สำหรับท่านที่ต้องการจะติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อประหยัดค่าไฟฟ้า นอกจากจะต้องศึกษาเรื่องของแผงโซลาร์เซลล์ และอุปกรณ์ต่างๆ การขออนุญาตติดตั้งแล้ว ยังต้องเข้าใจถึงรูปแบบการทำงานของโซลาร์เซลล์ด้วย โดยเฉพาะปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากๆ เพราะว่าหากแผงโซลาร์เซลล์ของเราผลิตไฟฟ้าได้น้อย นั่นจะทำให้ระยะเวลาคืนทุนยาวนานมากขึ้นกว่าเดิม และบางครั้งอาจจะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอต่อการใช้งานของเราได้ ซึ่งในบทความนี้ เราจะมาดูว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์กัน ติดตามได้เลย

1.ประเภทของแผงโซลาร์เซลล์

ก่อนจะไปเรื่องอื่นๆ เราต้องรู้จักประเภทของแผงโซลาร์เซลล์กันก่อนครับ เพราะแผงโซลาร์เซลล์แต่ละแบบนั้นมีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าได้ต่างกันนั่นเอง มาดูกันว่ามีประเภทไหนบ้าง และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ซึ่งสรุปแบบสั้นๆ ได้ดังนี้เลย

แผงโซล่าเซลล์ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ (Monocrystalline Silicon Solar Cells)

ข้อดี

  • มีประสิทธิภาพสูงที่สุด
  • สามารถผลิตไฟฟ้าได้เกือบ 4 เท่าเมื่อเทียบกับ แบบ thin film
  • มีอายุการใช้งานที่ยาวนานที่สุด ราวๆ 25 ปีขึ้นไป
  • ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ดีกว่าในภาวะแสงน้อย เมื่อเทียบกับแบบ โพลีคริสตัลไลน์

ข้อเสีย

  • มีราคาแพงกว่าแบบอื่นๆ
  • หากแผงสกปรก หรือถูกบังแสงบางส่วน อาจจะทำให้วงจรมีปัญหาได้

แผงโซล่าเซลล์ชนิด โพลีคริสตัลไลน์ (Polycrystalline Silicon Solar Cells)

ข้อดี

  • สามารถผลิตได้ง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้ปริมาณซิลิคอนในการผลิตน้อยกว่าแบบ โมโนคริสตัลไลน์
  • ประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าเมื่อมีอุณหภูมิสูง ดีกว่า โมโนคริสตัลไลน์ เล็กน้อย
  • ราคาถูกว่าเมื่อเทียบกับ โมโนคริสตัลไลน์

ข้อเสีย

  • ประสิทธิภาพเฉลี่ยอยู่ที่ 13 – 16 % ซึ่งต่ำกว่าแบบ โมโนคริสตัลไลน์
  • ประสิทธิภาพต่อพื้นที่ต่ำกว่าแบบ โมโนคริสตัลไลน์
  • แบบโพลีคริสตัลไลน์ จะมีสีน้ำเงิน ทำให้อาจจะดูไม่ค่อยสวยงาม ติดตั้งแล้วไม่ค่อยเข้ากับบ้านเท่าไหร่

แผงโซล่าเซลล์ชนิด ฟิล์มบาง (Thin Film Solar Cells)

ข้อดี

  • มีราคาถูกกว่าแบบอื่นๆ เพราะสามารถผลิตได้จำนวนมากๆ
  • ไม่มีปัญหาเรื่องความสกปรกที่จะส่งผลต่อวงจรการทำงาน
  • เหมาะกับคนที่มีพื้นที่ติดตั้งเยอะๆ

ข้อเสีย

  • ประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าต่ำกว่าแบบอื่นๆ
  • ความคุ้มค่าต่อพื้นที่ต่ำกว่าแบบอื่นๆ
  • มีความสิ้นเปลืองในอุปกรณ์อื่นๆ มาก เช่น โครงสร้าง และสายไฟ
  • ไม่เหมาะกับหลังคาบ้าน เพราะต้องใช้พื้นที่มากกว่าแบบอื่นๆ

ดูจากข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบแล้ว จะพบว่า แผงโซล่าเซลล์ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ จะมีประสิทธิภาพดีที่สุด แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องของความสกปรก และการติดตั้งที่ดีเพียงพอ ที่สำคัญอาจจะต้องจ่ายเงินแพงกว่าแบบอื่นๆ แต่ใครที่งบไม่เยอะมาก ก็สามารถเลือกแบบอื่นๆ ตามความเหมาะสมได้เลย ซึ่งก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ประสิทธิภาพนั้นจะด้อยกว่าแบบที่มีราคาแพง

2.การติดตั้ง การยึด และวัสดุที่ใช้ประกอบแผงโซลาร์เซลล์

การติดตั้งนั้นสำคัญมากๆ เพราะมีผลต่อประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งควรติดตั้งให้มีความชันในระดับที่เหมาะสม ประมาณ 15 องศา กระจกที่นำมาติดตั้งต้องมีการสะท้อนของแสงให้น้อยที่สุด ตำแหน่งการรับแสงในทิศที่ได้รับแสงแดดได้มากที่สุด รวมถึงการบดบังจากสิ่งต่างๆ แวดล้อมทั้งหมด รวมถึงการต่อแผงโซลาร์เซลล์ที่ควรมีความสม่ำเสมออีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะเกี่ยวกับเรื่องการติดตั้งทั้งหมด ส่วนนี้ถ้าไม่ได้ติดตั้งเอง ก็อาจจะต้องพิจารณาจากผลงานของบริษัทที่รับติดตั้ง และตัวเราเอง ก็ต้องเข้าไปตรวจสอบการติดตั้งให้มีความถูกต้องและเหมาะสมด้วย

3.ฝุ่นและความสกปรกของแผงโซลาร์เซลล์

โดยปกติแล้ว แผงโซลาร์เซลล์จะมีฝุ่น และสิ่งสกปรกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุการใช้งานอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะเป็นเศษฝุ่นผงลอยมาในอากาศ หรือจะมาจากน้ำฝนที่มีการปนเปื้อนของสิ่งต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้ก็แก้ง่ายๆ ด้วยการทำความสะอาดแผงเป็นประจำ อาจจะทุก 6 เดือนหรือ 1 ปี ซึ่งผู้ให้บริการติดตั้งหลายๆ ราย ก็มักจะมีโปรโมชั่นแถมเป็นบริการฟรีให้อยู่แล้ว หรือถ้าไม่มีก็จะมีบริการล้างแผงให้เลือกใช้อยู่ แนะนำว่าควรจะต้องทำความสะอาดครับ มิเช่นนั้นประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าจะลดลงเรื่อยๆ ความคุ้มค่าก็จะน้อยลงตามไปด้วย

4.อุณหภูมิของแผงโซลาร์เซลล์

ยิ่งแผงโซลาร์เซลล์มีอุณหภูมิสูงขึ้นมากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าก็จะน้อยลงเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าถ้าติดตั้งไปแล้ว ก็แก้ยากเลยครับ เพราะว่าแผงโซลาร์เซลล์ต้องโดนแดด เมื่อโดนแดดก็ต้องร้อนแน่นอน เรื่องนี้แนะนำว่าก่อนจะเลือกแผงโซลาร์เซลล์ให้ดูค่าผลการทดสอบบริเวณฉลากที่ติดมากับแผง ซึ่งจะเป็นค่าของการประเมินผลว่าหากอุณหภูมิของแผงสูงขึ้น จะทำให้มีผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าเป็นจำนวนเท่าไหร่ ปกติมักจะทดสอบที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส หรือถ้าดูไม่เป็นก็สอบถามจากบริษัทที่รับติดตั้ง และขอเปรียบเทียบกับหลายๆ ยี่ห้อดูก่อนก็ได้ครับ ซึ่งแน่นอนว่าอันไหนผลทดสอบดีราคาจะแพงกว่าอันอื่นๆ อยู่แล้วครับ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่เรามีด้วยว่าจะเลือกแบบไหน

5.ประสิทธิภาพของอินเวอร์เตอร์สำหรับแปลงไฟ

ในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ต้องใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า อินเวอร์เตอร์ ด้วย ซึ่งจะทำหน้าที่แปลงไฟกระแสตรงเป็นกระแสสลับ เพื่อให้เราใช้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าได้นั่นเอง ซึ่งอุปกรณ์ตัวนี้ก็สำคัญมากเช่นกันเพราะว่าส่งผลต่อการสูญเสียกระแสไฟได้เช่นกัน ดังนั้นก็ควรเลือกใช้อินเวอร์เตอร์ที่มีประสิทธิภาพที่ดี เพื่อลดการสูญเสียพลังงานด้วย

ทั้งหมดนี้ก็เป็น 5 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าของแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งแน่นอนว่าเราควรจะศึกษา และเก็บเป็นข้อมูลเอาไว้ด้วย อย่างน้อยๆ เวลาคุยกับบริษัทผู้รับติดตั้งจะได้เข้าใจกันได้ง่ายขึ้น รวมถึงสามารถวางแผลการติดตั้ง กำหนดงบประมาณที่เหมาะสมได้ และยังช่วยให้เราทราบว่าจะต้องดูแลอย่างไร มีระยะเวลาคืนทุนเท่าไหร่ และที่สำคัญที่สุด เงินที่เราลงทุนไปมีความคุ้มค่ามากแค่ไหนครับ

รูปภาพ : Freepik

หอการค้าไทย ร่วมกับ มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ บริษัท เคเชอร์ เพย์เมนท์ จำกัด

กำหนดจัดเสวนาออนไลน์ ในวันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน 2566 เวลา 9.30-12.00 น. ถ่ายทอดสดผ่าน Zoom และ Facebook Live จากร้านแกงกาดจริงใจ ตลาดจริงใจ จ.เชียงใหม่

นำโดย

  1. ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช
    ประธานกรรมการมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
  2. คุณอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล
    ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
  3. คุณศักดิ์สกุล ศุภกฤตอนันต์
    รองผู้อำนวยการสำนักงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เชียงใหม่
  4. รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  5. คุณเปรมชัย กุศลฤกษ์ดี
    ประธานกรรมการบริษัท เคเชอร์ เพย์เมนท์ จำกัด
  6. ดร.ดิษฐา นนทิวรวงษ์
    เลขานุการคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ด้านพลังงาน (ผู้ดำเนินรายการ)

ลงทะเบียนคลิ้กที่นี่

หรือสแกน QR CODE ด้านล่างนี้

AIS เดินหน้าสร้างการเติบโตร่วมกันของคน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ชูภารกิจคนไทยไร้ e-waste ผนึกกำลัง 3 องค์กรชั้นนำ พร้อมชวนคนไทยมีส่วนร่วมการแก้ไขปัญหา ในวันสิ่งแวดล้อมโลก เดินหน้าสู่การเป็น Hub ด้านองค์ความรู้และจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างยั่งยืน

จากปัญหาสภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นจนกลายเป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกคนต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทำให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น วันสิ่งแวดล้อมโลก หรือวันที่องค์การสหประชาชาติประกาศจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ ทั่วโลกในด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น

AIS หนึ่งในบิ๊กคอร์ป และภาคเอกชนไทย พร้อมเดินหน้าเป็นส่วนหนึ่งขับเคลื่อนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะโครงการ คนไทยไร้ e-waste มุ่งสร้างปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี ผ่านการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน

ล่าสุดได้ขยายเครือข่ายการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์อย่าง เจมาร์ท ในการทำแคมเปญ ทิ้ง e-waste รับ J Point ผ่านแพลตฟอร์ม E-Waste + พร้อมร่วมมือกับ LG และศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ขยายจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ชวนคนไทยร่วมกันทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี เพื่อยกระดับแก้ไขปัญหา ขยะอิเล็กทรอนิกส์ อย่างยั่งยืน  พร้อมเดินหน้าสู่การเป็น Hub of E-Waste

AIS เดินหน้าชูภารกิจ ‘คนไทยไร้ e-waste’

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม รักษาการหัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และธุรกิจสัมพันธ์ AIS  กล่าวว่า “ในฐานะผู้ให้บริการ ดิจิทัล นอกเหนือจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาเครือข่ายสื่อสารอัจฉริยะให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีหลักของประเทศ เรายังวางนโยบายในการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันของคน เศรษฐกิจ และโดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อม

ที่วันนี้มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการแก้ไขปัญหานี้ร่วมกันอย่างยั่งยืน ผ่านการวางแผนการดำเนินการเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานทางเลือกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือแม้แต่การบริหารจัดการขยะ ภายใต้โครงการคนไทยไร้ e-waste

โดยวันนี้การทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ เราตั้งเป้าสู่การเป็น HUB of E-waste หรือศูนย์กลางด้านองค์ความรู้และจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างยั่งยืน ตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ให้คนไทยตระหนักถึงปัญหา สร้างกระบวนการจัดเก็บเพื่อให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลแบบ Zero Landfill ตามมาตรฐานสากล ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่หลากหลายทั้งภาครัฐและเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง 

“เราใช้วาระสำคัญอย่างวันสิ่งแวดล้อมโลก ประกาศความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ที่จะมาเป็นหนึ่งใน Green Partnership ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกัน ทั้งการทำงานร่วมกับเจมาร์ท ในการทำแคมเปญ ทิ้ง e-waste รับ J Point ผ่านแพลตฟอร์ม E-Waste + พร้อมร่วมมือกับ LG และศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ขยายจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้ลูกค้าและผู้ใช้บริการสามารถมาทิ้งได้ โดยเชื่อว่าพลังของทุกภาคส่วนจะช่วยทำให้การแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์เกิดความยั่งยืนได้ในที่สุด”

ทางด้าน เจมาร์ท ในฐานะพาร์ทเนอร์ที่เข้าร่วมโครงการผ่านแพลตฟอร์ม E-Waste+ ไปใช้กับลูกค้าที่ให้สามารถนำขยะอิเล็กทรอนิกส์มาทิ้งได้ที่ศูนย์ให้บริการพร้อมรับสิทธิพิเศษจาก J Point ในแคมเปญ ทิ้ง e-waste รับ J Point  

นายธีรวัฒน์ จันทร์วิจิตรกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด อธิบายว่า “นอกเหนือจากการเป็นพาร์ทเนอร์ด้านธุรกิจกับ AIS มากว่า 20 ปีในการให้บริการลูกค้าแล้ว เรายังมีแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกัน ด้วยการจัดแคมเปญ “ทิ้ง e-waste รับ J Point” โดยลูกค้านำขยะ E-Waste อาทิ โทรศัพท์มือถือ, แท็บเล็ต, อุปกรณ์เสริมมือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก มาฝากทิ้งที่ร้านเจมาร์ท โมบาย  พร้อมรับคะแนน J Point ที่นำไปใช้แทนเงินสดได้

โดยขยะ E-waste  1 ชิ้นจะได้รับ 100 J Point คิดเป็นเงินมูลค่า 10 บาท  ซึ่งสามารถนำมาแลกเป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าและบริการในเครือ Jaymart พร้อมแลกสิทธิพิเศษจากร้านค้าชั้นนำต่างๆ มากมายที่ร่วมรายการ หรือจะร่วมบริจาคทำบุญให้แก่ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย เพื่อผู้พิการทางสายตา

ลูกค้าสามารถนำขยะ E-Waste มาฝากทิ้งได้ที่ร้านเจมาร์ท โมบาย ทั้ง 10 สาขา ได้แก่ สาขาเซ็นทรัลรามอินทรา, เซ็นทรัลหัวหมาก, เซ็นทรัลลาดพร้าว, เซ็นทรัลอีสวิล, เซ็นทรัลพระราม 9, เซ็นทรัลพระราม 3, เซ็นทรัลปิ่นเกล้า, เซ็นทรัลพระราม 2, เซ็นทรัลบางนา 3 และเจมาร์ทสำนักงานใหญ่ เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2566  นอกจากนี้ เรายินดีที่จะมอบคะแนน J Point เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า สำหรับลูกค้าที่นำขยะ E-Waste มาฝากทิ้งในวันสิ่งแวดล้อมโลกอีกด้วย

นอกจากนี้โครงการ คนไทยไร้ e-waste ยังได้พาร์ทเนอร์ใหม่ที่จะเข้ามาเพิ่มจุดรับทิ้งให้กับลูกค้าและคนไทยอย่าง แอลจี และศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์

นายซองฮัน จอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แอลจีให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืน โดยเรามุ่งสร้างชีวิตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน (Better Life for All) ผ่านการนำเสนอนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ๆ ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ สอดคล้องกับเป้าหมายของแอลจีระดับโลกที่ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการผลิตสินค้าลง 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2017 และเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งถือเป็นวันสำคัญที่แอลจีทั่วโลกจะเดินหน้าโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมภายใต้แคมเปญหลัก ‘LG Global Volunteer Day’ 

โดยปีนี้ผนึกกำลังกับเอไอเอส ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  โดยเปิดจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ศูนย์บริการและร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วกรุงเทพ 11 แห่ง ได้แก่ ศูนย์บริการ (สำนักงานใหญ่) อาคารริชมอนด์ ซอยสุขุมวิท 26 และร้านค้าแอลจี แผนก Power Mall ณ ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม, ศูนย์การค้าสยามพารากอน, ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 9, ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว, ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ รวมถึงร้านค้าแอลจี โฮมโปร สาขาเมกา บางนา, สาขาฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต และสาขาเอกมัย – รามอินทรา ตั้งแต่วันนี้  – 31 กรกฎาคม 2566

นายสุทธิชัย บัณฑิตวรภูมิ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวล ลอปเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เสริมว่า  ปัจจุบัน ผู้เข้ามาใช้บริการที่ศูนย์ฯ หรือชุมชน ใกล้เคียง สามารถนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต สายชาร์จ หูฟัง แบตเตอรี่มือถือ มาทิ้งได้ที่จุดรับขยะภายในศูนย์ฯ

นอกจากนั้น เรายังได้จัดวางถังแยกขยะประเภทต่างๆ เพื่อให้ผู้มาใช้บริการภายในศูนย์ฯ สิริกิติ์ ได้รับความสะดวก และง่ายต่อการทิ้งขยะอย่างถูกวิธี ซึ่งขยะที่ผ่านการคัดแยกจะเข้าสู่กระบวนการ Recycle และ Upcycle เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติตามระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยจัดสรรให้ใช้ทรัพยากรคุ้มค่าและเกิดประโยชน์มากที่สุด

Source : กรุงเทพธุรกิจ

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ กัลฟ์ ร่วมมือกับ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าออกหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ “GULF Sparks Smiles มอบรอยยิ้มสดใสให้ชุมชน” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ให้บริการตรวจฟันเบื้องต้นกับประชาชนฟรี ทั้งอุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน เคลือบฟลูออไรด์ เอกซเรย์ และผ่าฟันคุด พร้อมทั้งมีการให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพฟันอีกด้วย โดยจะมีการออกหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ห่างไกลจากศูนย์บริการสาธารณสุข หรือยากต่อการเข้าถึงการรักษาทางทันตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนในสังคม ได้รับการรักษาจากทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขที่มีคุณภาพ


โดยโครงการ GULF Sparks Smiles มอบรอยยิ้มสดใสให้ชุมชน หน่วยที่ 2 ของปีนี้ จะจัดขึ้นในวันที่ 7-8 มิถุนายน 66 ณ วัดทิพพาวาส เขตลาดกระบัง ซึ่งในวันที่ 7 มิถุนายน 66 จะเป็นการให้บริการกับคนในพื้นที่เขตลาดกระบัง ที่ได้มีการลงทะเบียนกับสาธารณสุขเอาไว้ล่วงหน้า และวันที่ 8 มิถุนายน จะเป็นการเปิดรับลงทะเบียนสำหรับผู้ที่ walk-in ในช่วง 8.00 – 9.00 น. เท่านั้น (รับจำนวนจำกัดที่ 150 คน/วัน)

สำหรับโครงการ GULF Sparks Smiles ในปีนี้จะออกหน่วยทั้งสิ้น 4 ครั้ง โดยครั้งต่อไปจะต่อยอดขยายพื้นที่ความช่วยเหลือไปที่ จ.สระบุรี และกลับมาออกหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ครั้งสุดท้ายในพื้นที่เขต กทม. โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook page ‘Gulf SPARK’

Source : Energy News Center

PEA เปิดตัว PEA SOLAR เผย​ 7​ ขั้นตอนให้บริการแบบครบวงจร​ งานระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา​โดย​ Standard แพ็คเกจ มีราคาเริ่มตั้งแต่ประมาณ 130,000 บาท ไปจนถึง 680,000 บาท

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA เปิดตัวบริการธุรกิจเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาของ PEA หรือ PEA SOLAR ที่สร้างความเชื่อมั่นด้วยทีมงานวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพของ PEA ที่มีสาขาบริการลูกค้าครอบคลุมทั่วประเทศ

นายศุภชัย เอกอุ่น ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมถึงโซลาร์เซลล์ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐทำให้การติดตั้งมีค่าใช้จ่ายที่ลดน้อยลง หลายบ้านหันมาติดตั้งเพื่อเป็นพลังงานทางเลือก ช่วยลดค่าไฟฟ้า เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อนที่มีแดดจัดจึงเหมาะกับการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์

โดย​ PEA SOLAR มี 7 ขั้นตอน ให้ลูกค้าได้ติดตั้ง Solar Rooftop กับ PEA ดังนี้

  1. ลูกค้าสนใจติดตั้ง: ช่องทางติดต่อที่สะดวก ที่สาขาของ PEA ทั่วประเทศ
  2. สำรวจและออกแบบ: โดยทีมวิศวกรของ PEA ที่มีความเชี่ยวชาญ
  3. ชำระเงิน: ชำระเงินสด หรือ PEA ได้เพิ่มทางเลือกโดยร่วมกับพันธมิตรซึ่งเป็นสถาบันการเงิน ในการให้บริการสินเชื่อให้กับลูกค้า
  4. ขออนุญาตหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: PEA ดำเนินการให้ทุกขั้นตอน
  5. ติดตั้งระบบ Solar และเชื่อมต่อกับระบบจำหน่ายของ PEA: ทีมงานมืออาชีพของ PEA ดูแลการติดตั้งให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
  6. เริ่มใช้งาน
  7. การบำรุงรักษาระบบ: PEA ดูแลแบบครบวงจรจนถึงบำรุงรักษา

ราคาแพ็กเกจ PEA SOLAR เป็นราคาที่คิดจากอุปกรณ์ของผู้ประกอบการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แผงเซลล์แสงอาทิตย์ และ Inverter ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการจำหน่ายผลิตภัณฑ์กับ PEA เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้ประกอบการดังกล่าวเป็นผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยตรง โดยเป็นการนำแผงเซลล์แสงอาทิตย์ และ Inverter มาจับคู่ให้เป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าที่สนใจจะติดตั้ง Solar Rooftop ตามแบรนด์ของแต่ละผลิตภัณฑ์ ซึ่งแบ่งราคาแพ็คเกจออกเป็น 2 กลุ่ม มีขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 3kW 5kW 10kW 15kW และ 20kW ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามกลุ่มแพ็คเกจและระดับราคาตามที่ลูกค้าต้องการ โดยรายละเอียดของทั้ง 2 กลุ่มแพ็กเกจ มีดังนี้

  1. กลุ่ม Standard แพ็คเกจ เป็นผลิตภัณฑ์แผงและ Inverter ที่มีมาตรฐานตามที่ PEA กำหนด มีราคาเริ่มตั้งแต่ประมาณ 130,000 บาท ไปจนถึง 680,000 บาท
  2. กลุ่ม Premium แพ็คเกจ เป็นผลิตภัณฑ์แผงและ Inverter ที่มีมาตรฐานตามที่ PEA กำหนด และสามารถเพิ่มเติมอุปกรณ์ Power optimizer และ Micro Inverter ได้ โดยจะมีราคาเริ่มตั้งแต่ประมาณ 150,000 บาท ไปจนถึง 840,000 บาท

PEA SOLAR พร้อมให้บริการแบบครบวงจร วางแผงแล้ววันนี้ทั่วประเทศ โดยสามารถชำระเงินได้ทั้งแบบเงินสด และบริการสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินพันธมิตรของ PEA ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ​ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารทหารไทยธนชาต ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย และธนาคารออมสิน สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA หรือเว็บไซต์ www.peasolar.pea.co.th และ 1129 PEA Contact Center

Source : Energy News Center