on-ion จับมือ เกทเวย์ แอท บางซื่อ ขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า สถานีที่ 66 ส่งท้ายปี 2566 ณ ศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดและครบวงจรที่สุดย่านบางซื่อ

วันนี้ (1 ธันวาคม 2566) – ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) (ที่ 2 จากซ้าย) พร้อมด้วย นางณัฐสุดา สกุลไพสิฐ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์และสนับสนุนองค์กร บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) (ซ้ายสุด) นางสาวเอกกฤตา แก้วพูลศรี General Manager ศูนย์การค้า เกทเวย์ แอท บางซื่อ (ที่ 2 จากขวา) และนายนนทวรรษ เรืองจันทร์ Retail Sales and Tenant Services Team Lead ศูนย์การค้า เกทเวย์ แอท บางซื่อ (ขวาสุด) ร่วมเปิดสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า on-ion (ออน-ไอออน) เกทเวย์ แอท บางซื่อ ด้วยเครื่องอัดประจุไฟฟ้าชนิดกระแสสลับ (AC Charger) และเครื่องอัดประจุไฟฟ้าชนิดกระแสตรง (DC Charger) ขนาดกำลังไฟสูงสุด 40 กิโลวัตต์ รวมทั้งหมด 8 ช่องจอด ด้วยประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานผ่าน on-ion Mobile Application อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถเข้าใช้บริการง่ายยิ่งขึ้น มาพร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้มส่งท้ายปีให้แก่ลูกค้าที่ใช้บริการภายในศูนย์การค้าครบ 500 บาทต่อวัน รับส่วนลดเครดิตชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าฟรี มูลค่าสูงสุด 50 บาท ตั้งแต่ วันนี้ – 31 มกราคม 2567 หรือจนกว่าจะครบจำนวนสิทธิ์ นอกจากนี้ ยังมอบสิทธิพิเศษส่วนลดค่าบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า DC Charger พิเศษเพียง 8.5 บาทต่อหน่วย (จากปกติค่าบริการ 9.5 บาทต่อหน่วย) มาที่นี่ทุกอย่างครบจบไว ได้ทั้งชอปปิ้ง และยังได้ชาร์จไฟรถอีกด้วย โดยกลุ่ม ปตท. ตั้งเป้าขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ on-ion ให้ทั่วประเทศภายในปี 2567 พร้อมสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและขับเคลื่อนสังคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยให้ก้าวไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Source : Energy News Center

ช่วงนี้กำลังมีงาน Motor Expo 2023 หรือ มหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 10 ซึ่งจัดขึ้นที่ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี วันที่ 30 พฤศจิกายน-11 ธันวาคม 2566 ในงานนี้ต้องบอกเลยว่า มีรถยนต์ไฟฟ้ามาเปิดตัวกันเยอะมาก และแน่นอนว่า เป็นงานที่หลายคนที่กำลังสนใจรถยนต์ไฟฟ้าต้องไม่พลาดอย่างแน่นอน สำหรับบทความนี้ทางทีมงานขอนำเสนอ X รถยนต์ไฟฟ้ายอดนิยมในงาน Motor Expo 2023 ให้ท่านที่กำลังสนใจรถไฟฟ้าอยู่ เผื่อใครกำลังจะไปงาน จะได้มีข้อมูลเบื้องต้น เวลาอยู่ในงานก็สามารถเดินไปดูรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่สนใจกันได้เลย มาเริ่มกันเลยครับ

1.TESLA MODEL 3 2024

ถือว่าเป็นครั้งแรกของ TESLA กับการนำรถมาจัดแสดงในงาน Expo ใหญ่ๆ ในบ้านเรา ซึ่งคราวนี้ก็มาพร้อมกับ TESLA MODEL 3 2024 หรือบางคนอาจจะเรียกว่า TESLA MODEL 3 (Refreshed) มาพร้อมกับดีไซน์โดยรวมใกล้เคียงกับรุ่นเดิม แต่มีการปรับทุกส่วนใหญ่ทั้งหมด ทั้งภายนอกและภายใน มีการใช้กระจกกันเสียงแบบ 2 ชั้น ตัดก้านเกียร์ กับก้านไฟเลี้ยวออก มารวมอยู่ในหน้าจอ และพวงมาลัยแทน สำหรับ TESLA MODEL 3 มีให้เลือกด้วยกัน 2 รุ่น รุ่น Standard Range เริ่มต้น 1,599,000 บาท สำหรับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุดที่ 283 แรงม้า แรงบิต 420 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 6.1 วินาที แบตเตอรี่ความจุ 57.5 kWh วิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 513 กิโลเมตร และ รุ่น Long Range AWD เริ่มต้น 1,899,000 บาท มาพร้อมมอเตอร์คู่ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 4.4 วินาที แบตเตอรี่ความจุ 57.5 kWh วิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 629 กิโลเมตร

2.AION Y PLUS 490

รถยนต์ไฟฟ้าเอสยูวีขนาดกลาง ขนาด ความยาว 4,535 มม. ความกว้าง 1,870 มม. ความสูง 1,650 มม. และระยะฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ กำลังสูงสุด 225 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ภายใน 7.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 180 กม./ชม. แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนความจุ 70.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง ระยะทางขับขี่สูงสุด 550 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ราคาเริ่มต้น 969,900 บาท ในรุ่น 490 Elite ส่วน 490 Premium ราคา 1,099,000 บาท

3.CHANGAN L07

รถยนต์ฟาสต์แบ็คไฟฟ้าดีกรีรางวัลชนะเลิศการออกแบบผลิตภัณฑ์จากงาน Red Dot Design Award โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ล้ำสมัยกับดีไซน์กันชนหน้าแบบ grille-less และระบบไฟอัจฉริยะ มิติตัวรถมีขนาด 4,820 x 1,890 x 1,480 มม. ระยะฐานล้อ 2,900 มม. ใต้ท้องรถสูง 150 มม. ขนาดยาง 254/45R19 มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 66.8 kWh ซึ่งสามารถวิ่งได้ด้วยระยะทาง 540 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง มอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว ขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 190 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ราคา 1,359,000 บาท วางจำหน่ายในประเทศไทยทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีขาว (Comet White) สีเขียว (Nebula Green) สีเทา (Lunar Grey) สีดำ (Eclipse Black) และ สีน้ำเงิน (Stellar Blue)

4.ORA 07

ORA 07 (ชื่อเดิมคือ ORA Grand Cat) สปอร์ตคูเป้สมรรถนะสูง มิติตัวรถ 4,871 x 1,862 x 1,500 มม. มีให้เลือก 2 รุ่ด้วยกัน Long Range มาพร้อมมอเตอร์ 150 kW ให้กำลัง 204 แรงม้า แรงบิต 340 นิวตันเมตร ขนาดแบตเตอรี่ 83.499 kWh ทำระยะทางได้สูงสุดที่ 640 กิโลเมตร ส่วนรุ่น Peformance นั้น ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor 2 ตัว  ให้กำลัง 408 แรงม้า แรงบิต 680 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ที่ 4.3 วินาที ขนาดแบตเตอรี่ 83.499 kWh ทำระยะทางได้สูงสุดที่ 550 กิโลเมตร

ORA 07 เปิดตัวด้วยกัน 2 รุ่น  ได้แก่ รุ่น Long Range 2WD (640 กม.) 1,299,000 บาท และ รุ่น Performance 4WD (550 กม.) 1,499,000 บาท

5.LOTUS ELETRE R

ไฮเปอร์เอสยูวี ไฟฟ้า ที่เร็วที่สุดในโลก กับราคาเริ่มต้น 5.89 ล้านบาท สำหรับรุ่นที่มีมาให้เลือกนั้นจะมี 2 รุ่นด้วยกันคือ ELETRE S 603 แรงม้า ราคา 5,890,000 บาท ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 603 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 710 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 km/h ภายใน 4.5 วินาที ความเร็วสูงสุด Top Speed ทำได้ 250 km/h ติดตั้งแบตเตอรี่ Lithium Ion Polymer ความจุ 112 kW รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC สูงสุด 22 kW และรองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 355 kW ระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จเต็ม ทำได้ 600 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP) และอีกรุ่นจะเป็น ELETRE E 905 แรงม้า ราคา 6,590,000 บาท ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 905 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 985 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 km/h ภายใน 2.95 วินาที ความเร็วสูงสุด Top Speed ทำได้ 260 km/h ติดตั้งแบตเตอรี่ Lithium Ion Polymer ความจุ 112 kW รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC สูงสุด 22 kW และรองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 355 kW ระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จเต็ม ทำได้ 490 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP)

6.NETA GT

รถยนต์ไฟฟ้าแบบสปอร์ตแบบ 2 ประตู NETA GT ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ กำลังสูงสุด 456 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 620 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ภายใน 3.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนความจุ 80.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ระยะทางขับขี่สูงสุด 660 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ราคาเริ่มต้น 1,299,000 บาท

7.NEX BEV PICKUP TRUCK DOUBLE CAB

NEX Pickup Truck รถกระบะไฟฟ้าล้วนจาก NEX Point บริษัทผลิตรถยนต์พลังไฟฟ้าล้วนโดยคนไทย NEX Pickup Truck มีตัวถังแบบ 2 ตอนหรือดับเบิ้ลแคป สเปคมิติตัวรถความยาว 5,330 มม. ความกว้าง 1,870 มม. ความสูง 1,864 มม. กับฐานล้อ 3,100 มม. ระยะต่ำสุดจากพื้น 210 มม.  น้ำหนักรถ 2,200 กก. สามารถบรรทุกได้ 800 กก. ใส่ล้อขนาด 17 นิ้ว พร้อมยาง 245/70R17 ส่วนพละกำลังนั้นมาพร้อมกับ มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลัง 122 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุด 360 นิวตันเมตร ทำความเร็วสูงสุด 120 กม./ชม. ใช้แบตเตอรี่ Lithium Ion ขนาด 65 kWh ใช้ช่องชาร์จแบบ EU standard รองรับการชาร์จด่วย DC จากความจุ 20% – 80% ได้ภายในเวลา 45 นาที วิ่งไกล 300 กม. บรรทุกได้ 3 ตัน

8.POCCO

Pocco รถยนต์ไฟฟ้า EV คันจิ๋ว จากประเทศจีน ที่บริษัท BRG (ผู้จัดจำหน่ายรถนำเข้าชั้นนำ) นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ มี 2 รุ่น คือ Pocco รุ่น MM เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 3 ประตู และ Pocco รุ่น DD เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 5 ประตู โดยทั้ง 2 รุ่น จะมีให้เลือกทั้งหมดรุ่นละ 2 สเปค รวม 4 สเปค ได้แก่ Pocco รุ่น MM YX ราคา 399,000 บาท มาพร้อมแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน ความจุอยู่ที่ 9.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 116 กม. สำหรับอีกรุ่นจะเป็น Pocco รุ่น MM ZX ราคา 469,000 บาท มาพร้อมกับ แบทเตอรีลิเธียม-ไอออน ความจุอยู่ที่ 14.0 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางวิ่งได้สูงสุด 170 กม.

สำหรับ Pocco รุ่น DD L ราคา 389,000 บาท มาพร้อมแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน ความจุอยู่ที่ 10.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 128 กม. ทุกรุ่นรุ่นสามารถชาร์จด้วยไฟบ้าน จาก 0-100 % ใน เวลา 6-8 ชั่วโมง และอีกรุ่นก็คือ Pocco รุ่น DD K ราคา 449,000 บาท มาพร้อม แบทเตอรีลิเธียม-ไอออน ความจุอยู่ที่ 14.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 178 กม. ทุกรุ่นย่อย สามารถชาร์จด้วยไฟบ้าน จาก 0-100 % ใน เวลา 6-8 ชั่วโมง

9.VOLVO EX30 PURE ELECTRIC

รถยนต์ไฟฟ้าอเนกประสงค์ขนาดเล็ก มีมิติตัวถังยาว 4,233 มม. กว้าง 1,837 มม. สูง 1,549 มม. และความยาวฐานล้อ 2,650 มม.  แบ่งเป็น 2 เกรด 2 ระบบขับเคลื่อน รวม 3 รุ่นย่อย รุ่น Single Motor (มอเตอร์เดี่ยว) กำลังสูงสุด 272 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 343 นิวตันเมตร จ่ายไฟด้วยแบตเตอรี่ NMC ขนาด 69 kWh ขับเคลื่อนล้อหลัง ระยะทางวิ่ง 600 กม./ชาร์จ (NEDC) และ รุ่น Twin Motor (มอเตอร์คู่) กำลังสูงสุด 428 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 542 นิวตันเมตร จ่ายไฟด้วยแบตเตอรี่ NMC ขนาด 64 kWh ขับเคลื่อน4 ล้อ ระยะทางวิ่ง 590 กม./ชาร์จ (NEDC) มีสีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีเหลือง Moss Yellow, สีฟ้า Cloud Blue, สีขาว Crystal White, สีเทา Vapour Grey และสีดำ Onyx Black ราคาจำหน่าย Volvo EX30 เกรด Core รุ่น Single Motor ราคา 1,590,000 บาท , Volvo EX30 เกรด Ultra รุ่น Single Motor ราคา 1,790,000 บาท และ Volvo EX30 เกรด Ultra รุ่น Twin Motor ราคา 1,890,000 บาท

10.WULING MINI EV

รถไฟฟ้าไซส์เล็กน่ารัก เปิดประทุน 2 ที่นั่ง ไฟฟ้าวิ่งได้ 280 กม. มิติตัวรถความยาว 3,059 มม. กว้าง 1,521 มม. สูง 1,614 มม. ระยะฐานล้อ 2,010 มม มาพร้อมมอเตอร์ขนาด 30 kW ให้กำลังที่ 41 แรงม้า แรงบิด 110 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 100 กม./ชม. ขนาดแบตเตอรี่ 26.5 kWh วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 280 กม. (CLTC) ใครที่ชอบรถสไตล์นี้ แนะนำให้ลองนั่งกันดีงานจะดีที่สุดครับ สำหรับราคาจำหน่ายอยู่ที่ ราคา 440,000 บาท

11.MG Cyberster

สำหรับรุ่นนี้เคยเป็นคอนเซปต์คาร์เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนนี้มาเปิดตัวจริงๆ กันแล้ว เป็นรถแนวโรสเตอร์ ประตูเปิดแบบปีกนก มีมอเตอร์ 2 ตัว กำลังขับเคลื่อน 400 กิโลวัตต์ กำลังสูงสุดที่ 530 แรงม้า แรงบิตสูงสุด 725 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ที่ 3.2 วินาที แบตขนาด 77 kWh ทำระยะทางได้สูงสุด 520 กิโลเมตร ใครชอบรถแนวสปอร์ต เปิดประทุน ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอีกรุ่นหนึ่ง

12.MG IM LS6

IM LS6 เป็นรถ SUV ขนาดใหญ่ ตัวถังยาว 4,904 มิลลิเมตร กว้าง 1,988 มิลลิเมตร พละกำลังตั้งแต่ 314 – 787 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 – 800 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ Ternary Lithium-ion 400V –  800V ขนาดความจุ 71 – 100kWh  , วิ่งระยะไกลสุด 560 – 702 km. (CLTC), ความเร็วสูงสุด Top Speed 200 – 220 km/h สำหรับรถรุ่นนี้มีด้วยกัน 6 รุ่น รุ่น Standard Range รุ่น Long Range รุ่น Super Long Range รุ่น Super Performance AWD

13.Hyundai Ioniq 5

IONIQ 5 รถยนต์ไฟฟ้าอีวี 100% สไตล์แฮทช์แบค มาพร้อม 3 รุ่นย่อย นั่นคือ รุ่น Premium ราคา 1,699,000 บาท , รุ่น Exclusive ราคา 1,899,000 บาท และ  รุ่น First Edition ราคา 2,399,000 บาท นำเข้าทั้งคันจากประเทศเกาหลีใต้ ขับเคลื่อนล้อหลัง RWD ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 170 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร พ่วงด้วยแบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 58.0 kWh รองรับการชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ AC สูงสุด 11 kW และรองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 350 kW (Ultra Fast Charging) อัตราเร่ง 0-100 km/h ภายใน 8.5 วินาทีระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จเต็ม ทำได้ 336 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP)

14.BYD Seal

รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นสุดฮอตจาก BYD ที่มีจุดเด่นในเรื่องของอัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. เพียง 3.8 วินาทีเท่านั้น ตอนนี้ได้รับการตอบรับที่ดีมากๆ เป็นรถที่ออกแบบมาแนวสปอร์ต แต่มีความกว้างขวาง สะดวกสบาย มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 12.8 นิ้ว พร้อมระบบอินโฟเทนเมนท์ DiLink 4.0 ระบบเสียง Harman Kardon เบาะนั่งปรับไฟฟ้า โดยมีให้เลือกด้วยกัน 2 รุ่น คือ Dynamic มาพร้อมอเตอร์ไฟฟ้า 204 แรงม้า แรงบิตสูงสุด 310 นิวตันเมตร สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 650 กิโลเมตรต่อการชาร์จ สำหรับอีกรุ่นจะเป็นรุ่น Performance รุ่นนี้มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าถึง 2 ตัว ให้กำลังรวมอยู่ที่ 530 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 670 นิวตันเมตร วิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 650 กิโลเมตรต่อชาร์จ สำหรับราคารุ่น Dynamic 1,3250,000 บาท และรุ่น Performance 1,599,000 บาท

สำหรับใครที่สนใจรถไฟฟ้าอยู่ แนะนำให้ไปดูกันที่งานดีที่สุด เพราะไปที่เดียว ดูได้หลายรุ่นมาก และในงานยังสามารถข้อมูล และโปรโมชั่นจากพนักงานขายเอามาเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจซื้อได้เลย ในงานหลายรุ่นก็สามารถทดลองขับได้ด้วยครับ ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่น่าสนใจจากงาน Motor Expo 2023

ขอบคุณภาพประกอบจาก Motor Expo 2023

ถือเป็นความสำเร็จของคนไทย โดยทีมนักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่ได้คิดค้นแบตเตอรี่กราฟีน และตั้งเป็นโรงงานต้นแบบผลิตแบตเตอรี่กราฟีน

รวมถึงนวัตกรรมแบตเตอรี่กราฟีน สำหรับใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า และในระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายที่จะนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ในอนาคตอันใกล้

รศ.ดร. คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)กล่าวว่า ปัจจุบัน สจล. อยู่ระหว่างการวิจัยแบตเตอรี่กราฟีน เพื่อนำไปใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน BESS (Battery Energy Storage System) ซึ่งทาง สจล. นั้นสามารถที่จะผลิตวัสดุ “กราฟีน” ได้เองจากโรงงานต้นแบบผลิตกราฟีน ที่ตั้งอยู่ภายในคณะวิทยาศาสตร์ สจล.

สจล.จับมือพันธมิตร ต่อยอดพัฒนา แบตเตอรี่กราฟีนสู่เชิงพาณิชย์

รศ.ดร.สุธี ชุติไพจิตร คณบดี คณะวิทยาศาสตร์ สจล. กล่าวว่า งานวิจัยวัสดุกราฟีน และการต่อยอดพัฒนาเป็นแบตเตอรี่ โดยการร่วมมือกับบริษัท ซัน วิชั่น เทคโนโลยี ที่ดำเนินธุรกกิจเกี่ยวกับ พลังงานทดแทนถือเป็นต้นแบบที่สำคัญในการสร้างร่วมมือกันของคณะวิทยาศาสตร์และหน่วยงานภายนอก ซึ่งจะทำให้เกิดนวัตกรรมอีกมากมายที่เกิดขึ้นในอนาคต เพื่อสร้างการพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อไป

สจล.จับมือพันธมิตร ต่อยอดพัฒนา แบตเตอรี่กราฟีนสู่เชิงพาณิชย์

รศ.ดร.เชรษฐา รัตนพันธ์ หัวหน้าทีมงานวิจัย กล่าวว่า กราฟีน เป็นวัสดุนาโน มีพื้นผิวจำเพาะสูง และยังนำไฟฟ้าที่ดีมาก จึงเหมาะสมสำหรับการนำมาพัฒนาเป็นแบตเตอรี่ ให้สามารถกักประจุไฟฟ้าได้สูงและชาร์จได้เร็ว เพื่อกักเก็บพลังงานไฟฟ้าทดแทนแบตเตอรี่แบบเดิม สำหรับใช้กับงานกับระบบ BESS (Battery Energy Storage System) และในรถยนต์ไฟฟ้า ให้ขับขี่ได้ระยะทางไกล และยังเป็นแบตเตอรี่ที่มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดการระเบิดและไม่ติดไฟได้ในขณะใช้งาน สามารถชาร์จซํ้าได้จำนวนหลายรอบ

นอกจากนี้ แบตเตอรี่กราฟีน ยังประหยัดต้นทุนเพราะสามารถผลิตกราฟีนเองได้ในประเทศ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ยิ่งกว่านั้น กราฟีน ยังเป็นวัสดุที่นำกลับมาใช้ได้ใหม่ ตอบโจทย์เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ลดปริมาณขยะสิ่งแวดล้อม ลดการนำเข้าแบตเตอรี่จากต่างประเทศ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้เกิดการลดลงของคาร์บอนไดออกไซด์ได้เมื่อมีการนำแบตเตอรี่มาใช้ในกักเก็บไฟฟ้าและใช้ในรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

สจล.จับมือพันธมิตร ต่อยอดพัฒนา แบตเตอรี่กราฟีนสู่เชิงพาณิชย์

สำหรับอนุพันธ์กราฟีน (Graphene) ร่วมทั้ง วัสดุกราฟีนออกไซด์ และ รีดิวซ์กราฟีนออกไซด์ (ที่ผลิตได้จากโรงงานต้นแบบเป็นวัสดุนาโน บางหนึ่งอะตอมของคาร์บอน โครงผลึกเกิดจากอะตอมคาร์บอนเรียงตัวเชื่อมต่อกันเป็นรูปหกเหลี่ยม ลักษณะโครงสร้างคล้ายของรังผึ้ง เมื่อนำกราฟีนมาวางซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น ก็คือวัสดุแกรไฟต์ในใส่ดินสอ กราฟีนมีคุณสมบัติเด่นอันที่ประโยชน์ต่อการสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ มากหมาย อาทิ นำไฟฟ้าได้ดีกว่าทองแดง แกร่งกว่าเหล็ก มีความยืดหยุ่นสูง นํ้าหนักเบา และยังมีพื้นผิวจำเพาะสูง นำไฟฟ้าที่ดี

นายวัชรินทร์ อินเมฆ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัน วิชั่น เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า จากความสำเร็จของ สจล. ที่คิดค้นและพัฒนานวัตกรรม แบตเตอรี่กราฟีน บริษัทจึงได้ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกันเพื่อร่วมวิจัยและพัฒนา แบตเตอรี่กราฟีน อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ Green Energy and Green Community นำไปสู่การขยายผลไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงงาน การสร้างจุดชาร์จไฟฟ้า และช่องทางการจัดจำหน่าย

Source : ฐานเศรษฐกิจ

พามาดู ธุรกิจแบงก์ที่เดินหน้าลุยสู่ ESG ว่าทำอะไรกันบ้าง ? พร้อมเดินเครื่องปล่อยสินเชื่อสีเขียว ให้ภาคธุรกิจหนุนรักษ์โลก แบงก์ไหนมีพันธกิจอะไรบ้าง ?

นาทีนี้ใครจะทำธุรกิจต้องมีแผนธุรกิจสีเขียวไปคุย และขอสินเชื่อจากแบงก์ หรือสถาบันการเงิน ถึงจะได้รับอนุมัติสินเชื่อ ได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันแบงก์เองก็เปิดแผนสู่ ESG อย่างเต็มสูบ ทั้งในองค์กรของแบงก์เอง และก็การเข้าไปสนับสนุนเงินกู้ให้กับธุรกิจสีเขียว วันนี้ #สปริงนิวส์ จะพาไปดู 3 แบงก์ใหญ่ ที่เดินสู่ ESG อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งปล่อยสินเชื่อสีเขียว ให้ภาคธุรกิจหนุนรักษ์โลก

มาเริ่มกันที่ ธนาคารไทยพาณิชย์

  • 9 เดือนแรก ปี’66 ปล่อยสินเชื่อกรีน 5.2 หมื่นล้านบาท
  • ตั้งเป้าหมาย 3 ปี  1 แสนล้านบาท ในปี 2025
  • เปลี่ยนผ่านสู่ไฟฟ้าพลังงานทางเลือก 1.2 หมื่นล้านบาท
  • หนุนธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า 1หมื่นล้านบาท
  • หนุนเงินเชื่อมโยงความยั่งยืน 2.6 หมื่นล้านบาท
  • ช่วยธุรกิจ SME-SSME และลูกค้าบุคคล 3,000 ล้านบาท

แบงก์เดินหน้ารักษ์โลก
แบงก์เดินหน้ารักษ์โลก

ต่อมา คือ ธนาคารกสิกรไทย

  • ตั้งเป้าสินเชื่อสีเขียว และเงินลงทุนด้านความยั่งยืน ปี’66  2.5 หมื่นล้านบาท
  • ตั้งเป้าปี 2573 ปล่อยสินเชื่อรวม 1-2 แสนล้านบาท
  • ตั้งเป้าสู่ธนาคารปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน (Scope 1,2) เป็นศูนย์ปี’73
  • ทยอยเปลี่ยนรถยนต์ของแบงก์จากรถยนต์สันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ให้ครบปี’73
  • เปลี่ยนบริการของธนาคารไปสู่ดิจิทัลมากขึ้น

สุดท้าย คือ ธนาคารออมสิน

  • ชู GSB Net Zero Target ตั้งเป้าลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% ปี 2030
  • ตั้งเป้าลดคาร์บอนฯ 1.72 ล้านตัน ปี’50
  • ผลงานเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล สร้างอิมแพค 5.5 หมื่นล้านบาท
  • เริ่มใช้เกณฑ์ ESG Score ปล่อยกู้

นอกจากนี้ยังมี ทีทีบี ที่เดินหน้าดึงกูรูเสริมทัพความรู้ด้าน ESGกระตุ้นให้ลูกค้าธุรกิจและ SME เร่งปรับตัวดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยนายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า ESG เป็นแนวคิดในการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนที่มาจากคำว่า Environment, Social, Governance โดย ทีทีบี ได้วางกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจสู่ “การธนาคารเพื่อความยั่งยืน” (Sustainable Banking) ตามกรอบ B+ESG ที่ผสานธุรกิจและความยั่งยืนเป็นเนื้อเดียวกัน

ล่าสุดจัดสัมมนา Sustainable Growth -The way to Business of the Future  ทีทีบี ต้องการสร้างความเข้าใจเรื่อง ESG และอยากกระตุ้นให้ลูกค้าตื่นตัวในการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยมีผู้เชี่ยวชาญทั้งจากภาครัฐและเอกชนมาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานนำไปปรับใช้กับองค์กรได้ง่ายขึ้น พร้อมแชร์ประสบการณ์จากบริษัทชั้นนำขนาดใหญ่ในการปรับตัวเพื่อเข้าถึง ESG เตรียมพร้อมเส้นทางสู่ความยั่งยืนของธุรกิจไทย

นอกจากนี้ ธนาคารยังให้การสนับสนุนธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมด้วยสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) และสินเชื่อสีฟ้า (Blue Loan) ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการพลังงานชีวภาพ โครงการจัดการของเสีย อาคารสีเขียว ซึ่งปีที่ผ่านมาได้ให้สินเชื่อสีเขียวไปแล้วกว่า 13,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ทีทีบี ยังเป็นผู้นำในการปล่อยสินเชื่อรถยนตร์ EV อีกด้วย

Source : Spring News

ณ ชานเมืองทรอนด์ไฮม์ทางภาคตะวันตกของนอร์เวย์ บริษัทค้าส่งอาหารแอสโกทดลองใช้รถบรรทุกเซลไฮโดรเจนจากผู้ผลิตรถบรรทุกสวีเดน “สแกนเนีย” จำนวนสี่คันมาตั้งแต่ปี 2563 ผลการทดลองมีทั้งบวกและลบ

ต่อมาเกิดปัญหาการบูรณาการ ชิ้นส่วนชำรุด จนจำเป็นต้องหยุดใช้หลังเกิดเหตุสถานีชาร์จแห่งหนึ่งใกล้กรุงออสโลระเบิดเท่ากับว่ารถบรรทุกไฮโดรเจนได้ใช้งานแค่ 30-40% เท่านั้น

โรเจอร์ แซเธอร์ หัวหน้าโครงการของแอสโกยอมรับว่า รถบรรทุกเหล่านี้ยังไม่ถูกใช้งานมากเท่าที่ควรจะเป็น แต่พวกเขาถูกกล่อมว่ามันจะใช้ได้ดี

รถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนวิ่งได้ไกลถึง 500 กิโลเมตร คอยส่งของให้ซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วภูมิภาคอันกว้างใหญ่ ส่วนการขนส่งในระยะใกล้แอสโกใช้รถยนต์พลังงานแบตเตอรีที่ปัจจุบันมีระยะวิ่งสั้นกว่า

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมขนส่งยอมรับการแบ่งแยกหน้าที่มานานแล้วว่า รถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนใช้สำหรับบรรทุกหนักระยะไกล ส่วนรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าใช้สำหรับบรรทุกเบาระยะทางสั้น ทั้งนี้เพราะข้อดีข้อด้อยของแต่ละเทคโนโลยี แต่ทุกสิ่งกำลังเปลี่ยนแปลงไป

“วันนี้เรากำลังเห็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเมื่อสองสามปีก่อน รถบรรทุกและรถบัสไฟฟ้าแท้จริงแล้วกำลังเพิ่มบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ และมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการลดคาร์บอนมากขึ้นด้วย” เฟเดอร์ อันเทอร์โลห์เนอร์ ผู้จัดการฝ่ายขนส่งสินค้าจากองค์กรพัฒนาเอกชน “Transport and Environment” ให้ความเห็น

รถบรรทุกหนักปล่อยก๊าซเรือนกระจก 6% ของสหภาพยุโรป (อียู) บรัสเซลส์เรียกร้องให้อุตสาหกรรมขนส่งลดการปล่อยก๊าซลง 45% จากระดับปี 2562 ภายในปี 2543 และ 90% ภายในปี 2583

รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้ามาแรงแซงไฮโดรเจน

ผลการศึกษาของหน่วยงานเยอรมนีเมื่อปีก่อน ผู้ผลิตรถบรรทุกคาดว่า 63%ของรถบรรทุกใหม่ขายในยุโรปในปี 2573 จะเป็นยานยนต์ “ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์” รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าจะครองสัดส่วนใหญ่สุด 85% นั่นเพราะความกังวลก่อนหน้านี้เกี่ยวกับรถบรรทุกไฟฟ้าหมดไปแล้ว อีกทั้งเทคโนโลยีสำหรับรถบรรทุกไฟฟ้ายังได้ประโยชน์จากการที่อุตสาหกรรมรถไฟฟ้าก้าวหน้าไม่เหมือนไฮโดรเจน

รถบรรทุกหนักส่วนใหญ่ในยุโรปขับวันละไม่ถึง 800 กิโลเมตร ระยะทางที่แบตเตอรีรถไฟฟ้าอาจทำได้ในเร็วๆ นี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ขับขี่ต้องหยุดพักตามกฎระเบียบที่เคร่งครัด ในระหว่างนี้พวกเขาสามารถชาร์จยานพาหนะของตนได้ รวมถึงจำนวนแบตเตอรีที่ใช้พัฒนาดีขึ้นเรื่อยๆ ถึงจุดที่น้ำหนักที่แตกต่างจากรถบรรทุกดีเซลไม่มีความสำคัญอีกต่อไป

อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ โครงสร้างพื้นฐานปัจจุบันสถานีชาร์จระดับเมกะวัตต์กำลังอยู่ระหว่างพัฒนา จะพร้อมใช้เร็วๆ นี้สามารถชาร์จได้แรงกว่าสถานีชาร์จเร็วสุดในปัจจุบันนี้ถึง 10 เท่า

การประหยัดต่อขนาด

เมื่อพูดถึงต้นทุนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ หากพิจารณาจากกำไรเพียงเล็กน้อยในภาคการขนส่ง รถบรรทุกไฟฟ้าได้เปรียบในแง่ราคาที่ได้ประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด อานิสงส์การพัฒนาแบตเตอรีรถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็วต้นทุนปฏิบัติการก็เล็กน้อย รถบรรทุกไฟฟ้าต้องการการบำรุงรักษาไม่มากและโดยปกติไฟฟ้าถูกกว่าไฮโดรเจนมาก

อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีรถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนอาจเป็นตัวเลือกที่ฉลาดกว่า

“ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณขับรถโดยมีคนขับสองคนในยุโรป ซึ่งเปิดช่องให้คนขับไม่ต้องหยุดพักได้ หรือเมื่อคุณอยู่ในเขตรอบนอกมากๆ หรือบนเกาะที่ไม่มีไฟฟ้า หรือคุณกำลังขนส่งกังหันลม 80 ตันไปทั่วเยอรมนี ที่คุณต้องปิดถนนตอนกลางคืนและต้องทำงานตลอดทั้งคืน แบบนี้ก็สมเหตุสมผล”อันเทอร์โลห์เนอร์กล่าว

แต่แม้แต่สแกนเนียซึ่งจัดหารถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนให้แอสโกสี่คันก็ยังเลือกให้ความสำคัญกับรถบรรทุกหนักพลังงานไฟฟ้า เนื่องจากความได้เปรียบด้านต้นทุนในการปฏิบัติการโดยรวมและประหยัดน้ำมัน 

ปีเตอร์ ฟอร์สเบิร์ก เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสแกนเนีย อธิบายเพิ่มเติม

“สำหรับบางพื้นที่และปฏิบัติการบางอย่าง ยานยนต์ไฮโดรเจนอาจเป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานได้ ดังนั้นเราจึงริเริ่มกิจกรรมบางประเภทเพื่อเรียนรู้วิธีที่ระบบนิเวศไฮโดรเจนอาจมีบทบาทสำคัญ”

Source : กรุงเทพธุรกิจ