โล่งอก ราคาน้ำมันปี 2566 อาจไม่ผันผวนมาก สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เผยว่า กองทุนน้ำมันฯ ปัจจุบันติดลบลดเหลือเพียง 72,000 ล้านบาท จากก่อนหน้านี้ติดลบกว่า 1.3 แสนล้านบาท จับตา ! 4 มิ.ย. 66 โอเปกจะลดกำลังผลิตหรือไม่

เรื่องราคาน้ำมันแน่นอนว่ามีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชน และภาคธุรกิจ เพราะหากราคาน้ำมันผันผวนก็จะส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภค บริโภค อย่างแน่นอน ล่าสุดนายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้กองทุนน้ำมันมีเก็บค่าชดเชยพลังงานที่เข้าไปอุดหนุนมากขึ้นตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน จึงทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น แต่…ปัจจุบัน พบว่า กองทุนสามารถเก็บเงินเข้าคืนกองทุนได้แล้วทำให้เหลือติดลบลดลงเหลือ 72,000 ล้านบาท

ส่วนถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันไม่ผันผวนเหมือนปี2565 ที่ผ่านมา ที่ก่อนหน้านี้สูงสุดอยู่ที่135 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งปัจจุบันอยู่ 90 เหรียญ นับได้ว่าเป็นราคาน้ำมันที่ไม่สูง ส่งผลดีต่อกองทุนน้ำมันที่ได้นำเงินส่วนนี้มาเสริมสภาพคล่อง พร้อมกันนี้ได้คาดว่าราคาน้ำมันดีเซล จะอยู่ที่ประมาณ 88-90 เหรียญสหรัฐ น้ำมันดูไบอยู่ที่ 73 เหรียญ ราคาไม่สูงเหมือนปีที่ผ่านมา

กองทุนน้ำมันฯ ติดลบลดเหลือ 72,000 ลบ.

กองทุนน้ำมันฯ ติดลบลดเหลือ 72,000 ลบ. 

สำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศที่มีนโยบายลดค่าน้ำมันเชื้อเพลิง จากปัจจุบันมีราคาต้นทุนที่ 21 บาทต่อลิตร ส่วนตัวมองว่าการลดราคาน้ำมันต้องมีการถอดภาษีท้องถิ่น ภาษีสรรพสามิต ให้เหลือค่าการตลาดให้ผู้ประกอบการดำเนินงานต่อไป ซึ่งจะเหลือลิตรละ 25 บาท จากเดิม 32 บาท ทั้งนี้จะทำให้ประเทศจะขาดรายได้ภาษี

อย่างไรก็ตามในส่วนของการจะนำเงินจากกองทุนน้ำมันที่เก็บเข้ากองทุนอยู่ขณะนี้อยู่ที่ 5.23 บาท จะต้องดูวินัยการเงินการคลังประกอบด้วย เพราะจะทำให้เจ้าหนี้ไม่ซื้อน้ำมันมากลั่นขาย เหมือนกับหลายประเทศที่ประสบปัญหาน้ำมันแพง นอกจากนี้รัฐบาลใหม่กองทุนน้ำมันต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ด้วย และต้องจับตา! 4 มิ.ย. 66 โอเปกจะลดกำลังผลิตหรือไม่ เพราะจะส่งผลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกแน่นอน

Source: Spring News

รถยนต์ไฟฟ้ากำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก ด้วยข้อดีในเรื่องของความประหยัด ทั้งค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟ และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถ ที่ต่ำกว่ารถใช้น้ำมันเป็นอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่าการซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ จำเป็นต้องวางแผนเรื่องการชาร์จไฟให้กับรถตัว ใครที่อยู่คอนโดไม่มีสถานีชาร์จ ก็อาจจะต้องไปชาร์จที่สถานีชาร์รถไฟฟ้าตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำมัน ศูนย์บริการรถยนต์บางยี่ห้อ ห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่บริการของเอกชนต่างๆ แต่ใครที่มีบ้าน อยากแนะนำว่าให้ติดตั้ง EV Charger ไว้ที่บ้าน ซึ่งจะได้รับความสะดวกมากที่สุด แต่ก่อนจะติดตั้งแนะนำให้ตรวจสอบความพร้อมของบ้านก่อนกันครับ

รู้จักกับ EV Charger กันก่อน

เราเริ่มต้นกับการทำความรู้จัก EV Charger กันก่อนครับ อธิบายง่ายๆ ก็คือ อุปกรณ์สำหรับชาร์จไฟให้กับรถยนต์ไฟฟ้านั่นเอง หรือบางคนอาจจะเรียกว่า สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าก็ได้ ซึ่งในปัจจุบันนี้เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้

  1. Quick Charger แบบ DC เป็นรูปแบบของระบบการชาร์จด้วยตู้ EV Charger ที่มีการจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เข้าไปที่แบตเตอรี่โดยตรง ซึ่งจะใช้เวลาชาร์จที่น้อยกว่าแบบอื่นๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับกำลังชาร์จที่ตู้ชาร์จสามารถทำได้ รวมถึงกำลังชาร์จที่รถยนต์ไฟฟ้านั้นรองรับด้วย ปัจจุบันนี้เราจะพบตู้ชาร์จแบบ DC ได้ตามสถานีชาร์จต่างๆ ตามปั๊มน้ำมัน ศูนย์บริการรถยนต์ และสถานที่บริการของเอกชนต่างๆ
  2. Normal Charger (Double Speed Charge) ในรูปแบบ Wall Box หรือเป็นกล่องตู้ติดตั้งอยู่ที่บ้านนั่เอง ซึ่งจะเป็นการชาร์จด้วยไฟกระแสสลับ (AC) พบตามบ้านทั่วไป รวมถึงโรงแรม และห้างสรรพสินค้าต่างๆ ซึ่งลักษณะการทำงานก็จะมีการแปลงไฟกระแสสลับให้เป็นไฟกระแสตรง แบบนี้จะใช้เวลาชาร์จค่อนข้างนาน เรียกว่าเหมาะกับคนที่ต้องการชาร์จรถที่บ้านมาก เสียบสายชาร์จตั้งแต่กลับบ้านช่วงเย็นๆ แล้วก็ไปนอน เช้ามาก็เต็มพอดี แนวๆ นี้ครับ ระยะเวลาก็ขึ้นอยู่กับกำลังไฟตัวตู้ชาร์จ และการรองรับของรถยนต์ไฟฟ้าด้วย โดยเฉลี่ยอยู่อยู่ 4 – 9 ชั่วโมง
  3. Normal Charger แบบอุปกรณ์เต้ารับ ลักษณะก็จะเหมือนการต่อไฟจากบ้านเขารถโดยตรงผ่านตัวอุปกรณ์ ซึ่งบ้านที่จะสามารถจ่ายไฟได้ จะต้องติดตั้งมิเตอร์แบบ 15(45)A เพราะว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะต้องใช้กระแสไฟฟ้าสูงขณะทำการชาร์จนั่นเอง นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบสายไฟ สะพานไฟ ด้วยว่าสามารถรองรับได้หรือไม่ และอุปกรณ์ชาร์จควรจะมีระบบตัดไฟอัตโนมัติ หรือตัดไฟเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินด้วย สำหรับระยะเวลาในการชาร์จแบบนี้จะช้าที่สุดครับ เวลาที่ใช้ราวๆ 12 – 15 ชั่วโมง

6 สิ่งต้องเช็ค ก่อนติดตั้ง EV Charger

ตอนนี้ก็มาดูกันว่า เราจะต้องเช็คอะไรบ้าง ก่อนจะติดตั้ง EV Charger ไว้ใช้ที่บ้าน สำหรับคำแนะนำจากทางการไฟฟ้านครหลวงนั้น ก็แนะนำไว้ 2 อย่างหลักๆ เลยก็คือ แนะนำให้เพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า เป็น 30(100)A แบบเฟสเดียว หรือ 30(100)A แบบ 3 เฟส และบ้านไหนไม่สะดวกที่จะปรับปรุงระบบไฟฟ้าใหม่ ให้ทำการขอติดตั้งมิเตอร์เครื่องที่ 2 สำหรับ EV Charger โดยเฉพาะไปเลย โดยสามารถเลือกใช้มิเตอร์แบบ TOU ได้อีกด้วย

1.ตรวจสอบขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าของบ้าน

เริ่มจากดูขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าของบ้านเราก่อน ถ้าใครไม่ทราบแนะนำให้ดูที่มิเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งบริเวณหน้าบ้าน หรือสอบถามจากการไฟฟ้าใกล้บ้าน สำหรับคำแนะนำจากการไฟฟ้า สำหรับไฟ 1 เฟส ต้องมีขนาดมิเตอร์ 30 แอมป์ขึ้นไป ส่วนไฟ 3 เฟส แนะนำว่าต้องมีขนาดมิเตอร์ 15/14 แอมป์

2.ขนาดสายไฟเมนของบ้าน

สำหรับขนาดของสายไฟเมนที่เชื่อมต่อมายังตู้ควบคุม ต้องมีขนาด 256 ตารางมิลลิเมตร หรือขนาดที่ใหญ่กว่านี้ ซึ่งขนาดที่ว่านี้เป็นขนาดของเส้นทองแดง นอกจากนี้ตู้ควบคุม Main Circuit Breaker ควรใช้ตู้ที่รองรับกระแสไฟได้สูงสุดไม่เกิน 100 แอมป์

3.ตู้ควบคุมไฟฟ้า Main Circuit Breaker

ตู้ควบคุมไฟฟ้าของบ้านจะต้องรองรับกระแสไฟสูงสุดไม่เกิน 100 แอมป์ มีช่องว่างสำหรับติดตั้ง Miniature Circuit Breaker , 1P ขนาด 16A ซึ่งจะต้องเป็นช่องแยกจ่ายไฟออกมาจากส่วนอื่นๆ

4.เครื่องตัดไฟรั่ว RCD (Residual Current Devices)

เราควรติดตั้งเครื่องตัดวงจร กรณีการรัดวงจรของอุปกรณ์​ มีค่ากระแสไฟฟ้าไหลเข้าออกไม่เท่ากัน รวมถึงสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ไฟรั่ว ไฟเกินอีกด้วย ซึ่งเครื่องตัดไฟรั่วจะทำการตรวจสอบกระแสไฟที่ไหลผ่าน หากพบกว่ามีกระแสไฟที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการหายไปบางส่วน เช่น รั่วไหลไปลงดิน รั่วไหลไปสู่อุปกรณ์อื่นๆ เพราะมีการชำรุดของอุปกรณ์ ก็จะทำหน้าที่ตัดไฟ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ไฟดูด หรือเกิดไฟไหม้ อีกทั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีควรมีระบบตัดไฟอย่างน้อย RCD Type B หรือเทียบเท่า

5.เต้ารับ EV Socket Outlet

สำหรับเสียบสายชาร์จ เป็นชนิด 3 รู ต้องทนต่อกระแสไฟฟ้าได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 16 A ตาม มอก.166-2549 หรืออาจเป็นเต้าสำหรับอุตสาหกรรม ต้องมีหลักดิน ซึ่งแนะนำให้แยกออกจากหลักดิน ของระบบไฟเดิมของบ้าน โดยใช้สายต่อหลักดิน เป็นสายหุ้มฉนวน ที่มีขนาดไม่ต่ำกว่า 10 ตารางมิลลิเมตร ส่วนหลักดิน ควรมีขนาด 16 มิลลิเมตร ยาว 2.4 เมตร ตามมาตรฐาน และการต่อสายดินกับหลักดิน ควรเชื่อมต่อกันด้วยความร้อน

6.ตำแหน่งการติดตั้ง EV Charger

ให้สำรวจบริเวณบ้าน ตำแหน่งที่เราจอดรถก่อนว่า มีพื้นที่เพียงพอต่อการจอดรถ และเสียบสายชาร์จหรือไม่ คำแนะนำก็คือ ควรมีระยะห่างระหว่าง EV Charger กับตัวรถไม่เกิน 5 เมตร และพื้นที่นั้นควรจะเป็นที่ร่มมีหลังคา กันแดด กันฝนได้

สำหรับท่านที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแล้วมีโปรโมชั่นแถม EV Charger มาให้เรียบร้อย ก็จะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมากนัก เพราะจะมีช่างมาช่วยตรวจสอบให้เราทั้งหมด รวมถึงติดตั้งให้เรียบร้อยด้วย แบบนี้ก็จะสะดวกหน่อย แต่ถ้ารถยนต์ไฟฟ้าที่ซื้อแล้ว เราต้องมาติดตั้งเอง ก็แนะนำให้ตรวจสอบให้ดีก่อน หากเราไม่ได้มีความชำนาญเรื่องพวกนี้ ไม่แนะนำให้ซื้อตามออนไลน์แล้วมาติดตั้งเองนะครับ เพราะมีความเสี่ยงในเรื่องของไฟฟ้าค่อนข้างสูง ลองหาช่างหรือบริษัทที่รับติดตั้งมาจัดการให้จะดีทึ่สุดครับ

ภาพประกอบ : Freepik

‘เซ็นทรัล รีเทล’ ตอกย้ำจุดยืนองค์กรค้าปลีกต้นแบบด้านความยั่งยืนรายแรกในเอเชีย ด้วยแนวคิดการดำเนินธุรกิจสร้างความยั่งยืนด้วยหลัก ESG ย้ำการเป็น Green & Sustainable Retail มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน

จากความตระหนักถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อองค์กร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นำมาสู่การกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ในการกำกับดูแลให้เกิดการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ควบคู่กับการวิเคราะห์โอกาสต่างๆ ที่จะนำไปสู่การสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ

ความมุ่งมั่นลงมือทำจริงและทำอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการตอกย้ำจุดยืนองค์กรค้าปลีกต้นแบบด้านความยั่งยืนรายแรกในเอเชีย ด้วยแนวคิดการดำเนินธุรกิจสร้างความยั่งยืนใน 3 มิติ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social, Governance : ESG) จนเกิดเป็นผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมกับทุกภาคส่วนสู่ความสมดุล มั่งคั่ง และยั่งยืน

Green & Sustainable Retail ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ค้าปลีกต้นแบบยั่งยืนรายแรกเอเชีย

ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เซ็นทรัล รีเทล ย้ำชัดเจตนารมณ์องค์กรในการเป็น Green & Sustainable Retail ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน เดินหน้าลดคาร์บอน ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างวิถีชีวิต และเศรษฐกิจที่ดีให้กับชุมชน ผ่านกลยุทธ์ CRC ‘ReNEW’ โดยมี ผลลัพธ์การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพในปี 2565 และ เป้าหมายในระยะสั้นภายในปี 2573 ดังนี้

1. Reduce Greenhouse Gases การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยสามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้ 8% จากการใช้พลังงานทั้งหมด ด้วยการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ 83 สาขา และสถานีประจุไฟฟ้า 58 สาขา รองรับรถยนต์ไฟฟ้าได้ 790 คัน ในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า, ส่งเสริมการใช้รถบรรทุกไฟฟ้าในการขนส่งสินค้า, การติดตั้งตู้เย็นประหยัดพลังงานกว่า 217 ตู้ เป็นต้น โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด 50% ในปี 2573

Green & Sustainable Retail ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ค้าปลีกต้นแบบยั่งยืนรายแรกเอเชีย

2.Navigate Society Well-Being การสร้างสังคมให้น่าอยู่ ด้วยการผนึกกำลังคู่ค้าในการปรับปรุงการดำเนินธุรกิจให้ลดขั้นตอน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านโลจิสติกส์ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความพึงพอใจของผู้บริโภคมากที่สุด นอกจากนี้ ยังส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เช่น การจ้างงานคนพิการกว่า 412 คน รวมทั้งให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนและช่องทางการจำหน่าย โดยสามารถสนับสนุนชุมชนมากกว่า 100,000 ครัวเรือน สร้างรายได้กว่า 1,500 ล้านบาท พร้อมกำหนดเป้าหมายในปี 2573 เป็น 5,400 ล้านบาทต่อปี

Green & Sustainable Retail ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ค้าปลีกต้นแบบยั่งยืนรายแรกเอเชีย

3. Eco-friendly Product and Packaging การส่งเสริมสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการขยายร้านค้าสีเขียวจำหน่ายสินค้ารักษ์โลก จำนวนกว่า 60 แห่ง เช่น ร้าน Healthiful, Tops Green โดยตั้งเป้าเดินหน้าเปิดเพิ่มเป็น 200 แห่ง รวมทั้งสนับสนุนการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ถึง 6% ด้วยการเพิ่มตัวเลือกสินค้าที่เป็นกรีนโปรดักต์ สินค้าออร์แกนิค สินค้าวีแกน และอื่นๆ พร้อมตั้งเป้าให้ได้ 100%

Green & Sustainable Retail ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ค้าปลีกต้นแบบยั่งยืนรายแรกเอเชีย

4.Waste Management การบริหารจัดการขยะมูลฝอย โดยสามารถนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ได้ 15% ด้วยการแปลงขยะเป็นปุ๋ยหรือแก๊สหุงต้มเพื่อลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบ, การประยุกต์เศรษฐกิจหมุนเวียนผ่าน 3Rs เช่น การรีไซเคิลขวดพลาสติกในโครงการขวดเปล่าไม่สูญเปล่าให้เป็นผ้าห่มกันหนาวให้กับผู้ขาดแคลน, การส่งเสริมให้ลูกค้านำถุงผ้ามาใช้เอง และการรณรงค์คัดแยกขยะอย่างถูกวิธีกับทุกภาคส่วน เป็นต้น โดยตั้งเป้าหมายการนำขยะมาใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็น 30%

Green & Sustainable Retail ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ค้าปลีกต้นแบบยั่งยืนรายแรกเอเชีย

เดินหน้า Net Zero ปี 2593

ทั้งนี้ เซ็นทรัล รีเทล ตระหนักถึงปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมซึ่งถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน จึงเร่งเครื่องภารกิจ เส้นทางสู่ Net Zero ด้วยการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 ด้วยแนวทางปฏิบัติที่เข้มข้นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการคืนออกซิเจนให้โลกด้วยการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ป่าต้นน้ำ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวจากการปลูกป่า ตั้งเป้า 50,000 ไร่ในปี 2573 การลงทุนสีเขียวในด้านนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเพื่อช่วยลดโลกร้อน การส่งเสริมใช้พลังงานหมุนเวียน และพลังงานสะอาดในรูปแบบต่างๆ เช่น การเปลี่ยนผ่านการขนส่งคาร์บอนต่ำเป็นพลังงานไฟฟ้า และบริการจุดเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CRC ย้ำว่า เซ็นทรัล รีเทล ยืนหยัดแน่วแน่ในพันธกิจที่จะขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสมดุลและยั่งยืน พร้อมส่งต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพในระยะยาวให้กับประเทศชาติต่อไป

ฟื้นป่าชุมชน เศรษฐกิจท้องถิ่น

ทั้งนี้ CRC ได้วางแผนการดำเนินการกิจกรรม ReNEW ตั้งแต่เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน เศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งคาร์บอนต่ำ การลงทุนสีเขียว ใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ส่งเสริมสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการปลูกป่า

นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในการเดินหน้าพัฒนาความยั่งยืนให้ครอบคลุมทุกมิติ ไม่เพียงแค่การดูแลสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังต้องควบคู่ไปกับการดูแลสังคม เศรษฐกิจชุมชน ให้พัฒนาไปพร้อมกัน โดยโครงการที่ได้ดำเนินการ และเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม มีดังนี้

โครงการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ป่าต้นน้ำ และเพิ่มพื้นที่สีเขียว ความร่วมมือระหว่าง บริษัทกับองค์กรภาคี มุ่งฟื้นฟูระบบนิเวศน์ร่วมกับชุมชน ส่งเสริมการทำเกษตรอย่างยั่งยืน นอกจากเป็นการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเพื่อเป็นแหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนในพื้นที่ ผ่านการสร้างรายได้ และการพัฒนาระบบอาหารปลอดภัย การผลิต การแปรรูป การตลาด และการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร อีกทั้ง ส่งเสริมการทำการเกษตรผสมผสาน 2,154 ไร่ในปี 2564 และเพิ่มเป็น 5,519 ไร่ ในปี 2565

Green & Sustainable Retail ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ค้าปลีกต้นแบบยั่งยืนรายแรกเอเชีย

โครงการ Samui Zero Waste Model จุดเริ่มจากการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางที่เกิดขึ้นในห้างสรรพสินค้าของบริษัทโดยพนักงาน มุ่งเน้นที่การคัดแยกขยะอินทรีย์ ทั้งที่ยังรับประทานได้เพื่อนำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ และที่รับประทานไม่ได้เพื่อนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ และก๊าซหุงต้ม สนับสนุนการก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนฟาร์มชาวเกาะ เพื่อนำปุ๋ยหมักที่ได้มาใช้ในการเพาะปลูกผัก ผลไม้ ที่จะส่งไปจัดจำหน่ายภายในห้างสรรพสินค้า ในปี 2565 โครงการนี้ช่วยลดขยะอินทรีย์ได้ 41.7 ตัน เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 106 ตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และยังสร้างรายได้ให้กับชุมชนจากการขายผัก ผลไม้ ในห้างสรรพสินค้าของบริษัท อีกด้วย

Green & Sustainable Retail ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ค้าปลีกต้นแบบยั่งยืนรายแรกเอเชีย

โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ทางชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยร่วมมือกับบริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม (GRACZ) และสถาบันค้นคว้า และพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Compostable Packaging) จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ยืดอายุการเก็บรักษาอาหารนานขึ้น ลดปริมาณอาหารเหลือทิ้ง และมีแผนที่จะนำมาใช้จริงภายในปี 2567 สร้างรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ได้ทำการจำหน่ายฟางข้าว และชานอ้อยให้กับบริษัท

Green & Sustainable Retail ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ค้าปลีกต้นแบบยั่งยืนรายแรกเอเชีย

โครงการถุง U Bag เกาะสมุย ร่วมกันกับพนักงานของบริษัท ภาคีในพื้นที่เกาะสมุย และวิสาหกิจชุมชนสมุยยั่งยืน เริ่มจากการรวบรวมเศษสแลนกันแดดหรือตาข่ายกรองแสงที่เหลือจากกระบวนการผลิตของโรงงานบนเกาะสมุย เพื่อนำส่งให้กับชุมชนไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ตัดเย็บเป็นถุงผ้าแล้วจึงนำไปใช้ขายในห้างสรรพสินค้า โรงแรม และร้านอาหารภายในเครือบริษัท เป็นการเพิ่มการตระหนักรู้ด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมของชุมชนและลูกค้า ช่วยสร้างรายได้ให้กับวิสาหกิจชุมชนสมุยยั่งยืน จากการจำหน่ายถุงวนจำนวน 1,050 ใบ คิดเป็นเงินมูลค่า 94,000 บาท

Green & Sustainable Retail ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ค้าปลีกต้นแบบยั่งยืนรายแรกเอเชีย

โครงการส่งเสริมสินค้าเกษตรอินทรีย์และสินค้า OTOP ส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่และชุมชนให้เกิดการต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่ม และมีความทันสมัยผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้ในกระบวนการผลิตตั้งแต่การออกแบบและพัฒนาสินค้า การตัดแต่ง และบรรจุภัณฑ์โดยวิธีธรรมชาติ การนำสินค้าเข้ามาวางจำหน่ายในรูปแบบ Modern Trade จนถึงช่องทางการจัดจำหน่าย การจัดหาวัตถุดิบที่ผลิตโดยการเกษตรอินทรีย์จะช่วยให้ชุมชนเกิดการอนุรักษ์พื้นที่ป่า และอนุรักษ์พันธุ์พืชตามสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) ในปี 2565 บริษัท มียอดขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ กว่า 365 ล้านบาท และมียอดขายสินค้า OTOP กว่า 144 ล้านบาท

Source : กรุงเทพธุรกิจ

จากการริเริ่มของกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ซึ่งร่วมมือกับ SCGC นำโครงการถนนพลาสติกที่ Dow ได้ทำสำเร็จในหลายประเทศทั่วโลกเข้ามาทดลองทำในประเทศไทย สู่ความร่วมมือกับพันธมิตรหลายภาคส่วน ทั้งภาควิชาการโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคเอกชน บริษัท อริยสิน จำกัด และภาครัฐโดยกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท  รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ PPP Plastic (โครงการความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน) และรับการสนับสนุนงบประมาณวิจัยจากองค์กรระหว่างประเทศ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) ให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ทำการศึกษาวิจัยเจาะลึก เพื่อสร้างกระบวนการในการนำพลาสติกใช้แล้วมาประยุกต์ใช้สร้างถนนให้เหมาะสมกับกระบวนการที่ใช้ในประเทศไทย รวมทั้งศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้มีการแถลงผลการศึกษาของเฟส 1 เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งมีผลดีที่น่าพอใจ พร้อมทั้งกำลังทำการศึกษาวิจัยต่อยอดในถนนทดลองจริงของภาครัฐ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนสำหรับสร้างเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานที่ได้รับอนุญาตให้ใช้กับการสร้างถนนของภาครัฐต่อไป

“การศึกษานวัตกรรมถนนพลาสติก Paving Green Road Study เฟส 1 ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีการประเมินผลของการใช้พลาสติกเป็นส่วนผสมของถนนยางมะตอย รวมถึงผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศและน้ำ ความสามารถในการรีไซเคิล และคุณสมบัติเชิงกลศาสตร์ของยางมะตอย โดยจากผลการศึกษาเฟสแรกในห้องทดลอง พบว่าพลาสติกรีไซเคิลที่นำมาเป็นส่วนผสมของการทำพื้นถนน ไม่พบสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่มีความแข็งแรงของถนนดีขึ้นและมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น มีความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ถนน และประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาด้วย

เฟสต่อไปของโครงการฯ จะก้าวเข้าสู่การทดลองบนถนนจริง ซึ่งต้องขอขอบคุณกรมทางหลวงชนบทที่ได้จัดสรร ถนนส่วนหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ให้ใช้ในการทดสอบ และเมื่อการทดสอบบนท้องถนนจริงประสบความสำเร็จ ก็จะสามารถสร้างตลาดใหม่เพื่อรองรับขยะพลาสติก และกลายเป็นช่องทางในการกำจัดขยะพลาสติกจากสิ่งแวดล้อมได้ ทั้งนี้ จะมีการเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยในครั้งนี้สู่สาธารณชนในรูปแบบ open source เพื่อประโยชน์ในการจัดการพลาสติกอย่างยั่งยืนต่อไป” นายนิโคลัส โคลเลช รองผู้อำนวยการองค์กร Alliance to End Plastic Wastes กล่าว  

รศ.ดร.พีรพงศ์ จิตเสงี่ยม หัวหน้าคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “การทดสอบในห้องทดลองมีการประเมินผล 4 ด้านหลัก ได้แก่ ปริมาณไมโครพลาสติกในอากาศ การปนเปื้อนพลาสติกในน้ำ คุณสมบัติด้านวิศวกรรมของแอสฟัลต์ผสมพลาสติก และความสามารถในการนำมารีไซเคิล ซึ่งผลการทดสอบของแบบจำลองในห้องทดลองในเฟสแรก พบว่า วัสดุผสมระหว่างพลาสติกและหินร้อนยางมะตอยไม่ทำให้เกิดก๊าซพิษ (Toxic Gas) และไม่พบไมโครพลาสติกปนเปื้อนในอากาศ และเมื่อทดสอบในสภาพจำลองการขัดผิวเทียบเท่ากับการใช้ถนน 7 ปี ก็ไม่พบพลาสติกหลุดปนเปื้อนในแหล่งน้ำ

รศ.ดร.พีรพงศ์ จิตเสงี่ยม หัวหน้าคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ขณะเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบกับแอสฟัลต์ที่ไม่ผสมพลาสติก พบว่า วัสดุแอสฟัลต์ผสมพลาสติกมีคุณสมบัติด้านวิศวกรรมดีกว่าทุกมิติ โดยเฉพาะความสามารถต้านทานการกัดเซาะของน้ำและความชื้นที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังสามารถนำวัสดุดังกล่าวที่ผ่านการใช้งานแล้วมารีไซเคิลเพื่อใช้งานใหม่ได้ประมาณ 10% ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า การสร้างถนน 1 กิโลเมตร จะใช้ขยะพลาสติกประมาณ 300-600 กิโลกรัม”

ผศ.ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าวเสริมว่า “ในปี 2565 ได้นำแอสฟัลต์ผสมพลาสติกไปใช้ในโครงการถนนทดสอบผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีตผสมขยะพลาสติกในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีผิวการจราจรกว้าง 4 เมตร ระยะทาง 900 เมตร โดยใช้แอสฟัลต์คอนกรีต 420 ตัน ยางมะตอย 20.5 ตัน ขยะพลาสติกทดแทนยางมะตอย 950 กิโลกรัม ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน 2,200 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะเดียวกันก็นำไปใช้สร้างถนนรองรับการจัดงานเกษตรภาคเหนือครั้งที่ 10 มีผิวการจราจรกว้าง 6 เมตร ระยะทาง 740 เมตร ใช้แอสฟัลต์คอนกรีต 533 ตัน ยางมะตอย 26 ตัน ขยะพลาสติกทดแทนยางมะตอย 1,053 กิโลกรัม ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 2,500 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งการสร้างถนนแบบนี้ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติก และลดปริมาณยางมะตอยที่ต้องใช้ เท่ากับช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตยางมะตอยไปในตัว”

นายวีระ ขวัญเลิศจิตต์ ฝ่ายเลขานุการโครงการ PPP Plastics

นายวีระ ขวัญเลิศจิตต์ ฝ่ายเลขานุการโครงการ PPP Plastics กล่าวถึงข้อดีของการใช้ขยะพลาสติกมาผสมกับแอสฟัลต์เพื่อสร้างถนนว่า “ปัจจุบัน ประเทศไทยสามารถรีไซเคิลขยะพลาสติกได้ประมาณ 18% ของขยะพลาสติกทั้งหมด ซึ่งจากสถิติพบว่า ขยะพลาสติกที่มีปริมาณมากที่สุด คือ ถุงพลาสติก ที่มีสัดส่วนประมาณ 50% ของขยะพลาสติกทั้งหมด รองลงมาคือ ฟิล์ม และขวดพลาสติก ขณะเดียวกัน ก็มีการนำถุงพลาสติกไปรีไซเคิลน้อย หรือประมาณ 17% เท่านั้น ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า จะต้องบริหารจัดการขยะถุงพลาสติกมากขึ้น และการนำขยะถุงพลาสติกมาผสมกับแอสฟัลต์เพื่อทำถนนก็เป็นทางออกที่ดีเพื่อแก้ไขปัญหานี้”

“นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ประเมินว่า หากสามารถใช้ขยะพลาสติกปริมาณ 50,000 ตันต่อปีมาทำถนนก็จะช่วยลดปริมาณขยะได้มหาศาล โดยปัจจุบัน ประเทศไทยรีไซเคิลขยะพลาสติกได้ปีละประมาณ 500,000 ตัน จากปริมาณขยะพลาสติกทั้งหมดกว่า 2 ล้านตัน ส่วนที่เหลือต้องฝังกลบและเผาเพื่อผลิตพลังงาน” นายวีระ กล่าวเสริม

นายอนุสิษฐ แสงอริยวนิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท อริยสิน จำกัด บริษัทรับเหมาสร้างถนนโครงการนำร่องที่ใช้แอสฟัลต์ผสมพลาสติก กล่าวว่า  “บริษัทฯ ได้ปรึกษากับกรมทางหลวงชนบทเพื่อออกแบบเครื่องจักรที่เหมาะสมสำหรับการผสมวัสดุปริมาณมาก และได้นำวัสดุดังกล่าวมาสร้างถนนโครงการทดสอบแล้ว 3 สาย ได้แก่ ทางหลวงชนบท สบ.3050 บ้านปากบาง จ.สระบุรี ระยะทาง 1.5 กิโลเมตร กว้าง 8 เมตร ทางหลวงชนบท ปท.3026 บ้านหนองแค จ.สระบุรี ระยะทาง 0.85 กิโลเมตร กว้าง 9 เมตร และทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 3224 บ้านป่า-ท่าคล้อ จังหวัดสระบุรี ระยะทาง 0.6 กิโลเมตร กว้าง 9 เมตร

ส่วนผสมที่คิดค้นให้เหมาะสมกับประเทศไทยโดยทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นี้ สามารถใช้สร้างถนนที่ใช้งานได้จริง นี่คือนวัตกรรมที่สามารถนำขยะพลาสติกมารีไซเคิลและใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า ดังนั้นจึงอยากให้ผู้รับเหมารายอื่นๆ เปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำขยะพลาสติกมาสร้างถนนในอนาคตด้วย” 

ถนนพลาสติก 

Recycled Plastic Road ช่วยเพิ่มความแข็งแรง และยืดอายุการใช้งานของถนน

Source : Energy News Center

บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด (EVme Plus) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรรายแรกของประเทศไทย พร้อมด้วย ออน-ไอออน (on-ion) ภายใต้บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) ขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า (EVme Charging Station) บนทำเลศักยภาพ ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน (Siam Paragon) เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด EV พร้อมเปิดให้บริการวันที่ 1 มิถุนายน 2566 นี้

นายสุวิชชา สุดใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด

นายสุวิชชา สุดใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด เผยว่า อีวี มี ดำเนินธุรกิจเพื่อส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร นอกเหนือจากการให้บริการแพลตฟอร์มเช่ารถยนต์ไฟฟ้า สถานีอัดประจุไฟฟ้าถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยรองรับการขยายตัวของตลาด EV และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคให้หันมาใช้งานรถ EV อย่างเต็มรูปแบบ ตอกย้ำความมุ่งมั่นขององค์กรในการเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเพื่อการขนส่งและการเดินทางอย่างยั่งยืนชั้นนำของอาเซียน

นายโทรณ หงศ์ลดารมภ์ ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจ EV Charger บริษัท อรุณ พลัส จำกัด

นายโทรณ หงศ์ลดารมภ์ ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจ EV Charger บริษัท อรุณ พลัส จำกัด กล่าวว่า การจับมือกับ อีวี มี ในครั้งนี้ เพื่อเสริมทัพขับเคลื่อนความมั่นคงด้านพลังงานแห่งอนาคต ส่งเสริมไลฟ์สไตล์การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นพลังงานสะอาด โดย ออน-ไอออน ในฐานะผู้ร่วมให้บริการสถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าบนพื้นที่สยามพารากอน ซึ่งเป็นศูนย์การค้าชั้นนำของประเทศ จะช่วยให้ผู้ใช้ EV เกิดความมั่นใจในการเดินทางอย่างไร้กังวล นอกจากนี้ รถ EV ที่ใช้บริการชาร์จไฟที่นี่จะได้รับพลังงานไฟฟ้าที่เป็นพลังงานสะอาดจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 100% และเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตในประเทศไทยทั้งหมด ซึ่งผู้ใช้บริการนอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการใช้รถ EV และพลังงานสะอาดแล้ว ยังจะได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ อีกมากมายจาก ออน-ไอออน อีกด้วย

อีวี มี และ ออน-ไอออน พร้อมขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำและส่งเสริมการใช้ EV อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการขยายพื้นที่ให้บริการเครื่องอัดประจุไฟฟ้า ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยเป็นเครื่องอัดประจุไฟฟ้าชนิดกระแสสลับ (AC Charger) ขนาดกำลังไฟ 7 กิโลวัตต์ จำนวน 6 ช่องจอด ติดตั้งบริเวณชั้น 3A ฝั่งนอร์ท เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. สามารถรองรับรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV : Plug-in Hybrid) และรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV: Battery Electric Vehicle) ได้ทุกรุ่น ทุกแบรนด์ที่รองรับหัวชาร์จ Type 2 และควบคุมการใช้งานผ่าน on-ion Mobile Application ทั้งในระบบ Android และ iOS

Source : Energy News Center