ปตท. ชี้ดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติเพื่อประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก โดยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับก๊าซธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแทนการนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว อุตสาหกรรมปิโตรเคมีก่อให้เกิดการจ้างงาน ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ รวมทั้งเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกในอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ​ ระบุมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นสูงถึง 10 – 25 เท่า หรือคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 7 แสนล้านบาทต่อปี

นายวุฒิกร สติฐิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีมีการพาดพิงถึงการดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ที่จำหน่ายให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีในราคาที่ถูกกว่าโรงไฟฟ้าเป็นสาเหตุให้ค่าไฟฟ้าแพง ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ดังนี้

การจัดสรรก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นสัดส่วนเพียง 20% ใช้ในภาคอุตสาหกรรมขนส่งและครัวเรือนประมาณ 30% และใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า 50% ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ดำเนินการมากว่า 40 ปี ปริมาณสำรอง และปริมาณการผลิตลดลง ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จำเป็นต้องมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้านและนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก มาทดแทน ทั้งนี้ ราคาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าและวัตถุดิบของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ต้นทุนราคาเนื้อก๊าซเดียวกัน สำหรับในส่วนที่ต้องจัดหาเชื้อเพลิงเพิ่มเติมเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า หรือวัตถุดิบเพิ่มเติมในแต่ละผลิตภัณฑ์จะเป็นไปตามปัจจัยสถานการณ์ตลาดพลังงานโลก และตลาดของผลิตภัณฑ์นั้นๆ

อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นอุตสาหกรรมหลักในการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดย กลุ่ม ปตท. ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับก๊าซธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแทนการนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว อุตสาหกรรมปิโตรเคมีก่อให้เกิดการจ้างงาน ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ รวมทั้งเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกในอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน โดยสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 10 – 25 เท่า หรือคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 7 แสนล้านบาทต่อปี


นายวุฒิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตลอดระยะเวลาของวิกฤตโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการผลิตพลังงานในตลาดโลก ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติได้ร่วมแก้ไขและบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมรองรับปริมาณความต้องการของประเทศทั้งในภาคประชาชน การขับเคลื่อนอุตสาหกรรม เป็นจำนวนเงินรวมกว่า 20,000 ล้านบาท (การช่วยเหลือระหว่างปี 2563 – 2565) เช่น การสำรองน้ำมัน 4 ล้านบาร์เรล การตรึงราคา NGV การช่วยเหลือราคา LPG แก่หาบเร่แผงลอยผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การสนับสนุนเงินเข้ากองทุนน้ำมัน และการขยายเครดิตเทอมแก่ กฟผ. เพื่อลดภาระค่า FT เป็นต้น โดย ปตท. ให้ความสำคัญในการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์แก่ทุกภาคส่วนอย่างสมดุล”

Source : Energy News Center

ในระหว่างปี 2565-2568 และล่าสุดได้มีมาตรการ EV2 เพื่อสนับสนุนการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่วงเงิน 24,000 ล้านบาท

ขณะนี้ได้มีการจัดทำมาตรการ EV3 ที่จะเป็นใช้ในปี 2567 โดยคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ได้ประชุมเมื่อวันที่ 7 มี.ค.2566 เห็นชอบมาตรการส่งเสริม EV ชุดที่ 3 หรือ EV3 โดยเป็นการปรับรายละเอียดจากมาตรการ EV2 ดังนี้

1.ปรับวงเงินสนับสนุนการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจากเดิมที่กำหนดสูงสุดไม่เกินคันละ 150,000 บาท รวมทั้งจะมีการปรับประเภทรถที่รับการอุดหนุนเงินให้ละเอียดมากขึ้น โดยเทียบกับมาตรการปัจจุบันที่รถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่ต่ำกว่า 30 kWh ได้รับอุดหนุน 70,000 บาท และรถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่ขนาดเกิน 30 kWh ได้รับการสนับสนุนคันนะ 150,000 บาท ซึ่งจะปรับรายละเอียดประเภทรถที่รับการอุดหนุน

2.การปรับเงื่อนไขการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า ซึ่งมาตรการปัจจุบันกำหนดให้บริษัทรถนำเข้าที่ขอรับเงินอุดหนุนต้องเริ่มผลิตรถชดเชยใน 2 ปี เท่ากับจำนวนการนำเข้า CBU ในอัตราการนำเข้าต่อการผลิตในประเทศที่ 1.0 ต่อ 1.5 คัน

ทั้งนี้ จะปรับให้การผลิตทดแทนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยจากเดิมกำหนดให้มีการผลิตทดแทนภายใน 2 ปี ปรับเป็นภายใน 3 ปี แต่มีเงื่อนไขอัตราส่วนการผลิตทดแทนที่สูงขึ้น

3.ปรับมาตรการสนับสนุนตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ที่กำหนดวงเงินไว้ 24,000 ล้านบาท โดยจะลงรายละเอียดงบประมาณที่สนับสนุนในแต่ละปี และกำหนดวงเงินที่สนับสนุนตั้งแต่ระดับ 1-8 กิกะวัตต์

เหตุผลสำคัญของการปรับปรุงมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าครั้งนี้ เพราะบอร์ด EV พิจารณาเห็นว่าหลังจากที่ออกมาตรการอุดหนุนการซื้อรถไฟเมื่อปี 2565 ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทยมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และความต้องการภายในประเทศยังมีอีกมาก

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ไฮโดรเจนสีเขียว หรือเรียกสั้นๆว่า กรีนไฮโดรเจน (Green Hydrogen) กำลังจะกลายเป็นพลังงานทางเลือกที่เป็นพลังงานสะอาดที่ดีสำหรับโลกเราในตอนนี้ เพราะเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยให้โลกสามารถลดมลพิษเป็นศูนย์ได้ เรียกง่ายๆ ว่า เป็นกุญแจสำหรับสู่ Net Zero แม้ว่าไฮโดรเจนสีเขียวยังมีต้นทุนที่สูงเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล และพลังงานทางเลือกอื่นๆ ก็ตาม ซึ่งเชื่อว่าหากได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ว่าสูงนี้ก็จะค่อยๆ ลดลงได้เช่นกัน ในบทความนี้ทางคณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทยได้รวบรวมเอาเรื่องราวของไฮโดรเจนสีเขียวมาฝากกัน ไปติดตามอ่านกันได้เลย

ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) คืออะไร

ไฮโดรเจนสีเขียว

ไฮโดรเจนสีเขียวเป็นพลังงานสะอาดชนิดหนึ่ง ซึ่งผลิตขึ้นโดยใช้กระแสไฟฟ้า เพื่อแยกโมเลกุลไฮโดรเจนออกจากโมเลกุลของออกซิเจนในน้ำ ทำให้เกิดผลพลอยได้ในกระบวนการผลิตที่เกิดจากการเผาไหม้ไฮโดรเจนที่ไม่ใช้คาร์บอนไดออกไซค์แต่เป็นน้ำ ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้เราทราบว่า ไม่ว่าจะเป็นน้ำ หรือก๊าซ ก็สามารถเป็นแหล่งสกักไฮโดรเจนออกมาได้ แต่ว่าจะออกมาเป็นไฮโดรเจนประเภทไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิต ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามรูปแบบเชื้อเพลิงที่ใช้ รวมถึงการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต โดยสามารถแบ่งประเภทของไฮโดรเจนออกมาได้อีกหลายประเภทดังนี้

  • บราวน์ไฮโดรเจน (Brown Hydrogen) หรือไฮโดรเจนสีน้ำตาล เป็นไฮโดรเจนที่ผลิตโดยใช้ถ่านหินผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Coal Gasification ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนประมาณ 16 กิโลกรัมต่อไฮโดรเจน 1 กิโลกรัมที่ผลิตออกมาได้ ส่วนใหญ่จะมีการผลิตในประเทศจีนซึ่งถ่านหินเป็นจำนวนมาก
  • เกรย์ไฮโดรเจน (Grey Hydrogen) หรือไฮโดรเจนสีเทา เป็นไฮโดรเจนที่ได้จากก๊าซธรรมชาติ หรือนำมัน โดยผ่านกระบวนการ Steam Reforming ซึ่งกระบวนการนี้จะก่อให้เกิดก๊าชคาร์บอนประมาณ 9 กิโลกรัมต่อไฮโดรเจน 1 กิโลกรัมที่ผลิตได้
  • เทอร์ควอยไฮโดรเจน (Turquoise Hydrogen) หรือไฮโดรเจนสีฟ้าคราม เป็นไฮโดรเจนที่ผลิตได้จากการแยกมีเทนออกมาเป็นคาร์บอนและไฮโดรเจน ผ่านกระบวนการ Methane Pyrolysis ซึ่งคาร์บอนที่ผลิตออกมาได้นั้นสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบเชิงพาณิชย์ได้ แต่ว่าตอนนี้ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนา และยังไม่มีการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ใดๆ เลย
  • บลูไฮโดรเจน (Blue Hydrogen) หรือไฮโดรเจนสีฟ้า เป็นไฮโดรเจนที่ใช้กระบวนการผลิตแบบเดียวกับเกรย์ไฮโดรเจน ซึ่งใช้กระบวนการ Steam Reforming แต่จะมีการเพิ่มเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage : CCUS) เข้ามาเพื่อช่วยในการลดการปล่อยคาร์บอน โดยกระบวนการผลิตบลูไฮโดรเจน จะปล่อยคาร์บอนประมาณ 3 – 6 กิโลกรัมต่อไฮโดรเจน 1 กิโลกรัมที่ผลิตออกมาได้
ไฮโดรเจนสีเขียว

ดังนั้นหากเทียบประเภทของไฮโดรเจนทั้งหมดแล้ว จะพบว่ากรีนไฮโดรเจน จะมีกระบวนการผลิตที่สะอาดมากที่สุด เพราะไม่มีการปล่อยคาร์บอนออกมาเลย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของต้นทุนการผลิตที่ยังค่อนข้างสูงอยู่นั่นเอง ซึ่งในอนาคตหากมีการนำมาใช้อย่างจริงจังและแพร่หลายมากขั้น ก็น่าจะช่วยในเรื่องของการลดต้นทุนได้อีกมาก

ข้อดีและข้อเสียงของกรีนไฮโดรเจน

สำหรับกรีนไฮโดรเจนนั้นแม้จะมีข้อดีที่เห็นอย่างชัดเจน แต่ก็ยังมีข้อเสียอยู่เช่นเดียวกัน หากเรานำมาใช้เป็นพลังงานแล้วมาดูกันว่าข้อดีและข้อเสียมีอะไรกันบ้าง

ข้อดี

  • ไม่มีอันตรายใดๆ ไม่เหมือนถังแก๊ส NGV, LPG
  • วัสดุหาง่าย ใช้น้ำเปล่า 100%
  • เครื่องยนต์เผาไหม้ดีขึ้น ช่วยลดควันดำ
  • สามารประหยัดน้ำมันได้ถึง 40 – 60%
  • มีระบบระบายความร้อนที่ควบคุมทางอิเลคทรอนิคส์
  • ปรับการผลิตก๊าซได้ตามรอบเครื่องยนต์

ข้อเสีย

  • มีราคาแพง
  • ประสิทธิภาพเชิงความร้อนต่ำ มีปัญหาเรื่องการจุดระเบิดย้อนกลับ (BACKFIRE)
  • ต้องใช้เงินลงทุนในการผลิตเป็นจำนวนมหาศาล
  • ยากต่อการจัดเก็บ การขนส่งและการบรรทุก
  • ประสิทธิภาพยังทำได้แค่เพียง 1 ใน 4 ของก๊าซธรรมชาติ

แม้ว่ากรีนไฮโดรเจนจะมีข้อเสียต่างๆ ตามที่นำเสนอไปนั้น แต่เชื่อว่าในอนาคตจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อแก้ไขข้อเสียต่างๆ นั้นได้จนหมด และปัจจุบันมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการใช้ไฮโดรเจนทั่วโลกกว่า 200 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะมีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ไฮโดรเจนสีเขียว

โดยซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศที่มีการตั้งเป้าหมายในการผลิตไฮโดรเจนให้ได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ราว 4 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2030 นี้ และ กำลังสร้างโรงงานพลังงานสีเขียวและแอมโมเนียที่ใหญ่ที่สุดในนีโอม ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองแห่งอนาคต” นอกจากนี้ ACWA Power บริษัทพลังงานของซาอุดิอาระเบีย ได้ลงนามในข้อตกลงกับ Air Products บริษัทอุตสาหกรรมเคมีของสหรัฐฯ เพื่อสร้างโรงงาน ซึ่งจะใช้พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วทั้งทะเลทราย และคาดว่าจะขับเคลื่อนซาอุดิอาระเบียสู่การปลอดคาร์บอนในอนาคต

ส่วนประเทศญี่ปุ่นก็มีการจัดตั้งโรงงานกรีนไฮโดรเจนอยู่ใกล้กับฟุกุชิมะ โดยจะเน้นผลิตเพื่อนำไปใช้งานเป็นหลักเนื่องจากไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะผลิตเพื่อใช้ในประเทศได้อย่างเพียงพอ สภาพยุโรปได้ประกาศการขยายลงทุนในกรีนไฮโดรเจนขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 500 ล้านเหรียญ

และในเยอรมันนีก็เป็นอีกประเทศที่มีการผลิตไฮโดรเจนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลในเรื่องของการผลิต และยังมีการสนับสนุนภาพอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนสีเขียวอีกด้วย โดยมีโครงการ “National Hydrogen Strategy” เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไฮโดรเจน ซึ่งทำเงินได้ถึง 7 พันล้านยูโรสำหรับการเปิดตัวไฮโดรเจนสีเขียวในเยอรมนี และอีก 2 พันล้านยูโรสำหรับพันธมิตรระหว่างประเทศ

ไฮโดรเจนสีเขียว

นอกจากนี้ยังมีประเทศออสเตรเลีย และชิลีที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะเป็นประเทศผู้ส่งออกไฮโดรเจนรายใหญ่ของโลก เพราะทั้งสองประเทศนี้มีทรัพยากรทางธรรมชาติและโครงสร้างต่างๆ ที่เอื้อต่อการผลิตและการส่งออกไฮโดรเจนนั่นเอง โดยชิลีได้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านไฮโดรเจนเนื่องจากทรัพยากรลมที่เหมาะสมที่สุด

แหล่งข้อมูล
Green Network Thailand
ฐานเศรษฐกิจ
ภาพประกอบ
Freepik

ศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ และ บริษัท คูลคูล จำกัด ร่วมกับกรุงเทพมหานคร นำร่องจัดทำ “Sabuy Square” ป้ายรถเมล์ติดแอร์ พลังงานแสงอาทิตย์ แห่งแรกในประเทศไทย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เพื่อเป็นต้นแบบในการอนุรักษ์พลังงานและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ให้กับประชาชนในยุคปัจจุบันและเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ ตั้งอยู่บริเวณ Seacon Bus Station ด้านหน้าศูนย์การค้าซีคอน ศรีนครินทร์

นอกจากนี้ “Sabuy Square” ยังออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ที่เดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ ช่วยป้องกันความร้อนจากแสงแดดและสภาวะมลพิษฝุ่นควัน PM2.5 ภายในที่พักคอยรถโดยสารสาธารณะ

ป้ายรถเมล์ติเแอร์ดังกล่าว มีขนาดพื้นที่ 40 ตารางเมตร(ตร.ม.) สามารถรองรับจำนวนผู้ใช้บริการกว่า 40 คน สิ่งอำนวยความสะดวก ประกอบด้วย ระบบปรับอากาศพลังงานแสงอาทิตย์, บริการ Free Wi-Fi, ที่เสียบ USB สำหรับชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือ, ตู้กดน้ำดื่มสาธารณะ, กล้อง CCTV เชื่อมต่อระบบไปยังศูนย์บริหารจัดการ, ระบบสัญญาณเตือนฉุกเฉิน (Panic Button), พร้อมจอแสดงสายรถเมล์ที่กำลังจะมาถึง

ทั้งนี้ ผู้บริหารศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ มีแนวคิดในการจัดสร้าง “Sabuy Square” ป้ายรถเมล์ติดแอร์ขึ้น เพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าให้ได้รับความสะดวกสบายในสภาวะวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันและเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะตอบแทนคืนสู่สังคม

 ในส่วนของการจัดสร้างป้ายรถเมล์ Sabuy Square บริษัท ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และพันธมิตรคูลคูล ใช้งบลงทุนราว 3 ล้านบาท และยังได้รับความร่วมมือกับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ ให้บริการ Free Wi-Fi และการประปานครหลวง ที่สนับสนุนน้ำดื่มแก่ประชาชน

อย่างไรก็ตาม ป้ายรถเมล์ Sabuy Square ถือเป็นหนึ่งในแนวทางของซีคอนสแควร์ที่มุ่งมั่นนโยบายพลังงานสะอาด ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้บริษัทมีโครงการผลิตพลังงานสะอาดด้วยการติดตั้งแผงพลังงาานแสงอาทิตย์หรือ โซล่าร์รูฟท๊อป ภายในศูนย์สรรพสินค้าทั้ง 2 แห่ง บนศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ และซีคอน บางแค มีพื้นที่รวมทั้งสองโครงการกว่า 51,000 ตร.ม. กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 8.5 เมกะวัตต์

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ยุน ซ็อก ยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ประกาศว่า รัฐบาลมีแผนจะทำให้เกาหลีใต้เป็นประเทศแรกในโลกที่จำหน่ายแบตเตอรี่โซลิดสเตท ด้วยเม็ดเงินลงทุนสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการผลิตแบตเตอรี่โซลิดสเตท จำนวน 20 ล้านล้านวอน หรือ 5.12 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเม็ดเงินนี้จะใช้ในแผนการลงทุนระยะยาวไปจนถึงปี 2030

แบตเตอรี่โซลิดสเตต มีคุณสมบัติคือแบตเตอรี่ที่มีทั้งอิเล็กโทรด และอิเล็กโทรไลต์ หรือสารนำไฟฟ้าที่เป็นของแข็ง ทั้งนี้ แบตเตอรี่ประเภทนี้ได้รับการพัฒนาควบคู่กับยานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยคุณสมบัติเบื้องต้นของแบตเตอรี่โซลิดสเตทคือ มีความปลอดภัยในการใช้งานอย่างมาก ทั้งยังมีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากแกนกลางไม่ได้เป็นของเหลวแต่เป็นของแข็ง ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเด่นของแบตเตอรี่โซลิดสเตตที่อาจผลิตขึ้นได้ ที่จะมีขนาดเล็กลงและติดไฟได้ยากกว่าแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนแบบที่นิยมใช้ในรถยนต์ไฟฟ้ายุคปัจจุบันมาก

เกาหลีใต้ทุ่มงบ 5 แสนล้าน หวังผลิตแบตเตอรี่โซลิดสเตทใช้ในรถ EV เป็นประเทศแรกของโลก

ที่มาของรูปภาพ Flash Battery

อย่างไรก็ตาม บริษัท ซี.เอ.ที. (Contemporary Amperex Technology Co.) ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดในโลกจากประเทศจีน ยังไม่เริ่มการผลิตหรือสนใจจะใช้งานเทคโนโลยีแบตเตอรี่โซลิดสเตท เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ยังใหม่อยู่ และหนึ่งในปัญหาหลักเกี่ยวกับแบตเตอรี่ชนิดนี้คือ หลังจากการชาร์จและคายประจุไปแล้วหลายรอบ ก็จะมีปัญหาแบตเตอรี่เสื่อม ไม่เก็บกักพลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีนี้จึงต้องการการพัฒนาไปอีกสักพัก

รายงานเพิ่มเติมจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ภายในปี 2028 ประเทศเกาหลีใต้เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตวัสดุแคโทดถึง 4 เท่า และเริ่มผลิตแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออนฟอสเฟต ซึ่งทั้ง 2 อย่างเป็นวัสดุสำคัญสำหรับการสร้างแบตเตอรี่โซลิดสเตท และเกาหลีใต้ตั้งเป้าวางจำหน่ายแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออนฟอสเฟตตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นักวิจัยจากสมาคมมักซ์ พลังค์ (Max Planck Institute)สมาคมอิสระไม่แสวงหาผลกำไรจากเยอรมนี ประกาศว่า พวกเขาอาจพบวิธีทำให้แบตเตอรี่โซลิดสเตตมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ทั้งในปี 2019 ยังมีการศึกษาของสถาบัน อ้างว่า แบตเตอรี่โซลิดสเตทที่กำลังพัฒนาขึ้นใหม่สามารถแทนที่แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่เป็นที่นิยม จึงอาจเป็นไปได้ว่า แบตเตอรี่โซลิดสเตทที่กำลังพัฒนาขึ้นใหม่สามารถแทนที่แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบันและอาจนำไปสู่มาตรฐานใหม่สำหรับใช้งานแบตเตอรี่กับรถยนต์ไฟฟ้าในที่สุด

ที่มาของข้อมูล Interestingengineering
ที่มาของรูปภาพ Solid Power
Source : TNN ONline