บี.กริม เปิดตัวสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกที่ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ชูจุดเด่นเรื่องการบริการแบบครบวงจร (Total Solutions) และรูปแบบการลงทุนที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ประกอบการอาคารหรือโครงการต่าง ๆ สามารถลงทุนติดตั้งสถานีชาร์จในเชิงพาณิชย์ได้มีทางเลือกมากขึ้น ตั้งเป้าติดตั้ง 100 หัวชาร์จในสถานที่ต่างๆภายในปี 2566

โดย ความต้องการในการติดตั้งสถานีชาร์จจะมีมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เห็นได้จากยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ในประเทศไทยช่วงไตรมาสแรกของปี 2566 ที่สูงขึ้นถึง 1081% คิดเป็นจำนวน 14,777 คัน ในขณะที่ไตรมาสแรกของปี 2565 มียอดจดทะเบียนเพียง 1,251 คัน

ทั้งนี้​ บี.กริม ได้ร่วมกับพันธมิตรในการพัฒนาโซลูชันสถานีชาร์จแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ จัดหา ติดตั้ง ไปจนถึงการบำรุงรักษา เพื่อให้บริการแบบไร้รอยต่อที่เดียวครบจบทุกขั้นตอน พร้อมทางเลือกในการใช้พลังงานสะอาดด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และมีทางเลือกในการลงทุนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผู้ประกอบการ

นายกิตติ พัฒนลีนะกุล ประธานกลุ่มธุรกิจ บี.กริม อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า บี.กริม เริ่มต้นเข้าสู่ธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกที่ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก จำนวน 3 หัวชาร์จ และมีแผนจะขยายธุรกิจไปถึง 100 หัวชาร์จภายในปี 2566 นี้

“โซลูชันการชาร์จของ บี.กริม ประกอบด้วยเครื่องชาร์จ แอปพลิเคชัน ระบบคำนวณค่าใช้จ่าย และระบบจัดการเครื่องชาร์จและข้อมูลผู้ใช้งาน ซึ่งมีความแตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นในตลาดในหลายด้าน เช่น ระบบตรวจสอบการใช้งานที่สามารถประมวลผลข้อมูล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการให้ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มในการสร้างอาคารเขียวเพิ่มมากขึ้น เพื่อลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบของเราสามารถแสดงรายงานการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในแต่ละช่วงเวลาได้ พร้อมรองรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในอนาคต และ บี.กริม ก็มีบริการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์เชื่อมเข้าสู่ระบบของอาคารและสถานีชาร์จเพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง ทำให้ผู้ประกอบการได้รับคะแนนอาคารเขียวเพิ่มเติมอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นโซลูชันที่เริ่มตั้งแต่การผลิตพลังงานสะอาดไปจนถึงการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร” นายกิตติกล่าว

สำหรับริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก เป็นศูนย์รวมศิลปะและแอนทีคที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยได้มีการเปิดใช้งานสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแล้วตั้งแต่วันศุกร์ที่ 7 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา

Source : Energy News Center

อนุฯ ​กกพ.สรุปผลประชุมวันนี้​ ลดค่าไฟฟ้าเดือน ​พ.ค.-ส.ค.66​ ลง​ 7 ​ส.ต.ต่อหน่วย​ จาก​ 4.77​ บาทต่อหน่วย​ เหลือ​ 4.70 บาทต่อหน่วย​ หลัง กฟผ.​ยอมให้ขยายระยะเวลาคืนหนี้

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าว​พลังงาน​( Energy​ ​News​ Center-ENC​ )​ รายงานว่า​ คณะอนุกรรมการกำกับดูแลการปรับอัตราค่าบริการไฟฟ้า​ ภายใต้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน​ ซึ่งประชุมวันนี้​ ( 21​ เม.ย.​ 2566​)​ มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร​ หรือ​ ค่าเอฟที​ งวด​เดือน​ พ.ค.-ส.ค.2566​ ลง​ อีก​ 7​.08 สตางค์ต่อหน่วย จาก 98.27 สตางค์ต่อหน่วย​ เหลือ​ 91.19 สตางค์ต่อหน่วย​ ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าโดยเฉลี่ยปรับลดลง​จากเดิมที่อนุมัติ​ไว้​ 4.77​ บา​ทต่อหน่วย เหลือ​ 4.70​ บาทต่อหน่วย​ 

โดยที่ผ่านมาคณะกรรมการ​ กกพ.​มีมติ​เห็นชอบ​ ให้ค่าเอฟทีงวดเดือน​ พ.ค.-ส.ค.​2566​ เป็นการคำนวณโดยประมาณการต้นทุนเดือน พ.ค.- ส.ค. 2566​ ล่วงหน้าว่า​จะอยู่ที่ 63.37 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับเงินที่ทยอยเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงคาดว่าจะคงเหลือจากเดือน ม.ค. – เม.ย. 2566 จำนวน 136,686 ล้านบาท บางส่วน โดยแบ่งเป็น 6 งวดๆ ละ 22,781 ล้านบาทหรืองวดละ 34.90 สตางค์ต่อหน่วยเพื่อให้ กฟผ. ได้รับเงินคืนครบภายใน 2 ปี (เม.ย. 2568) โดย กฟผ. จะต้องบริหารภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชนจำนวน 113,905 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.77 บาทต่อหน่วย​ แต่เมื่อ​ ล่าสุด ​กฟผ.มีหนังสือถึง กกพ.​ ให้ขยายระยะเวลาคืนหนี้ให้​ กฟผ.​ออกไป​ยาวนานขึ้น​ ทำให้สามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้อีก​​ 7​.08 สตางค์​ต่อหน่วย​

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอในส่วนของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย​ หรือ​ ส.อ.ท.​ ที่เรียกร้องให้ปรับลดค่าไฟฟ้าเดือน​ พ.ค.-ส.ค.2566​ ลงให้ต่ำกว่า​ 4.40 บาทต่อหน่วย​ โดยที่ให้ตัดส่วนที่จะต้องชำระคืนหนี้ให้ กฟผ.​ ออกไปก่อนนั้น​ ​ยังไม่มีการทำหนังสืออย่างเป็นทางการมาถึงคณะอนุฯ ที่ประชุม​คณะอนุฯ​ จึงยังไม่ได้พิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า​ นายสุพัฒนพงษ์​ พันธ์​มีเชาว์​ รักษาการรองนายก​รั​ฐมนตรี​ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน​ ซึ่งเป็นผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์​ ลำดับที่​ 2​ พรรครวมไทยสร้างชาติ​ จะมีการแถลงข่าวเรื่องการปรับลดค่าไฟฟ้า​ ดังกล่าวในวันจันทร์​ ที่​ 24​ เม.ย.2566​ นี้ที่ทำเนียบรัฐบาล

Source : Energy News Center

ช่วงนี้ใครเจอค่าไฟเข้าไป คงตกใจกันมากมาย เพราะแทบทุกบ้านจ่ายค่าไฟเพิ่มกันทั้งนั้น หลายคนอาจจะหันมาหาวิธีประหยัดไฟด้วยการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์กัน แต่ก็ตกใจกับราคาค่าติดตั้งอีกเช่นกัน ซึ่งถ้าเราคำนวณกันดีดีแล้ว หากเรามีปริมาณการใช้ไฟที่ค่อนข้างมาก และมีงบประมาณพอสมควร ก็นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว หากใช้ไฟมากก็อาจจะคืนทุนได้ภายใน 3 – 5 ปี แต่ถ้าใช้ไฟน้อยอาจจะขยับไปที่ 7 – 9 ปี ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่การตัดสินใจของแต่ละท่านว่าจะติดตั้งหรือไม่ และหลายคนยังไม่ทราบว่า หากเราติดตั้งโซล่าร์เซลล์แล้ว สามารถผลิตไฟได้มากกว่าที่ต้องใช้แล้ว เราสามารถขายไฟฟ้า คืนให้กับ การไฟฟ้าได้อีกด้วย ก็จะช่วยลดต้นทุนการติดตั้งไปได้พอสมควรครับ

วันนี้ทางผู้เขียนได้รวมข้อมูลในเรื่องของขั้นตอนต่างๆ ในการยื่นขอขายไฟให้กับการไฟฟ้ามาฝากกัน ขั้นตอนไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากมาย และมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 2,000 บาทเท่านั้นเอง สามารถทำเองได้เลย หรือหากผู้ที่มาติดตั้งโซล่าร์เซลล์เขามีบริการยื่นขอขายไฟให้ด้วย ก็แจ้งกับผู้ติดตั้งให้ดำเนินการแทนได้เลยครับ

ทั้งนี้ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ติดตั้งโซล่าร์เซลล์เท่านั้นที่สามารถยื่นขอขายไฟได้ แต่การไฟฟ้ายังเปิดโอกาสให้กับผู้ที่ผลิตไฟฟ้าในรูปแบบอื่นๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็น ชีวมวล , ก๊าซชีวภาพ , ขยะ , พลังงานลม , แสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) , แสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนดิน (Solar Farm) และ แสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำ (Solar Floating)

คุณสมบัติของผู้ยื่นขายไฟ

ผู้ที่ต้องการจะยื่นขายไฟให้กับการไฟฟ้าจะต้องเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 1 เฉพาะบ้านอยู่อาศัย และต้องเป็นผู้ครอบครองเครื่องจ่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า และมีชื่อในทะเบียนผู้ใช้ไฟฟ้า เอาง่ายๆ ก็คือ เป็นเจ้าของบ้าน และเจ้าของมิเตอร์ที่เราไปยื่นขอไฟฟ้าตอนสร้างบ้านนั่นแหละครับ ซึ่งเราสามารถดำเนินเรื่องเอง หรือจะมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนก็ได้ โดยเมื่อทางการไฟฟ้าพิจารณาอนุมัติเรียบร้อยแล้ว ถ้าผู้ยื่นขอขายไฟต้องมาติดต่อเพื่อขอเปลี่ยนเครื่องวัดหน่อยไฟฟ้าเป็นระบบดิจิตอล ชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเชื่อมต่อไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าตรวจสอบระบบ ทั้งหมด

ขั้นตอนการยื่นขายไฟให้กับการไฟฟ้า

  1. ผู้ที่ต้องการขายไฟให้ดำเนินการสมัครบัญชีผู้ใช้งานในระบบ PPIM แล้วก็ลงทะเบียนเพื่อเข้าระบบให้เรียบร้อย
  2. เลือกหมายเลข CA พร้อมกรอกรายละเอียดต่างๆ ตามคำขอ และโอพโหลดเอกสารรายละเอียดต่างๆ ตามที่การไฟฟ้ากำหนดเข้าสู่ระบบให้เรียบร้อย
  3. การไฟฟ้าจะพิจารณาเอกสารต่างๆ แล้วแจ้งผลการพิจารณาให้กับผู้ยื่นขอขายไฟผ่านทางอีเมล์
  4. การไฟฟ้าจะประกาศผลการคัดเลือกในระบบ PPIM ภายใน 45 วัน โดยจะประกาศในวันจันทร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน
  5. ผู้ผ่านการคัดเลือกจะต้องชำระค่าเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า และจัดส่งต้นฉบับแบบคำขอขายไฟฟ้าพร้อมเอกสารประกอบตามที่การไฟฟ้ากำหนด ที่การไฟฟ้าเขตพื้นที่รับผิดชอบภายใน 30 วัน หากพ้นกำหนดคำขอจะถูกยกเลิก
  6. ผู้ผ่านการคัดเลือกลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดยมีกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ ภายใน 270 วัน
  7. ผู้ยืนขอทำการตรวจสอบระบบ และติดตั้งระบบต่างๆ ให้ตรงกับรายละเอียดที่ยื่นไว้กับการไฟฟ้า และขอเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าในเขตพื้นที่ให้เรียบร้อย
  8. ทางการไฟฟ้าจะเข้าทำการตรวจสอบระบผลิตไฟฟ้า และเปลี่ยนมิเตอร์ให้ใหม่ พร้อมกับทดสอบการเชื่อมต่อเข้าระบบโครงค่ายไฟฟ้า

ขั้นตอนโดยสรุปก็จะมีประมาณนี้ หากจะสรุปให้ง่ายขึ้นก็คือ ลงทะเบียนระบบระบบ PPIM จากนั้นกรอกรายละเอียดและอัพโหลดเอกสารเข้าระบบ รอการพิจารณา เมื่อผ่านแล้วก็ชำระเงิน ตรวจสอบระบบการผลิตไฟฟ้าของเราให้เรียบร้อย รอการไฟฟ้ามาตรวจสอบอุปกรณ์​ เปลี่ยนมิเตอร์ และเชื่อมต่อระบบเข้ากับของการไฟฟ้า

สำหรับค่าใช้จ่ายในการยื่นขอจะอยู่ที่ 2,000 บาทเท่านั้น (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และเราสามารถขายไฟให้กับการไฟฟ้าได้หน่วยละ 2.20 บาท

ข้อมูลจากการไฟฟ้าที่ได้ประกาศเอาไว้

ตามประกาศคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง ประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา สำหรับภาคประชาชนประเภทบ้านอยู่อาศัย พ.ศ. 2565 ประกาศ ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2565 ให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) รับซื้อไฟฟ้าจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาประเภทบ้านอยู่อาศัย ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ (kWp) ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้า 5 MWp ต่อปี  ดังน้ัน PEA จึงขอเปิดรับคำขอขายไฟฟ้าโครงการฯ ผ่านระบบ PPIM ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป 

ข้อควรทราบก่อนเข้าร่วมโครงการ (สำคัญโปรดอ่านทำความเข้าใจ !!!)

  • ผู้เข้าร่วมโครงการต้องเป้น ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 1 บ้านอยู่อาศัยกับ PEA เท่านั้น
  • เน้นให้ติดตั้ง Solar Rooftop ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Self Consumption) และไฟฟ้าที่เหลือสามารถขายไฟฟ้าได้
  • กำลังผลิตติดตั้งแผงโซลาร์ (PV) ไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ (kWp) ต่อรายสำหรับ เชื่อมต่อแบบ 3 เฟส (220/380 V) และ ไม่เกิน 5 kWp ต่อราย สำหรับเชื่อมต่อแบบ 1 เฟส (220 V)
  • ผู้ยื่นขอขายไฟฟ้าเป็นผู้ลงทุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เองทั้งหมด
  • PEA จะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบการเชื่อมต่อระบบ ภายหลังได้รับการพิจารณา ในราคา 2,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
  • ราคาที่ PEA รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน 2.2 บาท/หน่วย (kWh) ระยะเวลา 10 ปี
  • ปริมาณรับซื้อรวมในพื้นที่ PEA ปริมาณ 5 เมกะวัตต์ (MW) ต่อปี
  • รับข้อเสนอแบบ First come First served ผ่านเว็บไซด์นี้ https://ppim.pea.co.th
  • ตรวจสอบรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณา และประกาศผล ภายใน 45 วันนับจากวันที่ยื่นคำขอฯ ได้ที่ https://ppim.pea.co.th/project/solar/list 
  • โปรดแนบบิลค่าไฟฟ้าหรือหลักฐานการเป็นผู้ใช้ไฟฟ้า ให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน (บิลค่าไฟฟ้าไม่ควรเกิน 3 เดือน) สอดคล้องกับข้อมูลผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการและผู้ใช้ไฟฟ้า ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล , เลขที่บ้านที่ติดตั้ง, ประเภทใช้ไฟฟ้าโดยหากข้อมูลดังกล่าวยังไม่ถูกต้องเป็นปัจจุบัน ให้ติดต่อ สำนักงานการไฟฟ้าในพื้นที่ใช้ไฟฟ้า (ตามบิลค่าไฟฟ้า) เพื่อขอแก้ไขข้อมูลให้แล้วเสร็จ ก่อนยื่นเข้าร่วมโครงการ

คู่มือการดำเนินการโครงการ สามารถศึกษา ดูรายละเอียดได้ตาม Link ด้านล่าง

https://drive.google.com/drive/u/0/folders/1HuTylJ2BUFsBOk8CoAgua8_-4igOXkpA

แบตเตอรี่กินได้! มีอยู่จริงบนโลก ล่าสุด นักวิจัยจากอิตาลี ได้คิดค้น แบตเตอรี่กินได้ที่ทำจากอัลมอนด์และวัสดุอื่น ๆ ที่สามารถย่อยสลายได้ในร่างกาย สำหรับใช้ทางการแพทย์

บนโลกนี้ ใครจะไปกินแบตเตอรี่ล่ะจริงไหม? แต่มันจำเป็นสำหรับทางการแพทย์ หลายเคสหลายกรณีทางการแพทย์ ผู้คนหลายแสนคนจำเป็นที่จะต้องฝังอุปกรณ์ไฟฟ้าบางอย่างลงในร่างกาย เพื่อให้ร่างกายสามารถดำเนินต่อไปได้ เช่น เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ เป็นต้น

แต่เรายังอยู่ในศตวรรษที่อุปกรณ์เหล่านี้ยังคงใช้วัสดุแข็งเพียว ๆ ซึ่งไม่สามารถย่อยสลายได้ในร่างกายมนุษย์ ดังนั้น เมื่อเกิดข้อผิดพลาดของอุปกรณ์มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะซ่อมแซมได้ คือการผ่าตัดและนำเครื่องออกมาซ่อม ซึ่งมันทำให้เสียเวลา เสียเงิน และสร้างความเจ็บปวดเพิ่มให้ทั้งกับคนไข้และแพทย์ผู้ให้การรักษา

สิ่งประดิษฐ์สะเทือนวงการการแพทย์ “แบตเตอรี่กินได้”

ด้วยปัญหานี้ จึงทำให้ Mario Caironi นักวิจัยอาวุโสจาก Istituto Italiano di Tecnologia (IIT-Italian Institute of Technology) และทีมงานของเขาจากมิลาน ในอิตาลี ได้ลองคิดค้นแบตเตอรี่ที่สามารถจ่ายพลังงานและสามารถย่อยสลายได้ โดยจะไม่รบกวนการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายมนุษย์ ซึ่งจะทำให้การติดตั้งอุปกรณ์ปลอดภัยมากขึ้น

ผลการศึกษานี้ได้ถูกตีพิมพ์อย่างเป็นทางการลงในวาร Advanced Materials เมื่อเร็ว ๆ นี้ในหัวข้อ แบตเตอรี่กินได้

แบตเตอรี่ทำจากอะไร?

โดยทั่วไปมีอุปกรณ์หลายอย่างที่คนไข้ต้องกลืนลงไป เช่น ไบโอเซนเซอร์ กล้อง และระบบนำส่งยา แต่อุปกรณ์เหล่านี้ไม่สามารถย่อยสลายได้ ผลที่ตามมาอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างกระบวนการย่อยอาหารได้ และต้องผ่าตัดเท่านั้น เพื่อนำอุปกรณ์ออก

แต่แบตเตอรี่ที่ถูกผลิตขึ้นใหม่เหล่านี้สามารถผลิตขึ้นได้จากอาหารทั่วไป โดยมีองค์ประกอบหลักคือ “อัลมอนด์”ตามมาด้วย เคเปอร์ ถ่านกัมมันต์ สาหร่าย ทองคำเปลว และขี้ผึ้ง ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถย่อยสลายได้โดยไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ

ทำจากของที่กินได้และย่อยสลายได้ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย Cr.Newatlasทำจากของที่กินได้และย่อยสลายได้ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย Cr.Newatlas

การทำงานของแบตเตอรี่

การทำงานของแบตเตอรี่อัลมอนด์ แบตเตอรี่ตัวต้นแบบสามารถให้ไฟฟ้าได้ที่ 0.65 โวลต์ ซึ่งให้ไฟฟ้าที่ต่ำเกินไปที่จะทำให้เกิดปัญหาภายในร่างกายมนุษย์ และสามารถให้กระแสไฟฟ้า 48 ไมโครแอมป์นานสูงสุด 12 นาที อาจดูเหมือนให้พลังงานไม่มาก แต่จากการทดลองมันสามารถจ่ายไฟให้กับไฟ LED ขนาดเล็กหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กอื่น ๆ ได้ด้วย ซึ่งก็เพียงพอในการจ่ายไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ในร่างกายได้

ขั้วบวกของแบตเตอรี่ประกอบด้วย ไรโบฟลาวิน (หรือเรียกอีกอย่างว่า วิตามินบี 2) ในขณะที่แคโทดทำจากเควอซิทิน สารทั้งสองสารนี้สามารถพบได้ทั่วไปตามธรรมชาติในพืชและอาหารอื่น ๆ ส่วนถ่านกัมมันต์จะช่วยในการเพิ่มการนำไฟฟ้า

อิเล็กโทรไลต์ใช้น้ำเปล่า และตัวคั่น (ที่แทรกซึมผ่านขั้วบวกและขั้วลบ ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร) ทำจากสาหร่ายโนริ ที่ใช้ในเมนูซูชิทั่วไปนี่แหละ ส่วนหน้าสัมผัสก็ใช้แผ่นเปลวทองคำพร้อมเคลือบขี้ผึ้งไว้บนขั้วบวกและขั้วลบ

Cr. EURONEWSCr. EURONEWS

ตอนนี้ทางทีมกำลังหาทางทำให้อุปกรณ์เหล่านี้มีขนาดเล็กลงเพื่อสะดวกในการรับประทานและในอนาคตพวกเขาคาดหวังว่าจะสามารถพัฒนาอุปกรณ์อื่น ๆ ที่สามารถกินได้รวมถึงเซ็นเซอร์ในการตรวจสอบสภาวะสุขภาพ เป็นต้น

พวกเขายังทิ้งท้ายอีกว่า แบตเตอรี่นี้ยังสามารถใช้ได้กับของเล่นเด็กที่ใช้ไฟฟ้าไม่มาก ป้องกันความเสี่ยงที่เด็กอาจหยิบจับของและกลืนเข้าไป เพื่อให้มันใช้งานได้สะดวกขึ้นจึงขอพัฒนาอุปกรณ์ต่อไปเรื่อย ๆ

ที่มาข้อมูล

EURONEWS / NEW ATLAS / IIT-Italian Institute of Technology / Advanced Materials

Source : Spring News

ผลพวงจากโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลระเบิด เกิดข้อถกเถียงมานานหลายปี ในที่สุด ตอนนี้เยอรมนีได้สั่งปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกแห่งแล้วทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำซ้อน

เกิดข้อถกเถียงกันมานานแล้วสำหรับเยอรมนี เรื่องพลังงานนิวเคลียร์ ที่ในอดีตเป็นพลังงานหลักและความรุ่งเรืองของเยอรมนี แต่ในปัจจุบัน เมื่อพรรคการเมืองแบ่งฝ่าย รวมถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับการปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศทำให้ข้อถกเถียงนี้กลับมารุนแรงขึ้น

โดยเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2023 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศการยุติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งสุดท้ายอย่างเป็นทางการแล้ว และข้อตกลงเป็นอันเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จึงทำให้ตอนนี้เยอรมนีปราศจากพลังงานนิวเคลียร์อีกต่อไป และนี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ของเยอรมนี

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะไม่มีอีกต่อไปในเยอรมนี Cr. Pixarbayโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะไม่มีอีกต่อไปในเยอรมนี Cr. Pixarbay

เดิมทีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีแผนจะปิดตัวลงเมื่อสิ้นปี 2022 แต่ด้วยการเดินหน้าท่ามกลางวิกฤตพลังงานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน จึงเกรงว่าประชาชนจะได้รับความลำบากเรื่องราคาและการขาดแคลนพลังงานไว้ใช้ในฤดูหนาว

รัฐบาลจึงตัดสินใจเปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้เดินเครื่องต่ออีก 3 แห่งได้แก่ Isar 2 ในบาวาเรีย, Neckarwestheim ทางเหนือของ Stuttgart และ Emsland ใน Lower Saxony เพื่อให้ประชาชนมีพลังงานเพียงพอสำหรับฤดูหนาวในปีที่ผ่านมา

ข้อพิพาทการปิดโรงงาน

ฝ่านค้าน

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยให้ความเห็นว่า การปิดโรงงานทั้ง 3 แห่งท่ามกลางราคาพลังงานที่สูง อาจทำให้เกิดการขาดแคลนพลังงาน รัฐไม่คำนึงถึงบทบาทของพลังงานนิวเคลียร์ เนื่องจากเยอรมนีลดปริมาณการผลิตไฟฟ้าลง ทำให้สัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานถ่านหินเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย

นอกจากนี้ฝ่านค้านยังให้เรียกว่าที่ปิดโรงงานนิวเคลียร์ด้วยว่า “วันสีดำสำหรับการปกป้องสภาพอากาศ” เนื่องจากการปิดโรงงานนิวเคลียร์ทำให้การใช้พลังงานถ่านหินสูงขึ้น พวกเขายังมั่นใจว่าโรงงานนิวเคลียร์ทั้ง 3 แห่งนั้น เป็นโรงงานที่ทันสมัยและปลอดภัยที่สุดในโลกแล้ว แต่การปิดนี้จะส่งผลกระทบครั้งใหญ่ด้านเศรษฐกิจและระบบนิเวศ

ปิดแล้วคนจะเอาพลังงานที่ไหนใช้ Cr. Pixarbayปิดแล้วคนจะเอาพลังงานที่ไหนใช้ Cr. Pixarbay

ฝ่ายสนับสนุน

ฝ่ายสนับสนุนมองว่า ข้อพิพาทนี้มันเริ่มรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลระเบิด นั่นจึงเป็นเหตุที่เราควรปิดมันได้แล้ว และด้วยเหตุผลนี้ก็เลยทำให้เยอรมนีสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใหม่ไม่แล้วเสร็จสักทีตั้งปต่ปี 1989

และในความเป็นจริง ตั้งแต่ปี 1998 รัฐบาลที่นำโดยพรรคโซเชียลเดโมแครตและพรรคกรีนส์ตกลงกันแล้วว่าจะเลิกใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นระยะเวลา 20 ปี ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวกลายมาเป็นข้อกฎหมายในปี 2002 โดยห้ามก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่เพิ่มอีกและจำกัดอายุการใช้งานของโรงงานไฟฟ้าที่มีอยู่

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศและพลังงานก็ออกมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า หลังเกิดเหตุการณ์ที่เชอร์โนบิล เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าหายนะจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ ภัยธรรมชาติกำลังเลวร้ายขึ้นไม่ว่าจะพายุ แผ่นดินไหว คลื่นความร้อน เราไม่รู้ว่าภัยเหล่านี้จะกระตุ้นให้โรงงานไฟฟ้านิเวคลียร์เกิดอุบิตเหตุอะไรขึ้นอีกได้บ้าง

ความคิดเห็นจากประชาชน

ข้อถกเถียงนำไปสู่สิทธิพื้นฐานของประชาชนนั่นคือการฟังเสียงของสาธารณชนชาวเยอรมัน โดยสถานีโทรทัศน์ RTL และ NTV ได้ทำแบบสำรวจและพบว่า 2 ใน 3 ของประชากรคัดค้านการเลิกใช้พลังงานนิวเคลียร์ โดยให้เหตุผลว่า โรงงานที่เหลือควรเดินเครื่องต่อไปในช่วงนี้ เพราะกลัวเกิดวิกฤตพลังงาน

ซึ่งขัดกับแบบสอบถามที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2019 ที่พบว่าชาวเยอรมันร้อยละ 60 ออกมาสนับสนุนการยกเลิกพลังงานนิวเคลียร์

แค่อยากหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้นเอง Cr. Pixarbayแค่อยากหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้นเอง Cr. Pixarbay

ผลที่คาดหวังจากการยกเลิกพลังงานนิวเคลียร์

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานกล่าวว่า พลังงานนิวเคลียร์ในปัจจุบันหากมีการย้ายจะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พลังงานนิวเคลียร์เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ ของโครงข่ายไฟฟ้าของเยอรมนี หากอยากเปิดก็ต้องวางแผนใหม่หมด ทั้งความปลอดภัย การอัปเกรด การลงทุน ซึ่งมันไม่คุ้มเอาเสียเลย

ยิ่งไปกว่า เหตุผลที่ยกเลิกพลังงานนิวเคลียร์ ก็เพื่อเราจะได้หาทางในการลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียนให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายสภาพอากาศโลกด้วย นั่นหมายความว่า เราเปลี่ยนการลงทุนจากนิวเคลียร์ไปสู่พลังงานสะอาด จำพวกพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมแทนจะคุ้มกว่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และในขณะเดียวกันเราก็ยกเลิกพลังงานถ่านหินและพลังงานนิวเคลียร์ที่เป็นพิษต่อโลกลงไปได้

ที่มาข้อมูล

Foreignpolicy (EP)

Source : Spring News