บริษัทในกลุ่ม​ ​GULF​ ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า​ กับ​ กฟผ.​ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Pak Beng สปป.ลาว​ ​อายุสัญญา​ 29​ ปี​ เริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ​ ปี​ 2576

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์​ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน​ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ได้แจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย​ทราบว่าเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566 Pak Beng Power Company Limited ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทฯ และ CDTO ในสัดส่วนร้อยละ 49 และ 51 ตามลำดับ เพื่อดำเนินโครงการ Pak Beng ได้เข้าลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement) กับ กฟผ. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสัญญาดังกล่าวมีระยะเวลา 29 ปีนับจากวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ และมีอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ 2.7129 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง

โดยโครงการ Pak Beng มีมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดหาเงินกู้กับสถาบันการเงิน โดยคาดว่าจะสามารถปิดการจัดหาเงินกู้ได้ภายในปลายปี 2567 และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 8 ปี โดยมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2576

โครงการ Pak Beng เป็นโครงการที่ผ่านการอนุมัติจากรัฐบาลและสภาแห่งชาติ สปป.ลาว ซึ่งได้ลงนามสัญญาสัมปทาน (Concession Agreement) กับรัฐบาล สปป.ลาว ไปแล้วเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยถือเป็นหนึ่งในโครงการโรงไฟฟ้าภายใต้บันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและ สปป.ลาว เรื่องความร่วมมือในการพัฒนาไฟฟ้าใน สปป.ลาว (MOU) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) และเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) โดยภายใต้ MOU ฉบับนี้ ประเทศไทยจะซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นใน สปป.ลาว และเชื่อมโยงผ่านระบบส่งไฟฟ้าระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีกรอบปริมาณความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้าจำนวน 10,500 เมกะวัตต์ มีโครงการที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว 5,935 เมกะวัตต์ จำนวน 11 โครงการ โครงการที่ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้ว 3,060 เมกะวัตต์ จำนวน 3 โครงการ และโครงการที่ลงนามบันทึกความเข้าใจการรับซื้อไฟฟ้า (Tariff MOU) แล้ว 815 เมกะวัตต์ จำนวน 2 โครงการ

ความร่วมมือภายใต้ MOU ดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่มุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาดที่จะเข้ามาในระบบ เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าที่จะหมดอายุรวมกว่าหมื่นเมกะวัตต์ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป และยังตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตจากการเพิ่มขึ้นของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อีกด้วย

การรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ Pak Beng จะช่วยลดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง และเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนทั้งในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมให้ได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ต่ำตลอดอายุสัญญา เนื่องจากโครงการ Pak Beng มีต้นทุนผลิตไฟฟ้าที่ต่ำกว่าราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในปัจจุบันที่ 4-5 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง อีกทั้ง ภายใต้ข้อกำหนดในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โครงการ Pak Beng จะต้องมีการใช้วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า รวมถึงบุคลากร การจ้างงานและการบริการจากประเทศไทย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและการจ้างงานในประเทศ จึงถือว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และยังเป็นไปตามแผนการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่ระบุไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ

Source : Energy News Center

บิ๊กหอการค้ายกนิ้วรัฐบาลลดค่าไฟฟ้าทันที ช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชน ลดต้นทุนผู้ประกอบการ จี้ลุยต่อยกเครื่องโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบให้เหมาะสม กระทุ้งเร่งตั้ง กรอ.พลังงานให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหา

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) รัฐบาลใหม่นัดแรก (13 ก.ย. 2566) มีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน มีมติเห็นชอบมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนหลายมาตรการ ทั้งลดค่าไฟฟ้า ลดราคานํ้ามันดีเซล พักหนี้เกษตรกรและเอสเอ็มอี ฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถาน เป็นต้น

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การลดค่าไฟฟ้าทันทีเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชนและลดต้นทุนผู้ประกอบการถือเป็นเรื่องที่ดี แต่คงต้องคำนึงถึงภาระทางการคลังของรัฐบาล ซึ่งในระยะกลางและระยะยาวเอกชนอยากให้รัฐบาลดำเนินการยกเครื่องโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบให้สอดคล้องกับทิศทางความต้องการและรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในราคาที่เหมาะสม และทำให้ประเทศสามารถแข่งขันได้

เอกชนจี้รัฐลุยต่อ ปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ยกนิ้วรัฐลดค่าไฟ

ที่ผ่านมาผู้ประกอบการของไทยมีภาระต้นทุนที่อยู่ในระดับสูงมาอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนค่าไฟฟ้า หากพิจารณาจากความสามารถในการแข่งขันของประเทศเทียบกับประเทศข้างเคียง เช่นเวียดนาม ที่มีค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 2.88 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้ภาคเอกชนอยากให้มีการพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านพลังงาน หรือ กรอ.พลังงาน เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และภาคประชาชน เข้าไปมีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหาและเสนอแนะทางออกในการปรับปรุงโครงสร้างพลังงานของประเทศไปในทิศทางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ต่อไป

กรณีที่นายกรัฐมนตรีประกาศจะผลักดันให้เศรษฐกิจ หรือจีดีพีของไทยขยายตัวปีละไม่ตํ่ากว่า 5% และปรับขึ้นค่าแรงขั้นตํ่าที่เป็นธรรม (จากนโยบายหาเสียงจะปรับขึ้นค่าแรงเป็น 600 บาทต่อวันภายในปี 2570) เรื่องนี้เอกชนเห็นด้วยกับคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีที่ว่า หากจีดีพีไทยเติบโตได้ 5% ค่าแรงก็จะปรับขึ้นตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ตรงนี้เป็นส่วนที่ภาคเอกชนให้การสนับสนุนอยู่แล้ว โดยการปรับขึ้นค่าแรงตามที่หอการค้าไทยได้มีการหารือกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานต้องมีการปรึกษาหารือร่วมกับคณะกรรมการไตรภาคีในการกำหนดค่าแรงที่เหมาะสมในแต่ละจังหวัด และเห็นว่าการขึ้นค่าแรงขั้นตํ่าไม่ควรขึ้นเท่ากันทั่วประเทศ

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ขยะ เป็นปัญหาที่หลายฝ่ายต่างหาวิธีการแก้ไขมากมาย ในสมัยก่อนวิธีการแก้ไขปัญหาขยะส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการกำจัดขยะให้หมดไป ต่อมาก็เริ่มมีการคัดแยกขยะ เพื่อแบ่งประเภทขยะ และนำไปจำกัด หรือไปรีไซเคิลได้ง่ายกว่าเดิม มีต้นทุนในการจัดการที่น้อยลง และในประเทศไทยนอกจากจะใช้วิธีการเหล่านั้นแล้ว ยังมีแนวคิดในการนำขยะไปทำให้เกิดประโยชน์นอกจากการทำลายเพียงอย่างเดียว ซึ่ง “โรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่” ก็เป็นอีกแนวคิดหนึ่งในการนำขยะไปสร้างประโยชน์โดยเป็นการนำขยะไปผลิตเป็นไฟฟ้าในโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ คิดค้นและพัฒนาโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท และในอนาคตจะมีการพัฒนาให้ลดขนาดให้สามารถติดตั้งอยู่ในรถคันเดียวเพื่อสามารถเคลื่อนย้ายไปใช้ในที่ต่างๆ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

ความเป็นมาของ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่

รงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่มีต้นกำเนิดในประเทศจีน ในช่วงทศวรรษที่ 1970 โดยเริ่มแรกจะใช้เพื่อกำจัดขยะมูลฝอยในสถานที่ห่างไกลที่การขนส่งขยะไปยังโรงไฟฟ้าพลังงานขยะแบบดั้งเดิมไม่สามารถทำได้ ต่อมาโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มถูกนำไปใช้ในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และญี่ปุ่น

โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานไฟฟ้า โดยขยะที่จะนำมาใช้จะเป็นขยะมูลฝอยชุมชน โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่มีวิธีการทำงานเหมือนกับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะทั่วไป แต่มีความแตกต่างตรงที่โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ทำให้สามารถนำไปติดตั้งในพื้นที่ต่างๆ ที่ต้องการกำจัดขยะและผลิตไฟฟ้าได้

รูปภาพจาก : matichon.co.th

ในประเทศไทย โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ได้รับการพัฒนาโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยเริ่มศึกษาวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 และเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี พ.ศ. 2566 โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่แห่งแรกของประเทศไทยตั้งอยู่ที่โรงไฟฟ้าน้ำพอง จังหวัดขอนแก่นโดยใช้ขยะแห้งจากชุมชนในจังหวัดขอนแก่นเป็นเชื้อเพลิง สามารถกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนได้สูงสุด 24 ตัน/วัน และผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 200 กิโลวัตต์/ชั่วโมง

หลักการทำงานของ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่

โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่มีวิธีการทำงานเหมือนกับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะทั่วไป จะมีสิ่งที่แตกต่างกันก็คือ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะแบบเคลื่อนที่จะสามารถเคลื่อนย้ายได้ โดยมักจะออกแบบให้อยู่บนรถขนาดใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถเคลื่อนย้ายไปจำกัดขยะตามแหล่งต่างๆ พร้องทั้งผลิตไฟฟ้าได้ด้วย

หลักการทำงานของโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ มีดังนี้

  1. คัดแยกขยะมูลฝอยชุมชนออกเป็นขยะแห้งและขยะเปียก
  2. นำขยะแห้งมาบดอัดให้เป็นก้อนเชื้อเพลิง (RDF)
  3. นำขยะ RDF เข้าสู่เตาเผา
  4. ความร้อนจากการเผาขยะ RDF จะถูกนำไปต้มน้ำในหม้อน้ำจนกลายเป็นไอน้ำเดือด
  5. ไอน้ำเดือดจะนำไปหมุนกังหันของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
  6. เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะผลิตกระแสไฟฟ้า
รูปภาพจาก : matichon.co.th

สำหรับขยะ RDF ย่อมาจาก Refuse Derived Fuel เป็นเชื้อเพลิงที่ผลิตจากขยะมูลฝอย โดยผ่านกระบวนการคัดแยกและปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้มีคุณสมบัติเหมาะสมในการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อน ขยะ RDF มีลักษณะเป็นชิ้นเล็ก ๆ แห้ง และเผาไหม้ได้ง่าย มีความชื้นประมาณ 10-20% ค่าความร้อนประมาณ 15,000-18,000 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม ปัจจุบัน ขยะ RDF กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่สามารถช่วยแก้ปัญหาขยะมูลฝอยและมลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดี โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ต้องใช้ขยะแห้งเท่านั้นในการเผา ซึ่งอาจทำให้ต้องลงทุนในการแยกขยะต้นทางมากขึ้น

ข้อดี และข้อเสียของโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่

ข้อดี

  • สามารถเคลื่อนย้ายได้ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ทำให้สามารถนำไปติดตั้งในพื้นที่ต่างๆ ที่ต้องการกำจัดขยะและผลิตไฟฟ้าได้ สิ่งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่มีปริมาณขยะไม่สม่ำเสมอ
  • ช่วยลดปัญหาขยะล้นเมือง โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่สามารถช่วยกำจัดขยะมูลฝอยชุมชน ซึ่งช่วยลดปัญหาขยะล้นเมืองและมลพิษทางอากาศ
  • ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การผลิตไฟฟ้าจากขยะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ช่วยลดมลพิษทางอากาศ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ที่ทันสมัยใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดมลพิษทางอากาศ เช่น ระบบดักจับก๊าซพิษ

ข้อเสีย

  • ต้องใช้ขยะแห้งเท่านั้นในการเผา โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ต้องใช้ขยะแห้งเท่านั้นในการเผา ซึ่งอาจทำให้ต้องลงทุนในการแยกขยะต้นทางมากขึ้น ขยะเปียก เช่น เศษอาหารและขยะอินทรีย์ ไม่สามารถนำมาเผาได้ เนื่องจากจะทำให้เกิดก๊าซพิษและมลพิษทางอากาศ
  • อาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการเผาขยะ การเผาขยะเป็นกระบวนการที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ไฟไหม้หรือระเบิด โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่จึงต้องมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด
  • อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว กระบวนการเผาขยะอาจทำให้เกิดสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม เช่น โลหะหนักและสารอินทรีย์ระเหยง่าย ผลกระทบเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
รูปภาพจาก Green Network Thailand

สรุปแล้ว โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการช่วยแก้ปัญหาขยะล้นเมืองและมลพิษทางอากาศ อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ต้องพิจารณาก่อนนำไปใช้งาน

งบประมาณ และระยะเวลาการคืนทุน

งบประมาณและระยะเวลาคืนทุนของโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ขึ้นอยู่กับขนาดและเทคโนโลยีที่ใช้ โดยทั่วไปแล้ว โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่มีต้นทุนประมาณ 100-200 ล้านบาท ระยะเวลาคืนทุนประมาณ 5-10 ปี

สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่แห่งแรกของประเทศไทย โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ โรงไฟฟ้าน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ผลศึกษาต้นทุนโครงการอยู่ที่ 40 ล้านบาท รายได้ต่อปี 10 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายดำเนินการปีละ 6 ล้านบาท ระยะเวลาคืนทุน 7.28 ปี อัตราผลตอบแทน (ไออาร์อาร์) 10.22% อายุโครงการ 20 ปี กำไร 82 ล้านบาท

ปัจจัยที่ส่งผลต่องบประมาณและระยะเวลาคืนทุนของโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ ได้แก่

  • ขนาดของโรงไฟฟ้า
  • เทคโนโลยีที่ใช้
  • คุณภาพของขยะที่ใช้
  • ต้นทุนเชื้อเพลิง
  • ต้นทุนค่าไฟฟ้า
  • รายได้จากการขายไฟฟ้า

หากโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จะใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น และสามารถใช้ขยะคุณภาพต่ำได้ ก็จะส่งผลให้ต้นทุนและระยะเวลาคืนทุนลดลง ในทางกลับกัน หากโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่มีขนาดเล็กลง จะใช้เทคโนโลยีที่ล้าสมัยมากขึ้น และต้องใช้ขยะคุณภาพสูง ก็จะส่งผลให้ต้นทุนและระยะเวลาคืนทุนเพิ่มขึ้น งบประมาณและระยะเวลาคืนทุนของโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ซึ่งควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ หากมีการพัฒนาให้สามารถอยู่ในรถคันเดียวได้ และมีต้นทุนที่ต่ำลง จะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยลดปัญหาขยะ และเสริมประสิทธิภาพเรื่องการผลิตไฟฟ้าให้กับชุมชนได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถเคลื่อนย้ายไปกำจัดขยะตามแหล่งต่างๆ ที่มีปริมาณขยะล้นเกินกว่าจะกำจัดได้อีกด้วย ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย เปลี่ยนเมืองเดิมๆ ที่มีขยะจำนวมมาก เป็นเมืองพลังงานสะอาด ใครสนใจโครงการนี้ก็สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือหน่วยงานการศึกษาได้ อยากเข้าไปศึกษาข้อมูลก็ลองติดต่อสอบถามไปได้เลยที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยครับ

ผู้เชี่ยวชาญเผยต้นทุนติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ขนาดเล็กเพียงแค่ราว 5,000 บาทต่อแผง แต่ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้มากถึงเฉลี่ย 500 บาท ต่อเดือน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกช่วยลดค่าไฟบ้าน แถมช่วยลดโลกร้อน

เมื่อต้นทุนราคาแผงโซล่าร์เซลล์ราคาถูกลงเรื่อยๆ ความนิยมในการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว สปริงนิวส์ ได้รับโอกาสพูดคุยกับ ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์ อาจารย์ประจำภาควิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผู้ซึ่งในเวลาว่าง เป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนรณรงค์การใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่แข็งขันที่สุดคนหนึ่งของไทย เพื่อมาดูกันว่า คนทั่วไปอย่างเราๆ จะสามารถใช้ประโยชน์จากพลังแสงอาทิตย์ที่ราคาถูกลงเรื่อยๆ นี้ได้อย่างไรบ้าง

รู้จักประเภทการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์

ผศ.ดร.สมพร อธิบายว่า สำหรับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่บ้าน สามารถทำได้ 3 ระบบด้วยกัน ได้แก่

  1. โซลาร์เซลล์ ประเภท on grid: ซึ่งการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ประเภทนี้ ไม่จำเป็นจะต้องใช้แบตเตอรีในการสำรองไฟ เพราะเป็นระบบที่จ่ายไฟเข้ากับระบบไฟบ้าน เชื่อมกับระบบไฟฟ้าส่วนกลางของการไฟฟ้าฯ โดยตรง ซึ่งจะมีข้อดีคือเมื่อพลังงานจากแสงอาทิตย์ไม่พอ จะใช้ไฟบ้านเข้าช่วยได้ และหากผลิตกระแสไฟฟ้าได้เกินความต้องการก็สามารถขายคืนให้กับการไฟฟ้าฯ ได้
  2. โซลาร์เซลล์ ประเภท off grid: โซลาร์เซลล์ประเภทนี้จะแตกต่างจากระบบ on grid คือจะเป็นระบบไฟฟ้าที่แยกต่างหากออกจากระบบไฟฟ้าส่วนกลาง มักนิยมใช้ในพื้นที่ห่างไกลไม่มีไฟฟ้าใช้ หรืออาจใช้ในเมืองก็ได้สำหรับบ้านที่ไม่ต้องการพึ่งพิงการใช้ไฟฟ้าจากระบบส่วนกลางเลย โดยระบบโซลาร์เซลล์ประเภทนี้จะต้องใช้แบตเตอรีเป็นตัวสำรองไฟ เพื่อเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้นำมาใช้เวลาที่ไม่มีแสงอาทิตย์
คุณเองก็ติดที่บ้านได้ โซล่าร์แผงเล็กช่วยประหยัดค่าพลังงานช่วยโลก

  1. โซลาร์เซลล์ ประเภท hybrid: โซลาร์เซลล์ประเภทนี้จะเป็นระบบที่มีความผสมผสานระหว่าง ระบบ on grid และระบบ off grid โดยจะมีการนำแบตเตอรีมาสำรองพลังงานเพื่อใช้ในตอนที่ไม่มีแสงอาทิตย์ แต่ยังคงเป็นระบบที่เชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าส่วนกลาง โดยเมื่อผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าที่ต้องการ จะนำพลังงานที่ผลิตได้ไปเก็บไว้ในแบตเตอรีและดึงมาใช้เมื่อไฟไม่เพียงพอ เมื่อถึงกลางคืนระบบไฮบริดจะนำไฟการแบตเตอรีมาใช้ก่อน เมื่อไม่พอจึงจะนำไฟจากการไฟฟ้ามาใช้ต่อไป

ผศ.ดร.สมพร กล่าวว่า สำหรับผู้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์สำหรับบ้านเรือนทั่วไป ควรพิจารณาถึงรูปแบบการใช้ไฟฟ้าของบ้านตนเองก่อน เพื่อที่จะเลือกติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบที่เหมาะสมกับการใช้พลังงานในครัวเรือนของตนมากที่สุด เพราะแต่ละระบบล้วนมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน มีความเหมาะสมต่อรูปแบบการใช้พลังงานแตกต่างกัน

โซลาร์เซลล์แพงไหม? จะคุ้มค่าติดตั้งหรือเปล่า?

หลายๆ คน เมื่อพูดถึงการติดตั้งระบบไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ มักจะนึกถึงการลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เป็นจำนวนมากแบบของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ที่มักจะต้องใช้เงินลงทุนก้อนโต หลายแสนหลายล้านบาท หากแต่สำหรับบุคคลทั่วไป ที่ต้องการเฉพาะการผลิตไฟฟ้าที่บ้าน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายพลังงาน ผศ.ดร.สมพร กล่าวว่า อาจไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงขนาดนั้น

คุณเองก็ติดที่บ้านได้ โซล่าร์แผงเล็กช่วยประหยัดค่าพลังงานช่วยโลก

โดย ผศ.ดร.สมพร อธิบายว่า สำหรับบ้านเรือนบุคคลทั่วไป ที่ไม่ได้มีการใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมากอย่างเช่นธุรกิจใหญ่หรือโรงงานอุตสาหกรรม การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาด 550 วัตต์ ประมาณ 1 – 2 แผง ก็เพียงพอต่อการช่วยลดค่าใช้จ่ายบิลไฟฟ้าที่บ้านแล้ว โดยในขณะนี้ ต้นทุนราคาแผงโซลาร์เซลล์ขนาด 550 วัตต์ สำหรับใช้ในบ้านเรือนมีราคาถูกลงมากแล้ว เพียงประมาณแผงละ 5,000 บาท ขึ้นอยู่กับสเป็กและยี่ห้อของแผง

ในขณะที่การใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์แผงหนึ่ง อาจช่วยประหยัดไฟได้ถึงเดือนละ 500 บาท ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้พลังงาน และหากผู้ใช้นำพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตได้ไปหนุนเสริมกับธุรกิจที่บ้านก็จะยิ่งช่วยให้สามารถคืนทุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ได้ไวขึ้น เฉลี่ยแล้วภายใน 1 ปี

เช่นเดียวกับราคาต้นทุนแบตเตอรี ซึ่ง ผศ.ดร.สมพร เผยว่า ก็มีราคาถูกลงแล้วเช่นกัน โดยในขณะนี้ แบตเตอรีสำหรับสำรองไฟฟ้าขนาด 1 กิโลวัตต์ มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5,000 – 20,000 บาทต่อลูก

“หากต้องการจะประเมินรูปแบบการใช้พลังงานว่าครัวเรือนของเรามีการใช้พลังงานในรูปแบบใด ให้ลองสังเกตเลขมิเตอร์ไฟ และจดบันทึกไว้ทุกวัน ทุกๆ เช้า และ ทุกๆ เย็น เพื่อดูว่าในช่วงเวลากลางวันมีการใช้ไฟฟ้าเท่าใด และช่วงกลางคืนมีการใช้ไฟฟ้าเท่าใด จะช่วยให้สามารถรู้ได้ว่าเราควรติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แบบใด และขนาดเท่าใด” ผศ.ดร.สมพร กล่าว

คุณเองก็ติดที่บ้านได้ โซล่าร์แผงเล็กช่วยประหยัดค่าพลังงานช่วยโลก

โซลาร์เซลล์ต้องมีการดูแลรักษายังไง?

สำหรับเรื่องการดูแลรักษาแผงโซลาร์เซลล์ ผศ.ดร.สมพร เผยว่า การดูแลแผงมีเพียงแค่ต้องหมั่นตรวจสอบระบบไฟให้อยู่ในสภาพใช้งานดีอยู่เสมอ และหมั่นทำความสะอาดแผง เพื่อช่วยให้แผงสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่ โดยในพื้นที่ที่สะอาด ห่างไกลโรงงานและฝุ่นควัน อาจจะทำความสะอาดแค่เพียงทุกๆ ครึ่งปี แต่หากบ้านอยู่ในเมือง หรือเป็นพื้นที่ที่มีมลพิษฝุ่นเยอะ อาจต้องทำความสะอาดแผงบ่อยกว่านั้น

“ผมอยากให้ทุกคนหันมาติดตั้งโซลาร์เซลล์ใช้ที่บ้าน เพราะนอกจากจะช่วยเราประหยัดไฟได้แล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนอีกด้วย ในขณะที่แผงโซลาร์เซลล์สามารถใช้งานได้นานถึง 25 – 30 ปี เมื่อใช้จนสิ้นอายุขัยการใช้งานก็สามารถส่งไปรีไซเคิลได้ แต่สำหรับผู้ใช้ไฟบ้านธรรมดา เมื่อผ่านไป 30 ปี เราก็จะได้แค่กองใบเสร็จค่าไฟกองโต” ผศ.ดร.สมพร กล่าวทิ้งท้าย

Source : Spring News

สนค.ประเมินผลกระทบเอลนีโญ ชี้ทำผลผลิตสินค้าเกษตรหลายการการลดลงทำราคาพุ่งแต่ห่วงปริมาณไม่เพียงพอป้อนตลาดระบุปี 67 ไทยได้ประโยชน์ส่งออกข้าว ผลไม้ น้ำมันปาล์ม

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า  ปรากฏการณ์เอลนีโญไม่เพียงส่งผล

กระทบต่อผลผลิตและราคาสินค้าเกษตร แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเหมืองแร่ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ นอกจากนี้ ส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาพลังงาน และเงินเฟ้อสูงขึ้น อีกทั้งต้นทุนค่าขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีการตั้งวอร์รูมเพื่อรับมือกับผลกระทบจากเอลนีโญที่มีต่อพืชเกษตร สำหรับผู้ประกอบการจะต้องติดตามข้อมูลและเตรียมการเพื่อบรรเทาผลกระทบ ตลอดจนมีการวางแผนการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบและรัดกุม

“ในภาพรวมเอลนีโญทำให้ปริมาณผลผลิตภาคเกษตรลดลง ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่หากผลกระทบด้านผลผลิตที่ลดลงมีมากกว่าผลกระทบด้านราคาที่สูงขึ้น ก็จะส่งผลให้รายได้ลดลง”

 สำหรับในรายสินค้า เช่นสินค้าข้าวมีการคาดการณ์ว่าผลผลิต ปี 2566/67 จะลดลงจากปีก่อนหน้า แต่ก็พอเพียงสำหรับบริโภคในประเทศและส่งออกได้ ซึ่งอินโดนีเซียมีนโยบายความมั่นคงทางอาหารต้องการสำรองข้าว ขณะที่อินเดียขึ้นภาษีส่งออกข้าวนึ่ง รวมทั้งระงับการส่งออกข้าวทุกชนิดที่ไม่ใช่ข้าวบาสมาติ

อีกทั้งเวียดนามมีนโยบายลดปริมาณการส่งออกข้าว โดยจะส่งออกข้าวคุณภาพสูงและไม่เน้นปริมาณ ปัจจัยเหล่านี้ น่าจะส่งผลต่อการส่งออกข้าวไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2566 อินโดนีเซียได้ลงนามข้อตกลงกับอินเดีย อนุญาตนำเข้าข้าวจากอินเดีย 1 ล้านตัน เพื่อจัดหาข้าวในกรณีเกิดการหยุดชะงักอันเป็นผลจากเอลนีโญ ซึ่งต้องติดตามใกล้ชิดเพื่อหาช่องทางและโอกาสทางการค้าสำหรับไทย 

สินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ไทยนำเข้าสุทธิ นำเข้าจากเมียนมาเกือบทั้งหมด คาดว่าผลผลิต ปี 2566/67 จะลดลง แต่ก็ยังมีมากกว่าช่วงภัยแล้งปี 2562/63 และเป็นที่น่าสังเกตว่า ข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์เป็นสินค้าทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้น 

ดังนั้น การอำนวยความสะดวกการนำเข้าสินค้าพืชอาหารสัตว์จะช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทย แต่ขณะเดียวกันต้องสมดุลต่อเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ไปด้วยพร้อมกัน

“เอลนีโญ”ส่งผลลุกลามภาคอุตฯ  เหตุผลผลิตเกษตรลดลงราคาพุ่ง

“เอลนีโญ”ส่งผลลุกลามภาคอุตฯ  เหตุผลผลิตเกษตรลดลงราคาพุ่ง

สินค้ามันสำปะหลังมีการคาดการณ์ว่าผลผลิต ปี 2566/67 จะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ขณะที่ข้อมูลจากการสำรวจว่าผลผลิตมันสำปะหลังจะเหลือ24 ล้านตันแต่ภาคอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศต้องการ 40 ล้านตัน ซึ่งจะกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์แปรรูปไทย ดังนั้น ต้องให้ความสำคัญกับการปลูกให้ได้ผลผลิตสูง และอาจส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกมันสำปะหลังซึ่งเป็นพืชน้ำน้อยทดแทนการปลูกข้าว

สินค้าน้ำมันปาล์มมีการคาดการณ์ว่าผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2566/67จะลดลงจากสภาพอากาศร้อน ฝนน้อย และทำให้ผลปาล์มมีน้ำหนักลดลง ทั้งนี้ อินโดนีเซียมีนโยบายลดการส่งออกน้ำมันปาล์ม ส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกสูงขึ้นจึงน่าจะเป็นผลดีต่อการส่งออกของไทย

สินค้าผลไม้มีการคาดการณ์ว่าทุเรียนและมังคุดจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากพื้นที่ปลูกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ลำไย จะมีผลผลิตลดลง เนื่องจากภัยแล้งและพื้นที่ปลูกที่ลดลง อย่างไรก็ตาม จีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกผลไม้ที่สำคัญของไทยยังมีความต้องการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง สำหรับในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2566 มูลค่าการส่งออกผลไม้สดของไทย ขยายตัว17.8%

สินค้าน้ำตาลเอลนีโญทำให้อินเดียมีผลผลิตน้ำตาลลดลง อีกทั้งรัฐบาลอินเดียมีมาตรการชะลอการส่งออกน้ำตาล ทำให้ปริมาณน้ำตาลในตลาดโลกลดลง และส่งผลให้ราคาน้ำตาลโลกสูงขึ้น

“เอลนีโญ”ส่งผลลุกลามภาคอุตฯ  เหตุผลผลิตเกษตรลดลงราคาพุ่ง

“เอลนีโญ”ส่งผลลุกลามภาคอุตฯ  เหตุผลผลิตเกษตรลดลงราคาพุ่ง

Source : กรุงเทพธุรกิจ