ในทางการเมือง การที่รัฐบาลดำเนินนโยบายปรับลดหรือตรึงไม่ให้มีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าก็เพื่อหวังคะแนนนิยมจากประชาชน อย่างไรก็ตามประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าควรจะต้องรู้ว่า ต้นทุนส่วนต่างที่เกิดขึ้นจริงที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระเอาไว้ให้ก่อนนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งสะสมอยู่ 1.38 แสนล้านบาทนั้น เป็นภาระที่ผู้ใช้ไฟฟ้าจะต้องทยอยจ่ายคืนบวกด้วยดอกเบี้ยเงินกู้จนครบตามจำนวน และยิ่งปล่อยให้ กฟผ.แบกรับภาระมากเกินไปจนมีปัญหาการขาดสภาพคล่อง หรือถูกปรับลดเครดิตเรตติ้งจะทำให้มีต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น และภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้าก็ยิ่งหนักขึ้น

นโยบายประชานิยมเรื่องค่าไฟฟ้าของรัฐบาล ผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2566 ที่ผ่านมาได้รับเสียงตอบรับในทางบวกจากผู้ใช้ไฟฟ้า เพราะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยงวดเดือน กันยายน-ธันวาคม 2566 ปรับลดลงจาก 4.45 บาทต่อหน่วยเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย ซึ่งผลจากมติ ครม.นี้ ทำให้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กพพ.) ต้องเรียกประชุมเพื่อกำหนดอัตราค่าเอฟทีงวดเดือน กันยายน-ธันวาคม 2566 ที่ได้อนุมัติไปแล้วก่อนหน้านี้กันใหม่ โดยนำมาตรา 64 ประกอบกับมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 และข้อ 11 ตามประกาศ กกพ. มาใช้เป็นครั้งแรก ซึ่งสาระสำคัญของมาตราดังกล่าว คือเป็นการกำหนดค่าไฟฟ้าตามมติ ครม. แม้ว่าจะเป็นอัตราที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่เป็นจริงก็ตาม โดยต้นทุนส่วนต่างที่ปรับลดจำนวน 46 สตางค์ต่อหน่วยนั้น กกพ.ให้ กฟผ.และปตท.ช่วยแบกรับไปก่อน 

ผลจากมติ ครม.และ กกพ. ที่ปรับค่าไฟฟ้าเฉลี่ยให้ลดลงมาอยู่ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย ทำให้ กฟผ.ยังไม่ได้รับคืนเงินค้างจ่าย จากการที่ต้องแบกรับภาระแทนประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าไว้ก่อน ตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 ถึงปัจจุบัน เป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงประมาณ 138,485 ล้านบาท ซึ่งในมติเดิมของ กกพ. นั้น กฟผ.จะต้องได้รับการทยอยคืนเงิน โดยบวกรวมไปในค่าเอฟทีงวดเดือน กันยายน-ธันวาคม 2566 จำนวน 38.31 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นวงเงินประมาณ 23,428 ล้านบาท  นอกจากนี้ยังเป็นอัตราที่ ปตท.ต้องมาช่วยแบกรับต้นทุนค่าเชื้อเพลิงแทนกฟผ.ไปก่อนจำนวนประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท ซึ่งกฟผ.จะทยอยจ่ายคืนให้ ปตท.ในงวดถัดไป 

สำหรับการคำนวณค่าไฟฟ้างวดเดือนมกราคม-เมษายน 2567 ที่จะเริ่มเห็นตัวเลขค่าไฟฟ้าประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน นี้ ทางเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)มีการส่งสัญญาณผ่านสื่อมวลชนหลายสำนักแล้วว่า จะต้องปรับค่าเอฟทีสูงขึ้นจากงวดก่อนหน้า (กันยายน-ธันวาคม 2566)ซึ่งอยู่ที่ 20.48 สตางค์ต่อหน่วย และจะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปรับขึ้นเกิน 4 บาทต่อหน่วย เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น , อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง รวมทั้งยังมีเงินภาระค่าเชื้อเพลิงที่ต้องทยอยจ่ายคืนให้กับ กฟผ. ด้วย

แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมไฟฟ้า วิเคราะห์ว่า ค่าไฟฟ้าสำหรับงวด เดือนมกราคม- เมษายน 2567 หากรัฐบาลยังคงใช้นโยบายการตรึงค่าไฟฟ้าเอาไว้ที่ 3.99 บาทต่อหน่วยต่อไป เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน สร้างคะแนนนิยมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ผ่านมติ ครม.เหมือนมติเมื่อ 18 กันยายน ที่ผ่านมาก็จะเป็นการบีบให้ กกพ.ต้องนำมาตรา 64 ประกอบกับมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 และข้อ 11 ตามประกาศ กกพ.มาใช้อีกครั้ง  แต่ผลกระทบที่ตามมาจะหนักขึ้น เพราะมีแนวโน้มที่ กฟผ.จะขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง ไม่สามารถชำระหนี้ค่าเชื้อเพลิงให้กับ ปตท.ที่แบกภาระไว้ให้ก่อนหน้านั้นได้ และอาจถูกปรับลดเครดิตเรตติ้ง ที่จะทำให้มีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นไปอีก ซึ่งประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการตรึงค่าไฟฟ้าของรัฐบาล ก็จะต้องเป็นผู้ทยอยจ่ายคืนภาระหนี้ที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งดอกเบี้ยทั้งหมด โดยบวกรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าที่จะเรียกเก็บในงวดถัดๆไป

“ นโยบายตรึงค่าไฟฟ้าของรัฐบาล ไม่ได้ทำให้ภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริงหายไป เพียงแต่มี กฟผ.และปตท.ช่วยแบกรับแทนไปก่อน ซึ่งในท้ายที่สุด ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าก็จะต้องทยอยจ่ายคืนภาระหนี้ก้อนนี้ทั้งหมดบวกด้วยดอกเบี้ย “ แหล่งข่าวกล่าว

Source : Energy News Center

ปี 2020 โลกมีก๊าซเรือนกระจก (GHG) ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนอยู่ที่ 37 GtCO2 หรือ 37,000 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า โดย GHG มาจากก๊าซ 3 ประเภทหลัก

บทความโดย : รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่ปรึกษาบริษัท อินเทลลิเจนท์ รีเสิร์ช คอนซัลแตนท์ (ไออาร์ซี) จำกัด
บทความโดย : รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่ปรึกษาบริษัท อินเทลลิเจนท์ รีเสิร์ช คอนซัลแตนท์ (ไออาร์ซี) จำกัด

ประกอบด้วย คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) 75% มีเทน (CH4) 16% และร้อยละ 6 จากไนตรัสออกไซด์ (N2O) แม้ว่า CH4 กับ N2O ปล่อยน้อยกว่า CO2 ก็ตาม แต่ก็ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนมากกว่า CO2 หลายเท่าตัว  CH4 ทำให้เกิด GHG 25 เท่า และ N2O 300 เท่า

ภาคเกษตรกรรมปล่อย GHG ร้อยละ 20 หรือเท่ากับ  7,400 ล้านตันคาร์บอน เป็นอันดับสามรองจากอุตสาหกรรม สัดส่วน 29% (น้ำมัน&ก๊าซ เหล็ก ซิเมนต์ เคมี อุตสาหกรรมอื่น) และการทำไฟฟ้าสัดส่วน 29% (ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน)  

สำหรับภาคเกษตรนั้น ปศุสัตว์และพืชทำให้เกิด GHG มากสุด โดยปศุสัตว์ปล่อย CH4 14.5% ของ GHG (วัว 1 ตัวปล่อย 220 ปอนด์ต่อปี) (Wikipedia) แต่ Breakthrough Institute ในรายงาน “Livestock Don’t Contribute 14.5% of Global GHG Emission)” เมื่อ MAR 20, 2023 บอกว่าปศุสัตว์ปล่อย CH4 มากถึง 11-19.6%  และปล่อยไนตรัสออกไซด์ (N2O) 6% ของ GHG ในจำนวนพืชทั้งหมด

การทำข้าวปล่อย CH4 มากสุดสัดส่วน 1.5% ของ GHG (Innovation in Reducing Methane Emissions from the Food Sector : Side of Rice, hold the methane, Julia Kurnik, 12 April 2022)

ส่องแผนเวียดนาม “ศูนย์กลาง” อาเซียน ข้าวคาร์บอนต่ำครบวงจร

“เวียดนาม” เป็น 1 ใน 10 ประเทศอาเซียนที่ปล่อย GHG เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเวียดนามปล่อย GHG เพิ่มจาก 220 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ในปี 2019 เพิ่มเป็น 454.7 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์  และภายใต้การพัฒนาประเทศของเวียดนามปี 2021-2030 ตาม National Climate Change Policy  โดยมีเป้าหมายลด Net Zero ในปี 2050 เหตุผลหนึ่งมาจาก FDI ที่เข้าไปในเวียดนามมาก รวมไปถึงการมี FTA กับยุโรปตามแผน Europe Green Deal

ส่องแผนเวียดนาม “ศูนย์กลาง” อาเซียน ข้าวคาร์บอนต่ำครบวงจร

หนึ่งในกิจกรรมเศรษฐกิจที่เวียดนามต้องการลด GHG คือ “การปลูกข้าว” เวียดนามมีพื้นที่ปลูกข้าว 47 ล้านไร่ มีผลผลิตข้าวเปลือกปีละ 42 ล้านตัน ผลิตข้าวสารได้ 30 ล้านตัน (2022)  ปล่อย GHG 44 ล้านตันคาร์บอน คิดเป็น 10% ของ GHG รวม

พื้นที่ปลูกข้าวของเวียดนาม 90% เป็นน้ำชลประทาน (“GHG mitigation potential in Vietnam’s rice sector through outscaling of water-saving technigue”, IRRI) ทำให้ข้าวเวียดนามในน้ำชลประทานจึงเป็นแหล่งที่มาจาก CH4 สอดคล้องกับ Ronald L. Sass (Department of Ecology and Evolutionary Biology, Rice University พบว่า CH4 ปล่อยมาจากการทำนาข้าวชลประทาน “irrigated rice ≥ continuously flooded rice > flood prone rainfed rice ≥ deepwater rice > drought prone rainfed rice > tidal rice”

ส่องแผนเวียดนาม “ศูนย์กลาง” อาเซียน ข้าวคาร์บอนต่ำครบวงจร

ปี 2030 เวียดนามมีเป้าหมายลด GHG ในนาข้าวให้ต่ำกว่า 30 ล้านตันคาร์บอน ตามแผนปฎิบัติการลดก๊าซเรือนกระจก (Nationally Determined Contribution  :NDC) โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 1.7 ล้านเฮกตาร์ หรือ 10.7 ล้านไร่ แบ่งออกเป็นรัฐบาลสนับสนุน 1.2 ล้านเฮกตาร์ และต่างประเทศสนับสนุน 5 แสนเฮกตาร์ ทำให้ในปี 2030 เวียดนามจะสามารถลด GHG ของข้าวลงไป 6.5 ล้านตันคาร์บอน

รัฐบาลเวียดนามผลักดันข้าวคาร์บอนต่ำด้วยเหตุผล 2 เรื่องคือ ตอบโจทย์โลกร้อน และปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวตามกระแสโลก โดยมีกิจกรรมคือ 1.นโยบายข้าวคาร์บอนต่ำชัดเจน ทั้งระดับชาติและแผน NDC  (ไทย อินโดนีเซีย ไม่ได้ระบุเรื่องข้าวในแผน NDC)

2.ขับเคลี่อน 4 ฝ่าย โดยทำงานระหว่าง รัฐ เอกชน วิชาการ และชาวนา เช่น บริษัท Loc Troi group สำนักงานอยู่ในโฮจิมินห์เข้ามาทำฟางข้าวเป็นปุ๋ยออร์แกนิค ใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ไปแทนปุ๋ยเคมีให้ข้าวมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มสูงขึ้น บริษัท My Lan Group ที่อยู่ในจังหวัด Tra Vinh จัดทำระบบการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมกับข้าว ทำให้สามารถลดปุ๋ยไป 40 – 60% เพิ่มผลผลิต 10% และลด GHG ได้ 60%

3.พัฒนา “Alternative Wet and Dry (AWD)” นาข้าวลด GHG ได้ 40%  4. “Rice-Shrimp Model” เพื่อเลี้ยงกุ้งก่อนปลูกข้าว หลังจากนั้นปลูกข้าวในหน้าฝน วิธีนี้ลดการใช้ปุ๋ยเคมี (ช่วยลด GHG) เพราะขี้กุ้งเป็นปุ๋ยแทน 5.พัฒนาพันธุ์ข้าวโลกร้อน เช่น พันธุ์ข้าวทนน้ำเค็ม (Salt-Tolerant Rice Varieties : STRVs) ได้แก่พันธุ์  Lua Soi, Mot Bui Hong, and Nang Quot Bien (Rice Breeding in Vietnam : Retrospects, Challenges and Prospects, Tran Dang Khan และทีม, 2021) และพันธุ์ OM576, OM 4900, OM5629, OM6377 เป็นต้น (Salt-tolerant rice variety adoption in the Mekong River Delta, SongYi Paik, July 9, 2019)

Source : ฐานเศรษฐกิจ

นวตกรรมอิฐประหยัดพลังงานได้รับการคิดค้นมาหลายปี มีผู้ผลิตมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเน้นการผลิตอิฐให้มีความแข็งแรงมากขึ้น ต้านทานความร้อนได้ดีมากขึ้น ล่าสุดมีการคิดค้นอิฐประหยัดพลังงานรุ่นใหม่ในชื่อ Air Flow Block ออกมา ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องของการประหยัดพลังงาน และลดความร้อนเข้าสู่บ้านหรือภายในอากาศได้ดีกว่าอิฐประหยัดพลังงานแบบเดิมๆ

อิฐประหยัดพลังงาน คืออะไร

อิฐประหยัดพลังงาน คือ อิฐที่มีค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อน (k) ต่ำ ส่งผลให้มีคุณสมบัติในการต้านทานความร้อนได้ดี ทำให้ความร้อนจากภายนอกอาคารเข้าสู่ภายในอาคารได้ช้าลง ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในการปรับอากาศภายในอาคาร

อิฐประหยัดพลังงานในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่

  • อิฐมวลเบา ผลิตจากวัสดุผสม ได้แก่ ทราย ปูนซีเมนต์ หิน และสารเคมีอื่นๆ ทำให้มีน้ำหนักเบา แข็งแรง ทนทาน และมีคุณสมบัติในการต้านทานความร้อนได้ดี
  • อิฐบล็อคเบา ผลิตจากวัสดุผสม ได้แก่ ทราย ปูนซีเมนต์ และสารเคมีอื่นๆ ทำให้มีน้ำหนักเบา แข็งแรง ทนทาน และมีคุณสมบัติในการต้านทานความร้อนได้ดีเช่นกัน

อิฐประหยัดพลังงานได้รับการรับรองจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ให้เป็นวัสดุประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง โดยอิฐมวลเบาและอิฐบล็อคเบาที่ผ่านการรับรองจะมีฉลากประหยัดพลังงานติดอยู่ที่ตัวสินค้า

บทความนี้เราจะแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ อิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block กันครับ สำหรับคนที่คิดค้น อิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block นี้ก็คือ คุณวิโรจน์ เป็นอดีตวิศวกรเกษียณ จ.ระยอง ใช้ความรู้ด้านวิศวกร มาออกแบบ อิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block แบบใหม่ ที่คิดค้นมากว่า 4 ปี และได้จดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

ความเป็นมาของ อิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block

แนวคิดในการคิดค้นก็มาจากความพยามที่จะให้ช่างธรรมดาสามารถก่อกำแพงได้ง่าย และตรง ก็เลยมีการค้นหาข้อมูลพบว่ามีคนทำอิฐอยู่แล้วมากมาย ก็เลยมีไอเดียว่าจะเพิ่มฟังก์ชันในการประหยัดพลังงานเข้าไปด้วย ก็เคยไปค้นคว้าหาข้อมูลการผลิตอิฐประหยัดพลังงานที่มีอยู่ทั่วโลก โดยเพิ่มโจทย์เข้าไปว่าทำยังไงให้สามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่าอิฐเดิมๆ ที่มีอยู่

ซึ่งก็ได้มาเป็น อิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block ที่ผลิตอยู่ในขณะนี้ ใช้หลักการเรื่องของการระบายอากาศ เพิ่มร่องอากาศเข้าไปรอบตัว เมื่อมีการก่ออิฐและฉาบแล้วจะไม่มีการขังของอากาศอยู่ภายใน เมื่อผนังร้อนอากาศก็จะถูกขับออกมาตามร่องต่างๆ ทำให้ผนังมีความเย็นนั่นเอง วัสดุที่ใช้ในการทำอิฐก็จะเป็น หินฝุ่น ปูน ทราย โดยใช้เครื่องจักรในการผลิต เพราะต้องใช้แรงอัดสูงมากให้ออกมามีขนาดมาตรฐาน นอกจากนี้ยังสามารถใช้วัสดุอื่นๆ มาผลิต อิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block ได้อีกด้วย เช่น ยิปซั่ม เถ้าถ่านจากโรงไฟฟ้า ขยะสับละเอียด แล้วขึ้นรูปออกมาแบบเดียวกัน ก็สามารถช่วยประหยัดพลังงานได้เช่นกัน

ในการทดสอบพบว่าผนังจากอิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block เมื่อมีแดดส่องจะมีอุณหภูมิต่างกับอิฐปกติประมาณ 3 องศาเซลเซียส ช่วยประหยัดไฟได้สูงสุด 20% นอกจากนี้ในช่วงหน้าหนาวตัวอิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block จะอุ่นเพราะจะมีการดึงอากาศที่มีความร้อนเข้าไปแทน สรุปง่ายๆ ว่าถ้าเจออากาศร้อนอิฐจะเย็น ถ้าเจออากาศเย็นอิฐก็จะอุ่นนั่นเอง

นอกจากนี้อิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block ยังมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าอิฐประหยัดพลังงาน และอิฐแบบทั่วๆ ไปอีกด้วย สามารถดูสเปคและรายละเอียดการเปรียบเทียบได้จากตารางด้านล่างนี้

สรุปข้อดีของ อิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block

  • ช่วยลดความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวบ้านหรืออาคารได้ดี
  • เมื่ออากาศร้อนอิฐจะเย็น และเมื่ออากาศเย็นอิฐจะอุ่นขึ้นตามกลไกลของ Air Flow
  • ค่าใช้จ่ายถูกกว่าการใช้อิฐในรูปแบบเดิมๆ
  • มีความแข็งแรงไม่ต่างจากอิฐที่ใช้กันอยู่ทั่วๆ ไป
  • ราคาอิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block ต่ำกว่าอิฐประหยัดพลังงานอื่นๆ
  • น้ำหนักเบากว่าอิฐประหยัดพลังงานอื่นๆ

สำหรับใครที่กำลังจะก่อสร้างบ้านหรืออาคารอิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากด้วยข้อดีต่างๆ ที่ดีกว่าอิฐทั่วๆ ไป รวมถึงอิฐประหยัดพลังงานแบอื่นๆ ด้วย ซึ่งจะช่วยลดค่าก่อสร้างได้ รวมถึงยังช่วยให้บ้านหรืออาคารเย็นกว่า และช่วยประหยัดไฟได้สูงสุดถึง 20% เมื่อเทียบกับการใช้อิฐในรูปแบบเดิมๆ ใครที่สนใจอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปที่เพจ Air Flow Block ได้เลย

รู้จักแผนที่อัจฉริยะรักษ์โลกจากบริษัทสัญชาติสกอตแลนด์ Space Intelligence ที่ใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมให้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประมวลผลออกมา เพื่อใช้สอดส่องผืนป่า และถิ่นที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์หลายชนิด

บริษัทสัญชาติสกอตแลนด์ ‘Space Intelligence’ ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 โดย ดร.มอร์เลย์ คอลลินส์ โดยจุดประสงค์ของการตั้งบริษัทนี้ขึ้นมาคือ ต้องการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มนุษยชาติในยุคปัจจุบันมี เพื่อปกป้องผืนป่าสีเขียวของโลก และชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์สายพันธุ์ต่าง ๆ ให้อยู่รอดจากภัยคุกคาม

โดยบริษัท Space Intelligence ยึดหลัก 3 ข้อในการดำเนินงานของบริษัท

1. Science First

บริษัทจะให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง หลักฐานเชิงประจักษ์ และสิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์เป็นอันดับแรก ดังนั้นทำให้ทุกแผนงานของบริษัทได้รับการเชื่อมั่นจากบุคคลภายนอกว่า ‘ถูกต้องตามข้อเท็จจริง’

2. Innovation

บริษัทเชื่อว่าเมื่อโลกไม่หยุดนิ่ง มนุษย์ปุถุชนก็ไม่ควรหยุดนิ่งเช่นเดียวกัน บริษัทใช้เทคโนโลยีด้านอวกาศ และความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลออกมาให้มีความแม่นยำที่สุด

3. Equality

นอกเหนือจากวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน ไม่แบ่งแยกมนุษย์ด้วยปัจจัยทั้งปวง บริษัทยังให้ความสำคัญผลกระทบในธรรมชาติที่คนท้องถิ่นของพื้นที่นั้น ๆ อาจได้รับอีกด้วย

Space Intelligence เป็นบริษัทที่ใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม ผสมรวมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้เรียนรู้และประมวลผลระบบนิเวศของผืนป่า จากนั้นจะสร้างออกมาเป็นแผนที่โดยละเอียดเชิงลึกของพื้นที่ป่าห่างไกล เพื่อใช้ศึกษาสภาพแวดล้อมของผืนป่า และถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์

เมื่อได้แผนที่จากการประมวลของ AI มาแล้ว บริษัท Space Intelligence ก็จะใช้ข้อมูลที่มีในการติดตามความเคลื่อนไหวของสภาพแวดล้อมของป่า การกระทำเช่นนี้เปรียบเสมือนมีคนคอยมอนิเตอร์ผืนป่าไว้อยู่ตลอดเวลา โดยสามารถวิเคราะห์ถึงการเปลี่ยนแปลงในแต่ละจุดของป่า เพื่อสันนิษฐานว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเช่น การตัดไม้ หรือไฟป่า

สำรวจผืนป่าด้วยแผนที่จากภาพถ่ายดาวเทียมและ AI Cr. Space Intelligence
สำรวจผืนป่าด้วยแผนที่จากภาพถ่ายดาวเทียมและ AI Cr. Space Intelligence

ทำให้แผนที่จาก Space Intelligence สามารถช่วยลดอัตราการตัดไม้ทำลายป่าลงได้ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศอีกด้วย และหากเทคโนโลยีถูกเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง บุคคลที่ต้องการเข้าไปลุกล้ำพื้นที่ป่าอาจเกิดความหวั่นเกรงต่อความผิดมากยิ่งขึ้น

แผนที่ดังกล่าวยังสามารถช่วยให้เราได้ศึกษาแหล่งที่อยู่ของสัตว์สายพันธุ์ต่าง ๆ เช่น ลิงอุรังอุตัง ซึ่งนับว่าเป็นสัตว์ที่เสี่ยงสูญพันธุ์สูง

นอกจากนี้ แผนที่ของ Space Intelligence ยังสามารถช่วยให้เจ้าของที่ดินแห่งนั้น (ผืนป่า) ช่วยคิดหาวิธีป้องกันสภาวะฉุกเฉินจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับมือเบื้องต้น หรือในระดับนโยบาย ซึ่งทางบริษัทมองว่าทางหน่วยงานภาครัฐยังขาดข้อมูลที่ต้องและอัพเดตอยู่ในขณะนี้

ดร.มอร์เลย์ คอลลินส์ ผู้ก่อตั้งของ Space Intelligence กล่าวว่า ในช่วงต้นปีทางบริษัทได้มีโอกาสเข้าไปทำงานร่วมกับอุทยานแห่งชาติ Gunung Leuser ที่ประเทศอินโดนีเซีย และได้เห็นวิถีชีวิตของลิงอุรังอุตัง ยิ่งตอกย้ำให้เขาและบริษัทได้เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า เราต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

ประชากรอุรังอุตัง (ทุกสายพันธ์) มีอยู่ 104,000 ตัว Cr. Unsplash

“เราต้องอาศัยความได้เปรียบจากเทคโนโลยีอวกาศที่เรามี เพื่อรับมือกับวิกฤตของสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพให้ได้มากที่สุด” ดร.มอร์เลย์ คอลลินส์ กล่าว

ช่วงก่อนหน้านี้ บริษัท Space Intelligence ได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 30.3 ล้านปอนด์จากรัฐบาลของสหราชอาณาจักร และ 2.2 ล้านปอนด์ จากรัฐบาลสกอตแลนด์ เพื่อร่วมกันผลักดันให้เทคโนโลยีชิ้นนี้ สามารถผลิดอกออกผลและสามารถเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อผืนป่าให้ได้มากที่สุด

รัฐมนตรีกระทรวงกระทรวงการต่างประเทศของสกอตแลนด์ มัลคอล์ม ออฟฟอร์ด กล่าวว่า “ถือเป็นเรื่องดี ๆ ที่ได้เห็นบริษัทสัญชาติสกอตแลนด์กลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญของแวดวงการดูแลปกป้องผืนป่าห่างไกล และสัตว์สายพันธุ์ต่าง ๆ ที่ใกล้สูญพันธุ์ โดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ามาช่วย”

ปัจจุบัน แผนที่ของ Space Intelligence กินพื้นที่กว่า 1 พันล้านเฮกเตอร์ ครอบคลุมกว่า 33 ประเทศทั่วโลก ไม่แน่ใจว่าหากเทคโนโลยีชิ้นนี้สามารถนำปรับใช้กับผืนป่าของประเทศไทย ให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น อุทยานแห่งชาติสามารถใช้เครื่องมืดชนิดนี้ในการติดตามเฝ้าระวัง คงช่วยแบ่งเบาภาระการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้มากพอสมควร

ที่มา: Independent

        SpaceIntelligence

Source : Spring News

กรมการขนส่งทางบก เผยการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ 100% ที่มีการเข้ามาจดทะเบียนป้ายขาวครั้งแรก ตั้งแต่เดือนม.ค. – ก.ย. 66 โดย 10 อันดับยอดจดทะเบียนสูงสุด รวมทั้งสิ้น 46,496 คัน อันดับ 1 BYD Atto3 เข้าจดทะเบียนตั้งแต่ต้นปี รวม 15,924 คัน  สนนราคาเริ่มต้น 1.09 ล้านบาท

นาทีนี้ปฎิเสธไม่ได้ว่า กระแสรถยนต์ไฟฟ้าดูจะมาแรงเป็นพิเศษ จากการที่รัฐบาลได้ผลักดันและส่งเสริมการลงทุนอย่างจริงจัง ล่าสุดบอร์ดอีวีชุดใหม่ อนุมัติมาตรการ EV 3.5 โดยรัฐจะให้เงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตามประเภทของรถ และขนาดของแบตเตอรี่ นอกจากนี้ยังได้ให้ความสำคัญในการผลักดันให้ไทยเป็นฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

ฐิตา เภกานนท์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EICฐิตา เภกานนท์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC

ฐิตา เภกานนท์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ให้ข้อมูลว่า ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตตลาด EV โลก หรืออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่ายอดขายเละยอดผลิตรถ EV ทั่วโลกในช่วงระหว่างปี 2022 – 2030 จะขยายตัวเฉลี่ยปีละ 20% และ 33% ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจาก 

1.นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา อาทิ ไทย บราซิล และอินเดีย ที่ต่างมุ่งส่งเสริมการใช้งานและการลงทุนในอุตสาหกรรม EV 

2. การเปิดรับจากฝั่งผู้บริโภค โดยเฉพาะหลังเผชิญราคาพลังงานที่ผันผวน รวมถึงต้นทุนการเป็นเจ้าของรถ EV ก็ทยอยลดลงต่อเนื่อง และคาดว่าในระยะยาวจะต่ำกว่ารถสันดาปจากค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและการบำรุงรักษา และ 

3.การรุกตลาดของค่ายรถยนต์จีนที่ทำให้ตัวเลือกในตลาดรถยนต์ EV มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งในด้านรูปลักษณ์ ฟังก์ชันการใช้งาน และระดับราคา

ทั้งนี้ ผู้ผลิตยานยนต์สันดาปจำนวนไม่น้อยกำลังทยอยปรับตัวให้สอดรับกับกระแสนิยมและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป SCB EIC ได้ศึกษาแผนการลงทุนของบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ทั่วโลกและพบว่า ค่ายรถจากฝั่งตะวันตก อาทิ BMW Mercedes-Benz และ Volkswagen มีการเปลี่ยนผ่านที่เท่าทันกับกระแส EV ทั้งในด้านการเพิ่มความหลากหลายของโมเดลรถยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนาแบตเตอรี่ EV ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่เจ้าตลาดเดิมจากฝั่งตะวันออก เช่น Toyota Honda และ Nissan กลับมีแนวทางการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป 

โดยคาดว่า การแข่งขันในตลาดรถยนต์ทั่วโลกจะทวีความรุนแรง โดยกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนที่ปรับตัวได้ช้าจะเผชิญความเสี่ยงจากการสูญเสียส่วนแบ่งทางตลาด ขณะที่ผู้บริโภคจะได้รับอานิสงส์จากตัวเลือกในตลาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น

นอกจากนี้ได้ประเมินว่า ทุก ๆ 1 แสนคันของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ภายในประเทศจะทำให้ GDP ไทย เติบโตขึ้นราว 0.2% นัยต่อเศรษฐกิจไทยจากการก้าวไปเป็น Regional EV hub ไม่เพียงแต่จะมาจากภาคการส่งออก แต่ยังเชื่อมโยงกับมูลค่าเพิ่มจากภาคธุรกิจที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม EV ที่กำลังทยอยเกิดขึ้นอย่างครบวงจรภายในประเทศอีกด้วย ทั้งอุตสาหกรรมผลิตแบตเตอรี่ สถานีอัดประจุไฟฟ้า รวมถึงกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนบางประเภท ซึ่งเดิมเป็น Supplier ให้กับผู้ผลิตรถสันดาป

อย่างไรก็ตาม กระแสนิยมยานยนต์ไฟฟ้าก็นำมาซึ่งความเสี่ยงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์บางกลุ่มแม้ว่าการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าจะเป็นโอกาสต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์รถยนต์บางกลุ่มมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากแนวโน้มความต้องการที่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบส่งกำลังและเชื้อเพลิง โดย SCB EIC คาดว่า มูลค่าตลาดของอุตสาหกรรมเหล่านี้จะปรับลดลง 3.8 พันล้านบาท หรือราว 10% จากปี 2022 หากรถ EV สามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 15% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลกภายในปี 2025

สำหรับ ความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย คือ การเร่งพัฒนาระบบนิเวศน์ยานยนต์ไฟฟ้า และการส่งเสริมภาคธุรกิจให้สามารถปรับตัวได้สอดรับกับความต้องการใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น โดยประเมินว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเผชิญกับความท้าทายสำคัญ 2 ประการ คือ 

1.การสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานและระบบนิเวศน์ EV ให้เกิดขึ้นภายในประเทศอย่างครบวงจร เพื่อลดการนำเข้ายานยนต์และชิ้นส่วนจากต่างประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มจากกิจกรรมการผลิตที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นเป็นหลัก และ 

2.การส่งเสริมภาคธุรกิจให้สามารถปรับตัวและมีความพร้อมสำหรับโอกาสใหม่ ๆ โดยกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตไปพร้อม ๆ กับตลาด EV อาทิ ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มอเตอร์ไฟฟ้า ยางล้อ และชุดสายไฟ ควรส่งเสริมให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ ขณะที่กลุ่มเปราะบางควรมีแนวทางการขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศ อาทิ ชิ้นส่วนสำหรับยานยนต์เชิงพาณิชย์ ซึ่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV คาดว่าจะเกิดขึ้นช้ากว่า รวมถึงการเจาะตลาดอะไหล่ (REM) ซึ่งอุปสงค์ยังเติบโตได้ตามอายุการใช้งานรถยนต์ที่ยาวนานขึ้นในหลายประเทศ

ทั้งนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” ได้สำรวจข้อมูลจาก กรมการขนส่งทางบก กรณีการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการเข้ามาจดทะเบียนป้ายขาวครั้งแรก ตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน 66 โดย 10 อันดับยอดจดทะเบียนสูงสุด รวมทั้งสิ้น 46,496 คัน

อันดับ 1  BYD Atto3  รวม 15,924 คัน  

เริ่มต้น 1.09 ล้านบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 1,040 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 2,068 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 2,434 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 1,743 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 2,025 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 1,857 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 1,377 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 1,770 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 1,610 คัน

BYD Atto3
BYD Atto3

อันดับ 2  NETA V  รวม 9,294 คัน

เริ่มต้น 5.49 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 555 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 1,254 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 693 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 564 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 686 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 2,203 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 1,234 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 1,251 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 854 คัน

NETA V
NETA V

อันดับ 3  Tesla Model Y รวม  4,753 คัน

เริ่มต้น 1.69 ล้านบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 25 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 534 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 1,034 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 391 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 840 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 814 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 201 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 664 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 250 คัน

Tesla Model Y
Tesla Model Y

อันดับ 4  ORA Good Cat รวม 4,362 คัน

เริ่มต้น 8.28 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 494 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 282 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 214 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 92 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 430 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 959 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 643 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 598 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 650 คัน

ORA Good Cat
ORA Good Cat

อันดับ 5 MG EP รวม  3,110 คัน

เริ่มต้น 9.98 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 175 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 356 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 306 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 275 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 346 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 348 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 384 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 407 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 513 คัน

MG EP
MG EP

อันดับ 6 MG 4 Electric รวม 2,860 คัน

เริ่มต้น 8.69 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 107 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 318 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 447 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 271 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 407 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 298 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 292 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 340 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 380 คัน

MG 4 Electric
MG 4 Electric

อันดับ 7  BYD Dolphin รวม  2,103 คัน

เริ่มต้น 6.99 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน – คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 1 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน – คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน – คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน – คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน – คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน – คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 481 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 1,621 คัน

BYD Dolphin
BYD Dolphin

อันดับ 8  Tesla Model 3 รวม 1,843 คัน

เริ่มต้น 1.59 ล้านบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 7 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 175 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 488 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 143 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 232 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 411 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 71 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 191 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 125 คัน

Tesla Model 3
Tesla Model 3

อันดับ 9  MG ZS EV รวม 1,389 คัน

เริ่มต้น 9.49 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 372 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 241 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 155 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 105 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 145 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 107 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 86 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 82 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 96 คัน

MG ZS EV
MG ZS EV

อันดับ 10  Volvo XC40 EV รวม 858 คัน

เริ่มต้น 1.99 ล้านบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 78 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 76 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 121 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 66 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 98 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 121 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 99 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 99 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 100 คัน

Volvo XC40 EV

Volvo XC40 EV

Source : กรุงเทพธุรกิจ