มหาวิทยาลัยราชภัฏจอมบึงพัฒนาแผ่นฟิล์มกินได้และย่อยสลายได้ เพื่อใช้ห่อหุ้มอาหารและสินค้าเกษตรได้นานถึง 4 เดือน รวมถึงสารละลายโปรตีนเคลือบผิวสินค้าเกษตรช่วยป้องกันแมลง ที่ปลอดภัยต่อมนุษย์และระบบนิเวศ ซึ่งช่วยลดการใช้พลาสติกได้มหาศาล

ปัจจุบันการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกำลังได้รับความสนในอย่างกว้างขวางทั่วโลก การลดใช้พลาสติกอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องนำวัสดุที่ย่อยสลายได้ในธรรมชาติมาใช้ให้มากที่สุด 

คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏจอมบึงจึงได้พัฒนาสารเคลือบและแผ่นฟิล์มชนิดบริโภคและย่อยสลายได้ในธรรมชาติที่ผลิตจากเจลาตินเป็นส่วนผสมหลัก และเติมโปรตีนไฮโดรไลเซสจากหลายแหล่ง อาทิ นม สาหร่าย และกากถั่วเหลือง โดยนำโปรตีนดังกล่าวไปผ่านกระบวนการย่อยให้โมเลกุลมีขนาดเล็กลงด้วยเอนไซม์โปรติเอส แล้วผสมกับกลีเซรอลเพื่อเชื่อมผสานให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ โดยต้นแบบที่ได้มี 2 แบบ คือ ของเหลวหนืดเพื่อใช้เคลือบ และ แผ่นฟิล์ม 

การวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับแผ่นฟิล์มชนิดบริโภคและย่อยสลายได้ในธรรมชาติส่วนใหญ่ใช้แป้งเป็นส่วนผสมหลัก ด้วยคุณสมบัติของโพลิเมอร์จากแป้งทำให้ฟิล์มมีความเหนียวและยืดหยุ่น ขณะที่ฟิล์มจากโปรตีนมีคุณสมบัติด้อยกว่าในทุกแง่มุม แต่งานวิจัยได้ค้นพบว่าเปปไทน์โปรตีนไฮโดรไลเซสสามารถช่วยเพิ่มการละลาย ทำให้การจัดเรียงโมเลกุลในขณะสร้างโพลิเมอร์มีความสมบูรณ์มากขึ้น สารเคลือบมีความหนืด โปร่งใส และยึดเกาะที่ผิวของผลไม้ได้เป็นอย่างดี หากเติมสารเติมแต่งในกระบวนการผลิตพลาสติก และปรับสภาวะการเตรียมที่เหมาะสม จะทำให้ขึ้นรูปเป็นแผ่นฟิล์มที่มีความยืดหยุ่นสูง

ฟิล์มห่ออาหารกินได้  เทคโนโลยียกระดับการเกษตร

ฟิล์มต้นแบบมีลักษณะใกล้เคียงกับฟิล์มพลาสติกจนแยกไม่ออกด้วยสายตา เมื่อนำไปจำลองสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรในห้องปฏิบัติการและในพื้นที่จริง พบว่าสารเคลือบสามารถใช้ฉีดเพื่อปกป้องผิวของผลไม้ที่ต้นได้ดี ส่วนแผ่นฟิล์มนำไปหีบห่อบรรจุผัก ผลไม้สด และผักผลไม้แปรรูปได้ เพื่อปกป้องผลไม้จากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น แมลง แสง แรงกระแทก และฝุ่นเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 120 วันโดยไม่เสียสภาพ จึงช่วยถนอมอาหารได้ดี 

ฟิล์มห่ออาหารกินได้  เทคโนโลยียกระดับการเกษตร

ส่วนแผ่นฟิล์มสามารถรับน้ำหนักและแรงกดทะลุได้มากถึง 4 กิโลกรัม แม้จะไม่ทนต่อความร้อนจากแดดจัดและน้ำ แต่คุณสมบัติบางประการเหล่านี้เป็นจุดเด่นของวัสดุห่อหุ้มอาหารในยุคของเทคโนโลยีชีวภาพ แผ่นฟิล์มสามารถละลายน้ำได้หมดโดยไม่มีเศษหลงเหลือ สิ่งที่ละลายออกไปเป็นสารประกอบอินทรีย์ทั้งหมด จึงปลอดภัยต่อมนุษย์และระบบนิเวศหากนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง โดยเริ่มต้นจากภาคครัวเรือน ชุมชน และขยายไปสู่ภาคอุตสาหกรรม จะช่วยลดการใช้พลาสติกได้มหาศาล  

ฟิล์มห่ออาหารกินได้  เทคโนโลยียกระดับการเกษตร

Source : โพสต์ทูเดย์

ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2566 มีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบภาระค่าไฟประชาชน จากสถานการณ์ราคาพลังงาน และในช่วงฤดูร้อนปี 2566 ซึ่งต่อมา เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2566 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบให้ ‘รัฐบาลช่วยค่าไฟ 2566’ โดยดำเนินมาตรการบรรเทาความเดือดร้อน และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน จากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากราคาไฟฟ้า ตามที่ ครม. เสนอ

เงื่อนไข ‘รัฐบาลช่วยค่าไฟ 2566’

  • ให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าต่อเนื่อง 4 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ค. – ส.ค. 2566
  • ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน
  • ส่วนลดค่าไฟฟ้า (เพิ่มเติม) สำหรับงวดเดือน พ.ค. 2566 จำนวน 150 บาทต่อราย ให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน

ทั้งนี้ กำหนดให้เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าก่อนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

ได้รับบิลค่าไฟฟ้าแล้วได้เงินคืนหรือไม่

สำหรับใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือน พ.ค. 2566 ที่จดหน่วย และส่งใบแจ้งค่าไฟฟ้าในวันที่ 14-17 พ.ค. 2566 ที่ยังไม่มีส่วนลด MEA หรือการไฟฟ้านครหลวง จะปรับปรุงในระบบรับชำระเงินค่าไฟฟ้า โดยผู้ใช้ไฟฟ้า สามารถตรวจสอบยอดเงินค่าไฟฟ้าประจำเดือน พ.ค. 2566 ที่มีการปรับปรุงแล้ว ได้ที่แอปพลิเคชัน MEA Smart life หรือที่ทำการ MEA ทั้ง 18 เขต

ทั้งนี้ หากผู้ใช้ไฟฟ้าที่ชำระค่าไฟฟ้าแล้ว MEA จะคืนเงินส่วนลดดังกล่าวให้ในเดือนถัดไป

(หมายเหตุ สำหรับใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือน พ.ค. 2566 จะเป็นการจดหน่วยในวันใดวันหนึ่ง ระหว่างวันที่ 14 พ.ค. ถึงวันที่ 13 มิ.ย. 2566)

รัฐบาลช่วยค่าไฟ 2566

อัตราค่าไฟฟ้า

ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน

  • 15 หน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง) แรก (หน่วยที่ 1-15) หน่วยละ 2.3488 บาท
  • 10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 16-25)    หน่วยละ 2.9882 บาท
  • 10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 26-35)    หน่วยละ 3.2405 บาท
  • 65 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 36-100)     หน่วยละ 3.6237 บาท
  • 50 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 101-150)   หน่วยละ 3.7171 บาท
  • 250 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 151-400) หน่วยละ 4.2218 บาท
  • เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป)     หน่วยละ 4.4217 บาท

*ค่าบริการ (บาท/เดือน) :       8.19

ใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 150 หน่วยต่อเดือน

  • 150 หน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง) แรก (หน่วยที่ 1-150)          หน่วยละ 3.2484 บาท
  • 250 หน่วยต่อไป ( หน่วยที่ 151-400 )  หน่วยละ 4.2218 บาท
  • เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป)  หน่วยละ 4.4217 บาท

*ค่าบริการ (บาท/เดือน) :       24.62    

ทั้งนี้ การไฟฟ้านครหลวง ได้เตือนประชาชน ระมัดระวังการรับข้อมูลจากช่องทางการสื่อสารในสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ซึ่งอาจมีการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และทำให้ประชาชนเกิดความสับสนได้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสามารถสอบถามข้อมูลค่าไฟฟ้าได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ของ MEA ได้แก่

  • Facebook: การไฟฟ้านครหลวง MEA
  • Line: @meathailand
  • Twitter: @mea_news,
  • MEA Call Center โทร 1130 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

Source : คมชัดลึก

วิธีประหยัดไฟฟ้าก็มีการนำเสนอกันมามากมาย นั่นเป็นเพราะว่าค่าไฟฟ้านั้นเป็นค่าใช้จ่ายที่แทบทุกคนจะต้องจ่าย เป็นต้นทุนในการดำเนินชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และในปัจจุบันค่าไฟก็ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูงมาก รวมถึงช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา มีการใช้ไฟไปกับเครื่องปรับอากาศ และตู้เย็น รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ทำให้หลายคนจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวกันเลยทีเดียว

ในบทความนี้ทางทีมงานของคณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทย จึงได้รวบรวมเอาเนื้อหาเกี่ยวกับวิธีประหยัดไฟฟ้าจากกระทรวงพลังงานที่ได้มีการเผยแพร่เอาไว้ ซึ่งจะเป็นเรื่องของการใช้เครื่องไฟฟ้า 10 อย่างยอดนิยมว่า เราควรจะใช้อย่างไร ถึงจะประหยัดไฟฟ้าได้อีกประมาณ 10% ไปชมกันได้เลยครับ

ก่อนจะไปดูวิธีการประหยัดไฟนั้น ก็ต้องบอกก่อนว่า ข้อมูลต่างๆ ที่นำเสนอนี้ ใช้พื้นฐานจากอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ดังนี้

  • เครื่องปรับอากาศ 3 เครื่อง (9,000 / 13,000 / 18,000 BTU)
  • ตู้เย็น 7.7 คิว
  • เครื่องทำน้ำอุ่นแบบใช้ไฟฟ้า จำนวน 3 เครื่อง
  • กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า
  • พัดลมจำนวน 3 เครื่อง
  • หลอดไฟแบบ LED
  • หม้อหุงข้าว
  • ไมโครเวฟ
  • ทีวี
  • คอมพิวเตอร์
  • เครื่องซักผ้า
  • เตารีด
  • ปั๊มน้ำแบบอัตโนมัติ

ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเราที่มีกันเป็นส่วนใหญ่ครับ ต่อไปเรามาดูคำแนะนำกันต่อว่า จะใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้เพื่อให้ประหยัดไฟจากเดิมเพิ่มอีก 10% นั้นต้องทำอย่างไรบ้าง

1.เครื่องปรับอากาศ

คำแนะนำ : เพิ่มอุณหภูมิจากปกติอีก 1 องศา เช่น เดิมเคยเปิดเครื่องปรับอากาศตามคำแนะนำที่ 25 องศา ก็ให้ปรับเพิ่มเป็น 26 องศา หรืออาจจะลองเปิดเพิ่มเป็น 27 องศาก็ได้ ถ้ายังเย็นอยู่ และควรตั้งเวลาปิดก่อนตื่นนอนสัก 15 – 20 นาที และควรจะมีการล้างเครื่องปรับอากาศเป็นประจำ 2 ครั้งต่อปี

ช่วยประหยัดได้ : 290 บาท คิดเป็น 6%

2.เครื่องทำน้ำอุ่นแบบใช้ไฟฟ้า

คำแนะนำ : อย่างแรกเลยก็ใช้เทคนิคการเปิดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น บางคนเปิดตั้งแต่เริ่มอาบน้ำ จนอาบน้ำเสร็จ แบบไม่ปิดเลย แนะนำว่าช่วงตอนฟอกสบู่ หรือกำลังสระผม อาจจะเปิดน้ำอุ่นไว้ก่อนก็ได้ และอาจจะปรับอุณหภูมิให้ลดจากเดิมลง เอาแค่อุ่นๆ ที่พอรับได้

ช่วยประหยัดได้ : 119 บาท คิดเป็น 2.5%

3.กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า

คำแนะนำ : หลายคนใช้กระติกน้ำร้อนไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊กทิ้งไว้เลย ซึ่งบอกเลยว่าเปลืองไฟมาก ดังนั้นควรเสียบปลั๊กเฉพาะตอนที่เราจะใช้เท่านั้น เมื่อน้ำเดือดแล้วใช้น้ำเรียบร้อยก็ให้ถอดปลั๊กทันที

ช่วยประหยัดได้ : 25 บาท คิดเป็น 0.5%

วิธีประหยัดไฟฟ้า

4.หม้อหุงข้าว เตาไมโครเวฟ ทีวี คอมพิวเตอร์

คำแนะนำ : อันนี้ง่ายมากเลย ก็คือ ถอดปลั๊กหลังใช้งานทุกครั้ง โดยเฉพาะหม้อหุงข้าว ที่แม่บ้านหลายคนมักจะเสียบปลั๊กค้างไว้เพื่อให้ข่าวอุ่น บอกเลยว่าเปลืองไฟค่อนข้างมากเลยทีเดียว

ช่วยประหยัดได้ : 11 บาท คิดเป็น 0.2%

5.ตู้เย็น

คำแนะนำ : อย่างแรกเลย ควรจัดระเบียบของต่างๆ ในตู้เย็นใหม่ อันไหนหมดอายุ หรือไม่ได้ใช้แล้วก็ควรนำไปทิ้งให้เรียบร้อย การมีของในตู้เย็นเป็นจำนวนมากๆ ตู้เย็นก็ต้องทำงานมากตามไปด้วย เพื่อให้ของภายในตู้มีความเย็นตามที่กำหนด และไม่ควรเปิดปิดตู้เย็นบ่อยจนเกินไป แนวๆ ว่ามาเปิดดูตู้เย็นว่ามีอะไรกินบ้าง เปิดแล้วก็ปิด เดี๋ยวก็มาเปิดอีกแบบนี้ก็ไม่เอานะ แล้วก็ใครที่ใช้ตู้เย็นเก่า ปิดแล้วมักจะไม่สนิท ก็แนะนำให้หาพวกตัวล็อคตู้เย็นมาติดเพิ่ม กันตู้เย็นปิดไม่สนิทด้วยนะ

ช่วยประหยัดไฟ : 19 บาท คิดเป็น 0.4%

6.พัดลม

คำแนะนำ : ควรปรับลดความแรงของพัดลมลงอีก 1 ระดับ เมื่อแรงลมน้อยลง วิธีแก้ไขก็คือ ขยับพัดลมให้มาใกล้ตัวเรามากยิ่งขึ้นแทน เราก็จะได้ความแรงของพัดลมเท่าๆ เดิม หากเราใช้คนเดียว ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดซ้าย ให้จ่อมาที่ตัวเราโดยตรงได้เลย เมื่อใช้เสร็จแล้วอย่าลืมถอดปลั๊กด้วยนะ

ช่วยประหยัดไฟ : 18 บาท คิดเป็น 0.4%

7.หลอดไฟฟ้า LED

คำแนะนำ : ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น หากบ้านไหนที่ช่างเขาทำสวิทซ์รวมประมาณว่า เปิดทีเดียว ติด 4 ดวง อันนี้ก็อาจจะต้องวางแผนระยะยาวก็คือ ให้ช่างมาแยกสวิทซ์ดูตามความเหมาะสมก็ได้ครับ หรือจะไปเลือกใช้พวกหลอดไฟอัจฉริยะแทนก็ได้ สามารถสั่งปิดไฟผ่านเสียง หรือกดปิดจากมือถือได้ รวมถึงสามารถปรับเพิ่มลดความสว่างได้ด้วย ซึ่งก็ช่วยประหยัดไฟได้อีกระดับหนึ่ง แต่เราก็จะมีค่าใช้จ่ายกับราคาหลอดไฟอัจฉริยะที่แพงกว่าหลอดปกตินะครับ อันนี้ลองพิจารณากันให้ดี

ช่วยประหยัดไฟ : 11 บาท คิดเป็น 0.2%

8.เตารีดไฟฟ้า

คำแนะนำ : ควรรีดผ้าพร้อมๆ กันทีละมากๆ เพื่อให้เราเปิดใช้งานเตารีดในครั้งเดียวไปเลย ใครที่มีการใช้น้ำผ้ารีดผ้า ควรฉีดผ้าทั้งหมดเตรียมเอาไว้ก่อน แล้วค่อยรีด และเมื่อรีดใกล้เสร็จ เช่น เหลืออีกแค่ 1 – 2 ตัว ก็อาจจะปิดเตารีดเลยก็ได้ และใช้ความร้อนที่เหลืออยู่ แนะนำว่าควรรีดพวกเสื้อผ้าที่รีดง่ายๆ ไว้ตอนท้ายๆ นะครับ

9.ปั๊มน้ำ

คำแนะนำ : ใช้น้ำแบบประหยัดขึ้นอย่างน้อย 10% เพื่อช่วยลดการทำงานของปั๊มน้ำ เช่น เคยล้างรถทุกวัน อาจจะล้างเป็นสัปดาห์ละ 1 ครั้งแทน รวมถึงรดน้ำต้นไม้ อาจจะเลือกรดน้ำในช่วงหัวค่ำวันเว้นวันแทน

10.เครื่องซักผ้า

คำแนะนำ : ควรซักผ้าพร้อมกันครั้งละมากๆ เท่าที่เครื่องรองรับได้ หากเสื้อผ้าตัวไหนมีรอยเปื้อนมาก แนะนำให้ทำความสะอาดคราบก่อนใส่เครื่องซักผ้าด้วย เพราะถ้าเราซักผ้าพร้อมๆ กันเยอะๆ ผ้าจะไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่ และอย่าลืมแยกผ้าสีเข้ม กับอ่อนด้วยนะ

สำหรับข้อ 8 , 9 , 10 ช่วยประหยัดไฟ : 11 บาท คิดเป็น 0.2%

และทั้งหมดนี้ก็เป็นคำแนะนำการประหยัดไฟฟ้ากับเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ซึ่งอ่านแล้วอาจจะไม่ได้ตรงกับความเป็นจริง 100% เพราะแต่ละบ้าน และวิธีการใช้งานแต่ละคนก็แตกต่างกันไปครับ แต่อยากให้รับทราบเป็นแนวทาง เอาที่เราพอจะทำได้ และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ติดขัดใดๆ ก็พอ ซึ่งทำแล้ว รับรองว่าประหยัดไฟขึ้นแน่นนอน จะได้เอาเงินที่ประหยัดได้ ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆ กันต่อครับ

อ้างอิงข้อมูล : กระทรวงพลังงาน
ภาพประกอบ : freepik

เมื่อเร็วๆนี้ คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอผลการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน (ASEAN Finance Ministers’ and Central Bank Governors’ Meeting: AFMGM)

 ครั้งที่ 9 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีการรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมฯ] สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้ 

1.การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน(ASEAN Finance Ministers’ Meeting: AFMM) ครั้งที่ 27 ที่ประชุมฯ ได้ติดตามความคืบหน้าของความร่วมมือทางการเงินอาเซียนได้แก่ ด้านศุลกากร ภาษีอากร การประกันภัย การระดมทุน เพื่อโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาตลาดทุน และการบริหารความเสี่ยงและการประกันภัยเพื่อรองรับความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

 โดยมีประเด็นหารือที่สำคัญ ได้แก่ (1) การปรับทิศทางการดำเนินงานไปสู่การลงทุนในโครงการสีเขียวเพิ่มขึ้นและการพิจารณาเพิ่มทุนมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ ของกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน (2) การขยายขอบเขตของคณะกรรมการร่วมด้านการบริหารความเสี่ยงทางการเงินและการประกันภัยด้านภัยพิบัติของอาเซียนให้ครอบคลุมเรื่องโรคระบาด (3) การผลักดันการเลกเปลี่ยนหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ (4) ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการเงินการคลังและหน่วยงานสาธารณสุข ซึ่งอยู่ระหว่างประเมินความต้องการเงินทุนและกลไกระดมทุนระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศเพื่อการป้องกัน เตรียมความพร้อมและรับมือกับโรคระบาดรวมทั้งความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกองทุนระดับภูมิภาค และ (5) ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร

ะเทศเช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 คณะกรรมการดูแลเสถียรภาพทางการเงิน และธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank ADB) โดยสถาบันการเงินระหว่างประเทศระบุว่า ในปี 2566 เป็นปีที่ท้าทายเนื่องจากยังมีแรงกดดันของอัตราเงินเฟ้อและความเสี่ยงจากสถานการณ์สหพันธรัฐรัสเซีย-ยูเครน ส่วนอัตราเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและจะเริ่มปรับตัวลดลงในปี 2567 ทั้งนี้ ได้เสนอแนะให้มีการรักษาสมดุลระหว่างการขยายตัวทางเศรษฐกิจกับการรักษาระดับเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ รับทราบประเด็นสำคัญที่อินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียนต้องการผลักดันให้สำเร็จภายในปี 2566 ใน 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการฟื้นฟูและการสร้างใหม่ (2) ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล และ (3) ด้านความยั่งยืน

“ในการนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้แจ้งต่อที่ประชุมว่าประเทศไทยเห็นด้วยกับร่างแถลงการณ์ร่วมฯที่มีการปรับเปลี่ยนจากร่างแถลงการณ์ร่วมฯที่ได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการของร่างแถลงการณ์ร่วมฯ เดิมโดยสมาชิกอาเซียนทุกประเทศรวมถึงไทยจะได้รับประโยชน์จากการปรับปรุงให้สาระสำคัญมีความชัดเจน กระชับ ครอบคลุมประเด็นที่ได้หารือ และสะท้อนถึงความต้องการของสมาชิกมากขึ้น”

ระบบการเงินและการคลังจะเป็นเครื่องสำคัญที่จะนำไทยและภูมิภาคก้าวผ่านความท้าทายสู่เป้าหมายความยั่งยืนอย่างแท้จริง 

Source : กรุงเทพธุรกิจ

บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด บริษัทในกลุ่มการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้แทนจำหน่ายเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Wallbox อย่างเป็นทางการในประเทศไทย (Authorized Distributor) ร่วมกับ บริษัท Wallbox Chargers S.L.U ประเทศสเปน เตรียมเผยโฉมเครื่องชาร์จฯ รุ่นใหม่ล่าสุดก่อนใครในเอเชีย “Wallbox Pulsar Pro” ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าธุรกิจที่สนใจทำสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ภายในงาน Future Mobility Asia 2023 (FMA 2023) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 9.00-18.00 น. ณ บูท MB29 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมยกขบวนเครื่องชาร์จฯ หลากหลายรุ่น อาทิ “Pulsar Max” เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับบ้าน “Commander 2 & Commander 2S” สำหรับภาคธุรกิจ และ “Supernova” อัปเกรดใหม่ 150 kW ที่เหมาะกับพื้นที่สาธารณะ มาจัดแสดงในงานดังกล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีโปรโมชันสุดพิเศษเครื่องชาร์จฯ พร้อมแพ็กเกจติดตั้ง รับส่วนลดกว่า 9,000 บาท พบกูรูให้คำปรึกษาการทำสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งสำหรับธุรกิจรายย่อยขนาดเล็ก ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการติดตั้งเครื่องชาร์จฯ เพื่อให้บริการผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า

สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้แล้ววันนี้
ที่ https://bit.ly/fmavisitor_innopower

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
LINE Official Account@innoev https://lin.ee/xksYXla
หรือ evcharger@innopower.co.th

Source : Energy News Center