องการให้ภาครัฐออกนโยบายที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากร เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาต่างๆ

ด้านนายรวี ถาวร นักวิจัยศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (RECOFTC) กล่าวถึง การมีส่วนร่วมและผลประโยชน์ของชุมชนจากการฟื้นฟูป่าชายเลน กรณีศึกษาป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน จังหวัดตราด ว่า ชุมชนบ้านเปร็ดในมีป่าชายเลน 10,557 ไร่ มีการฟื้นฟูมาตั้งแต่ปี 2530 คนในชุมชนทำสวนผลไม้ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามระบบธรรมชาติ และทำประมงจับหาสัตว์น้ำ ทั้งนี้ ช่วงแรกของการฟื้นฟูป่าชายเลนเป็นการฟื้นฟูตามธรรมชาติ และต่อมาชุมชนเข้าไปช่วยฟื้นฟูโดยได้รับการสนับสนุนจาก RECOFTC และภาคีเครือข่ายภาคเอกชน มีการจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์แบ่งพื้นที่ดูแลฟื้นฟูระบบนิเวศ บริหารจัดการเพิ่มจำนวนสัตว์น้ำ เช่น ธนาคารปูดำ และบ้านปลา ปลูกป่าชายเลนเพิ่ม วางแผนการจัดการป่า และร่วมมือกับพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อดูแลปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ให้พื้นที่ป่าชายเลนมีความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น มีปริมาณสัตว์น้ำ พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น อัตราการพังของชายฝั่งลดลง ช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้คนในชุมชน ลดความยากจน และเมื่อคนในชุมชนตระหนักถึงประโยชน์ที่ได้รับก็กลายเป็น Forest Watch คอยดูแลป่าและคอยแจ้งเตือนเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติในพื้นที่ป่าเพื่อให้แก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

นายรวี ถาวร นักวิจัยศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (RECOFTC)

ในปี 2554-2556 โครงการ Mangroves for the Future ได้ช่วยขยายพื้นที่ฟื้นฟูสู่เครือข่ายอีก 6 ตำบล ผ่านการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ในอ่าวตราด การทำวิจัยเรื่องการฟื้นฟูป่าชายเลนจากนากุ้งร้างทำให้เกิดองค์ความรู้ในการฟื้นฟูป่าชายเลนที่ผสมผสานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาชาวบ้าน มีการจัดทำคู่มือการสำรวจ ประเมินผลและติดตามการฟื้นฟูป่าชายเลนโดยชุมชน เพื่อขยายผลองค์ความรู้สู่ชุมชนอื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้ ความสำเร็จด้านการฟื้นฟูป่าชายเลนทำให้ชุมชนบ้านเปร็ดในได้รับรางวัล Equator ของ UNDP เมื่อปี 2555

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของชุมชนนี้คือ การตั้งกองทุนป่าชุมชน…เพื่อความยั่งยืน โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อฟื้นฟูจัดการป่าอย่างต่อเนื่อง มีการใช้เงินทุนซื้อนากุ้งร้างเพื่อปลูกป่าชายเลนเพิ่ม ใช้เป็นเงินสวัสดิการของคนทำงาน รวมทั้งซื้อน้ำมันและซ่อมเรือรวมถึงอุปกรณ์ดูแลจัดการป่า และพัฒนาบุคลากร

นายรวี เล่าถึง การฟื้นฟูนากุ้งขนาด 45 ไร่ ตั้งแต่ปี 2554  ว่า เป็นการฟื้นฟูป่าควบคู่การทำวิจัย ที่ผสมผสานความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความรู้ของชาวบ้านที่ร่วมกันวิเคราะห์เลือกรูปแบบการปลูกฟื้นฟูพื้นที่ เช่น วิเคราะห์ชนิดดิน การจัดการระบบน้ำ วิธีการปลูกป่าโกงกางแบบใช้ฝัก และได้ร่วมกันฟื้นฟูพื้นที่ มีการเรียนรู้และติดตามผลการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง เช่น ข้อมูลต้นไม้ สัตว์หน้าดิน สัตว์น้ำที่ใช้ประโยชน์จากแปลงฟื้นฟู ซึ่งผลการฟื้นฟูพบว่า ต้นไม้รอดตาย 80% มีสัตว์หน้าดินอย่างน้อย 10 ชนิด พบสัตว์น้ำอย่างน้อย 25 ชนิด โดย 5 ชนิดเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ชาวบ้าน ขณะที่เดียวกัน คนในชุมชนได้เรียนรู้การฟื้นฟูป่าชายเลน มีการวิจัยชุมชน ซึ่งขยายผลไปยังชุมชนชายฝั่งอื่นได้

  • ผู้ที่สนใจสามารถรับฟังการสัมมนา 1 ชั่วโมงเต็มได้ที่ https://youtu.be/DuAOJvUfq-U

Source : Energy News Center

คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เห็นชอบปรับแผนรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพิ่มอีก 3,668.5 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันเปิดรับซื้ออยู่ 5,203 เมกะวัตต์ใน “โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สำหรับกลุ่มโรงไฟฟ้าประเภทไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565”  โดยเปิดรับซื้อทั้งโซลาร์ฟาร์ม , ลม ,ก๊าซชีวภาพ และขยะอุตสาหกรรม ยกเว้นโซลาร์ฟาร์มที่รวมแบตเตอรี่ยังไม่เปิดรับซื้อ ยืนยันช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าประชาชนได้ 1 พันล้านบาท ในปี 2573 

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center : ENC) รายงานผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยมี นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และ นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมแถลงข่าว โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ที่ประชุม กพช. เห็นชอบแผนเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ภายใต้ “แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1) ในช่วงปี พ.ศ. 2564 – 2573 (ปรับปรุงเพิ่มเติม ครั้งที่ 2)” โดยให้เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากขึ้นเป็น 12,700 เมกะวัตต์ จากเดิมที่กำหนดให้มีไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพียง 9,996 เมกะวัตต์  

โดยการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนดังกล่าว จะเพิ่มจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม),พลังงานลม, ก๊าซชีวภาพ,ขยะอุตสาหกรรม ประกอบกับทาง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้รวบรวมโรงไฟฟ้าที่ไม่สามารถผลิตได้ตามแผน PDP 2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 เช่น ไฟฟ้าจาก สปป. ลาว ที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าเข้าระบบได้ทันในปี 2571  โดยรวบรวมทั้งในส่วนที่ผลิตเข้าระบบไม่ทันตามแผน PDP และที่ กพช. เห็นชอบให้รับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นดังกล่าว เพื่อนำมาเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นอีก 3,668.5 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันที่เพิ่งเปิดรับซื้ออยู่ 5,203 เมกะวัตต์ใน “โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สำหรับกลุ่มโรงไฟฟ้าประเภทไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565”

ทั้งนี้การเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น 3,668.5 เมกะวัตต์ นั้น จะมาจาก โซลาร์ฟาร์ม 2,632 เมกะวัตต์ (เพิ่มขึ้นจากรอบแรกที่เปิดรับซื้อรวม 5,203 เมกะวัตต์ โดยโซลาร์ฟาร์มรับซื้อ 2,368 เมกะวัตต์ ), พลังงานลม 1,000 เมกะวัตต์ (จากเดิมรับซื้อ 1,500 เมกะวัตต์), ก๊าซชีวภาพ 6.5 เมกะวัตต์ (จากเดิมไม่มีรายใดเสนอขายไฟฟ้าเข้ามา), ไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม 30 เมกะวัตต์ (จากปัจจุบันเปิดรับซื้อ 100 เมกะวัตต์)

ดังนั้นเมื่อรวมทั้งรอบที่เปิดรับซื้อ 5,203 เมกะวัตต์ ที่ผ่านมา และรอบใหม่ที่จะเปิดรับซื้ออีก 3,668.5 เมกะวัตต์ จะส่งผลให้มีไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มรวมเป็น 5,000 เมกะวัตต์, พลังงานลม รวมเป็น 2,500 เมกะวัตต์ ,ก๊าซชีวภาพ เป็น 6.5 เมกะวัตต์ และขยะอุตสาหกรรม รวมเป็น 130 เมกะวัตต์  

ทั้งนี้การเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนอีก 3,668.5 เมกะวัตต์ ดังกล่าว จะเป็นการเปิดต่อเนื่องหลังจากเสร็จสิ้นการเปิดรับซื้อรอบแรกที่ 5,203 เมกะวัตต์ โดยใช้ระเบียบเดียวกันกับของ กกพ. ในการรับซื้อไฟฟ้า(ในรูปแบบสัญญา Non-Firm โดยมีอายุสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าเป็นระยะเวลา 20 -25 ปี)  ส่วนพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานจะยังไม่มีการรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นการผลิตไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ซึ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทดสอบคาดว่าจะสามารถจัดหาได้ครบตามเป้าหมายแล้ว

การรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนตามระเบียบเดิมของ กกพ. ดังกล่าวจะทำให้เกิดการรับซื้อไฟฟ้าได้ต่อเนื่องและรวดเร็วขึ้น เพื่อตอบสนองเป้าหมายรัฐบาลที่จะมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)ภายในปี พ.ศ. 2593 และการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon Emission) ภายในปี พ.ศ. 2608 รวมทั้งเพิ่มพลังงานทดแทนและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศด้วยการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ  โดย กพช.มอบหมายให้ กกพ.ไปดำเนินการเปิดรับซื้อตามขั้นตอนต่อไป

อย่างไรก็ตามการรับซื้อไฟฟ้าสะอาดที่เพิ่มขึ้นนี้จะช่วยแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงจากการต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่าย (AP) ไฟฟ้าลงได้ ดังนั้นกระทรวงพลังงานยืนยันว่าจะไม่ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นแน่นอน และยังช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าลงได้ 1 พันล้านบาทในปี 2573 ของแผน PDP 2018 ด้วย เนื่องจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดถูกกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล    

นายกุลิศ กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดสนใจเสนอขายไฟฟ้าเข้ามากว่า 17,000 เมกะวัตต์ จากที่เปิดรับซื้อเพียง 5,000 เมกะวัตต์ ดังนั้นเพื่อตอบโจทย์พลังงานสะอาดของประเทศ กพช.จึงได้เห็นชอบให้รับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น โดยจะไม่ทำให้ค่าไฟฟ้าประชาชนแพงขึ้นแต่อย่างใด และยังช่วยให้ไทยก้าวไปสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี พ.ศ. 2593 ด้วย  

Source : Energy News Center

พพ.เดินหน้าพร้อมใช้กฎหมาย BEC คุมอาคารใหม่-ดัดแปลงขนาด 2,000 ตร.ม.ขึ้นไป ย้ำกระทบต้นทุนน้อย คืนทุนเร็ว คุ้มค่าระยะยาว ชูเป็นกฎหมายสำคัญช่วยประหยัดพลังงานในภาคอาคารอย่างน้อยร้อยละ 10 ลดการใช้ไฟฟ้าได้รวม 13,700 ล้านหน่วย หรือกว่า 47,000 ล้านบาท ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 6,850 ตัน

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ.ได้ริเริ่มพัฒนา และผลักดันกฎกระทรวงการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน หรือ Building Energy Code : BEC เพื่อเป็นมาตรฐานในการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่หรืออาคารดัดแปลง ที่มีการใช้พลังงานสูง ด้วยการกำหนดมาตรฐานและหลักเกณฑ์และวิธีการออกแบบอาคาร เพื่อให้อาคารมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 กฎกระทรวงกำหนดประเภท หรือขนาดของอาคาร และมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการในการออกแบบเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2563 ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว

และคณะกรรมการควบคุมอาคารได้เห็นชอบการนำกฎกระทรวงกำหนดประเภท หรือขนาดของอาคาร และมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการในการออกแบบอาคาร เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2563 มาใช้บังคับกับการควบคุมอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร ซึ่งได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2566 โดยจะเริ่มใช้บังคับกับอาคารขนาด 5,000 ตร.ม. ขึ้นไปก่อน และจะบังคับใช้กับอาคารขนาด 2,000 ตร.ม.ขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป

โดยจะเริ่มใช้กับอาคารขนาดใหญ่ใน 9 ประเภท ได้แก่ (1) สถานศึกษา (2) สำนักงาน (3) อาคารโรงมหรสพ (4) อาคารห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้า (5) อาคารสถานบริการ (6) อาคารชุมนุมคน (7) อาคารโรงแรม (8) สถานพยาบาล และ (9) อาคารชุด ที่มีพื้นที่ใช้สอยในอาคารรวมกันในหลักเดียวกัน ตั้งแต่ 2,000 ตร.ม.ขึ้นไป ต้องออกแบบให้มีการใช้พลังงานในแต่ละส่วนที่กำหนดให้เป็นไปตามเกณฑ์การใช้พลังงานตามมาตรฐานขั้นต่ำ โดยให้มีผู้รับรองผลการประเมินด้านพลังงานที่ได้รับการรับรองจาก พพ. เป็นผู้รับรองข้อมูล เพื่อประกอบการยื่นตามขั้นตอนปกติในการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ตามกฎหมายควบคุมอาคาร

นายประเสริฐได้กล่าวอีกว่า กฎหมาย BEC จะเป็นประโยชน์และเป็นกลไกสำคัญในการช่วยประหยัดพลังงานในภาคอาคาร โดยอาคารที่ออกแบบผ่านตามมาตรฐาน BEC จะประหยัดพลังงานได้ตั้งแต่ร้อยละ 10-20 ขึ้นอยู่กับวิธีการออกแบบอาคารและการเลือกใช้วัสดุที่ช่วยป้องกันความร้อนได้มากหรือน้อยเพียงใด จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มเล็กน้อย เฉลี่ยประมาณ 3-5% และคืนทุนไม่เกิน 3 ปี แต่มีความคุ้มค่าในระยะยาว

เนื่องจากอาคารมีอายุการใช้งานนาน 20-30 ปี ช่วยลดปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการใช้พลังงานที่ลดลง สร้างภาพลักษณ์องค์กรหรือธุรกิจที่ให้ความสำคัญและใส่ใจด้านประหยัดพลังงานและสิ่งแวดล้อม สร้างธุรกิจผู้ผลิตวัสดุอุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงานในอาคารเพิ่มขึ้น สร้างโอกาสในการจ้างงานเพิ่มขึ้น ยกระดับมาตรฐานวัสดุอุปกรณ์ประหยัดพลังงานในประเทศ ยกระดับมาตรฐานทางวิชาชีพ และช่วยประเทศลดการนำเข้าพลังงาน ลดการใช้ไฟฟ้าได้รวม 13,700 ล้านหน่วย หรือกว่า 47,000 ล้านบาท ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 6,850 ตัน

ทั้งนี้ พพ.ได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการใช้กฎกระทรวง ในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยได้เปิดศูนย์ BEC Center เพื่อให้คําปรึกษาแนะนํา, ให้ความรู้แนวทางการออกแบบอาคารตามเกณฑ์มาตรฐาน BEC ให้กับเจ้าของอาคาร ผู้ออกแบบ ผู้ผลิต ผู้จำหน่ายวัสดุ/อุปกรณ์ สถาปนิก วิศวกร และผู้ที่สนใจทั้งภาครัฐและเอกชน รวมกว่า 5,000 คน, ฝึกอบรมผู้ตรวจรับรองแบบอาคารให้กับวิศวกรและสถาปนิก

โดยจะมีผู้สำเร็จหลักสูตรและได้รับการรับรองจาก พพ.จำนวน 1,200 คน ในปี 2566, อบรมให้ความรู้ความเข้าใจแนวทางการพิจารณาอนุญาตก่อสร้างอาคารตามเกณฑ์ BEC ให้กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ปัจจุบันอบรมไปแล้วจำนวนกว่า 3,300 คนทั่วประเทศ, สร้างเครือข่ายส่งเสริมและสนับสนุนการออกแบบอาคารตามเกณฑ์ BEC ร่วมกับภาคเอกชนและภาครัฐมากกว่า 30 แห่ง, และจะดำเนินการมอบฉลากแบบอาคารอนุรักษ์พลังงาน (BEC Awards) ให้แก่อาคารที่ผ่านการตรวจการประเมินแบบอาคาร และมีผลประหยัดสูงกว่าเกณฑ์ BEC (ร้อยละ 30 ขึ้นไป) ในปี 2566 รวมกว่า 140 อาคาร นายประเสริฐกล่าว

Source : ประชาชาติธุรกิจ