โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ยกระดับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม เน้นรีไซเคิล ลดการนำเข้าพลาสติก สอดคล้องโมเดลเศรษฐกิจ BCG เดินหน้าแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติกในระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) ชูจังหวัดสะอาด ชุมชนปลอดขยะ

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามการดำเนินการจัดการขยะพลาสติก ซึ่งเป็นหนึ่งใน 12 เรื่องสำคัญภายใต้นโยบายหลักของรัฐบาล บริหารจัดการ “ขยะพลาสติก” ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ความคืบหน้าการดำเนินงานของ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก (พ.ศ. 2561-2573) ซึ่งได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อใช้เป็นแผนขับเคลื่อนการดำเนินงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การลดและเลิกใช้พลาสติกเป้าหมายด้วยการใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างการดำเนินงาน เช่น การงดให้ถุงพลาสติกหูหิ้ว “Everyday Say No To Plastic Bags” มาตรการลดหย่อนภาษีจากการซื้อผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ

นายกรัฐมนตรีเร่งยกระดับฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เน้นรีไซเคิล ลดการนำเข้าพลาสติก

โดยการกำหนดมาตรการกำกับการนำเข้าเศษพลาสติก การจัดทำฐานข้อมูลพลาสติก โครงการชุมชนปลอดขยะ (Zero Waste) โครงการจังหวัดสะอาด และการสื่อสารความรู้ด้านการออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ และนักออกแบบ เป็นต้น นอกจากนี้คณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ยังได้ทบทวนและปรับมาตรการการนำเข้าพลาสติกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อส่งเสริมการใช้เศษพลาสติกภายในประเทศ และสอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยระบบโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งจะมีการเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณา และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

“รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านการดำเนินนโยบายบริหารจัดการขยะพลาสติก เพื่อความสมดุลในการพัฒนาอย่างยั่งยืน และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน พร้อมทั้งขอบคุณความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน สำหรับความร่วมมือที่ผ่านมา ทั้งนี้ การดำเนินของรัฐบาลเพื่อยกระดับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยระบบโมเดลเศรษฐกิจ BCG นำเศษพลาสติกภายในประเทศกลับมาใช้ประโยชน์มากที่สุด ยกระดับคุณภาพเศษพลาสติกในประเทศ และเพียงพอต่อการเป็นวัตถุดิบในภาคธุรกิจรีไซเคิล” นายอนุชาฯ กล่าว

Source : Spring News

ไชน่า เอ็นเนอร์จี อินเวสต์เมนต์ คอร์เปอเรชัน (China Energy) ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานชั้นนำของจีน เผยว่า โครงการพลังงานหมุนเวียนในทะเลทรายเถิงเก๋อหลี่ เมืองจงเว่ย เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุยทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ระยะแรกเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าและเริ่มผลิตไฟฟ้าเมื่อวันพุธ (26 เม.ย.)

ไชน่า เอ็นเนอร์จี ซึ่งเป็นผู้ดำเนินโครงการดังกล่าว ระบุว่า โครงการระยะแรกใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว โดยมีกำลังการผลิตติดตั้ง 1 ล้านกิโลวัตต์

มีการคาดการณ์ว่าฐานการผลิตไฟฟ้ากลางทะเลทรายแห่งนี้จะผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 1.8 พันล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ซึ่งตอบสนองความต้องการของครอบครัว 1.5 ล้านครัวเรือน

ไชน่า เอ็นเนอร์จี เผยว่า ฐานผลิตไฟฟ้าข้างต้นเป็นโครงการแรกในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมอีกหลายแห่งที่จีนวางแผนก่อสร้างขึ้นในทะเลทรายโกบี รวมถึงทะเลทรายหรือพื้นที่แห้งแล้งอื่นๆ ในประเทศ โดยโครงการนี้ถูกออกแบบให้ใช้พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ มีกำลังการผลิตติดตั้ง 13 ล้านกิโลวัตต์ และใช้เงินลงทุนกว่า 8.5 หมื่นล้านหยวน (ราว 4.19 แสนล้านบาท)

ทั้งนี้ จีนวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์รวมเป็น 1.2 พันล้านกิโลวัตต์ภายในปี 2030 โดยผลิตไฟฟ้าจากฐานพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ในทะเลทรายโกบี รวมถึงทะเลทรายหรือพื้นที่แห้งแล้งอื่นๆ ทั่วประเทศ สูงถึง 455 ล้านกิโลวัตต์

Source : MGROnline

เชื่อว่าตอนนี้หลายคนที่มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ น่าจะสนใจเกี่ยวกับเรื่องการขายคาร์บอนเครดิต หลังจากที่มีการเผยแพร่ข่าวสารเรื่องนี้ออกมาสักระยะหนึ่ง แต่ยังไม่ค่อยมีข้อมูลอะไรที่ชัดเจนมากนัก วันนี้ทางคณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทย ได้ไปรวบรวมข้อมูลเรื่องนี้ พร้อมคำถามที่น่าสนใจมาให้ สามารถติดตามได้จากบทความนี้ได้เลย

รู้จักกับคาร์บอนเครดิตกันก่อน?

ก่อนจะไปปลูกต้นไม้ไว้ขายคาร์บอนเครดิต เราต้องรู้จักคาร์บอนเครดิตกันก่อนครับ คาร์บอนเครดิตคืออะไร? คาร์บอนเครดิตคึอ สิทธิที่เกิดจากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ หรือก๊าซเรือนกระจก นั่นเอง โดยสิทธิดังกล่าวนี้สามารถวัดปริมาณ และสามารถนำไปซื้อขายในตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ หากในปีนั้นๆ องค์กรมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยกว่าเกณฑ์จะถูกตีราคาเป็นเงิน ก่อนจะถูกขายเป็นเครดิตให้กับองค์กรอื่นที่อาจจะไม่สามารถลดก๊าซคาร์บอนได้ตามเกณฑ์ จึงเป็นที่มาของการมีตลาดซื้อขายคาร์บอนนั่นเอง สำหรับใครที่อยากอ่านเรื่องของคาร์บอนเครดิตแบบเต็มๆ ทางทีมงานได้เคยมีการเผยแพร่บทความนี้เอาไว้แล้ว สามารถกดที่นี่เพื่ออ่านเนื้อหาได้เลยครับ

มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ ขายคาร์บอนเครดิตได้ยังไง?

ปลูกต้นไม้ ขายคาร์บอนเครดิต สำหรับเรื่องนี้ ทางองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เขามีระบุข้อมูลเอาไว้ดังนี้

  1. ต้องมีพื้นที่ปลูกต้นไม้ยืนต้นตั้งแต่ 10 ไร่ขึ้นไป
  2. ที่ดินที่ใช้ปลูกต้นไม้ต้องมีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฏหมาย หรือได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฏหมาย
  3. มีความรู้ในการประเมินการกักเก็บคาร์บอน และจัดทำเอกสารข้อเสนอโครงการ
  4. มีเงินจ้างผู้ประเมินภายนอกมาตรวจสอบความใช้ได้ และทวนสอบข้อมูลก๊าซเรือนกระจก

ในขณะนี้มีผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วในโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทยแล้ว 310 โครงการ สำหรับผู้ที่สนใจแนะนำให้เข้าไปศึกษาข้อมูลการขึ้นทะเบียนโครงการ และการรับรองคาร์บอนเครดิตได้ที่เว็บไซต์ https://ghgreduction.tgo.or.th ได้เลย

ปลูกต้นไม้ ขายคาร์บอนเครดิต

คำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิต

1.ค่าจ้างผู้ประเมิน คิดยังไง จะคุ้มค่ากับค่าคาร์บอนเครดิตที่ได้รับหรือไม่
ตอบ อบก. ได้รับทราบจากผู้พัฒนาโครงการที่เคยทำโครงการฯ โดยอัตราขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 20 ไร่ ราคาที่ประมาณ 80,000 บาท และในกรณีพื้นที่ประมาณ 80,000 ไร่ ราคาอยู่ที่ประมาณ 280,000 บาท ทั้งนี้ การประเมินราคาขึ้นอยู่กับที่ตั้งโครงการ ขนาดพื้นที่โครงการ ความยากง่ายในการเข้าถึงพื้นที่โครงการ จำนวนแปลงตัวอย่างที่จะต้องตรวจสอบ ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด เป็นตกลงระหว่างผู้ประเมินภายนอกกับเจ้าของโครงการ ดังนั้น ราคาข้างต้นจึงไม่ใช่ราคาอ้างอิง

2.ถ้าเป็นที่ดิน สปก.ลงชื่อบุคคลไว้แล้ว ที่ปลูกพืชเกษตร ได้มั้ยคะ
ตอบ สามารถทำได้ครับ แต่ชื่อในเอกสารสิทธิ์นั้นต้องตรงกับชื่อของผู้ที่มาขึ้นทะเบียนครับ

3.10 ไร่รวมกันแปลงไม่ติดกันได้ไหม?
ตอบ ทำได้ครับ สามารถทำในรูปแบบแผนงานครับ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Link นี้ครับ
https://ghgreduction.tgo.or.th/th/about-tver/tver-model.html

4.หลายๆ รายรวมกันเป็นวิสาหกิจชุมชนได้ไหมครับเพราะเกษตรกรบางรายมีที่ดินไม่ถึง10ไร่
ตอบ สามารถทำโครงการ T-VER ในรูปแบบของ โครงการแบบแผนงาน (Programme of Activities) โดยมีโครงการย่อยที่มีที่ตั้งหลายแห่งได้ แต่ประเภทโครงการต้องเหมือนกัน ใช้ระเบียบวิธีการ (Methodology) เดียวกัน ระยะเวลาในการคิดเครดิตของโครงการย่อยเริ่มและจบไม่เหมือนกันก็ได้ แต่ที่สำคัญต้องมีหน่วยงานกลางที่จัดทำข้อเสนอโครงการ T-VER แบบแผนงาน รวบรวมข้อมูลทั้งหมดของโครงการย่อยเพื่อจัดทำข้อเสนอโครงการย่อยของแต่ละกลุ่มแยกกันค่ะ หรือจะทำแบบควบรวม (Bundled Projects) โดยเป็นโครงการที่มีที่ตั้งหลายแห่ง โดยทุกโครงการย่อยเป็นประเภทโครงการเดียวกัน ใช้ระเบียบวิธีการ (Methodology) เดียวกัน แต่ในส่วนของระยะเวลาคิดเครดิตของทุกแห่งต้องเริ่มพร้อมกันและจบพร้อมกัน และมีหน่วยงานกลางที่รวบรวมข้อมูลและจัดทำข้อเสนอโครงการเล่มเดียวค่ะ

5.พอชวนปลูกกันมากๆ มีเพดานปริมาณพื้นที่ที่รับเข้าโครงการหรือเปล่า ถ้าไม่ชัด ชวนใครต่อไม่ได้ หรือเหมือนไปหลอกเขาให้ปลูกแล้วไม่รับ
ตอบ ไม่มีเพดานของพื้นที่ในการทำโครงการปลูกป่าค่ะ ถ้าใกล้เคียงกับลักษณะการปลูกป่าของชาวบ้าน ไม่ซับซ้อนมาก แนะนำให้อ่านเอกสารของโครงการการปลูกป่าอย่างยั่งยืน ณ วัดหนองจระเข้ ตําบลบ้านนา อําเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งดำเนินการปลูกต้นไม้บนพื้นที่ 44 ไร่ และมีกิจกรรมการดูแล บริหารจัดการเป็นไปตามระเบียบวิธีการนะคะ

6.ในไทย มีผู้ดำเนินการสำเร็จบ้างแล้วหรือยังครับ อยากให้เป็นตัวอย่าง/กรณีศึกษา
ตอบ สามารถดูโครงการที่ขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER และโครงการที่ได้รับรองเครดิตแล้วได้ที่ Link ด้านล่างครับ มีโครงการภาคป่าไม้ที่รับรองเครดิตแล้วและขายได้แล้ว คือโครงการของวัดหนองจระเข้ ส่วนโครงการป่าไม้อื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นของเอกชนที่ทำเพื่อจะเก็บไว้ offset เองครับ

https://ghgreduction.tgo.or.th/th/tver-database-and-statistics/t-ver-registered-project.html

7.บุคคลทั่วไปสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประเมินได้หรือไม่ครับ
ตอบ ผู้ประเมินภายนอกของโครงการ T-VER ต้องขึ้นทะเบียนในกรณีนิติบุคคลได้เท่านั้นค่ะ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://ghgreduction.tgo.or.th/th/tver-external-evaluator/tver-external-appraisal-voluntary-projects.html

และทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลโดยสรุปสำหรับผู้ที่ปลูกต้นไม้ และต้องการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งโดยหลักการนั้น ต้องมีพื้นที่ในการปลูกไม่ต่ำกว่า 10 ไร่ สามารถรวมกันจากหลายๆ พื้นที่ได้ และต้องมีการดำเนินขั้นตอนเข้าร่วมโครงการ มีการตรวจสอบ และมีค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้ประเมินครับ รายละเอียดอื่นๆ ก็สามารถสอบถามได้โดยตรงกับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ได้เลยครับ

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เผยแพร่การประชุม “หารือร่วมรัฐเอกชนในจัดทำระบบฐานข้อมูล PM 2.5”  ผ่านเฟสบุ๊คองค์กรฯ ว่าที่ประชุมมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและระดมสมองร่วมกันของตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภาครัฐ ภาคเอกชน ประกอบดัวย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

GISTDA ยกระบบการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด ซีพี.แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5
GISTDA ยกระบบการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด ซีพี.แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5
GISTDA ยกระบบการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด ซีพี.แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

สำนักงานสถิติแห่งชาติ นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม นายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา และผู้แทนเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เพื่อหาแนวทางในการบูรณาการฐานข้อมูลร่วมกัน ในการกำหนดแผนการบรรเทาและการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ให้มีประสิทธิภาพและเห็นผลในการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรม  

โดยที่ประชุมมีข้อสรุปใน 5 หัวข้อหลัก เพื่อนำไปเป็นฐานข้อมูลในการวางแนวทางการแก้ไขอย่างเป็นระบบ คือ

1. ระบบการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (Corn Traceability) ที่เครือซีพี พัฒนาขึ้น มาใช้เพื่อตรวจสอบย้อนกลับจนถึงแหล่งเพาะปลูก ป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่า ซึ่งเครือฯ นำมาใช้ในการจัดหาข้าวโพดตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน สำหรับกิจการในประเทศไทย เครือซีพีสามารถจัดหาข้าวโพด 100% โดยระบุได้ว่าเป็นข้าวโพดที่มาจากพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง ปราศจากการบุกรุกป่า โดยเกษตรกรต้องลงทะเบียนการเพาะปลูกก่อนฤดูการปลูกกับบริษัทฯ จึงจะสามารถนำผลผลิตไปขายให้กับซีพีได้ ซึ่งเกษตรกรไทยสามารถลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ได้ และระบบการตรวจสอบย้อนกลับดังกล่าวยังถูกนำไปใช้กับกิจการในประเทศเมียนมาอีกด้วย  

     นอกจากนี้ เครือซีพี ยังได้พัฒนาแอปพลิเคชั่น “For Farm” ขึ้นให้ข้อมูลแก่เกษตรกร ตั้งแต่คำแนะนำและติดตามการเพาะปลูก แจ้งเตือนสภาพอากาศ รวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง พร้อมมีระบบรองรับการลงทะเบียนซื้อขายข้าวโพดจากเกษตรกรโดยตรง 

2. GISTDA มีข้อมูลจากดาวเทียมที่สามารถวิเคราะห์จำแนกพืชแต่ละชนิด แยกตามอายุการเติมโตและสามารถระบุวันเก็บเกี่ยวได้ ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการเผาได้   ขณะที่ ซีพี นำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมในการติดตามแปลงเพาะปลูกของเกษตรกร หากพบว่ามีเกษตรกรเผาหลังเก็บเกี่ยว ซีพีจะให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้คำแนะนำและส่งเสริมวิธีการไถกลบแทนการเผา  

3. ระบบฐานข้อมูลจุดความร้อน GISTDA พบจุดความร้อน หรือ Hotspot  ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 จนถึงปัจจุบันมากขึ้นจากปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกันมากกว่าถึง 3 เท่า และส่วนใหญ่พบในบริเวณป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน ตาก เป็นต้น ส่วนในประเทศเพื่อนบ้านพบมากที่สุดที่ประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชา ตามลำดับ ปัญหาการเผาหลังเก็บเกี่ยว ส่วนใหญ่จะเกิดในพื้นที่เกษตรในพื้นที่สูง ส่วนพื้นที่เกษตรในพื้นที่ราบสามารถใช้เครื่องจักร และอุปกรณ์เก็บเกี่ยวได้ 

4. แนวทางการส่งเสริมศักยภาพเกษตรกร กรมวิชาการเกษตรมีการรับรองการผลิตทางการเกษตรที่ดี หรือ Good Agriculture Practices (GAP) ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับได้ว่ามาจากแปลงไม่เผา โดยต้องสร้างแรงจูงใจในการรับรอง GAP แก่ภาคการเกษตร ไม่ซื้อผลผลิตที่มาจากการเผา ส่วนแรงจูงใจเรื่องอื่น ๆ เพื่อให้เกษตรกรไม่เผา เช่น เรื่องตลาดคาร์บอนเครดิต การลดภาษี การประกันราคา การทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการขายเศษวัสดุ ส่งเสริมการหาตลาดให้แก่เกษตรกร แปลงเศษวัสดุเป็นพลังงาน ฯลฯ 

5. การจัดโซนนิ่ง (Zoning) เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะนำมาแก้ไขปัญหาการเผาในที่สูง เช่น ปรับเปลี่ยนการปลูกกาแฟในพื้นที่สูงทดแทนการปลูกข้าวโพด เป็นต้น

Source : กรุงเทพธุรกิจ

‘เซ็นทรัล ทำ’ เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ผ่าน 6 แนวทาง มุ่งดูแลสิ่งแวดล้อม สู่การท่องเที่ยวยั่งยืน กระจายประโยชน์ทั้ง ระดับปัจเจก ระดับชุมชน และ ระดับประเทศ

การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ภายใต้ ‘เซ็นทรัล ทำ’ โดย กลุ่มเซ็นทรัล ถือเป็นการเดินหน้าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านการให้โอกาสทุกคนในสังคมเข้าถึงการศึกษา เกิดศูนย์การเรียนรู้ ส่งเสริมอาชีพคนพิการ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้มั่นคง แบ่งปันความรู้ทักษะต่างๆ สนับสนุนช่องทางสื่อสารทางการตลาด พร้อมรักษาและดูแลสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่โลกสีเขียว ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนสู่การท่องเที่ยวยั่งยืน 

จากความโดดเด่นในหลายโครงการที่ผ่านมา นับเป็นการขับเคลื่อนด้วยโจทย์ใหญ่ของสังคม คือ ‘การลดความเหลื่อมล้ำ’ ผ่าน 6 แนวทางเพื่อความยั่งยืน ได้แก่

1) ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย

2) ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส อย่างเท่าเทียม

3) พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์

4) ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหารจัดการขยะมูลฝอย

5) ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและลดปริมาณขยะอาหาร

และ 6) ฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน

ดร.ประสาร ไตรรัตน์ววรกุล ประธานกรรมการ บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจเป็นโจทย์ใหญ่ สิ่งที่สามารถทำได้ คือ การกระจายประโยชน์ทั้ง “ระดับปัจเจก” อาทิ พัฒนาทักษะแรงงาน “ระดับชุมชน” เช่น การสร้างเศรษฐกิจฐานราก หรือ “ระดับประเทศ” เช่น ระบบรัฐสวัสดิการ ระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า เบี้ยคนชรา ทั้งนี้ บทบาทธุรกิจกลุ่มเซ็นทรัล คือ ระดับปัจเจกและชุมชน โดยคำนึงถึง 3 องค์ประกอบ คือ การพึ่งพาตนเอง การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และการเรียนรู้และพัฒนาด้านต่างๆ

‘เซ็นทรัล ทำ’ ดำเนินการภายใต้การร่วมมือจากทุกภาคส่วน ด้วยความเชื่อใน ‘พลังของการร่วมลงมือทำ’ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการตั้งใจทำ และมุ่งมั่นที่จะทำในระยะยาว จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น สามารถสร้างสังคมที่ดีกว่าเดิม ซึ่งเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนองค์กรให้ยั่งยืน โดย 7 โครงการที่เป็นไฮไลท์ ได้แก่

จริงใจ มาร์เก็ต จังหวัดเชียงใหม่

ตลาดเกษตรอินทรีย์แห่งแรกของกลุ่มเซ็นทรัล ที่รวบรวมทั้ง อาหาร (Food) ศิลปะและงานออกแบบ (Art & Design) และงานฝีมือ (Craft) มีผู้ประกอบการท้องถิ่นและเกษตรกรนำผักผลไม้ มาจำหน่ายกว่า 15 ชุมชน 70 ครัวเรือน และมีผู้ประกอบการกว่า 250 ราย ที่มาจำหน่ายสินค้าทำมืออัตลักษณ์ไทยและอาหารปลอดภัยพร้อมทาน สร้างเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวให้กับเศรษฐกิจไทยได้กว่า 40 ล้านบาทต่อปี

ศูนย์การเรียนรู้ผ้าทอนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง 

เริ่มต้นในปี 2557 ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัล จัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรม สนับสนุนก่อสร้าง ‘พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี’ เพื่อรวบรวมผ้าทอมือโบราณที่มีประวัติยาวนานกว่า 200 ปี พร้อมอบรมมัคคุเทศก์ให้แก่เยาวชน จัดทำเส้นทางจักรยานท่องเที่ยวชุมชน สู่ต้นแบบของศูนย์การเรียนรู้การอนุรักษ์เชิงวัฒนธรรม โดยในปี 2565 ที่ผ่านมา สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนกว่า 7.3 ล้านบาท และมีจำนวนสมาชิกชุมชนที่เข้าร่วม 155 คน

ศูนย์การเรียนรู้พุทธนิเวศเกษตรอินทรีย์ ไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย

การท่องเที่ยวชุมชนเชิงวิถีเกษตรอินทรีย์ โดยร่วมมือกับพระเมธีวชิโรดม (ท่าน ว.วชิรเมธี) ต่อยอด โครงการพุทธนิเวศเกษตรอินทรีย์ ไร่เชิญตะวัน สู่ ‘ต้นแบบศูนย์การเรียนรู้ด้านนวัตกรรมการทำเกษตรอินทรีย์’ พัฒนาวิสาหกิจชุมชน เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม บนพื้นที่ 2 ไร่ และในปี 2566 เซ็นทรัล ทำ ตั้งเป้าพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติม 13 ไร่ แบ่งเป็น ปลูกไม้ผล พืชเศรษฐกิจ 3 ไร่ และปลูกผักสวนครัว สมุนไพรพื้นบ้าน 10 ไร่

ชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา อ.แม่ออน จังหวัดเชียงใหม่

การท่องเที่ยวชุมชนเชิงวิถีเกษตรอินทรีย์ โดยจับมือกับ มูลนิธิสายใยแผ่นดิน และหน่วยงานต่างๆ ดำเนินโครงการพื้นที่วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา แลกเปลี่ยนความรู้กับชุมชน สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้ และจัดตั้ง ‘วิสาหกิจชุมชนแม่ทา ออร์แกนิค’ จากการรวมกลุ่มของเกษตรรุ่นใหม่ 20 ราย พัฒนาการท่องเที่ยววิถีชุมชน การจัดทำที่พักโฮมสเตย์ ขยายสู่สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด ที่มีสมาชิกประมาณ 80 ราย และมีการสร้างเครือข่ายสมาชิกเพิ่มเติม 10% ต่อปี สร้างรายได้ให้ชุมชนในปี 2565 มากกว่า 5 ล้านบาท

กาแฟอินทรีย์ รักษาป่าภูชี้เดือน จังหวัดเชียงราย

การท่องเที่ยวชุมชนเชิงนิเวศ ชูจุดเด่นกาแฟอาราบิก้าออร์แกนิคบริสุทธิ์จากธรรมชาติ พลิกฟื้นเขาหัวโล้นจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและสารเคมี สู่การส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟอินทรีย์รักษาป่าภูชี้เดือน ปลูกกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าแท้ ทริปปิก้า มัลเดอริ่ง จากต่างประเทศ บนพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ และ ในปี 2565 ที่ผ่านมา สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนมากกว่า 6 ล้านบาท มีสมาชิกเข้าร่วมกว่า 84 ราย

ชุมชนผ้าย้อมครามบ้านกุดจิก จ.สกลนคร

การท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรม โดยร่วมมือกับ กรมพัฒนาชุมชน พัฒนาและต่อยอดทักษะความรู้ชุมชนและสมาชิก ‘กลุ่มทอผ้าบ้านกุดจิก’ ชูความโดดเด่น ที่เป็นภูมิปัญญาอันเป็นเอกลักษณ์การทอผ้า การปลูกฝ้าย ย้อมคราม ที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น พัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมการตลาดและช่องทางการจำหน่าย พัฒนาเป็นสินค้าภายใต้แบรนด์ good goods โดยในปี 2565 สร้างรายได้ให้กับชุมชน 1 ล้านบาท มีคนในชุมชนเข้าร่วมกว่า 30 คน

ศูนย์การเรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน บ้านเทพพนา อ.เทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ

การท่องเที่ยวชุมชนเชิงวิถีเกษตรอินทรีย์ เป็น 1 ใน 7 ของผู้ปลูกอะโวคาโด พันธุ์แฮสส์ในประเทศไทย ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวด้วยระบบเกษตรอัจฉริยะครบวงจรการ ขยายผลเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดกว่า 1,000 ราย เพิ่มพื้นที่สีเขียวทดแทนป่าเสื่อมโทรม 2,000ไร่ ในปี 2565 ที่ผ่านมา ชุมชนมีสมาชิกกว่า 400 ราย มีรายได้กว่า 3 ล้านบาท ตั้งเป้าเพิ่มสมาชิกปีละ 100 ราย

การทำธุรกิจเพื่อสังคมต้องคำนึงถึงการสร้างค่านิยมร่วมหรือคุณค่าร่วม CSV (Creating Shared Value) เพราะการสร้างคุณค่าร่วมเป็นสิ่งที่คำนึงถึงทุกภาคส่วน พร้อมนำสิ่งที่ธุรกิจมีและเชี่ยวชาญ สนับสนุนให้สังคมเติบโต ภายใต้สิ่งแวดล้อมสีเขียว ดังที่ ดร.ประสาร ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจ คือ การสร้างคุณค่าร่วมกันที่สำคัญต้องไม่พูดว่า ธุรกิจเพื่อสังคม คือ กิจกรรมพิเศษที่แตกต่างจากการทำธุรกิจปกติเพราะมันคือเรื่องเดียวกัน

Source: กรุงเทพธุรกิจ