รัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา​ ทวีสิน​ นายกรัฐมนตรี​ มีกำหนดที่จะแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา​ ในวันที่​ 11-12​ กันยายน​ 2566​ นี้​ โดยหนึ่งในนโยบายเร่งด่วน​ ที่รัฐบาลชุดนี้จะดำเนินการ​ คือ​ การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทั้ง​ค่าไฟฟ้า​ ค่าน้ำมัน​ และก๊าซหุงต้ม​ ให้แก่ประชาชน ซึ่งระบุว่าจะปรับให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในทันที

ที่ผ่านมา รัฐบาลชุดก่อนได้มีการปรับลดค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน โดยปรับลดในส่วนของค่าไฟฟ้า​ที่เป็นต้นทุนผันแปร​ หรือที่เรียกว่า​ค่าเอฟที​ โดยคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงาน​ หรือ​  กกพ.​ ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลค่าไฟฟ้า ได้มีการพิจารณาให้ปรับลดลงค่าเอฟทีลงมาแล้ว​ ในงวด​ตั้งแต่​เดือนกันยายน​- ธันวาคม​ 2566​ ประมาณ​ 25​ สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งทำให้ค่าไฟฟ้า​เฉลี่ย​โดยรวม​ลดลง จาก​ 4.70​ บาทต่อหน่วย​ เหลือ​ 4.45​ บาทต่อหน่วย​ ซึ่งหากรัฐบาลเศรษฐาจะลดค่าไฟลงทันที​ ก็หมายความว่าจะลดลงเพิ่มจากที่มติ ​กกพ. เคยได้ปรับลดไปแล้ว

และเพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงมีนโยบายค่าเอฟที​ที่ประชาชนต้องจ่าย​นับตั้งแต่เ​ดือนกันยายน​ 2564​ ที่ผ่านมา​ จนถึง​ เมษายน​ 2566​ เป็นอัตราที่ต่ำกว่าต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจริง​ โดยรัฐบาลชุดที่ผ่านมา​สั่งการให้​การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ช่วยแบกภาระส่วนต่างเอาไว้ก่อน​ เพื่อลดผลกระทบให้กับประชาชน​ ทำให้ภาระที่​ กฟผ. ต้องแบกต้นทุนเชื้อเพลิงแทนประชาชน​ นับตั้งแต่​กันยายน​ 2564​ จนถึงเมษายน​ 2566​ เป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง​ รวม​ 138,485 ล้านบาท​ 

การแบกรับภาระแทนประชาชนดังกล่าว​ ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน ของ​กฟผ.​ จนต้องมีการกู้เงินมาเสริมสภาพคล่อง​ การขอขยายระยะเวลานำเงินส่งรัฐ​ การขอขยายเวลาชำระค่าเชื้อเพลิงให้​ ปตท.

ดังนั้น ในการคำนวณค่าเอฟที​งวด​เดือนกันยายน ถึง ธันวาคม​ 2566​  กฟผ. ​จึงมีหนังสือแจ้ง กกพ.​ ว่า​ กฟผ. มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการทยอยคืนภาระที่​ กฟผ. แบกต้นทุนเชื้อเพลิงแทนประชาชนดังกล่าว และไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนแทนประชาชนได้อีก​ เนื่องจากจะส่งผลให้มีปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างหนัก​ จึงจำเป็นต้องได้รับการทยอยจ่ายคืนเงินส่วนที่ กฟผ. เคยแบกไว้​ ตามงวดการจ่ายที่​นำเสนอ ​กกพ. เป็นเงินประมาณ​ 23,428  ล้านบาท

​นอกจากนั้น การคำนวณค่าเอฟที​โดยคาดการณ์ล่วงหน้า​ (ก.ย.-ธ.ค.2566​)​ ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ตัวเลขต้นทุนเชื้อเพลิงจริงอาจจะสูงกว่า​ที่​ กกพ. ใช้คำนวณ​ เพราะมีแนวโน้มที่จะต้องนำเข้า​ LNG​ ราคาแพง ​มาทดแทนก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอราวัณ (G1/61) ที่อาจจะมีปริมาณต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนด​

​ซึ่งหาก​เป็นไปตามมติ กกพ. ในการคิดค่าเอฟที​งวด​กันยายน​-ธันวาคม​ 2566​ ก็จะเหลือภาระต้นทุนจริงที่ กฟผ. ยังต้องแบกแทนประชาชน​อีก​ จำนวน​ 111,869  ล้านบาท​ โดยเงินส่วนที่ได้รับ​นี้ กฟผ. จะนำไปใช้ในการบริหารสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ การชำระคืนดอกเบี้ยเงินกู้​ และการจ่ายชำระค่าเชื้อเพลิงให้กับ​ ปตท.

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในแนวทางพิจารณาลดค่าไฟ​ทันที​ตามนโยบาย​ของรัฐบาลเศรษฐาที่จะนำเข้าพิจารณาในการประชุม ครม. นัดแรก คือให้​ กฟผ. แบกรับภาระหนี้​ต้นทุนเชื้อเพลิงไปก่อน โดยยังไม่ต้องขอรับการทยอยจ่ายคืนตามงวดที่เคยแจ้งต่อ​ กกพ.​ ดังนั้น หากรัฐบาลยังยืนแนวทางที่จะให้​ กฟผ. แบกรับภาระ​ จนมีปัญหาขาดสภาพคล่อง​ และกระทบต่อการชำระหนี้เงินกู้​ การชำระค่าเชื้อเพลิง​ และการนำเงินกำไรส่งรัฐ​ 

ที่ผ่านมา​ ผู้บริหาร กฟผ.​ ให้สัมภา​ษณ์สื่อสารไปยังประชาชนและรัฐบาล​ ว่า​การแบกภาระต้นทุนเชื้อเพลิง​แทนประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าเอาไว้ก่อน​เพื่อไม่ให้ค่าไฟฟ้าต้องปรับสูงขึ้นตามต้นทุนจริงในช่วงที่ผ่านมา​นั้น เหมือนกับลาที่แบกสัมภาระอันหนักอึ้ง จนหากมีใครวางเศษฟางลงบนหลังลาอีกเพียงเส้นเดียว​ก็อาจจะทำให้ลาตัวนั้นล้มลงได้​ 

ทั้งนี้ยังไม่นับสัญญาณที่เป็นปัจจัยลบจากการผลิตก๊าซแหล่งเอราวัณ​ (G1/61) ที่อาจจะไม่มาตามนัด จากเป้าหมายที่ตั้งใจจะเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้​ 600​ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน​ แต่สิ้นปี​นี้แว่วว่า​กำลังการผลิตจะทำได้เพียง​ 400​ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน​ ทำให้ต้องนำเข้า​ LNG​ ที่มีราคาแพงกว่ามาทดแทน​ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น​กว่าตัวเลขที่​ กกพ.​ คาดการณ์​เอาไว้​

ดังนั้น​ การประชุมคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลเศรษฐานัดแรก​ที่จะมีขึ้นหลัง​การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา​ ซึ่งจะมีวาระการลดราคาพลังงาน​รวมทั้งค่าไฟฟ้า​โดยทันที​ นั้น รัฐบาลจึงต้องมองถึงแนวทางอื่นๆ มาดำเนินการ​ เช่นการจัดสรรงบประมาณส่วนอื่นมาช่วยเหลือ​ผลกระทบค่าไฟฟ้า​ และช่วยเฉพาะกลุ่มที่เปราะบาง​ เช่นเดียวกับที่รัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ได้เคยดำเนินการ​ เพราะหากให้​ กฟผ. ยังต้องแบกรับภาระหนี้ที่หนักอึ้งเช่นเดิม​ กฟผ.ก็จะประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง ไม่สามารถจ่ายคืนดอกเบี้ย​ และค่าเชื้อเพลิงได้ตรงตามเวล​าที่กำหนด ยกเว้นว่ากระทรวงการคลัง​มีมาตรการอื่นใดที่จะมาช่วย กฟผ. แก้ปัญหา​สภาพคล่อง​

ขอบคุณภาพจาก FB เศรษฐา ทวีสิน – Srettha Thavisin 

อย่างไรก็ตาม​ กระทรวงการคลัง​ที่นายเศรษฐา​นั่งควบเป็นรัฐมนตรีว่าการอยู่อีกตำแหน่ง​ ต้องไม่ลืมว่า​การที่ กฟผ. ต้องกู้เงิน​เพิ่ม​ ก็คือจะเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ​ และหากสัดส่วนหนี้เงินกู้ของ​ กฟผ. สูงเกินไป​ ก็จะกระทบต่อเครดิตเรทติ้งของ​ กฟผ.​ กระทบต่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้​ ซึ่งในท้ายที่สุด​ ภาระทั้งหมดนี้ก็จะต้องถูกส่งผ่านไปที่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าอยู่ดี​   

นโยบายประชานิยมเรื่องค่าไฟ​ที่มุ่งแก้ปัญหาให้ประชาชนในระยะสั้น​ แต่ใช้วิธีการซ้ำเติมฐานะการเงิน​ของ กฟผ. ให้อ่อนแอ​ลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถลงทุนเพื่อคงบทบาทการสร้างความมั่นคงไฟฟ้าให้กับประเทศได้​ จะกลายเป็นผลเสียที่ตกอยู่กับประชาชนผู้ไฟฟ้า​ ที่ต้องแบกภาระต้นทุนค่าไฟต่อเนื่องไปในระยะยาว​

Source : Energy News Center

ปัจจุบันกระแสการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) ไปสู่การใช้พลังงานสะอาดที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งประเทศไทยตั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปีค.ศ.2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายใน ปีค.ศ.2065

ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ ยับยั้งอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้น การดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ช่วงการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดนั้น การพัฒนาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง จึงถือว่ายังมีความจำเป็นนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตํ่า ขณะที่พลังงานหมุนเวียนยังไม่มีความเสถียรทั้งด้านราคาและปริมาณ

หนึ่งในความหวังของการจัดหาแหล่งก๊าซธรรมชาติราคาถูก ที่จะมาช่วยทดแทนปริมาณก๊าซในอ่าวไทย ที่นับวันจะลดลงเรื่อยๆ คงหนีไม่พ้นแหล่งพื้นที่ไหล่ทวีปคาบเกี่ยวไทย-กัมพูชา (Overlapping Claims Area: OCA) ซึ่งมีเนื้อที่ทางทะเลประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร ที่ประเมินกันว่ามีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองขนาดใหญ่ไม่แพ้แหล่งในอ่าวไทย

อย่างไรก็ตาม การจะพัฒนาก๊าซฯ จากแหล่ง OCA ขึ้นมาใช้ ปัจจุบันยังติดปัญหาความขัดแย้งพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอยู่ แม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีการเจรจาร่วมกันแต่ก็ไม่ได้ข้อยุติ ซึ่งต้องรอความหวังว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะสามารถผลักดันการเจรจาให้สำเร็จ ตามที่พรรคเพื่อไทยกำหนดเป็นนโยบายในการขับเคลื่อนประเทศได้หรือไม่

 ทั้งนี้ หากมองย้อนกลับไป พื้นที่ OCA เกิดขึ้นจากการที่กัมพูชาชิงประกาศเขตไหล่ทวีปในอ่าวไทย เมื่อปี 2515 ก่อนที่ไทยจะประกาศในปี 2516 ซึ่งต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิขีดเส้นลํ้าเข้ามาทับเส้นของอีกฝ่าย ทำให้เกิดเป็นพื้นที่ทับซ้อนกันกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร เป็นข้อพิพาทเกิดขึ้น ส่งผลต่อสิทธิสัมปทานทั้งไทยและกัมพูชา ที่ให้ไว้กับบริษัทเอกชนไม่มีรายใดสามารถเข้าไปดำเนินกิจกรรมสำรวจปิโตรเลียมได้เลย จนมาถึงปัจจุบัน

ชงรัฐบาลใหม่ เร่งเจรจา OCA จัดหาก๊าซราคาถูก

ดร.สุพรรณวษา โชติกญาณ ถัง อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าการเจรจาแก้ไขปัญหา OCA ที่ผ่านมาได้เร่งดำเนินการตามกรอบบันทึกข้อตกลง MOU 2544 อย่างเต็มที่ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติทางทะเลและความมั่นคงด้านพลังงานเป็นสำคัญ ตามกรอบว่าด้วยการกำหนดพื้นที่ที่จะมีการพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมร่วมกัน การกำหนดพื้นที่ที่จะมีการแบ่งเขตพื้นที่ไหล่ทวีปและเขตเศรษฐกิจจำเพาะทางทะเล โดยทั้งการกำหนดเขตแดนและการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันนั้น จะต้องดำเนินการทำข้อตกลงไปด้วยกันไม่สามารถแบ่งแยกได้ (Indivisible package) และการตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (Joint Technical Committee -JTC) ไทย-กัมพูชา เป็นกลไกในการเจรจา

 สถานะการเจรจานับตั้งแต่ที่ลงนามใน MOU 2544 หรือรอบ 22 ปี ที่ผ่านมา คณะกรรมการร่วม JTC มีการจัดประชุมไปแค่ 2 ครั้ง หารืออย่างไม่เป็นทางการของประธาน JTC ฝ่ายไทยและกัมพูชา 4 ครั้ง Sub JTC ประชุม 2 ครั้ง การประชุมคณะทำงานชุดที่มีอธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ เป็นหัวหน้าคณะ 1 ครั้ง และชุดที่มีอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเป็นหัวหน้าคณะ ประชุม 6 ครั้ง ดังนั้น เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว กรมฯ จะนำเสนอสถานะและความคืบหน้าการเจรจา OCA ที่จะให้เดินหน้าต่อตามกรอบ MOU 2544 เพราะสามารถใช้ JTC ไทย-กัมพูชา เป็นกลไกในการเจรจาให้มีความคืบหน้าได้

 อาจารย์กิตติคุณ ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์ อดีตศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภายใต้ MOU 2544 มีข้อตกลงเกี่ยวกับพื้นที่ที่จะแบ่งเขตกันอย่างชัดเจนประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่พัฒนาร่วมกันประมาณ 16,000 ตางรางกิโลเมตร ซึ่งในส่วนที่จะมีการแบ่งเขตแดนให้ชัดเจนนั้น มีปัจจัยที่ทำให้การเจรจาไม่เป็นผล เพราะมีข้อขัดแย้งทางการเมืองที่อาจจะนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างประเทศ เช่น กรณีการสูญเสียเขาพระวิหารในอดีต จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการเจรจา ซึ่งจะใช้เวลานาน ส่วนในพื้นที่พัฒนาร่วมที่จะแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันนั้น มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

 ทั้งนี้ จะต้องมีการเจรจาถึงรูปแบบข้อตกลง การตั้งเป็นองค์กรที่จะแสวงหาประโยชน์ร่วมกัน การกำหนดสัดส่วนการแบ่งปันผลประโยชน์ และเมื่อเจรจาจัดทำร่างข้อตกลงแล้ว จะต้องนำเรื่องเข้าสู่รัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ และมีการออกกฎหมายภายในที่จะต้องดำเนินการขั้นตอนต่าง ๆ หากมีการโต้แย้งจากรัฐสภา ภาคประชาชน ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการ

 ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ในฐานะผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน ให้ความเห็นว่า รัฐบาลใหม่ควรเร่งเจรจา OCA ให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ ในการสร้างความมั่นคงและลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งที่ผ่านมาไทยต้องนำเข้าก๊าซ LNG ในปริมาณที่มาก และมีราคาแพง จากปริมาณก๊าซในอ่าวไทยที่ผลิตได้ลดลง การพยายามเสาะแสวงหาแหล่งทรัพยากรจากพื้นที่ OCA จึงเป็นนโยบายสำคัญลำดับต้น ๆ ของรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อจัดหาพลังงานราคาถูกให้กับประเทศและประชาชนในระยะยาว

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ปัญหาขยะจากครัวเรือนนับว่าเป็นปัญหาที่มีมาอย่างต่อเนื่อง และแน่นอนว่าปริมาณขยะจากครัวเรือนก็เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากเช่นกัน และในบ้านเรายังไม่มีการแยกขยะอย่างชัดเจน ทำให้ขยะจากครัวเรือนนั้นจะเป็นขยะที่ยังไม่มีการคัดแยก ซึ่งสร้างปัญหาหลายๆ อย่างตามมามากมาย ดังนั้นจึงมีการคิดค้นวิธีการจัดการขยะจากครัวเรือนกันมากมายหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นก็คือ การสร้างถังหมักก๊าซชีวภาพ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนขยะเป็นก๊าซหุงต้มได้นั่นเอง

รู้จักกับถังหมักก๊าซชีวภาพ

ถังหมักก๊าซชีวภาพ คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการหมักสารอินทรีย์เพื่อให้เกิดก๊าซชีวภาพ ถังหมักก๊าซชีวภาพโดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นทรงกลมหรือทรงกระบอก แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ ส่วนหมักและส่วนเก็บก๊าซ ส่วนหมัก เป็นส่วนที่ใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ โดยอาศัยจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาวะไร้ออกซิเจน สารอินทรีย์ที่สามารถนำมาใช้หมักเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพได้ เช่น มูลสัตว์ เศษอาหาร น้ำเสียจากฟาร์ม น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม และขยะอินทรีย์ เป็นต้น ส่วนเก็บก๊าซ เป็นส่วนที่ใช้ในการเก็บก๊าซชีวภาพที่ได้จากการหมัก โดยก๊าซชีวภาพส่วนใหญ่จะประกอบด้วยก๊าซมีเทน (CH4) ซึ่งเป็นก๊าซเชื้อเพลิงที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ใช้เป็นเชื้อเพลิงหุงต้ม ผลิตกระแสไฟฟ้า และใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์

ถังหมักก๊าซชีวภาพสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ตามลักษณะของกระบวนการหมัก ได้แก่

  • ถังหมักแบบต่อเนื่อง (Continuous digester) เป็นถังหมักที่สารอินทรีย์และจุลินทรีย์ที่หมักสารอินทรีย์จะไหลผ่านถังหมักอย่างต่อเนื่อง
  • ถังหมักแบบไม่ต่อเนื่อง (Batch digester) เป็นถังหมักที่สารอินทรีย์และจุลินทรีย์ที่หมักสารอินทรีย์จะถูกเติมเข้าไปในถังหมักและทำการย่อยสลายจนเสร็จสิ้นในถังหมักถังเดียว

นอกจากนี้ถังหมักก๊าซชีวภาพมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับขนาดของโรงเรือน ปริมาณสารอินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก และวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ถังหมักก๊าซชีวภาพขนาดเล็กมักนิยมใช้สำหรับใช้ในครัวเรือนหรือฟาร์มขนาดเล็ก ส่วนถังหมักก๊าซชีวภาพขนาดใหญ่มักนิยมใช้สำหรับใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

ตัวอย่างการนำถังหมักก๊าซชีวภาพไปใช้ เช่น

  • การใช้ถังหมักก๊าซชีวภาพเพื่อผลิตก๊าซหุงต้มในครัวเรือน
  • การใช้ถังหมักก๊าซชีวภาพเพื่อผลิตไฟฟ้าในฟาร์มปศุสัตว์
  • การใช้ถังหมักก๊าซชีวภาพเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

ประโยชน์ของถังหมักก๊าซชีวภาพ

ถังหมักก๊าซชีวภาพมีประโยชน์หลายประการ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ดังนี้

ด้านสิ่งแวดล้อม

  • ช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ที่จะต้องนำไปฝังกลบหรือเผา ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนสู่บรรยากาศ
  • ช่วยบำบัดน้ำเสีย โดยก๊าซชีวภาพที่เกิดขึ้นจะช่วยลดปริมาณสารอินทรีย์ในน้ำเสีย ทำให้น้ำเสียมีคุณภาพดีขึ้น
  • ช่วยลดปัญหากลิ่นเหม็นจากขยะอินทรีย์

ด้านเศรษฐกิจ

  • เป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่สะอาดและยั่งยืน ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อเชื้อเพลิงสำหรับหุงต้มหรือผลิตไฟฟ้า
  • สามารถสร้างรายได้จากการผลิตและจำหน่ายก๊าซชีวภาพ

ปัจจุบันประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียอินทรีย์ เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดมลภาวะสิ่งแวดล้อม ถังหมักก๊าซชีวภาพจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียอินทรีย์ในประเทศไทย ล่าสุดได้มีการคิดคันถังหมักก๊าซชีวภาพประสิทธิภาพสูงขึ้น มีชื่อว่า SUZDEE สุดดี

รู้จักกับ SUZDEE สุดดี ระบบถังหมักก๊าซชีวภาพ

SUZDEE สุดดี ระบบถังหมักก๊าซชีวภาพ เป็นนวัตกรรมที่คิดค้นโดยกลุ่มวิจัยของสำนักวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมชีวโมเลกุล (BSE) สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ร่วมกับนักวิจัยจากหลากหลายสถาบัน ถังหมัก SUZDEE สุดดี เป็นถังหมักประสิทธิภาพสูงที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกหัวเชื้อจำเพาะสูง ภายใต้สภาวะไร้ออกซิเจน สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ปริมาณมากกว่าถังหมักแบบเดิมถึง 2 เท่า มีการนำเทคโนโลยีที่มีชื่อว่า C-ROS หรือ Cash Return from ZeroWaste and Segregation of Trash เข้ามาใช้ ซึ่งสามารถเปลี่ยนขยะอินทรีย์จากอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร ขยะเศษอาหารจากเทศบาล ชุมชนและครัวเรือนให้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพและสารชีวภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม

เครดิตภาพ komchadluek.net

สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า ผลิตปุ๋ยชีวภาพ ผลิตสารเคมีภัณฑ์ เป็นต้น ถังหมักก๊าซชีวภาพ SUZDEE สุดดี ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากขยะเศษอาหารได้มากถึง 15,491 กิโลกรัมคาร์บอนอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เกิดพลังงานสะอาดได้มากถึง 470 LPGeg และสามารถนำไปใช้ผลิตเป็นสารบำรุงพืชชีวภาพได้ 20,616 ลิตร

ปัจจุบัน ถังหมัก SUZDEE สุดดี สามารถกำจัดขยะเศษอาหารได้ประมาณ 23,580 กิโลกรัม โดยเฉลี่ยประมาณวันละ 10 กิโลกรัม ในอนาคต จะมีการพัฒนานวัตกรรมเปลี่ยนขยะเศษอาหารเป็นพลังงานในระดับร้านอาหาร ซึ่งจะสามารถรองรับขยะจากเศษอาหารได้ประมาณ 60-70 กิโลกรัมต่อวัน

คุณสมบัติเด่นของถังหมัก SUZDEE สุดดี

  • ผลิตก๊าซชีวภาพได้ปริมาณมากกว่าถังหมักแบบเดิมถึง 2 เท่า
  • ใช้เวลาหมักสั้นลงเหลือเพียง 15-20 วัน
  • สามารถใช้เศษอาหารและวัสดุอินทรีย์ได้หลากหลายชนิด
  • ทนทานต่อสภาพแวดล้อม
  • ดูแลรักษาง่าย

รูปแบบการทำงานของถังหมัก SUZDEE สุดดี

  • นำขยะอินทรีย์ เช่น เศษอาหาร เศษผัก ผลไม้ กากกาแฟ เศษใบไม้ ฯลฯ ใส่ลงในถังหมัก
  • จุลินทรีย์ที่อยู่ในถังหมักจะย่อยสลายขยะอินทรีย์เป็นก๊าซชีวภาพและน้ำเสีย
  • ก๊าซชีวภาพจะถูกเก็บไว้ในถังเก็บก๊าซ
  • น้ำเสียจะถูกย่อยสลายในถังย่อยสลาย

ประโยชน์ของถังหมัก SUZDEE สุดดี

  • ช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ที่ต้องนำไปฝังกลบหรือเผา ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนสู่บรรยากาศ
  • เป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่สะอาดและยั่งยืน ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อเชื้อเพลิงสำหรับหุงต้มหรือผลิตไฟฟ้า
  • สามารถสร้างรายได้จากการผลิตและจำหน่ายก๊าซชีวภาพ

รายชื่อสถานที่ติดตั้งถังหมักก๊าซชีวภาพ SUZDEE สุดดี บางส่วน

  • โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ภาคใต้
  • โรงเรียนเทศบาลบ้านบางใหญ่
  • โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา
  • เทศบาลเมืองพัทยา
  • เทศบาลเมืองเชียงราย
  • เทศบาลตำบลห้วยใหญ่
  • นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ชลบุรี
  • ฟาร์มไก่ไข่ สหกรณ์การเกษตรหนองบอน จังหวัดนครปฐม
  • ฟาร์มโคนม สหกรณ์โคนมหนองคาย
  • ร้านอาหาร ครัวบ้านคุณยาย จังหวัดเชียงใหม่
  • สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ที่ตั้งโครงการวิจัยและพัฒนาถังหมัก SUZDEE สุดดี
  • ร้านอาหาร Greenery
  • โรงเรียนบ้านสวน พุทธมณฑล โรงเรียนในจังหวัดนครปฐม
  • ชุมชนบ้านสุขสมบูรณ์ ชุมชนในจังหวัดสระบุรี
เครดิตภาพ vistec.ac.th

จากข้อมูลทั้งหมดนี้จะเห็นว่าถังหมักก๊าซชีวภาพนั้น เป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ จึงควรได้รับการส่งเสริมให้แพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะถังหมักก๊าซชีวภาพ SUZDEE สุดดี ที่เป็นนวตกรรมใหม่ที่ช่วยทั้งการเปลี่ยนขยะให้เป็นก๊าซหุงต้ม และยังสามารถผลิตสารบำรุงพืชได้อีกด้วย ปัจจุบันมีการติดตั้งระบบถัง SUZDEE สุดดีไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศแล้ว

ข่าวดี ! ของพี่น้องประชาชน และภาคธุรกิจ การประชุมครม.นัดแรกกำลังจะมีการพิจารณา ลดราคาน้ำมันดีเซลเหลือ 30 บาท/ลิตร ลดค่าไฟ 20 สตางค์ ช่วยเหลือประชาชน

เรื่องการลดราคาน้ำมันดีเซลเหลือ 30 บาท/ลิตร ลดค่าไฟฟ้าลงอีก 20 สตางค์ เป็นเรื่องที่ประชาชนกำลังจับตามองอย่างมากในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐา 1 ที่จะมีการประชุมนัดแรกในวันที่ 12 กันยายน 2566 นี้ โดยก่อนหน้านี้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ออกมาประกาศว่าจะลดราคาน้ำมันดีเซล ลดค่าไฟฟ้า ทันทีในการประชุมครม.นัดแรก

ทั้งนี้ราคาน้ำมันดีเซล ราคาขายปลีกหน้าปั๊มปัจจุบันอยู่ที่ 31.94 บาท/ลิตร ซึ่งได้รับสนับสนุนจากกองทุนน้ำมัน 6.43 บาท/ลิตร เสียภาษีสรรพสามิต 6.58 บาท/ลิตร และยังเสียภาษีท้องถิ่นอีก 10 %  ส่วนค่าไฟฟ้างวดปัจจุบัน (1 ก.ย.- 31 ธ.ค.66 ) เรียกเก็บอยู่ที่ 4.45 บาท/หน่วย

อย่างไรก็ตามมีคาดการณ์จากผลสำรวจความคิดเห็นภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และประชาชนว่าหากมีการประกาศลดราคาน้ำมันดีเซลเหลือ 30 บาท/ลิตร และลดค่าไฟฟ้า 20 สตางค์ ได้จริงในการประชุมครม.นัดแรก จะต้องมีการลดภาษีสรรพสามิตให้เหลือ 4.64 บาท/ลิตร  ลดภาระกองทุนน้ำมันที่ยังติดลบอยู่ จึงจะทำให้ราคาน้ำมันดีเซลเหลือ 30 บาท/ลิตร ได้

ต่อมา คือ ค่าไฟ คาดว่าจะมีการลดลงอีก 0.20 บาท/หน่วย เหลือ 4.25 บาท/หน่วย ซึ่งเป็นความต้องการของภาคธุรกิจจากการสำรวจความคิดเห็น ส่วนประชาชนต้องการให้ลดเหลือ 4.20 บาท/หน่วย โดยหลักการที่จะลดค่าไฟฟ้าได้ คือการยืดหนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

พร้อมกันนี้จะพามาฟังจากปากของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ และว่าที่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่า ยืนยันว่าจะมีการปรับลดจริง แต่ตัวเลขการปรับลดทั้งลดราคาน้ำมันดีเซลเหลือ 30 บาท/ลิตร และลดค่าไฟฟ้า 20 สตางค์ ตามที่เป็นข่าวเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับของจริง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องรอกระบวนการครม.เคาะอีกทีในเร็วๆนี้ โดยแผนงานทั้งหมดเป็นการเร่งแก้ไขความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน และภาคธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบ

นายจุลพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกลไกที่จะปรับลดราคาน้ำมันดีเซลต้องใช้การลดภาษีสรรพสามิต และปรับลดภาระกองทุนน้ำมันลงให้ได้ หากจะปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันระยะยาวก็ต้องรื้อโครงสร้างเดิมก่อนให้ได้ทั้งกระดาน รวมถึงการควบคุมภาษีท้องถิ่น และค่ากลั่นต่างๆหน้าโรงกลั่นด้วย

Source : Spring News

ปัญหาพื้นที่ทำนาเผาตอซังข้าวหลังจากเก็บเกี่ยวข้าว เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกในครั้งต่อไป แต่ทุกครั้งที่มีการเผาตอซังข้าวจะนำมาสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อม  เพราะปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนจากพื้นดินสู่บรรยากาศ สาเหตุภาวะโลกร้อน ฝุ่นละออง PM2.5 และจุดความร้อน Hotspot

เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 65 ล้านไร่ หรือประมาณ 20% ของพื้นที่ทั้งประเทศ ได้ผลผลิตข้าว 24 ล้านตัน มีฟางข้าวเฉลี่ยประมาณปีละ 25.45 ล้านตัน และมีปริมาณตอซังข้าวที่ตกค้างอยู่ในนาข้าว 16.9 ล้านตันต่อปี จึงนับได้ว่ามีปริมาณฟางข้าวและตอซังข้าวมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับตอซังพืชชนิดอื่น

โดยมีปริมาณฟางข้าวและตอซังมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือจำนวน 13.7 และ 9.1 ล้านตันต่อปี รองลงมาคือภาคกลางและ ภาคตะวันออกมีจำนวนฟางข้าวและตอซัง 6.2 และ 4.1 ล้านตันต่อปี และในพื้นที่ปลูกข้าว 1 ไร่ มีปริมาณฟางข้าวและตอซัง โดยเฉลี่ยปีละ 650 กิโลกรัม

 ทว่าที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มีพื้นที่ กว่า 90 % จะเป็นพื้นที่ทำนา ได้มีการนำตอซังข้าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดย ‘ครูเต้ย- ดาธิณี ตามเพิ่ม’ ครู กศน.(การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย) ต.หนองน้ำใส อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้ริ่เริ่มจากตอนแรกนำมาทำไข่เค็ม ไข่อำพัน ที่ใช้ตอซังข้าวมาพอก และทำผ้าทอจากเส้นใยธรรมชาติโดยใช้สีธรรมชาติจากตอซังข้าวมาต้ม ซึ่งช่วงต้มมันได้กลิ่นหอมมาก เหมือนเวลากินอิชิตัน โออิชิ ได้กลิ่นข้าวญี่ปุ่นหอมและล่าสุดได้ไอเดียทำคราฟท์เบียร์จากตอซังข้าว 

คราฟท์เบียร์ 'ตอซังข้าว' ลดโลกร้อน-ฟื้นสิ่งแวดล้อม

นวัตกรรมความคิด แก้สิ่งแวดล้อม

‘ครูเต้ย’ได้น้อมนำภูมิปัญญาเพื่อพัฒนาตำบลหนองน้ำใสพร้อมเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวบ้าน  ด้วยการนำ ศาสตร์พระราชา ‘โคกหนองนาโมเดล’ มาใช้ในชุมชน สามารถใช้นวัตกรรมทางความคิด หรือองค์ความรู้เข้าไปช่วยแก้ปัญหา หรือต่อยอดเป็นหลักสูตรเพื่อสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน

 โดย เมื่อครั้งเป็นครูกศน.ตำบลไผ่ล้อม อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธย คิดค้นไข่เค็มใบเตย ต่อมาเมื่อมาเป็นครูกศน.ตำบลหนองน้ำใส ได้จัดตั้งเป็นศูนย์ฝึกมีชีวิต ได้ริเริ่มโดยการนำผักตบชวาในพื้นที่มาต่อยอดสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในชุมชน อาทิ ใช้รากทำเป็นปุ๋ย ต้นทำเส้นใย ใบทำจาน ต้นอ่อนทำอาหาร ไม่เพียงสร้างรายได้ให้ชุมชนแล้วยังช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

คราฟท์เบียร์ 'ตอซังข้าว' ลดโลกร้อน-ฟื้นสิ่งแวดล้อม

สร้างอาชีพรายได้จากสิ่งของเหลือใช้

ชุมชนหนองน้ำใส มีการทอผ้าขาวม้าซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่แล้ว ราคาอยู่เมตรละ 100 บาท ‘ครูเต้ย’ จึงได้คิดค้นเส้นใยจากผักตบชวา จนนำมาสู่ผ้าผักตบชวา ราคาเมตรละ 500 บาท นำไปตัดชุดต้องใช้ตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไป ทำให้ชาวบ้านมีรายได้มากขึ้น จากทอผ้าขาวม้าขาย 3 เมตรได้เงิน 300 บาท แต่ถ้าทอผ้าผักตบชวาจะได้ 1,500 บาท ส่วนอื่นๆ ของผักตบชวาสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หมด เป็นการนำผักที่ใครมองว่าไร้ค่า เป็นขยะในแหล่งน้ำกลับมาเพิ่มมูลค่า

ขณะที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีการปลูกข้าวจำนวนมาก หลังฤดูเก็บเกี่ยว ชาวนาจะเผาตอซังข้าวเพื่อเตรียมผืนดินสำหรับปลูกข้าวใหม่ ซึ่งการเผาตอซังข้าวนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งการสร้างปัญหาหมอกควัน ฝุ่นละออง PM 2.5 และทำให้ผิวดินไม่อยู่สภาพเดิม หลังจากได้มีโอกาสไปประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดอยุธยาเพื่อหาทางออกแก้ปัญหาการเผานา จึงมองหาทางนำตอซังข้าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์

โดยเริ่มแรกนำมาทำไข่เค็ม ไข่อำพัน ที่ใช้ตอซังข้าวมาพอก และทำผ้าทอจากเส้นใยธรรมชาติโดยใช้สีธรรมชาติจากตอซังข้าวมาต้ม ซึ่งช่วงต้มมันได้กลิ่นหอมมาก เหมือนเวลากินอิชิตัน โออิชิ ได้กลิ่นข้าวญี่ปุ่นหอม และล่าสุดได้ไอเดียทำคราฟท์เบียร์จากตอซังข้าว

คราฟท์เบียร์ 'ตอซังข้าว' ลดโลกร้อน-ฟื้นสิ่งแวดล้อม

คราฟท์เบียร์รักษ์โลกลดโลกร้อน

ครูเต้ย เล่าว่า การทำคราฟท์เบียร์จากตอซังข้าวนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ช่วยการันตีเรื่องดิน เรื่องข้าว แล้วคัดเลือกตอซังข้าวจากนาออร์แกนิก 100 % ที่เกี่ยวใหม่เท่านั้น และผ่านการตรวจค่าสารตกค้าง จากกรมส่งเสริมสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ได้ความหอมๆ และรสชาติที่มีเอกลักษณ์ความชัดเจน เน้นความสดชื่น และบอดี้ไม่หนัก เพราะเมื่อทำเกี่ยวกับของกิน หรือเครื่องดื่ม ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคร่วมด้วยริเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2566 โดยเป็นเครื่องดื่มไว้สำหรับรับรองผู้ที่ฝึกอบรม หรือเยี่ยมศูนย์ฝึกมีชีวิต

การทำคราฟท์เบียร์จะใช้วิธีการคั่วตอซังจนหอมและนำมาต้มเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล จนเกิดกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ภายใต้คอนเซปต์ นำสิ่งที่ไร้ค่าสร้างปัญหาให้ชุมชนมาเป็นรายได้ นำสิ่งที่เป็นปัญหามาสร้างความยั่งยืน สิ่งที่ยากที่สุดในการทำคือ การสื่อสารหรือการเล่าเรื่องอย่างเข้าใจ ทั้งที่การผลิตที่เป็นวิทยาศาสตร์ มีสูตรในการผลิต ทำมาจากธรรมชาติ เป็นการรักษ์โลก

คราฟท์เบียร์ 'ตอซังข้าว' ลดโลกร้อน-ฟื้นสิ่งแวดล้อม

“ทุกกระบวนการตั้งแต่การทำ การผลิต การคิดซื้อแบรนด์ การทำแพคเกจจิ้ง ครูคิดเองทั้งหมด ใช้ชื่อตำบลที่แสดงให้เห็นชาวบ้าน ชาวนาในชุมชนพร้อมให้ความร่วมมือในการเก็บตอซังข้าว ซึ่งขาวบ้านจะได้รับเงินค่าตอบแทนไร่ละ 1,000 บาท และกลุ่มแม่บ้านก็มาช่วยกันต้มเบียร์เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวของตนเอง ที่สำคัญคนในชุมชนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ทุกผลิตภัณฑ์ ไอเดียที่ครูนำเสนอแก่ชาวบ้านจะทำให้พวกเขาได้เห็นอย่างชัดเจนว่าทำได้จริง และทุกคนก็พร้อมจะร่วมมือ”ครูเต้ย กล่าว

คราฟท์เบียร์ 'ตอซังข้าว' ลดโลกร้อน-ฟื้นสิ่งแวดล้อม
คราฟท์เบียร์ 'ตอซังข้าว' ลดโลกร้อน-ฟื้นสิ่งแวดล้อม
คราฟท์เบียร์ 'ตอซังข้าว' ลดโลกร้อน-ฟื้นสิ่งแวดล้อม

Source : กรุงเทพธุรกิจ