การช่วยเหลือประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากค่าไฟฟ้าที่จะต้องจ่ายแพงขึ้นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ล่าสุด ด้วยการขยายเวลารับภาระหนี้ค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า จากเดิม 2 ปีเป็น 2 ปี 4 เดือน หรือคำนวณตามงวดค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) งวด 2 เดือน พ.ค.-ส.ค. โดยประชาชนจ่ายค่าไฟฟ้าลดลงจาก 4.72 บาทเหลือ 4.70 บาท

ขณะที่ภาคธุรกิจ ซึ่งเดิมจ่ายอยู่ที่หน่วยละ 5.33 บาท ก็ลดลง 0.63 บาท โดยความช่วยเหลือครั้งนี้จัดเป็นภารกิจเพื่อชาติ “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “ประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน” รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถึงแผนการปรับการทำงานของ กฟผ. หลังลดค่าไฟฟ้าช่วยเหลือประชาชนมาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2564

ข้อเท็จจริงการปรับลดค่าไฟฟ้า

ข้อเท็จจริงก็คือ ในช่วงนั้น (ค่าไฟฟ้าที่จะต้องจ่าย 4.72 บาท) ทาง กฟผ.ได้กลับมาคำนวณค่า Ft ใหม่อีกรอบ จากสมมุติฐานว่า อัตราแลกเปลี่ยน (FX) 33.23 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และวันนั้นราคาก๊าซ LNG วางไว้ 19.6 เหรียญสหรัฐล้านบีทียู พอเราคำนวณเสร็จ ทาง ปตท.ก็ทำราคาก๊าซใหม่มาให้เป็น 14.87 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งจังหวะนั้น FX 33.23 ตีกลับไปที่ 34 กว่า จึงปัด 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ FX ผูกไปกับค่าความพร้อมจ่าย (AP) และค่าเชื้อเพลิง (EP) เป็นส่วนผสมของ LNG ที่ซื้อมาเพิ่มขึ้นด้วย เมื่อค่าบาทอ่อนค่า AP ใช้ FX ก็ปรับขึ้นด้วย

ค่าความพร้อมจ่าย AP คือ ค่าความพร้อมในการเดินเครื่องเพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้ามาในระบบ เหมือนการเช่ารถยนต์ 5 ปี แปลว่า รถยนต์ต้องพร้อมใช้ตลอด ต้องมีคันที่สแตนด์บายไว้ให้ใช้ได้ตลอด เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าก็เหมือนกัน เช่าแล้วต้องจ่ายค่า AP ซึ่งหากเทียบ FX 35 บาท ค่า LNG ลดจาก 19.6 เหลือ 14.87 เหรียญสหรัฐ เฉพาะต้นทุนราคา LNG จะลดได้ถึง 10,700 ล้าน

แต่ด้วย FX อัตราแลกเปลี่ยนตีกลับขึ้นมา จึงกลายเป็นว่า สุทธิเราสามารถลดได้เพียง 4,200-4,500 ล้านบาท พอรู้เรารีบแจ้ง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งด้วยระยะเวลาที่จำกัด เพราะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ต้องพิมพ์ใบเสร็จ 20 ล้านใบ การไฟฟ้านครหลวงพิมพ์ 4 ล้านใบ ใช้เวลาทั้งเดือน ดังนั้นเริ่มต้นที่เร็วที่สุดที่จะลดได้ก็คือ เดือน พ.ค. ถ้านับจากระยะพิมพ์บิล จึงได้ข้อสรุปว่า กฟผ.รับสภาพไป ด้วยสมมุติฐานเดิมคือ 19.6 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู และอัตราแลกเปลี่ยนที่ 33.23 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ช่วยงวด 2 ลุ้นงวด 3

นั่นจึงเป็นที่มาของการขยายเวลาการรับภาระค่าเชื้อเพลิงที่เดิมจะต้องใช้คืน กฟผ.ภายในระยะเวลา 2 ปีหรือ 6 งวด เริ่มนับ ม.ค.-เม.ย.ปี’66 คือ งวดที่ 1 แต่เก็บไปแล้ว 1 งวด จะเหลืออีก 5 งวด ฉะนั้นถ้าจะลดขยายไปอีกจาก 6 งวดเป็น 7 งวด ถ้าขยายเป็นอย่างนี้ จากเดิมที่หาร 5 กับหาร 6 ทำให้เราสามารถเรียกเก็บคืนได้ประมาณ 18,000 ล้านบาท กลายเป็นว่า EGAT ขอลดค่าเงินที่จะเรียกเก็บคืนค่า Ft ครั้งเดียวคือ จากเดิมที่เก็บได้ 22,000 กว่าล้านก็ลดลงไป 4,000 กว่าล้าน เหลือ 18,000 ล้านบาท พอ ๆ กับสมมุติฐานที่เปลี่ยนใหม่เป็นว่า EGAT เก็บเงินได้ช้าลงหน่อยนั่นเอง

เราคำนวณการรับภาระงวด 2 ตามสมมุติฐานใหม่ที่ ปตท.ทำตัวเลขมา และเราโชคดีสามารถซื้อก๊าซได้ในราคาต่ำ ก็จะไม่เดือดร้อน แต่ได้แค่งวดเดียวเท่านั้น ส่วนงวด 3 ยังไม่รู้เพราะเข้าสู่ฤดูหนาว ตลาดโลกทั้งยุโรปและสหรัฐต้องการเชื้อเพลิงทำความร้อน ความต้องการสูงขึ้น supply จะโดนดึงราคาขึ้น งวดหน้าว่ากันใหม่

แต่ผมคงไม่ขยายระยะเวลาการใช้หนี้คืนเป็น 3 ปีหรือ 9 งวดอีกแล้ว เพราะ กฟผ.มีไปกู้เงิน ซึ่งจะมีเงื่อนไขที่ต้องชำระ เป็น slot เฉลี่ยแล้วประมาณ 2.5 ปี พอพูดได้ก็เป็นคาดการณ์ว่าจะจ่ายคืนภายใน 2 ปี ถึงงวด 1 เดือน ม.ค.-เม.ย.ปี’68 แต่ถ้าสถานการณ์มันดีขึ้น ราคาก๊าซลดลงมาเหลือ 9-8 เหรียญสหรัฐ ก็อาจจะสามารถได้รับชำระเร็วขึ้น แค่ ธ.ค.ปี’67

เลื่อนส่งเงินคืนรัฐ

ถ้าจำเป็นที่จะต้องช่วยลดค่าไฟฟ้าอีกหลังจากนี้ แต่สถานะ กฟผ.ไม่มีเงินแล้ว ข้อแรกคือ กฟผ.กู้เงิน 25,000 ล้านบาท แบบที่ไม่ต้องมีใครมาค้ำ แต่นี่ปูดขึ้นไป 1.5 แสนล้านบาท โดยเราต้องกู้ 25,000 ล้านบาท และกู้อีก 85,000 ล้านบาท ส่งผลให้ กฟผ.ไปเบียดรัฐวิสาหกิจอื่นที่มีความจำเป็นที่จะต้องกู้เงินก็จะกู้ไม่ได้ เพราะเพดานหนี้เต็ม ดังนั้น กฟผ.จึงไม่สามารถกู้ได้ เขาให้กู้แค่นี้ 1.1 แสนล้านบาท ไม่ได้เต็ม 1.5 แสนล้านบาทคือ 25,000 ล้าน เรากู้เอง+85,000 ล้านรัฐบาลค้ำประกันให้

นอกจากนี้ในช่วง 2 ปี 4 เดือน กฟผ.ยังต้องนำส่งเงินคืนรัฐ แต่เราขอขยายระยะเวลานำส่งไป งวด 2 ของปี’64 เราจ่ายไปแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1 รอบ ส่วนงวด 1 ของปี’65 กับงวดที่ 2 ของปี’65 เราขอเลื่อนจ่าย โดยหารือ สคร.ให้สามารถเลื่อนได้ 3-5 ปี แต่ห้ามลดทางเราจึงขอเลื่อนก้อนปี’65 มาจ่ายกันยายนปีนี้ 10,000 ล้านบาท และจ่ายตุลาคมนี้อีก 6,000 ล้านบาท ของตุลาคมนี้จะเป็นของงวด 1 ปี’66

ฉะนั้น จะเห็นสลอตแรกดีเลย์ สลอต 1 กับ 2 ของปี’65 ก็คาดว่าจะจ่ายปีนี้ รัฐบาลให้เรา 91.19 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งคำนวณแล้วว่า เรามีเงินเพียงพอจะชำระดอกเบี้ย ค่าก๊าซ ปตท. และพอที่จะชำระค่าซื้อไฟฟ้าเอกชนทั้งผู้ผลิตไฟฟ้า IPP และ SPP เพราะฉะนั้นเราคำนวณตัวเลขนี้ไป กฟผ.ก็อยู่ได้ถึงสิ้นปี แล้วภาระเงินของรัฐเราก็ชำระ 10,000 กับ 15,000 ล้านไป โดยยอดงวด 1 และงวด 2 ปี’65 รวมกัน 2 หมื่นล้าน แต่ชำระไปพร้อมของปี’64 รวมบางส่วนด้วยจะเหลือค้างอยู่ที่ 16,000 ล้านบาท

แผนการลงทุนของ กฟผ.

แม้ว่าจะถูกยืดหนี้และยังต้องจ่ายเงินคืนให้กับรัฐ แต่เป็นการบริหาร term loan ซึ่งจะแยกพอร์ตกับเงินลงทุน ที่เรียกว่า investment loan เป็นคนละยอด กฟผ.ยังคงเดินหน้าแผนการลงทุนในไปป์ไลน์ เงินลงทุนใหม่เราออกบอนด์ไปแล้ว ส่วนการออกบอนด์ใหม่อีกได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ credit rating ตอนนี้ทริส BBB+ และฟิตช์เรตติ้งก็ให้ใกล้เคียงกัน เทียบเท่ากับทางฝั่งรัฐบาล ทำให้กู้ได้ออกพันธบัตรได้ เพราะฝั่งการเงินเชื่อมั่นในสิ่งที่ regulator กำกับไปตามสูตรคำนวณค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ

โดยแผนการลงทุนปีนี้ กฟผ.วางงบประมาณไว้ราว 30,000 ล้านบาท ซึ่ง 90% เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สายส่ง สมาร์ทกริด ส่วนลงทุนผลิตไฟฟ้าใหม่จะมีโครงการโซลาร์ลอยน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เซ็นสัญญากับกลุ่มมิตรผลและบริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) ส่วนโรงไฟฟ้ามีการเปิดบิด (Bid) ระยะยาว อยู่ระหว่างการเปิดประมูลใหม่ คือ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ

ยุทธศาสตร์ กฟผ.หารายได้เพิ่ม

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน กฟผ.ยังมีกำไรที่รัฐให้ในสัดส่วน 5.03% ของเงินลงทุน แต่ กฟผ.ต้องเตรียมพร้อมในการหารายได้จากธุรกิจใหม่ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า การผลิตไฟฟ้า กฟผ.มีสัดส่วนเพียง 30% ในปัจจุบัน (น้อยกว่าการผลิตไฟฟ้าของเอกชน) และในอนาคตตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุด (PDP2018 Rev.1) ระบุว่า สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.จะลดลงเหลือแค่ 24% ในปี 2580 เท่ากับว่า กฟผ.ต้องหารายได้เพิ่มในช่องทางอื่น

กฟผ.มีบริษัทลูก เช่น RATCH Group แบ่งมา 45% เอ็กโก 25% EDS (บริษัท อีแกท ไดมอนด์ เซอร์วิส จำกัด) ก็ 30% ส่วน EGATiโดยสัดส่วนรายได้ก็สามารถช่วยเติมให้กับ กฟผ.ได้อีกทางหนึ่ง และหาก กฟผ.สามารถทำรายได้ return on sale ซื้อไฟแล้วก็มาขาย ถ้าบวกเพิ่ม 5-10% ได้ในอนาคตก็มีส่วนช่วยให้รายได้ กฟผ.เพิ่มขึ้นได้

การทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

ประเด็นการปรับเปลี่ยนสัญญาซื้อขายกับเอกชนไฟฟ้านั้น สามารถทำได้ แต่ต้องมองให้รอบด้าน สมมุติหากเราทำสัญญาเช่ารถ 3 ปีแล้วไม่จ่าย การไม่จ่ายจะส่งผลเชื่อมโยงถึงความมั่นใจในการลงทุนรอบหน้าก็จะไม่มีใครมาร่วม แต่ถ้ารัฐบาลให้เจรจาด้วยวิธีแลกเปลี่ยน อาทิ การขยายเวลาผลตอบแทนให้ยาวขึ้นได้ เพียงแต่การยืดอายุโรงไฟฟ้ามากเกินไปก็จะมีผลกับอายุการใช้งานของเครื่องเทอร์ไบน์ด้วย จะคุ้มค่าหรือไม่

สมมุติเช่ารถมา 25 ปี คิดว่าจะขายก็คงไม่ยอมซ่อมปีสุดท้ายเพื่อให้คนซื้อไปซ่อมเอง ถ้าจะยืดอายุสัญญา ต้องคุยเงื่อนไข เรื่องการซ่อมแซมด้วย ถ้าให้ยืด 1 ปีได้ให้ซ่อมได้ แต่ถ้ายืด 2 ปีก็ต้องใช้ก๊าซเทอร์ไบน์ตัวใหม่ไหมต้องมาคุยกัน แต่ถ้าไม่เปลี่ยนอัตราการผลิตไม่คุ้ม รถยนต์โอเวอร์ฮอล ดังนั้นต้องมองอย่างรอบด้านว่า ได้คุ้มเสียหรือไม่ ตอนนี้มีวิธีเจรจาหมดแล้ว หากต้องเจรจากับคู่สัญญาจริง ต้องลองดูว่า จะมีใครยอมเข้ามาเจรจาแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ถึงแม้ว่าจะมากันหมด แต่ไม่รู้ว่าจะเจรจาสำเร็จกี่ราย

หาเสียงลดค่าไฟ 70 สตางค์

กรณีถ้ารัฐบาลจะมีนโยบายลดค่าไฟฟ้า 70 สตางค์ เท่าที่ลองคำนวณดูแล้วภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน จะลดไม่ถึงเท่านโยบายที่ออกมา อาจจะไม่ถึงครึ่ง อยู่ที่ กฟผ. เพราะเงินหมดกระเป๋าแล้ว กฟผ.เป็นฝั่งปฏิบัติ หากมีนโยบายไหนมา ทาง กฟผ.ก็ต้องทำตามนโยบาย โดยมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)

หรือกรณีถามว่า จะให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมี มาร่วมใช้ก๊าซในราคาเดียว pool price กับก๊าซของอ่าวไทย เพื่อไปผลิตสินค้าที่มูลค่าเพิ่มกว่า 10-20 เท่า เพราะมูลค่าสินค้าผลิตได้สูง อาจจะสามารถซื้อวัตถุดิบในราคาที่สูงหน่อยก็ได้ แต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับระดับนโยบายตามมติ กพช.พิจารณา

Source : ประชาชาติ

ใครที่คิดกำลังจะติดโซล่าร์เซลล์ที่บ้าน แนะนำให้อ่านเนื้อหาในบทความนี้ก่อน อาจจะช่วยให้การตัดสินใจทำได้ง่ายขึ้น คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ ซึ่งเนื้อหาก็เป็นการนำเสนอจากทางกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้รวมเอา 10 คำถามหรือข้อสังสัยต่างๆ เกี่ยวกับการติดโซล่าร์เซลล์ที่บ้านอยู่อาศัยแบบ Solar Rooftop มาไว้เป็นข้อมูล ซึ่งเชื่อว่าตอนนี้หลายคนเจอค่าไฟแพงๆ เข้าไป ก็อาจจะกำลังหาวิธีลดค่าไฟ ซึ่งหนึ่งในวิธีที่คนคิดถึงมากที่สุดนอกจากการประหยัดไฟ การเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้ว ก็คือ การลงทุนติดตั้งโซล่าร์เซลล์แบบ Solar Rooftop นั่นเอง มาดูกันว่า 10 คำถามนั้นมีอะไรบ้างครับ

1. บ้านของเราเหมาะกับการติดตั้ง Solar Rooftop หรือไม่ ?

  • ถ้าบ้านของเรามีการใช้ไฟช่วงกลางวันค่อนข้างมาก มีคนอยู่บ้านตอนกลางวันตลอด หรือที่บ้านทำเป็น Home Office ร้านค้า หรือร้านกาแฟ แบบนี้จะสามารถใช้ไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ได้เต็มที่ การติดตั้งจะได้ความคุ้มค่าที่สูงมาก และคืนทุนได้ไว้
  • ที่บ้านมีการใช้อุปกรณ์ที่ใช้ไฟเยอะๆ เช่น แอร์ ตู้เย็น และตู้แช่ เป็นต้น

คำแนะนำ : ไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ที่คุ้มค่าที่สุด จะนิยมติดตั้งเป็นระบบที่ใช้ร่วมกับระบบไฟฟ้าจากการไฟฟ้าได้

2. หลังคาบ้านเราเหมาะกับการติดตั้งหรือไม่ ?

  • บ้านที่จะติดตั้งต้อง ย้ำว่าต้องมีโครงสร้างของหลังคาที่แข็งแรง และสามารถรองรับน้ำหนักของแผงโซล่าร์เซลล์ได้
  • หลังคาบ้านที่ติดตั้งจะต้องไม่มีเงาต้นไม้ใหญ่ หรือมีอาหารและสิ่งปลูกสร้งต่างๆ มาบดบังแสดงแดด

คำแนะนำ : หลังคาบ้านควรมีความลาดเอียงประมาณ 15 องศา และหันไปได้ทางทิศใต้ จะมีความเหมาะสมในการผลิตไฟฟ้าได้ดีที่สุด

3. ติดตั้งขนาดเท่าไร จึงจะเหมาะสม ?

  • ขนาด 3 กิโลวัตต์ เหมาะกับบ้านที่ใช้ แอร์เบอร์ 5 แบบ 1 ดาว 12,000 BTU 2 เครื่อง + ตู้เย็น 12 คิว + หลอดไฟ
  • ติดตั้งขนาด 5 กิโลวัตต์ เหมาะกับบ้านที่ใช้ แอร์เบอร์ 5 แบบ 1 ดาว 12,000 BTU 4 เครื่อง + ตู้เย็น 12 คิว 2 เครื่อง + หลอดไฟ
  • ขนาดที่นิยมติดตั้ง 3, 5, 10 กิโลวัตต์ เลือกได้ตามขนาด/จำนวนอุปกรณ์ที่ใช้

คำแนะนำ : หากเลือกขนาดใหญ่เกินความจำเป็น ต้องลงทุนสูงและคืนทุนช้า

4. พื้นที่หลังคาที่ใช้ติดตั้ง ต้องขนาดใหญ่แค่ไหน ?

  • ขนาด 1 กิโลวัตต์จะใช้พื้นที่ประมาณ 4 – 5 ตารางเมตร ถ้าใช้ขนาดใหญ่กว่านั้นก็คูณจำนวนพื้นที่เพิ่มไป เช่น ขนาด 3 กิโลวัตต์ ก็จะใช้พื้นที่ 1 2 – 15 ตารางเมตร
  • ควรตรวจสอบลักษณะและประเภทของกระเบื้องหลังคา ว่ามีความแข็งแรงเพียงพอหรือไม่

คำแนะนำ : ปกติหลังคาบ้านส่วนใหญ่จะมีพื้นที่เพียงพอต่อการติดตั้งอยู่แล้ว ยกเว้นจะมีการสร้างบ้านที่มีการแบ่งหลังคาออกเป็นหลายส่วนตามรูปแบบบ้าน

5. เงินลงทุนในการติดตั้งระบบ และระยะเวลาคืนทุน?

  • เงินลงทุนที่ใช้จะอยู่ประมาณ 40,000 – 45,000 บาทต่อ 1 กิโลวัตต์ ระยะเวลาคืนทุนโดยประมาณ 6 ปี
  • ราคาจะมีความแตกต่างกันไปตามอุปกรณ์ และผู้ให้บริการ ควรสอบถามหลายๆ ที่ ก่อนตัดสินใจ
  • อย่าลืมเปรียบเทียบบริการหลังการขายด้วย ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมาก เพื่อให้ระบบผลิตไฟได้เต็มประสิทธิภาพ เช่น การตรวจสอบอุปกรณ์ประจำปี การทำความสะอาดแผงโซล่าร์เซลล์ เป็นต้น

คำแนะนำ : การลงทุนติดตั้งระบบที่มีขนาดใหญ่ จะทำให้เงินลงทุนต่อ 1 กิโลวัตถ์ถูกลง

6. ประหยัดไฟได้แค่ไหน ?

  • ขนาด 3 กิโลวัตต์ จะผลิตไฟได้ประมาณวันละ 12 หน่วย (หรือ 360 หน่วยต่อเดือน) หากราคาค่าไฟการไฟฟ้าหน่วยละ 5 บาท จะประหยัดค่าไฟได้ 1,800 บาทต่อเดือน (หรือปีละ 21,600 บาท)
  • คิดระยะเวลาคืนทุน จากการลงทุน ขนาด 3 กิโลวัตต์ ค่าลงทุนประมาณ 120,000 – 135,000 บาท ประหยัดได้ปีละ 21,600 บาท ดังนั้น มีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 6 ปี

คำแนะนำ : หากใช้แผงโซล่าร์เซลล์ และอุปกรณ์อื่นๆ ที่มีคุณภาพสูงขึ้น จะผลิตไฟได้เต็มกำลังมากขึ้น ช่วยให้คืนทุนได้ไวมากขึ้น

7. ต้นทุนไฟที่ผลิตจากโซล่าร์เซลล์ คิดยังไง?

  • ระบบขนาด 3 กิโลวัตต์ หากคิดตลอดอายุระบบ Solar Rooftop 15-20 ปี จะผลิตไฟได้ 360 หน่วย/เดือน x 12 เดือน x 15 ปี = 64,800 หน่วย เมื่อคิดค่าลงทุน 120,000 – 135,000 บาท จะมีราคาต้นทุนประมาณ 2 บาทต่อหน่วย

คำแนะนำ : ต้นทุนต่อหน่วยข้างต้น ยังไม่รวมค่าบำรุงรักษารายปี เช่น การล้างแผง การตรวจสอบรายปี อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอีกประมาณ 10%

8. อยากติดตั้ง ต้องเริ่มอย่างไรดี ?

  • เลือกผู้ให้บริการติดตั้ง ปัจจุบันมีผู้ให้บริการจำนวนมากราย ทั้งการไฟฟ้า และบริษัทที่ให้บริการติดตั้ง Solar Rooftop
  • การขออนุญาตต่างๆ ส่วนใหญ่ผู้ให้บริการติดตั้งจะเป็นผู้ดำเนินการให้ด้วย
  • ผู้ให้บริการเข้าสำรวจพื้นที่ติดตั้ง ออกแบบ และเข้าดำเนินการติดตั้ง โดยทั่วไปใช้เวลาโดยรวมไม่เกิน 1 เดือน

คำแนะนำ : ควรเลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ โดยอาจพิจารณาจากประสบการณ์/ผลงานที่ผ่านมา/คุณภาพ การให้บริการ/บริการหลังการขาย/การรับประกันสินค้า

9. อุปกรณ์ที่มีคุณภาพ เราจะพิจารณาจากอะไรได้บ้าง?

  • แผง Solar ตรวจสอบตามมาตรฐานที่ได้รับ มอก. 61215 หรือมาตรฐาน IEC 61215 เป็นอย่างน้อย
  • อุปกรณ์ Inverter สามารถตรวจสอบรายชื่อรุ่นที่การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้การรับรองได้ทางเว็บไซต์ของการไฟฟ้า
  • ศึกษาเปรียบเทียบการเลือกใช้อุปกรณ์ของผู้ให้บริการติดตั้งแต่ละรายเพื่อประกอบการพิจารณา

คำแนะนำ : เราสามารถศึกษาข้อกำหนดการติดตั้ง Solar Rooftop และการเชื่อมต่อระบบของแต่ละการไฟฟ้า ได้จากเว็บไซต์ของ กฟน. กฟภ.

10. การขออนุญาตต่างๆ ต้องทำอย่างไรบ้าง?

  • ขอใบอนุญาตเกี่ยวกับการก่อสร้าง หรือดัดแปลงอาคาร กับหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งใช้เวลาดำเนินการ 45 วัน
  • ยื่นแบบติดตั้ง และการขอจดแจ้งยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.erc.or.th)
  • แจ้ง กฟน. กฟภ. ตรวจสอบระบบ และเชื่อมต่อระบบ

คำแนะนำ : ผู้ให้บริการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ บางรายจะมีบริการขออนุญาตให้ฟรี ซึ่งจะทำการติดต่อ ทำเอกสาร ให้เราทั้งหมด ก่อนจะเลือกใช้บริการก็สอบถามผู้ให้บริการก่อนได้เลย

การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากภาคอุตสาหกรรมเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบของการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาวะโลกร้อนซี่งเป็นเรื่องสำคัญระดับโลกที่องค์การสหประชาชาติเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรักษาระดับอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงเกิน 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม

หนึ่งในทางออกสำหรับวงการอุตสาหกรรมทั่วโลกคือการใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการดักจับ CO2 แล้วนำมากักเก็บไว้ในชั้นหินใต้ดินแบบถาวร (Carbon Capture and Storage: CCS) หรือใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น (Carbon Capture and Utilization: CCU) ซึ่งแนวคิด CCUS กำลังได้รับแรงขับเคลื่อนและสามารถประยุกต์ใช้ได้ในกระบวนการอุตสาหกรรมหลากหลายที่กำลังปล่อย CO2 สู่ชั้นบรรยากาศ ดังนั้นเทคโนโลยีนี้จึงถือเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพในการลดการปล่อย CO2 และอาจเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในอนาคต

ศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ เตชวรสินกุล คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ เตชวรสินกุล คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลักดันเทคโนโลยีจัดการก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ด้วยการเดินหน้าเป็นหน่วยงานกลางประสาน 8 ธุรกิจระดับประเทศจัดตั้ง CCUS Consortium ซึ่งได้ประกาศความร่วมมือในงาน Future Energy Asia (FEA) 2022 การจัดตั้งความร่วมมือในนาม CCUS Consortium นับเป็นก้าวสำคัญในการจัดการ CO2 ซึ่งเดิมถูกมองว่าเป็นมลพิษ นำมาแปรรูปแล้วนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ กล่าวคือเป็นเทคโนโลยีในการนำของเสียมาสร้างเป็นสิ่งที่มีมูลค่าทางด้านการพาณิชย์ในขณะเดียวกันยังเป็นการขจัดมลภาวะให้กับสภาพแวดล้อมอีกด้วย

ในงาน FEA 2023 ทางคณะวิศวจุฬาฯและหน่วยงานองค์กรสมาชิก CCUS Consortium จึงได้ถือเป็นโอกาสอันดีในการนำเสนอความก้าวหน้าของ CCUS consortium ซึ่งเป็นความร่วมมือที่เป็นต้นแบบในการร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ เอกชน และจุฬาฯ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยด้วยการใช้เทคโนโลยีและวิชาการในการเปลี่ยนปัญหาให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจต่อไปในอนาคต และได้นำเสนอความก้าวหน้าของ CCUS consortium ผ่านการประเมินหลากหลายเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเปลี่ยน CO2 ไปเป็นผลิตภัณฑ์และสารเคมีมูลค่าสูงซึ่งล้วนใช้ในอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ สมาชิก CCUS consortium ได้ร่วมกันประเมินศักยภาพเทคโนโลยีต่างๆเพื่อคัดเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการดักจับและใช้ประโยชน์จากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้จากอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทยใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว และจุฬาฯยังได้เริ่มต้นโครงการการสาธิตเทคโนโลยีการดักจับและการใช้ประโยชน์คาร์บอนไดออกไซด์โดยการเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปเป็นเมทานอลโดยผ่านความร่วมมือกับสมาชิกใน CCUS consortium อีกด้วย

พงษ์กิตติ์ ลักษมีพิเชษฐ์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่าย Carbon Capture and Utilization (CCU) และ Hydrogen  บริษั ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
พงษ์กิตติ์ ลักษมีพิเชษฐ์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่าย Carbon Capture and Utilization (CCU) และ Hydrogen บริษั ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

นอกจากนี้ ภายในงานได้จัดเสวนาในหัวข้อ “CCUS Consortium Progress Update and Key CCUS Project Collaborations” โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ เตชวรสินกุล คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด, คุณพงษ์กิตติ์ ลักษมีพิเชษฐ์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่าย Carbon Capture and Utilization (CCU) และ Hydrogen บริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งทิวา เมธาอาภานนท์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

ศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ เตชวรสินกุล คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า “พัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี CCUS นับเป็นเรื่องที่สำคัญและเร่งด่วนสำหรับประเทศไทย ซึ่งเทคโนโลยีทางด้าน CCUS นับเป็นเรื่องที่ยังต้องพัฒนาต่อเนื่องและประเทศไทยเองก็มีโอกาสสูงในการสร้างเทคโนโลยีทางด้านนี้ได้เท่าทันต่างประเทศซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนและร่วมมือจากทุกภาคส่วน การที่จะสามารถทำการวางแผนตลอดจนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางด้าน CCUS ได้นั้น ต้องอาศัยข้อมูลและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในประเทศไทย จากผู้ผลิตและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่สร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และมีโอกาสที่จะกับเก็บหรือนำไปใช้ประโยชน์โดยผ่านกระบวนการและเทคโนโลยี จนถึงหน่วยงานที่สามารถวิจัยและสร้างเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อดักจับ กักเก็บ และแปรรูปก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่นมหาวิทยาลัยและองค์กรทางด้านการพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนภาครัฐผู้วางนโยบายและกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯจึงได้ประสานงานกับหน่วยงานชั้นนำในประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน จัดตั้งความร่วมมือในนาม CCUS Consortium ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการก้าวเดินไปสู่การจัดการก๊าซ CO2 ซึ่ง ขณะนี้ภายใต้ CCUS consortium สมาชิกได้ร่วมกันประเมินและศึกษาแนวทางการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อดักจับและใช้ประโยชน์จากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้จากอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย นอกจากนี้ ในฐานะที่จุฬาฯ เป็นสถาบันการศึกษานั้นการเผยแพร่ความรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากลุ่มความร่วมมือนี้จะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ทั้งภายในกลุ่มและแก่สังคมต่อไป”

ปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด
ปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด

ทั้งนี้ CCUS Consortium จัดตั้งขึ้นโดยมีหน่วยงานเอกชนระดับแนวหน้าของประเทศเข้าเป็นสมาชิกร่วม Consortium ดังต่อไปนี้

กลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
– บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
– บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
– บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน
– บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)

กลุ่มอุตสาหกรรมซีเมนต์
– บริษัท เอส ซี จี ซีเมนต์ จำกัด (มหาชน)

กลุ่มอุตสาหกรรมเคมี
– บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)
– บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด

กลุ่มอุสาหกรรมเหล็ก
– บริษัท สหวิริยาสตีล อินดัสตรี จำกัด (มหาชน)

Source : MGROnline

สานพลัง ร่วมกับ กลุ่ม ปตท. เปิดบ้านต้อนรับคนรุ่นใหม่หัวใจพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคม ในงาน Open House โครงการสานพลัง x PTT Group Young Socialpreneur Hackathon ร่วมเปิดมุมมองพร้อมรับแรงบันดาลใจการทำธุรกิจเพื่อสังคม พร้อมชวนปล่อยไอเดียนวัตกรรมทางธุรกิจ ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 540,000 บาท ขยายเวลารับสมัครถึง 2 มิ.ย. ศกนี้

บริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ร่วมกับ กลุ่ม ปตท. จัดงาน Open House โครงการ สานพลัง x PTT Group Young Socialpreneur Hackathon เปิดบ้านต้อนรับนวัตกรรุ่นใหม่ที่สนใจการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคม ร่วมรับฟังรายละเอียดโครงการ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) และ นายวรพงษ์ นาคฉัตรีย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารความยั่งยืน ปตท. ในฐานะประธานบริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และเปิดมุมมองทิศทางของนวัตกรรมเพื่อสังคม ณ อาคารสำนักงานใหญ่ ปตท.

นายบุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน ปตท.

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน ปตท. เผยถึงวิสัยทัศน์และนโยบายการทำงานของกลุ่ม ปตท. ด้านสังคมและความยั่งยืนว่า กลุ่ม ปตท. ตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยหนึ่งในการสนับสนุนคือการจัดทำวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาและยกระดับความเป็นอยู่ของสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่ง “โครงการสานพลัง x PTT Group Young Socialpreneur Hackathon” เป็นอีกหนึ่งโครงการภายใต้วิสัยทัศน์ของ ปตท. และบริษัทในกลุ่มที่ผนึกกำลังกับบริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด เฟ้นหาไอเดียนวัตกรรมจากนวัตกรรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยความคิดเเละพลังในการสร้างสรรค์มาช่วยแก้ปัญหาสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

นายวรพงษ์ นาคฉัตรีย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารความยั่งยืน ปตท.

ด้าน นายวรพงษ์ นาคฉัตรีย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารความยั่งยืน ปตท. ในฐานะ ประธานบริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด กล่าวว่า “สานพลัง” จัดตั้งขึ้นโดยเล็งเห็นจุดแข็งของธุรกิจกลุ่ม ปตท. ในการสร้างวิสาหกิจเพื่อสังคมต้นเเบบ โดยมีโครงการที่เกิดขึ้นภายใต้การดำเนินงานผ่านทางสานพลัง เช่น โครงการ Cafe’ Amazon for Chance สร้างอาชีพมอบโอกาสแก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาส โครงการ Community Coffee Sourcing ช่วยให้เกษตรกรชาวเขาที่ทำไร่กาแฟ มีช่องทางในการจำหน่ายเมล็ดกาแฟที่แน่นอนผ่านร้าน Cafe’ Amazon โครงการ Upcycling SE จัดการขยะพลาสติกครบวงจร รีไซเคิลสู่สินค้าแฟชั่นและของใช้ประจำวัน โครงการชุมชนยิ้มได้ ยกระดับสินค้าชุมชนให้ทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดเพิ่มรายได้ให้วิสาหกิจชุมชน และโครงการ SE Solar Energy Business นำร่องที่ตลาดหัวปลี จ.สระบุรี จับมือชุมชนเปลี่ยนแหล่งที่มาของพลังงานที่ใช้มาเป็นพลังงานสะอาด เป็นต้น

ซึ่งในวันนี้สานพลังได้มองเห็นความสำคัญของการนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ตอบโจทย์การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน แเละสามารถขยายผลการแก้ปัญหาในวงกว้าง จึงได้ผนึกกำลังกับกลุ่ม ปตท. ในโครงการสานพลัง x PTT Group Young Socialpreneur Hackathon เพื่อคัดเลือกสุดยอดไอเดียที่จะสามารถเป็นต้นแบบธุรกิจที่แก้ไขปัญหาสังคมได้ โดยจะสนับสนุนและช่วยปั้นไอเดียธุรกิจเพื่อสังคมร่วมกับไรส์ (RISE) สถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กร โดยใช้จุดแข็งของกลุ่ม ปตท. ในการสร้างโซลูชันใน 4 โจทย์หลัก ได้แก่ การพัฒนาเมืองยั่งยืน การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และการพัฒนาสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังได้รับฟังเสวนาในหัวข้อ Powering Life with Social Innovations จากผู้นำรุ่นใหม่ที่มีบทบาทโดดเด่นด้านการพัฒนาสังคม ได้แก่ ด้านการพัฒนาเมืองจาก คุณวริทธิ์ธร สุขสบาย ผู้ร่วมก่อตั้ง Mayday ด้านสิ่งแวดล้อมจาก คุณสุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้ร่วมก่อตั้ง Refill Station ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ จาก คุณชาคริต พรหมยศ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร YoungHappy และด้านเศรษฐกิจท้องถิ่นจาก คุณภัทรารัตน์ ตั้งนิสัยตรง ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการโครงการ Roots Incubation Program ดำเนินรายการโดย คุณทลปภร ปัญโยรินทร์ ผู้จัดการทั่วไป Social Enterprise Thailand Association

สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ สานพลัง x PTT Group Young Socialpreneur Hackathon จะมีโอกาสร่วมเวิร์กชอปการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมในเชิงธุรกิจ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทในกลุ่ม ปตท. และองค์กรพันธมิตรชั้นนำระดับประเทศ ร่วมกับไรส์ มาเป็นที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิดตลอดโครงการ ซึ่งหากได้รับคัดเลือกเป็น 4 ทีมสุดท้าย จะมีโอกาสได้รับเงินรางวัลและเงินทุนตั้งต้นในการร่วมกระบวนการทดสอบไอเดียธุรกิจ Proof of Concept (POC) กับบริษัทในกลุ่ม ปตท. รวมมูลค่ากว่า 540,000 บาท เพื่อพัฒนาไอเดียให้สามารถออกสู่ตลาดพร้อมแก้ไขปัญหาสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้จริง โครงการฯ เปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันนี้ – 2 มิถุนายน 2566 ผู้สนใจสามารถสมัครร่วมโครงการได้ที่ https://forms.gle/yMTvnQV5n7ooH1BTA และติดตามข่าวสารกิจกรรมเพิ่มเติมได้ผ่านทาง Facebook: PTT News และ Facebook: สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม

Source : Energy News Center

ปตท. เผยเตรียมนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในปี 2566 เพิ่มเกือบ 100 ลำเรือ กว่า 6 ล้านตัน ป้อนโรงไฟฟ้าเหตุยอดใช้ไฟฟ้าพุ่งจากอากาศร้อนจัด และเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวฟื้นตัว ระบุ LNG มีราคาถูกแตะ 9 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู  มั่นใจส่งผลดีต่อค่าไฟฟ้าไทย ด้านธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย เตรียมรุกสู่ธุรกิจใหม่ สร้างความมั่นคงพลังงาน สู่เป้าหมาย Net Zero 

นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. เปิดเผยว่า ปตท.ประเมินว่าในปี 2566 นี้ อาจมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) เกือบ 100 ลำเรือ หรือประมาณ 6 ล้านตัน จากปัจจุบันที่นำเข้ามาแล้ว 60 ลำเรือ อยู่ที่ 4 ล้านตัน หรือ ลำละ 60,000 ตัน ขณะที่ปี 2565 มีการนำเข้าอยู่ที่ 53 ลำเรือ หรือ ราว 3.3 ล้านตัน โดยการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้นในปี 2566 นี้ เกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ปริมาณนักท่องเที่ยว และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจส่งผลให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น ประกอบกับทิศทางราคา LNG ตลาดจร ( Spot LNG ) ถูกลง คุ้มค่ากว่าการใช้น้ำมันดีเซลผลิตไฟฟ้า

นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 

โดยล่าสุด ราคา Spot LNG เดือน มิ.ย. 2566 นี้ อยู่ที่ประมาณ 9 เหรียญสหรัฐฯต่อล้านบีทียู เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่ผ่านมา บางช่วงราคาสูงสุดอยู่ที่ 80 เหรียญสหรัฐฯต่อล้านบีทียู และคาดว่าจนถึงปลายปี 2566 นี้ ราคาอาจจะอยู่ที่ประมาณ 15-20 เหรียญสหรัฐฯต่อล้านบีทียู โดยราคาที่ ปตท.ทำสัญญาซื้อขายไปแล้วนั้นจะไม่เกิน 20 เหรียญสหรัฐฯต่อล้านบีทียู ทั้งนี้ ราคา LNG ที่ต่ำลงเกิดจากกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) มีการสำรองLNG ไว้ในปริมาณสูงเกินความต้องการของตลาด ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(Ft) ในงวดถัดไปให้ลดลงได้ 

อย่างไรก็ตาม ปตท.จะนำเข้า LNG ในปี 2566 นี้ถึง 100 ลำเรือตามเป้าหมายหรือไม่ ยังต้องติดตามดูว่า ปตท.สผ.จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซฯในอ่าวไทยให้เป็นไปตามแผนได้หรือไม่ รวมถึงการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจและราคาLNGในอนาคตด้วย ซึ่งการนำเข้า LNG ในแต่ละล็อตจะต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ด้วย

สำหรับบทบาทของหน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ปตท. ในการขยายเครือข่ายทางการค้าให้ครอบคลุมทั่วโลกเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด และนำรายได้เข้าประเทศ รวมถึงการสร้างธุรกิจใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์โลกพลังงานที่กำลังจะเปลี่ยนไปในอนาคต ดังนั้นหน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศจึงมีสำนักงานการค้าอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของทุกภูมิภาคทั่วโลก โดยคาดว่า ปี 2566 นี้ จะมีปริมาณการค้าเพิ่มขึ้น จากปี 2565 ที่มีปริมาณการค้ารวมมากกว่า 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ครอบคลุมมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก และมีการจัดหาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวจากหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก เพื่อรองรับความต้องการพลังงานของประเทศ 

นอกจากนี้ ยังแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ อาทิ การเข้าสู่ตลาด Carbon Credit Trading และการค้าเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) เป็นต้น  ซึ่งจะเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนกลุ่ม ปตท. และประเทศไทยเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emissions ตามที่กำหนดไว้

นายนพดล ปิ่นสุภา  ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย ปตท. ประกอบด้วย ธุรกิจที่ ปตท. ดำเนินการเอง ได้แก่ ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและสายงานกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย รวมถึง  ธุรกิจที่ ปตท. ลงทุนผ่านบริษัทในกลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น และธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก ซึ่งมีผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2566  คิดเป็น 31% ของกำไรสุทธิของ ปตท. หรือ 8,748 ล้านบาท  ด้วยกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานตามพันธกิจหลัก และก้าวสู่ธุรกิจใหม่ตามวิสัยทัศน์ Powering Life with Future Energy and Beyond พร้อมเติบโตในธุรกิจพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

นายนพดล ปิ่นสุภา  ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (บนหน้าจอทางซ้าย) 

โดยในช่วงที่ผ่านมา  สถานการณ์วิกฤตราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอันเป็นผลจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย ปตท. ได้ร่วมลดผลกระทบต่อประชาชน และบริหารจัดการเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ประกอบด้วย การจัดหา LNG แบบตลาดจร (SPOT) ในช่วงเวลาเร่งด่วน จัดหาและสำรองน้ำมันดิบในภาวะการขาดแคลนทั่วโลก  รวมถึงการบริหารต้นทุนพลังงาน ปรับเปลี่ยนการผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมันในช่วงเวลาที่เหมาะสมอีกด้วย 

นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย ปตท. กล่าวว่าปตท. ได้ดำเนินกลยุทธ์การดำเนินงานผ่านความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท. เพื่อคงความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจเดิม (Hydrocarbon based) และเป็นฐานต่อยอดธุรกิจใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (Advance Materials & Specialty Chemicals) ที่สอดคล้องกับการเติบโตตามกระแสโลก  โดยสามารถเชื่อมโยงและเติมเต็มห่วงโซ่อุปทาน(Value Chain) ธุรกิจใหม่ ของกลุ่ม ปตท. รวมถึงเพิ่มสัดส่วนธุรกิจคาร์บอนต่ำและธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงาน

นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย ปตท. 

“ปตท.ตั้งเป้าหมายจะมีสัดส่วน EBITDA จากธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 30%ในปี2573 จากปี 2565 อยู่ที่ 15% โดยปัจจุบันมีการเจรจาความร่วมมือกับพันธมิตรในหลายธุรกิจ เช่น ความมั่นคงของระบบน้ำ ในพื้นที่ภาคตะวันออก ก็ได้ร่วมมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ศึกษาว่าจะทำอย่างไรหากเกิดการขาดแคลนน้ำ ทั้งเรื่องการรีไซเคิลน้ำ การผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล รวมถึงการผันน้ำ การลงทุนระบบท่อน้ำ เพราะกลุ่ม ปตท. มีความต้องการใช้น้ำ เป็นสัดส่วน 30% ของอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก”

นอกจากนั้น  ยังมีการนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือช่วยเสริมการบริหารจัดการเพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจให้แก่ภาครัฐ อาทิ การใช้ระบบดิจิทัลมาวางแผนการผลิตน้ำมันในประเทศ ผ่าน Hydrocarbon Value Chain Collaboration Center  รวมถึงเครื่องมือในการบริหารจัดการทางเลือกในการใช้เชื้อเพลิงของประเทศในภาวะราคาพลังงาน ผันผวน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปตท.ยังให้ความสำคัญด้านกลยุทธ์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน รองรับสภาวการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป  สายงานกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย ปตท. ได้ผนึกพลังร่วมภายในกลุ่ม  กำหนดแผนธุรกิจใหม่ภายใต้ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย  การก้าวเข้าสู่ธุรกิจด้านการบริหารจัดการน้ำ (Water Management Business) รวมถึงแผนธุรกิจเพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero Emissions ของกลุ่ม ปตท. อาทิ  เตรียมการเป็นผู้ผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพอย่างยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel – SAF) ผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในเครื่องบิน ผลักดันความร่วมมือเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการลงทุนในธุรกิจที่มีการปลดปล่อยคาร์บอนต่ำ (Decarbonization) เป็นต้น

Source : Energy News Center