กระทรวงพลังงานยืนยัน มาตรการภาษี 0 บาท สำหรับ “ดีเซล B0 และน้ำมันเตาที่ใช้ผลิตไฟฟ้า” สิ้นสุด 15 ก.ย. 2566 และไม่ได้เรียกร้องให้กระทรวงการคลังต่ออายุมาตรการดังกล่าวอีก เหตุปัจจุบันราคาก๊าซฯ ถูกลง สั่งโรงไฟฟ้าหันมาใช้ก๊าซฯ แทนดีเซลและน้ำมันเตาแล้ว ย้ำไม่กระทบค่าไฟฟ้าประชาชนแน่นอน   


วันที่ 15 ก.ย. 2566 เป็นวันสุดท้ายที่กรมสรรพสามิตจะงดเก็บภาษีน้ำมันดีเซล B0 (น้ำมันดีเซลที่ไม่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธ์ ) และน้ำมันเตา ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งกำหนดว่า ได้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตอัตรา 0 บาท  สำหรับน้ำมันดีเซล (B0) และน้ำมันเตาที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค.-15 ก.ย.  2566 เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจเรื่องค่าไฟฟ้า ในช่วงที่เศรษฐกิจเพิ่งเริ่มฟื้นตัว และ ราคาเชื้อเพลิงต่างๆ ในตลาดโลกยังคงผันผวน

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานไม่ได้เรียกร้องเพิ่มเติมให้กระทรวงการคลังต่ออายุมาตรการภาษี 0 บาท สำหรับดีเซล B0 และน้ำมันเตาที่ใช้ผลิตไฟฟ้า ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดมาตรการดังกล่าวในวันที่ 15 ก.ย. 2566 ภาษีดีเซล B0 และน้ำมันเตาที่ใช้ผลิตไฟฟ้า คงจะกลับมาเก็บตามเดิม (ภาษีดีเซล B0 จะอยู่ที่ 3.44 บาทต่อลิตร และภาษีน้ำมันเตาจะอยู่ที่ 0.64 บาทต่อลิตร)  

ทั้งนี้เนื่องจากกระทรวงพลังงานเห็นว่า ปัจจุบันโรงไฟฟ้าแทบจะไม่ได้ใช้ดีเซลและน้ำมันเตาผลิตไฟฟ้าแล้ว หลังจากราคาก๊าซธรรมชาติที่ใช้ผลิตไฟฟ้าลดต่ำกว่า 25 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู  นับตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2566 จึงหันมาผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซฯ ตามเดิม ส่วนน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาส่วนใหญ่จะใช้เพียงแค่สตาร์ทเครื่องผลิตไฟฟ้าเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องขอลดภาษีดีเซล B0 และน้ำมันเตา ให้เหลือ 0 บาทอีก

โดยเมื่อย้อนไปตอนต้นปี 2566 ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานจำเป็นต้องขอให้ลดภาษีน้ำมันดีเซลB0 และน้ำมันเตา สำหรับผลิตไฟฟ้า เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวราคาก๊าซธรรมชาตินำเข้าพุ่งขึ้นสูงมาก และสูงกว่าเมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันผลิตไฟฟ้า ดังนั้นเพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้าประชาชน จึงจำเป็นต้องให้โรงไฟฟ้าหันมาใช้ดีเซลและน้ำมันเตาผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก เฉพาะโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องน้ำมันดีเซลได้ และจำเป็นต้องขอให้กระทรวงการคลังลดภาษีดีเซล B0 และน้ำมันเตาให้เป็น 0 บาทด้วย

อย่างไรก็ตามหากดีเซล B0 และน้ำมันเตาสำหรับผลิตไฟฟ้า กลับมาเก็บภาษีตามเดิม เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อค่าไฟฟ้าประชาชนแต่อย่างใด เนื่องจากในปัจจุบันแทบจะไม่มีการใช้เชื้อเพลิงดังกล่าวผลิตไฟฟ้าแล้ว

Source : Energy News Center

อียูพร้อมช่วยไทยรับมือภาวะโลกรวน เปิดเวทีติวเข้มเอกชนไทยปรับตัวรับกติกาค้าโลกใหม่ สรรพสามิตจ่อชงรัฐบาล “เศรษฐา” เก็บภาษีปล่อยคาร์บอน “พาณิชย์” ดัน BCG Model เป็นทางออกผู้ประกอบการสู้ศึกค้าโลก

ฐานเศรษฐกิจ มัลติมีเดีย และเนชั่นกรุ๊ป จัดงานสัมมนา “Road to Net Zero โอกาสและความท้าทายทางธุรกิจ” โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสบการณ์ที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นางสาวซารา เรโซอาลญิ อุปทูตรักษาการคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า สหภาพยุโรปหรืออียู และไทย ต่างมีความมุ่งหมายร่วมกัน มุ่งหน้าสู่การเป็นสังคมที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์โดยทางอียูตั้งเป้าไว้ที่ปี ค.ศ. 2050

อย่างไรก็ตามประชาคมโลกมีความก้าวหน้า ในการรับมือกับภัยคุกคามสภาพอากาศ จากการที่มีการทำข้อตกลงปารีสซึ่งมีเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียสโดยพยายามให้เพิ่มขึ้นที่ระดับเพียง1.5 องศาเซลเซียส ให้ได้ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่นานาประเทศในโลกต้องทำให้คำมั่นสัญญากลายเป็นการลงมือทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

  • เสนอ 3 ข้อพันธกิจใน COP28

ก้าวต่อไปที่สำคัญของความพยายามระดับโลกในการรับมือกับปัญหาสภาพอากาศคือการประชุม COP28 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พ.ย.ถึง 12 ธ.ค. 2566 ซึ่งอียูจะเดินหน้าสนับสนุนข้อเสนอเกี่ยวกับ “พันธกิจการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานโลก” (Global Energy Transition Pledge) ซึ่งมี 3 องค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวโยงกัน นั่นคือ

  1.  เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนโดยเฉลี่ย 3 เท่าระหว่างปีนี้และปี 2030
  2.  เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอัตราเฉลี่ยรายปีในช่วงทศวรรษนี้เป็นสองเท่า
  3.  ทยอยยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างสิ้นเชิงก่อนปีค.ศ. 2050
รับมือกติกาโลกใหม่ อียูจับมือไทยแก้ “โลกรวน” สรรพสามิตชงเก็บภาษีคาร์บอน

ทั้งนี้ อียูมีนโยบายที่เรียกว่า European Green Deal ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของข้อตกลงปารีสถือเป็นพันธกิจที่มีความผูกพันตามกฎหมาย เกิดจากกฎหมายสภาพอากาศยุโรป หรือ European Climate Law ประกอบด้วยแผนดำเนินการต่าง ๆ 50 มาตรการที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2021 ภายใต้กฎหมายดังกล่าว มีการกำหนดเป้าหมายใหม่ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างน้อย 55% (เมื่อเทียบกับปี 1990) ภายในปี 2030 และพร้อม ๆ กับกฎหมายดังกล่าว มีการนำเสนอแพ็คเกจที่เรียกว่า Fit for 55 ที่มีความริเริ่มต่าง ๆ มากมายที่จะชักจูงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

อุปทูตอียูอธิบายเพิ่มเติมว่า ในขณะที่ลดการปล่อยก๊าซที่เป็นมลพิษ นโยบายของอียูจะสร้างกลยุทธ์การเติบโตใหม่ ๆ ควบคู่กันไป มีแผนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานไปสู่พลังงานสะอาด (green transition)ที่จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจและสังคมได้ด้วยวิธีการต่างๆ

ความสำเร็จของ EU Emission Trading Scheme (ETS) ซึ่งเป็นระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นกลไกทางการตลาดรูปแบบหนึ่งและทำให้เกิดตลาดซื้อขายคาร์บอนขนาดใหญ่ที่สุดและเป็นแห่งแรกของโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าการลดปล่อยก๊าซโลกร้อนนั้นสามารถทำได้ด้วยการใช้กลไกที่คุ้มค่ากับการลงทุน

  • เร่งหารือลดผลกระทบ

อีกทั้ง เดินหน้าต่อยอดกลไกนี้ให้เติบโตต่อไป ด้วยการขยายขอบเขตครอบคลุมธุรกิจใหม่ อาทิ การขนส่งทางเรือ และด้วยการให้ความสำคัญกับธุรกิจที่สร้างมลภาวะมากที่สุด ขณะเดียวกันอียูก็ได้นำมาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM มาใช้ หรือที่เรียกว่า มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนกำลังจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป เป้าหมายเพื่อบริหารจัดการการสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตสินค้าในประเทศที่สามที่ส่งออกมายังตลาดในอียูด้วยการสร้างความเท่าเทียมต้นทุนราคาคาร์บอนระหว่างสินค้าภายในอียูที่มีการบังคับใช้ระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) กับสินค้าที่ผลิตภายนอกอียูผ่านการปรับราคาคาร์บอน เพื่อเร่งให้ประเทศคู่ค้าของอียูลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น คณะผู้แทนอียูประจำประเทศไทยร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) และกระทรวงพาณิชย์ จะร่วมกันจัดสัมมนาเกี่ยวกับเรื่อง CBAM ในวันที่ 28 กันยายนนี้ เพื่อให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทยสามารถปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับกฎเกณฑ์ใหม่ของอียู เช่นเรียนรู้วิธีการคำนวณ และการแจ้งสำแดงรายละเอียด ซึ่งในวันที่ 1 ต.ค.นี้จะเป็นการเริ่มต้นช่วงแห่งการปรับตัวและเปลี่ยนผ่าน (transitional period) ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ 1 ต.ค.2566 ถึงสิ้นปี 2568

“ปัจจุบันถือว่าสินค้าที่อยู่ในกลุ่มที่ครอบคลุมโดยกฎเกณฑ์ CBAM อาทิ ซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน เป็นสินค้าที่ไทยไม่ได้มีการส่งออกไปยังอียูมากนัก ดังนั้นผลกระทบที่ไทยจะได้รับจากการบังคับใช้ CBAM จึงถือว่าน้อยมาก”

  • สรรพสามิตชงเก็บภาษีคาร์บอน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ประเทศไทยประกาศเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 และการปล่อยคาร์บอนจะเป็นศูนย์ หรือ NET ZERO ในปี 2065 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ประเทศไทยลงนามพันธสัญญาระหว่างประเทศไว้ อย่างไรก็ตาม การจะไปสู่เป้าหมายจะต้องมีเครื่องมือ โดยโอกาสและความท้าทายของธุรกิจจะต้องมีการปรับตัวด้วย เพราะธุรกิจไทยจะต้องปรับตัวเข้าสู่ NET ZERO แม้ไม่ปรับตัว โลก และกติกาโลกก็จะบีบบังคับให้ปรับตัวเช่นเดียวกัน

ในยุโรปเห็นได้ชัด มีการบังคับธุรกิจ มีการกำหนดปริมาณคาร์บอนของแต่ละธุรกิจที่จะสามารถปล่อยออกมาได้ หากทำไม่ได้ ต้องไปหาซื้อคาร์บอนในตลาด หรือ Emission Trading Scheme (ETS) เพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนเกินเกณฑ์ และหากใครปล่อยคาร์บอนตํ่ากว่าเกณฑ์ที่กำหนดก็สามารถนำคาร์บอนไปขายได้

นอกจากนี้ ยังมีการเก็บภาษีคาร์บอน ซึ่งเป็นการระบุเลยว่าจะเก็บภาษีคาร์บอนเท่าใด ขณะนี้ในยุโรปใช้ไปแล้ว ส่วนในอาเซียน มีประเทศสิงคโปร์ที่มีผลบังคับใช้ มีการกำหนดว่า 1 ตันคาร์บอน จะเก็บภาษี 5-10 เหรียญสิงคโปร์ และจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรม ฉะนั้น ราคาหรือภาษีจึงถูกกำหนดโดยรัฐบาล

ทั้งนี้ ในหลักการของยุโรปนั้น เมื่อบังคับใช้ข้อจำกัดการปล่อยคาร์บอนกับคนในประเทศแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือทำให้ผู้ประกอบการย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ และส่งสินค้าเข้ามาที่ยุโรป จึงได้ออกเกณฑ์การเก็บภาษีคาร์บอนที่พรมแดน ซึ่งจะเริ่มวันที่ 1 ต.ค.นี้ ในสินค้า 7 ประเภท ได้แก่ ไฟฟ้า ปุ๋ย ซีเมนต์ อลูมิเนียม เหล็ก ไฮโดรเจน และเหล็กที่มาจากต้นนํ้าและปลายนํ้า พร้อมกันนี้สหรัฐอเมริกา ก็กำลังจะทำกฎหมายในลักษณะเดียวกัน ผู้ที่ส่งสินค้าไปอเมริกาก็จะถูกเก็บภาษีคาร์บอนที่พรมแดน ฉะนั้น ธุรกิจไทยจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

“สินค้าที่ยุโรปเริ่มเก็บ 7 ประเภทแรก ธุรกิจไทยอาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบเยอะ แต่ในอนาคตจะมีการขยายรายการสินค้าออกไปเรื่อย ๆ ซึ่งประเทศไทยต้องเตรียมปรับตัวเพื่อรองรับสถานการณ์โลก”

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า การรับมือดังกล่าว กรมสรรพสามิตก็ได้ปรับบทบาทตัวเอง ไม่ใช่กรมที่เก็บภาษีเฉพาะเหล้า บุหรี่ แต่จะมุ่งเน้นสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาธิบาล อะไรที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมทางกรมจะลดภาษีให้ ส่วนอะไรที่ทำลายสิ่งแวดล้อมจะเก็บภาษีมากขึ้น

ยกตัวอย่าง รถยนต์ที่ใช้ ในประเทศไทย ปล่อยคาร์บอน 400 ล้านตันต่อปี โดยปัจจุบันการปล่อยก๊าซคาร์บอนสัดส่วน 70% มาจากภาคขนส่งและพลังงาน ภาษีสรรพสามิตเก็บทั้งขนส่งและพลังงาน แต่เราจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเก็บภาษี เพื่อให้เชื่อมโยงกับคาร์บอน ขณะนี้เราเก็บภาษีตามปริมาณคาร์บอนที่ปล่อย จากสมัยก่อนเก็บภาษีรถยนต์ตามขนาดกระบอกสูบ ซึ่งกรมได้ร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม

  • คิดภาษีพลังงานตามการปล่อย CO2

นอกจากนี้ สิ่งที่กรมสรรพสามิตจะทำต่อมา คือ พลังงาน โดยทุกวันนี้ยังเป็นดีเซล ไบโอดีเซล และอื่น ๆ อยู่ ซึ่งใครที่ใส่ไบโอ เอทานอลเข้าไป จะลดภาษีให้ แต่อนาคตจะคิดภาษีพลังงานตามอัตราการปล่อยคาร์บอน ซึ่งกรมได้เตรียมนำเสนอรัฐบาลใหม่พิจารณา จะทำรูปแบบเช่นเดียวกันกับรถยนต์ ซึ่งเปลี่ยนจากกระบอกสูบ ไปผูกกับการปล่อยคาร์บอน

ทั้งนี้ เพื่อรองรับหากยุโรปและอเมริกาเริ่มเก็บภาษีที่พรมแดนเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งตอนนี้กรมกำลังคุยกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำโครงสร้างภาษีที่ต่างประเทศยอมให้มีการหักลดหย่อนได้ หากส่งออกไปยังยุโรป อเมริกา เป็นต้น

“ถ้าเราไม่ทำแบบนี้ เราจะโดนเก็บภาษีเมื่อส่งออกไปยังยุโรป หรืออเมริกาอยู่ดี ฉะนั้น นี่คือสิ่งที่กติกาโลกจะบีบบังคับให้เราทำ ดังนั้นในภาคธุรกิจสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อม วันนี้ไม่ใช่แค่โอกาส และความท้าทาย เราต้องเตรียมพร้อมปรับตัว ธุรกิจเองก็ต้องเริ่มมีการวัดการปล่อยคาร์บอน เพราะท้ายที่สุดอีก 3 ปีข้างหน้า จะต้องใช้มาตรฐานของยุโรปเท่านั้น”

  • พาณิชย์ หนุนขับเคลื่อน BCG

นายพรวิช  ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การค้าระหว่างประเทศหรือการส่งออกในบริบทของ Climate Change หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ถือเป็นความท้าทายดังนั้นโอกาสที่จะใช้ประโยชน์จาก BCG Eco nomic Model จึงถือเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติที่สำคัญของไทย

ปัจจุบันตลาดส่งออกหลักของการส่งออกสินค้าไทย สัดส่วนเกือบ 60% ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป (อียู) สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือไต้หวันซึ่งเป็นท็อปเท็นของตลาดส่งออกสินค้าไทย มีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดถึงเข้มงวดที่สุด รวมถึงทั่วโลกมีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น และจะมีการบังคับใช้อย่างจริงจังในเร็ววัน ทั้งนี้เพื่อส่งผ่าน Sustainability หรือความยั่งยืน ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมสู่ประชาชนของตน

แน่นอนว่าเรื่องดังกล่าวจะมีความท้าทาย และมีนัยสำคัญต่อการส่งออกของไทย และมีนัยสำคัญต่อการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยแน่นอน ขณะเดียวกันก็จะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยหากมีการปรับตัวในการผลิตและส่งออกสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมลดปล่อยก๊าซคาร์บอน

 “สิ่งที่เราทำแล้วและเราก็เห็นแล้วว่าประเทศไทยถ้าเรามองเรื่องนี้เป็นโอกาส เราเห็นตัวอย่างที่ดี ๆ มากมายและได้เห็นข้อได้เปรียบของผู้ประกอบการไทยและของสังคมไทยโดยรวมมากมาย เราเปลี่ยนโลกได้ถ้าเรามองโลกเป็นโอกาส ไม่ว่ามาตรการของประเทศคู่ค้าจะออกมาในรูปแบบของมาตรการบังคับ ไม่ว่าจะเป็น CBAM หรือเป็นมาตรการที่สมัครใจก็ตาม ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองของเราได้ นี่คือโอกาสโดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการไทยซึ่งมีข้อได้เปรียบหลาย ๆ อย่าง”

นายพรวิช กล่าวอีกว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เห็นถึงโอกาสดังกล่าว ที่มาควบคู่กับนโยบายสำคัญของรัฐบาล และเทรนด์เรื่อง Sustainability หรือความยั่งยืนที่เป็นเชิงบังคับของกระแสโลก ดังนั้นจึงได้ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้ปรับแนวคิดในการดำเนินธุรกิจโดยใช้ BCG Economy Model มากขึ้นเพื่อสร้างโอกาสที่ในการเข้าสู่ตลาดใหม่ ๆ และขยายตลาดส่งออกไปในตลาดสำคัญ ๆ ที่เป็นตลาดหลัก ๆ ของไทย ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอื่น ๆ ที่ยังมีโอกาสทางการตลาดอีกมหาศาล

รวมทั้งในช่วงต่อไปจะผลักไปอีกระดับหนึ่งเพื่อให้สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) เพื่อทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ มีความตระหนักถึงการต้องยกระดับไปอีกขั้นหนึ่งเพื่อให้รู้ว่าแต่ละบริษัทปล่อยคาร์บอนไปเท่าไรในการผลิตของเขา รวมถึงรับมือกับภาษีคาร์บอนของประเทศคู่ค้าที่จะมีความเข้มงวดขึ้น และครอบคลุมกับสินค้าต่าง ๆ มากขึ้นนอกเหนือจากสินค้าอุตสาหกรรม

สรุปทางกรมฯจะเน้นใน 3 เรื่อง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ ได้แก่ การมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน เรื่อง BCG และเรื่องผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงสินค้าอาหารอนาคต(Future Food) ที่เป็นเนื้อเทียม มีกระบวนการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนตํ่าเมื่อเทียบกับสินค้าเนื้อสัตว์ ถือเป็นอีกกลุ่มสินค้าที่กำลังมาแรง ซึ่งจะร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ใช้โอกาสนี้ในการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Source : ฐานเศรษฐกิจ

โครงการ BAAC Carbon Credit เป็นโครงการของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ภายใต้แนวคิด “สร้างรายได้ให้ชุมชน คืนสู่ธรรมชาติ” โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ชุมชนธนาคารต้นไม้สามารถขายคาร์บอนเครดิตเพื่อนำรายได้มาพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปลูกต้นไม้ต่อไป

โครงการ BAAC Carbon Credit

ธ.ก.ส. ผนึกกำลังชุมชนธนาคารต้นไม้และชุมชนไม้มีค่ากว่า 6,800 ชุมชน ขับเคลื่อนภารกิจซื้อ – ขายคาร์บอนเครดิตในโครงการ BAAC Carbon Credit พร้อมออกใบ Certificate มาตรฐาน T-VER จาก อบก. ตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) เริ่มจากการขึ้นทะเบียนโครงการ การตรวจนับจำนวนต้นไม้ การตรวจรับรองคาร์บอนเครดิตจากผู้ประเมินภายนอก (Validation and Verification Body: VVB) การรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตจากองค์กรบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อนำปริมาณการกักเก็บดังกล่าวไปตอบโจทย์ความต้องการของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ที่มีเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

นำร่องโครงการธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่และธนาคารต้นไม้บ้านแดง จังหวัดขอนแก่น จำนวนคาร์บอนเครดิต 453 ตันคาร์บอน  โดยขายกึ่ง CSR ในราคาตันละ 3,000 บาท คิดเป็นเงินรวม 1,359,000 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เกษตรกรในชุมชนจะมีรายได้ประมาณ 951,300 บาท โดยมีหลักการคำนวรคาร์บอนเครดิตดังนี้ ต้นไม้ 1 ต้น ช่วยสร้างปริมาณคาร์บอนเครดิตได้เฉลี่ย 9.5 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี พื้นที่ขนาด 1 ไร่ ปลูกต้นไม้ได้เฉลี่ย 100 ต้น/ไร่ จะได้ปริมาณคาร์บอนเครดิต 950 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี ณ ราคาขายกึ่ง CSR 3,000 บาทต่อตันคาร์บอน (อัตราคำนวณรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย 70 : 30) เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ค่าขึ้นทะเบียนต้นไม้ในแต่ละต้น การตรวจนับและประเมิน การออกใบรับรอง เป็นต้น คิดเป็น ร้อยละ 30 ของมูลค่าการขาย ดังนั้น เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายที่ร้อยละ 70 ของราคาขาย หรือประมาณ 2,000 บาทต่อไร่ต่อปี หรือกรณีปลูกต้นไม้แบบหัวไร่ปลายนา จะสามารถปลูกได้เฉลี่ย 40 ต้น/ไร่ คิดเป็น 380 กิโลกรัมคาร์บอนต่อไร่ต่อปี จะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายหลังหักค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 800 บาทต่อไร่ต่อปี

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแอปพลิเคชันธนาคารต้นไม้ (Tree Bank) พัฒนาโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่ออำนวยความสะดวกในการบันทึกข้อมูลต้นไม้ของชุมชนธนาคารต้นไม้และชุมชนไม้มีค่า โดยแอปพลิเคชันนี้ช่วยให้ชุมชนสามารถบันทึกข้อมูลต้นไม้ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ ตรวจสอบได้ มีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง สามารถบันทึกข้อมูลต้นไม้ ประกอบด้วย ชนิดต้นไม้ อายุต้นไม้ ความสูงของต้นไม้ พิกัด GPS เป็นต้น คำนวณปริมาณคาร์บอนเครดิต ตรวจสอบข้อมูลต้นไม้ ติดตามประเมินผลการปลูกต้นไม้

ประโยชน์ของการ ขายคาร์บอนเครดิตในโครงการ BAAC Carbon Credit

  • เพิ่มรายได้ให้กับชุมชนธนาคารต้นไม้ เพื่อนำไปพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปลูกต้นไม้ต่อไป
  • สนับสนุนให้ภาครัฐและภาคเอกชนบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
  • ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โครงการ BAAC Carbon Credit เป็นหนึ่งในโครงการที่ ธ.ก.ส. ดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

รู้จักกับชุมชนธนาคารต้นไม้

ชุมชนธนาคารต้นไม้ เป็นชุมชนที่ดำเนินกิจกรรมการปลูกต้นไม้ตามแนวทางพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ในที่ดินของตนเองและชุมชน ภายใต้การสนับสนุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ชุมชนธนาคารต้นไม้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าไม้และสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงให้กับชุมชน และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การดำเนินงานของชุมชนธนาคารต้นไม้ ดำเนินการโดยชุมชนเป็นหลัก โดยมี ธ.ก.ส. ทำหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานของชุมชน ดังนี้

  • ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้ในที่ดินของตนเองและชุมชนตามแนวพระราชดำริ ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง
  • ประเมินมูลค่าต้นไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพื่อเป็นเงินออม เป็นทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ เป็นหลักประกัน ใช้กับรัฐและสถาบันการเงินที่รัฐกำหนด
  • ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้อย่างเป็นระบบ มีความโปร่งใส ชัดเจน ถูกต้อง ตรวจสอบได้ มีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง
photo : freepik

ปัจจุบัน โครงการธนาคารต้นไม้ มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการกว่า 6,800 ชุมชนทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 40 ล้านไร่ มีการบันทึกข้อมูลต้นไม้กว่า 100 ล้านต้น

ประโยชน์ของชุมชนธนาคารต้นไม้ มีดังนี้

  • เพิ่มพื้นที่ป่าไม้และสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ
  • เพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงให้กับชุมชน
  • ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ชุมชนธนาคารต้นไม้ เป็นรูปแบบหนึ่งของการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยพลังของชุมชนในการร่วมกันปลูกต้นไม้และดูแลรักษาป่าไม้ ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนและประเทศชาติในระยะยาว

รู้จักกับชุมชนไม้มีค่า

ชุมชนไม้มีค่า เป็นชุมชนที่ดำเนินกิจกรรมการปลูกต้นไม้ไม้มีค่าในที่ดินของตนเองและชุมชน ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมป่าไม้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นต้น ชุมชนไม้มีค่า มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าไม้และสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงให้กับชุมชน และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

photo : freepik

การดำเนินงานของชุมชนไม้มีค่า ดำเนินการโดยชุมชนเป็นหลัก โดยมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานของชุมชน ดังนี้

  • ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้ไม้มีค่าในที่ดินของตนเองและชุมชน
  • ประเมินมูลค่าต้นไม้ไม้มีค่าเพื่อเป็นเงินออม เป็นทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ เป็นหลักประกัน ใช้กับรัฐและสถาบันการเงินที่รัฐกำหนด
  • ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้อย่างเป็นระบบ มีความโปร่งใส ชัดเจน ถูกต้อง ตรวจสอบได้ มีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน โครงการชุมชนไม้มีค่า มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการกว่า 20,000 ชุมชนทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 26 ล้านไร่ มีการบันทึกข้อมูลต้นไม้กว่า 1,000 ล้านต้น

ความแตกต่างระหว่างชุมชนธนาคารต้นไม้และชุมชนไม้มีค่า

ชุมชนธนาคารต้นไม้และชุมชนไม้มีค่า มีวัตถุประสงค์ที่เหมือนกัน คือ การส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยพลังของชุมชนในการร่วมกันปลูกต้นไม้และดูแลรักษาป่าไม้ แต่มีความแตกต่างในด้านประเภทของต้นไม้ที่ปลูก ชุมชนธนาคารต้นไม้เน้นการปลูกต้นไม้หลากหลายชนิดตามแนวทางพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ในขณะที่ชุมชนไม้มีค่าเน้นการปลูกต้นไม้ไม้มีค่าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ชุมชนธนาคารต้นไม้ยังได้รับการสนับสนุนจาก ธ.ก.ส. ในการจัดทำระบบฐานข้อมูลและประเมินมูลค่าต้นไม้เพื่อใช้เป็นเงินออม เป็นทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ เป็นหลักประกัน ในขณะที่ชุมชนไม้มีค่าได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมป่าไม้ เป็นต้น

ปัจจุบันมีชุมชนเข้าร่วมโครงการจำนวน 6,814 ชุมชน มีต้นไม้ขึ้นทะเบียนกว่า 12.4 ล้านต้น มีสมาชิก 124,071 คน มูลค่าต้นไม้ในโครงการกว่า 43,000 ล้านบาท และมีการเตรียมประเมินมูลค่าต้นไม้เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในปี 2566 คิดเป็นมูลค่ากว่า 760 ล้านบาท สำหรับหน่วยงานที่สนใจซื้อขายคาร์บอนเครดิต หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายพัฒนาลูกค้าและชนบท ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ 2346 ถนนพหลโยธิน แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center 02 555 0555

ตอนนี้ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้นยุคนี้จึงเป็นเหมือนการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงานจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ ฯลฯ

พลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy เป็นพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นพลังงานที่ใช้ไม่หมดซึ่งแหล่งที่มาของพลังงานกำเนิดมาจากธรรมชาติรอบตัวเรา อย่าง พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ ความร้อนใต้พิภพ ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ รวมถึงผลผลิตและวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตร เช่น แกลบ ชานอ้อย กากมันสำปะหลัง หรือมูลสัตว์ ก็สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานหมุนเวียนได้เป็นอย่างดี 

UN กระตุ้นเร่งเครื่องพลังงานหมุนเวียน ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกก่อนสายเกินไป

เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนอย่าง พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานที่มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าพลังงานฟอสซิล ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ Climate Change ซึ่งตอนนี้โลกกำลังเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานไปสู่พลังงานหมุนเวียน ซึ่งต้องทำอย่างเร่งด่วนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความเป็นอยู่ของมนุษย์

UN กระตุ้นเร่งเครื่องพลังงานหมุนเวียน ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกก่อนสายเกินไป

นาย António Guterres เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานหมุนเวียนเป็นกุญแจสำคัญในการอยู่รอดของมนุษย์ท่ามกลางวิกฤตโลกร้อน หากไม่มีการหมุนเวียนพลังงานกลับมาใช้ใหม่ ก็จะอนาคตที่ดีจะไม่มีอย่างแน่นอน  

องค์การสหประชาชาติ หรือ UN ได้เปิดแนวทางการเร่งเครื่องพัฒนาพลังงานหมุนเวียนให้เร็วที่สุด ดังนี้

  • เปลี่ยนเงินอุดหนุนพลังงานฟอสซิลมาเป็นพลังงานหมุนเวียน

เงินอุดหนุนพลังงานฟอสซิลมีสัดส่วนเป็นเงินจำนวนมหาศาล ทาง UN กล่าวว่าควรหันมาลงทุนด้านพลังานหมุนเวียนให้มากขึ้นเพื่อลดพลังงานฟอสซิล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ช่วยสร้างงาน คุณภาพชีวิตดีขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ยากจน

  • พัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและกระจายสู่สาธารณะให้ทั่วถึง

การพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานหมุนเวียนควรมีการเร่งคิดค้นพัฒนา และที่สำคัญต้องกระจายสู่สาธารณะ กล่าวคือ พลังงานหมุนเวียนควรเป็นสินค้าสาธารณะ ทำให้ทุกคนและทุกภาคส่วนเข้าถึงได้

  • พัฒนาความรู้และทักษะผู้ใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น

พลังงานหมุนเวียนมีการใช้แร่ธาตุต่างๆ เป็นส่วนประกอบในการผลิตพลังงาน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรมีการนำวัตถุดิบที่ใช้ผลิตพลังงานหมุนเวียนมาใช้อย่างมีอย่างรู้คุณค่า รวมถึงพัฒนาทักษะผู้ใช้เทคโนโลยี รวมถึงการวิจัยพลังงานหมุนเวียนควรมีให้มากขึ้น

ที่มา : United Nations / EGAT

ภาพ : pexels

Source : Spring News

บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเช่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จัดกิจกรรมทดลองขับรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ AION ที่ได้เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อช่วยเสริมความมั่นใจให้กับผู้บริโภคที่ใช้ EV หรือกำลังมองหา EV และเพื่อตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสนใจ EV เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ยังได้รับเลือกจาก บริษัท โกลด์ อินทิเกรท จำกัด ให้เป็นหน้าร้านออนไลน์สำหรับการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ AION อย่างเป็นทางการ พร้อมจับมือ ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ดูแลด้านบริการซ่อมบำรุงยานยนต์

นายสุวิชชา สุดใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด ที่จัดตั้งขึ้นโดยบริษัท อรุณ พลัส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท. กล่าวถึง การได้รับเลือกให้เป็นหน้าร้านออนไลน์ (Official Online Store)  เพื่อจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์  AION  อย่างเป็นทางการ  พร้อมเปิดตัวด้วยจัดกิจกรรมทดลองขับ AION Y Plus

อีวี มี พลัส เดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่สังคม EV อย่างเต็มรูปแบบ

EVme เพื่อนคู่คิด เป็นที่ปรึกษาด้าน EV

อีวี มี พลัส จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ช่วยผลักดันให้ประเทศเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคม EV อย่างเต็มรูปแบบ และส่งเสริมให้เกิดการใช้รถ EV มากขึ้นในประเทศไทย ผ่านการให้บริการยานยนต์ไฟฟ้าบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม เช่น บริการให้เช่ายานยนต์ไฟฟ้าสำหรับลูกค้าทั่วไปและลูกค้าองค์กร และบริการข้อมูลเกี่ยวกับสถานีอัดประจุไฟฟ้าผ่านเเอปพลิเคชัน

เราตั้งใจให้ EVme เป็นเหมือนเพื่อนคู่คิด เป็นที่ปรึกษาด้าน EV ทั้งเรื่องตัวรถ การชาร์จ เเละการดูแลรักษา เราเป็น Multi-brand platform ที่จะให้ข้อมูลอย่างเป็นกลางและเป็นธรรม ให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการรถ EV หลากหลายรุ่นตามความชื่นชอบ รวมทั้งยังสามารถซื้อและเป็นเจ้าของรถ EV ได้ง่าย และตรงใจมากยิ่งขึ้น

อีวี มี พลัส เดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่สังคม EV อย่างเต็มรูปแบบ

ตอกย้ำความมุ่งมั่นขององค์กรในการก้าวขึ้นเป็น ‘ผู้นำด้านแพลตฟอร์มการเดินทางอย่างยั่งยืนของอาเซียน’ และถือเป็นโอกาสอันดีที่เราได้รับเลือกจาก บริษัท โกลด์ อินทิเกรท จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ AION รายแรกในประเทศไทย ให้เป็นหน้าร้านออนไลน์อย่างเป็นทางการสำหรับการจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ AION ซึ่งจะช่วยเสริมการบริการของ EVme ให้มีความหลากหลาย สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่กว้าง และยืดหยุ่นมากขึ้น

แพลตฟอร์มที่ทําให้ทุกคนเป็นเจ้าของรถได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ อีวี มี พลัส ยังร่วมมือกับศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ให้บริการซ่อมบำรุงยานยนต์แบบเบาและดูแลรักษารถยนต์ตามระยะทาง เพื่อรองรับต่อการขยายตัวของตลาด EV และความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

นายสุวิชชา  กล่าวเสริมอีกว่า ต้องการเป็นแพลตฟอร์ม EV Lifestyle ที่ทุกคนนึกถึง สร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการชาร์จ ได้ลองขับรถหลายรุ่น จากที่บ้านไปที่ทำงาน หรือขับไปเที่ยวต่างจังหวัด ซึ่งหากใครกังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า อยากศึกษา อยากรู้จัก อยากทดลอง แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี

“อยากให้ลองมาทําความรู้จักกับ EVme แพลตฟอร์มที่ทําให้ทุกคนเป็นเจ้าของรถได้ง่ายขึ้น และทำให้รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ในชีวิตประจําวัน และรวมถึงทําให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับการขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) อีกด้วย  และผมพูดเสมอว่าเราไม่ได้อยากแข่งขันกับใคร ผมอยากให้ทุกคนเป็นพันธมิตรกันมากกว่า เทคโนโลยีของรถ EV ทุกวันนี้ล้ำหน้าใกล้เคียงกัน แต่แตกต่างจากรถสันดาปอย่างสิ้นเชิง ทุกวันนี้รถ EV ไม่ได้แข่งขันกับรถ EV ด้วยกันเอง แต่กำลังแข่งขันกับรถสันดาปมากกว่า”

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า AION Y Plus  ที่เพิ่งเปิดตัวไปจะเป็นรุ่น Standard Range Plus โดยจะเป็นรถยนต์อเนกประสงค์สไตล์ Crossover แบบ 5 ประตู ที่มาพร้อมกับดีไซน์ภายนอกที่ทันสมัย โดดเด่นด้วยชุดไฟหน้า LED ที่มีการเล่นลายเส้นภายในโคมไฟที่ดูสวยงาม ซึ่งทาง AION ได้ให้คำนิยามไว้ว่า ‘ปีกนางฟ้า’ พร้อมด้วยกระจังหน้าแบบปิดทึบในแบบฉบับของรถยนต์ไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับกันชนด้านล่างที่มีการเว้นช่องระบายอากาศ ช่วยเพิ่มมิติด้านหน้าของตัวรถได้เป็นอย่างดี ในส่วนของแบตเตอรี่ จะเป็นชนิดลิเธียมฟอสเฟต (Lithium Iron Phosphate) ที่ใช้เทคโนโลยี Magazine ซึ่งมีความปลอดภัยสูง ตัวแบตเตอรี่มีความจุอยู่ที่ 60 Kwh สามารถทำระยะทางสูงสุดต่อการชาร์จ 1 ครั้งที่ 490 กิโลเมตร ตามมาตรฐานทดสอบจาก NEDC ห้องโดยสารภายในกว้างขวาง และยังมีจอสัมผัสมัลติฟังก์ชันมีขนาดใหญ่ถึง 14.6 นิ้ว ใช้ควบคุมระบบต่าง ๆ ของตัวรถ ส่วนผู้ขับขี่จะมีหน้าจอขนาด 10.25 นิ้ว ด้านหลังพวงมาลัย เพื่อช่วยบอกข้อมูลด้านการขับขี่

อีวี มี พลัส เดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่สังคม EV อย่างเต็มรูปแบบ

ด้าน นายหวัง หย่ง เจี่ย ประธานกรรมการ บริษัท โกล์ด อินทิเกรท จำกัด 1 ใน 4 ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการรถ GAC ในประเทศไทย กล่าวว่า ในปี 2566 คาดว่ายอดจำหน่ายรถ GAC ในไทยของตัวแทนจำหน่ายทุกเจ้าจะอยู่ที่ 4,000 – 6,000 คัน ส่วนในปี 2567 จะอยู่ที่ 18,000 คัน สำหรับบริษัท โกล์ด อินทิเกรท จำกัด คาดว่าปี 2566 จะจำหน่ายรถ GAC ได้ 1,000 คัน โดยปีนี้จะนำรถเข้ามาจำหน่าย 2 รุ่นก่อน และในปี 2567 จะนำรถเข้ามาจำหน่าย 2 – 3 รุ่น คาดว่าจะเปิดโชว์รูมในไทยประมาณ 20 แห่ง 

นายสุรเชฏฐ์ พรพิพัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจบริการยานยนต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับ FIT Auto จะเข้ามาช่วย EVme ในบริการซ่อมบำรุงรถยนต์แบบเบาและดูแลรักษารถยนต์ตามระยะทาง (Light Maintenance) โดยปัจจุบัน FIT Auto มีสาขา 91 สาขาทั้งในและนอกสถานีบริการน้ำมัน ปตท. และในปีหน้ามีแผนจะขยายสาขาเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นใจให้กับผู้ใช้ยานยนต์ทุกเส้นทาง

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมเปิดประสบการณ์ EV และสัมผัสสมรรถนะ รวมถึงระบบต่างๆ ของ AION Y Plus สามารถติดตามข่าวสารได้ที่เว็บไซต์ https://giaion.evme.io/  หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 02-028-2686 อีเมล aion@evme.io

Source : กรุงเทพธุรกิจ