นายชำนาญ กายประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า โครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากทะลายปาล์มเปล่าและตะกอนปาล์มในอุตสาหกรรมแปรรูปปาล์มน้ำมัน ของบริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด ตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ 2 ต.เขาซก อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี ได้รับรางวัลดีเด่น Thailand Energy Awards 2023

และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ASEAN Energy Awards 2023 ด้านพลังงานทดแทน ประเภทโครงการที่ไม่เชื่อมโยงกับระบบสายส่งไฟฟ้า (Off-Grid : Thermal)โดยถือเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการผลิต-การใช้ประโยชน์จากพลังงานทดแทนได้อย่างคุ้มค่าและเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการนำของเสียของกระบวนการผลิตมาใช้ประโยชน์ในด้านการลดค่าใช้จ่ายของโรงงาน โดยผลิตเป็นก๊าซชีวภาพจากทะลายปาล์มและตะกอนปาล์ม ที่ได้ผ่านการวิจัย ค้นคว้า ทดลองจนสามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้จริง 

“ไทยอีสเทิร์น ชลบุรี”ผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียแทนLPG-ไฟฟ้า มุ่ง"Net Zero"
“ไทยอีสเทิร์น ชลบุรี”ผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียแทนLPG-ไฟฟ้า มุ่ง”Net Zero”

จึงดำเนินการจัดตั้งระบบ และนำก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้ส่วนหนึ่งไปใช้เป็นเชื้อเพลิงให้กับ Burner ทดแทนการใช้ก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อใช้ประโยชน์ในกระบวนการอบยางแท่ง รวมถึงยังสามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ภายในโรงงาน และส่งขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง 

นายก้องกิต โกกนุทาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายปฏิบัติการด้านพลังงาน บริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว สามารถเพิ่มศักยภาพ และลดต้นทุนเชื้อเพลิง ลดต้นทุนของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

โดยปัจจุบันสามารถผลิตก๊าซชีวภาพจากทะลายปาล์มเปล่าและตะกอนปาล์มได้สูงสุด 928,363 ลูกบาศก์เมตร/ปี ที่นำไปทดแทนการใช้ LPG ในกระบวนการอบยางได้ 427,052.5 kg.LPG/ปี ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 1,304.48 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ใช้งบประมาณในการลงทุน 3.9 ล้านบาท มีอัตราผลตอบแทนภายในของโครงการ 48.70% และระยะเวลาคืนทุนประมาณ 2.29 ปี 

“บริษัทตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2573 โดยการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนจากวัสดุหรือของเสียที่ไม่ใช้แล้วมาก่อให้เกิดประโยชน์ ถือเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

Source : ฐานเศรษฐกิจ

สำหรับคนที่ใช้รถไฟฟ้า หรือไปจองรถไฟฟ้าในงาน MotorExpo 2023 มาเรียบร้อยแล้ว แนะนำว่าให้ดาวน์โหลดแอพสถานทีชาร์จรถไฟฟ้าใส่มือถือกันไว้เลย เพราะหลังจากนี้เชื่อได้ว่า ทุกท่านจะมีโอกาสได้ใช้แอพใดแอพหนึ่ง หรือบางท่านที่เดินทางบ่อยๆ อาจจะต้องใช้ทุกแอพเลยก็ว่าได้

ซึ่งวันนี้มีมาแนะนำ 7 แอพที่เกือบจะครอบคลุมทุกสถานีชาร์จในประเทศไทย พร้อมอีก 1 แอพที่มีบริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าไปขับรายวัน โดยทุกแอพนั้นหลังจากดาวน์โหลดแล้ว จะต้องทำการลงทะเบียนให้เรียบร้อยก่อน การลงทะเบียนของแต่ละแอพนั้นก็จะคล้ายๆ กันเกือบทั้งหมด จะมีแตกต่างกันบ้างตรงที่บางแอพให้ยืนยันเบอร์มือถือ บางแอพให้ยืนยันอีเมล์ที่ใช้งาน ซึ่งทุกแอพก็จะส่งโค้ดให้เรา เพื่อไปกรอกในขั้นตอนของการลงทะเบียน และยังมีบางแอพนั้นสามารถเข้าใช้งานได้เลย แต่ถ้าจะใช้สถานีชาร์จก็จะต้องลงทะเบียน ซึ่งแน่นอนว่าสามารถทำภายหลังได้ แต่แนะนำว่าไหนๆ ก็ใช้รถไฟฟ้าแล้ว และตอนนี้สถานีชาร์จในบางจุดก็ไม่เพียงพอ ก็ควรจะลงทะเบียนสมัครสมาชิกให้เรียบร้อย พร้อมใช้งานกันเลยดีกว่าครับ

นอกจากนี้หากใครกำลังรอรถไฟฟ้าที่จองไว้อยู่ ก็สามารถเปิดแอพขึ้นมาลองใช้งานได้ หรือจะผูกบัตรเครดิตสำหรับชำระเงิน หรือใครจะวางแผนล่วงหน้าเพื่อเติมเงินเข้าแอพ ก็ไม่ว่ากันครับ ในการใช้งานแอพทั้งหมด ก็แทบจะเหมือนกันเลยคือ เมื่อเปิดขึ้นมา เราก็สามารถกดเปิดดูสถานีชาร์จได้ โดยแอพจะขอเปิดการระบุตำแหน่งของเราจากมือถือ จากนั้นก็จะแสดงสถานีชาร์จที่อยู่ใกล้เคียงขึ้นมา เราก็สามารถกดเปิดดูข้อมูลของสถานีชาร์จได้เลยว่า มีหัวชาร์จแบบไหนบ้าง มีคนใช้งานอยู่หรือเปล่า รวมถึงกำลังไฟที่ชาร์จได้ก็มีระบุเอาไว้ด้วย บางแอพก็จะแสดงค่าใช้จ่ายในการชาร์จ พร้อมเงื่อนไขต่างๆ เอาไว้ได้เลย และสถานีชาร์จไหนที่มีระบบการจองเราก็สามารถกดจองได้เลย ส่วนสถานีที่เป็นแบบ Walk-in ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย สามารถกดในแอพเพื่อให้นำทางไปสถานีชาร์จผ่าน Google Maps หรือแอพนำทางอื่นๆ ได้เลย

สำหรับใครที่จะไปชาร์จในสถานีชาร์จต่างๆ จะมีค่าบริการจอดรถเพิ่มเติมด้วยนะครับ เท่าที่มีข้อมูลก็คือ ตอนนี้จะคิดชั่วโมงละ 60 บาง ไม่รวมกับค่าชาร์จไฟ ดังนั้นหากใครต้องการวางแผนเรื่องค่าใช้จ่าย ก็อาจจะเลือกสถานีชาร์จบริเวณอื่นๆ แทน

ตอนนี้มาดูกันว่าว 7 แอพที่ควรมีติดมือถือไว้ มีแอพอะไรกันบ้าง

1.EV Anywhere
ดาวน์โหลดคลิ้กที่นี่

2. EleXA
ดาวน์โหลดคลิ้กที่นี่

3. EV Station PluZ
ดาวน์โหลดคลิ้กที่นี่

4.EVolt
ดาวน์โหลดคลิ้กที่นี่

5. MEA EV
ดาวน์โหลดคลิ้กที่นี่

6.Onion EV Charger
ดาวน์โหลดคลิ้กที่นี่

7.PEA VOLTA
ดาวน์โหลดคลิ้กที่นี่

8.EVme สำหรับแอพสุดท้ายนี้แถมให้ครับ เป็นแอพที่ช่วยค้นหาสถานีชาร์จ ที่สามารถแสดงข้อมูลสถานี และรายละเอียดหัวชาร์จได้ พร้อมกดนำทางได้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ในแอพยังมีบริการให้เช่ารถไฟฟ้าด้วย สามารถกดดูราคาได้เลย ใครที่ยังไม่ได้ซื้อ ไม่ได้จอง แต่อยากลองขับก่อน ก็กดเช่าได้เลยครับ

ดาวน์โหลดคลิ้กที่นี่

Daikin เตรียมพัฒนาชิปเซ็ตประสิทธิภาพสูง หวังช่วยประหยัดพลังงาน รับเทรนด์ตลาดเครื่องปรับอากาศที่มีการเติบโต 3 เท่าในปี 2050

Daikin ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศจากประเทศญี่ปุ่น เตรียมเดินหน้าผลิตชิปเซ็ตประสิทธิภาพสูงของตัวเอง เพื่อใช้คำนวณการทำงานของระบบ Inverter ช่วยให้เครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงานมากขึ้น และรับมือกับตลาดเครื่องปรับอากาศทั่วโลกที่จะเติบโต 3 เท่าในปี 2050 เมื่อเทียบกับปัจจุบัน เป็นกว่า 5,600 ล้านตัว

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า Daikin อยู่ระหว่างพัฒนาชิปเซ็ตของตัวเอง เพื่อใช้ควบคุม และคำนวณการทำงานของระบบ Inverter เพื่อให้เครื่องปรับอากาศมีประสิทธิภาพเรื่องการประหยัดพลังงานมากขึ้น

โดยชิปเซ็ตดังกล่าวจะเปิดตัวในปี 2025 พร้อมทยอยใช้งานในเครื่องปรับอากาศ 1 ใน 5 รุ่น ภายในปี 2030

การไปถึงเป้าหมายดังกล่าว Daikin มีการจ้างวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับชิปเซ็ตมาช่วยปรับแต่งชิปเซ็ตของตัวเอง รวมถึงลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตชิปเซ็ตในประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน แม้การใช้ชิปเซ็ตที่ปรับแต่งพิเศษจะมีต้นทุนมากกว่าหลายเท่า แต่ชิปเซ็ตดังกล่าวช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจผ่านการประหยัดพลังงานได้

ปัจจุบัน Daikin ใช้ชิปเซ็ตทั่วไปที่ผลิตจากบริษัทต่าง ๆ โดยชิปเซ็ตเหล่านั้น มีการใช้งานในสินค้าประเภทอื่นของหลากหลายแบรนด์ด้วย

ดังนั้น การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของ Daikin ครั้งนี้ จึงคล้ายกับ Apple, Google หรือบริษัทเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เริ่มลงทุน และผลิตชิปเซ็ตเพื่อใช้งานกับสินค้าของตัวเองมากขึ้น

อ้างอิงข้อมูลจาก International Energy Agency จะพบว่า ในปี 2050 ทั่วโลกจะมีการใช้งานเครื่องปรับอากาศกว่า 5,600 ล้านตัว หรือมากกว่า 3 เท่า เมื่อเทียบกับจำนวนในปัจจุบัน ส่วนในประเทศไทย เครื่องปรับอากาศที่จำหน่ายอยู่เกือบทุกรุ่นเป็นระบบ Inverter และมีมูลค่าตลาดราว 20,000 ล้านบาท

ที่มา : Reuters

ภาพ : Daikin

Source : Spring News

กระแสรักษ์โลกมาแรงแซงทางโค้ง ดันธุรกิจ EV Charger แรงต่อเนื่อง! เอกชนลุยสถานีชาร์จความเร็วสูง ชิงส่วนแบ่งตลาดฝุ่นตลบยึดหัวหาดทั่วประเทศ

ธุรกิจ EV Charger ในไทยแรงต่อเนื่อง! รับกระแสคนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และเทรนด์ในอนาคตจะมาในแนวนี้ พร้อมกันนี้รัฐบาลยังเดินหน้าสนับสนุนเรื่องรถ EV อย่างจริงจังมากขึ้น จึงไม่แปลกที่จะมีความเคลื่อนไหวธุรกิจ EV Charger ของภาคเอกชนไทยอยู่ตลอดเวลา ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวขอ’ SHARGE เปลี่ยนชื่อสู่ RÊVERSHARGER ตอกย้ำเบอร์ 1 ธุรกิจ EV Charger ครบวงจร พร้อมลุยขยายสถานีชาร์จความเร็วสูงทั่วประเทศ รองรับผู้ใช้ 1.5 แสนราย ครองส่วนแบ่งตลาด 50%

โดย SHARGE เปลี่ยนชื่อสู่ “RÊVERSHARGER” ต่อยอดแผน RÊVERLUTION ขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ จับมือพันธมิตรยักษ์ใหญ่ เรเว่ ออโตโมทีฟ-บางจาก-ผู้ให้บริการสถานีพลังงาน ขยายเครือข่ายสถานีชาร์จรถ EV สาธารณะความเร็วสูง เพิ่มอีก 370 แห่ง 1,320 หัวชาร์จ ครอบคลุม 68 จังหวัดทั่วประเทศ กระจายตัวโชว์รูมรถ BYD-ปั๊มในเมือง-ปั๊มบนทางหลวง เติมเต็ม EV Ecosystem เพิ่มความมั่นใจการซื้อรถ EV เพื่อเดินทางไกล ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่มากขึ้น

ธุรกิจสถานีชาร์จEV มาแรง
ธุรกิจสถานีชาร์จEV มาแรง

ทั้งนี้เพื่อรองรับการแลกใช้คาร์บอนเครดิต หนุนปี 67 มีหัวชาร์จสาธารณะทะลุ 2,012 หัวชาร์จ ขึ้นแท่นเบอร์ 1 EV Charging Solution ที่สมบูรณ์ที่สุด พร้อมพัฒนาหลากฟังก์ชันในแอป ตอบโจทย์คนเดินทาง อาทิ Trip Planning แนะนำสถานีชาร์จระหว่างเส้นทางเดินทาง, Customer Onboarding System และ Plug and Charge ลงทะเบียนรถใหม่ให้ล่วงหน้า เสียบชาร์จง่ายได้ทันที คาดจำนวนผู้ใช้แอปโตแตะ 150,000 ราย ครองส่วนแบ่งตลาดทะลุ 50% พร้อมเปิดกว้างรับพันธมิตรและผู้สนใจ ร่วมขับเคลื่อนสถานี EV Charger สำหรับแท็กซี่-รถเมล์และอีกหลายธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

นายพีระภัทร ศิริจันทโรภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ SHARGE ผู้นำด้านการสร้าง EV Charging Ecosystem เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้สร้างความร่วมมือกับบริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์ไฟฟ้า BYD ในประเทศไทย เปลี่ยนชื่อแบรนด์สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) สาธารณะทุกแห่ง และชื่อแอปพลิเคชัน SHARGE สู่แบรนด์ใหม่ “RÊVERSHARGER” พร้อมทั้งเดินหน้าเต็มกำลังกับพันธกิจ RÊVERLUTION ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ผ่านการเพิ่มเครือข่าย EV Charger รองรับการเติบโตของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าแบบก้าวกระโดด และตอกย้ำสถานะอันดับ 1 ผู้ให้บริการ EV Charger ครบวงจรที่มีโซลูชั่นครบถ้วนสมบูรณ์สำหรับผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทุกกลุ่ม

ล่าสุด บริษัทได้จับมือกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ทั้งด้านรถยนต์ไฟฟ้าและด้านพลังงาน จำนวน 3 ราย ได้แก่ 1.บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด 2.บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ผู้ให้บริการสถานีบริการพลังงาน

แบรนด์บางจาก 3.บริษัทผู้ให้บริการสถานีพลังงานที่กำลังเจรจาปิดดีลอีก 1 ราย ขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 370 แห่ง 1,320 หัวชาร์จ ครอบคลุม 68 จังหวัดทั้งเมืองหลักและเมืองรองทั่วประเทศ เช่น ภาคกลาง กรุงเทพฯและปริมณฑลทุกจังหวัด พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สุพรรณบุรี ภาคเหนือ เชียงใหม่ ลำปาง กำแพงเพชร พิษณุโลก ตาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ภาคตะวันออก ชลบุรี ระยอง และภาคใต้ ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช ชุมพร เป็นต้น

สำหรับหัวชาร์จในสถานีทั้ง 370 แห่ง จะเป็นหัวชาร์จกระแสตรง (DC) ความเร็วสูงสุดถึง 360kW ซึ่งเป็นความเร็วที่สูงที่สุดในโลกในขณะนี้ กระจายอยู่ตามสถานที่ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.เครือข่ายทางหลวง รองรับการเดินทางไกลในปั๊มบางจาก 50 แห่งด้วยหัวชาร์จความเร็วสูงสุดในระยะแรก 120kW  2.เครือข่ายในเมือง รองรับการใช้งานบริเวณใกล้เคียงจุดที่มีกิจกรรมเชิงพาณิชย์ เช่น ใกล้อาคารสำนักงาน แบ่งเป็นสถานีในปั๊มบางจาก 60 แห่ง ปั๊มของผู้ให้บริการสถานีพลังงานอีกรายจำนวน 60 แห่ง 3.ในโชว์รูมรถยนต์ไฟฟ้า BYD แบ่งเป็น หัวชาร์จ 120kW ตามโชว์รูมทั่วไป 150 แห่ง และหัวชาร์จ 360kW ตามโชว์รูมพิเศษ 50 แห่ง โดยจุดชาร์จตามโชว์รูม BYD นั้น สามารถชาร์จรถยนต์ได้ทุกยี่ห้อ ไม่จำกัดว่าต้องเป็นรถยนต์ BYD

“ปัญหาสำคัญข้อหนึ่งของคนที่กำลังตัดสินใจซื้อรถ EV คือ ถ้าต้องเดินทางไกลๆ โดยเฉพาะเดินทางข้ามจังหวัด จะไปชาร์จที่ไหน คิวยาวไหม ต้องรอระหว่างชาร์จนานหรือไม่ วันนี้เราและพันธมิตรจึงมาผนึกกำลัง ภายใต้พันธกิจ RÊVERLUTION ขยายสถานีให้ครอบคลุมเส้นทางการเดินทางสำคัญทั่วประเทศ ที่เราเรียกว่าเส้นทาง On-The-Go พร้อมทั้งเป็นหัวชาร์จความเร็วสูงทั้งหมด เพิ่มความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง เติมเต็ม EV Ecosystem สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้งานรถ EV ในปัจจุบัน รวมถึงผู้ที่มีแผนจะซื้อรถ EV ในอนาคต” นายพีระภัทร กล่าว

ขณะเดียวกัน การขยายจำนวน EV Charging Station อย่างต่อเนื่อง ยังถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้รถยนต์ BYD และรองรับการเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตที่ทางเรเว่ ออโตโมทีฟ ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ ว่าจะมีสถานี RÊVERSHARGER อย่างทั่วถึง รองรับการนำคาร์บอนเครดิตไปใช้เป็นส่วนลดในการชาร์จรถยนต์ EV ซึ่งเป็นหนึ่งในสิทธิประโยชน์ของโครงการฯ คาดว่า ณ สิ้นปี 2567 บริษัทจะมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะสะสมทั้งสิ้น 582 แห่ง มีหัวชาร์จรวมมากกว่า 2,012 หัวชาร์จ และกลายเป็นผู้ให้บริการ EV Charging Solution อันดับ 1 ที่มีบริการครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด พร้อมทั้งมีเครือข่ายการบริการทั่วประเทศ

นายพีระภัทร กล่าวอีกว่า นอกจากการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องแล้ว บริษัทฯยังมุ่งมั่นพัฒนาแอปพลิเคชัน RÊVERSHARGER เพื่ออำนวยความสะดวกในการชาร์จและการเดินทางของผู้บริโภคอีกด้วย ล่าสุด ได้มีฟีเจอร์ใหม่ๆ อาทิ Trip Planning ใช้แผนที่จาก Google Maps เชื่อมโยงเข้าสู่แอป RÊVERSHARGER เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาเส้นทางจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดหมายปลายทาง พร้อมทั้งได้รับการแนะนำสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ากลุ่ม On-The-Go ที่อยู่บนเส้นทางหรือบริเวณใกล้เคียงการเดินทางไปยังจุดหมาย อำนวยความสะดวกและช่วยให้เดินทางได้อย่างมั่นใจ Customer Onboarding System ลงทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ทุกคัน เข้ากับฐานข้อมูลของ SHARGE ล่วงหน้า เพื่ออำนวยความสะดวกผู้บริโภคในการใช้งาน เช่น สามารถลงทะเบียนผูกช่องทางชำระเงิน แล้วสามารถเสียบหัวชาร์จเข้ากับตัวรถได้เลย โดยที่หัวชาร์จจะรับรู้อัตโนมัติ ว่าเป็นรถยี่ห้ออะไร รุ่นอะไร

ปัจจุบัน แอป RÊVERSHARGER มีสมาชิกผู้ใช้งานอยู่ทั้งสิ้นกว่า 40,000 ราย โดยเป็นผู้ใช้งานเป็นประจำ (Active User) กว่า 4,000 ราย คาดว่าด้วยความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการขยายเครือข่ายสถานีให้พร้อมบริการทั่วประเทศในอนาคต จะส่งผลให้มีผู้ใช้งานแอปเพิ่มขึ้นเป็น 150,000 ราย หรือมากกว่า 50% ของส่วนแบ่งตลาด ภายในสิ้นปี 2567 ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ https://sharge.page.link/ib87

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จสาธารณะในสถานที่ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกการเปลี่ยนผ่านรถยนต์โดยสารส่วนบุคคล (Passenger Vehicle) ไปสู่รถ EV แล้ว SHARGE ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านรถยนต์เชิงพาณิชย์ (Commercial Vehicle) ไปสู่รถ EV ด้วย โดยยังคงเปิดกว้างรับพันธมิตรทั้งกลุ่มเจ้าของอู่รถแท็กซี่ รถเมล์ รถเช่า ตลอดจนนักลงทุนมาร่วมขับเคลื่อนEV Ecosystem

Source : Spring News

มนตรี นิธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจปูนซีเมนต์ของประเทศไทย ภายใต้ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวงให้ความสำคัญและดำเนินงานด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง ตามเป้าหมายการพัฒนาความยั่งยืนปี 2573 ของกลุ่มบริษัทฯ เพื่อมุ่งสู่ Net Zero ทั้งในระดับชุมชน ระดับองค์กร และระดับประเทศ ซึ่งเราได้ทำการปรับคอนเซ็ปต์ใหม่ของ ‘สวนมิ่งมงคลฯ’ ด้วยการเพิ่มจุดพักผ่อนอันร่มรื่นและกิจกรรมการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้มากขึ้นสำหรับคนทั่วไปและชุมชนใกล้เคียง

โดย ‘สวนมิ่งมงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา’ หรือ อินทรี กรีนพาร์ค พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 22 ไร่ ริมทางหลวงหมายเลข 2 กม. 125 อ.แก่งคอย จ.สระบุรี สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา ได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้การดูแลของบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ที่สร้างขึ้นบนความตั้งใจในการพัฒนาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการอนุรักษ์ และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่า 

‘สวนมิ่งมงคลฯ’ กรีนพาร์คหัวใจชุมชนยั่งยืน ศูนย์การเรียนรู้เพื่อคนทุกวัย

คอนเซ็ปต์ใหม่ ตอบโจทย์ความหลากหลายของพื้นที่สาธารณะชุมชน

‘สวนมิ่งมงคลฯ’ ได้ปรับคอนเซ็ปต์ใหม่ ด้วยการเพิ่มจุดพักผ่อน และกิจกรรมใหม่ภายในสวนสาธารณะสุดร่มรื่น อาทิ การเข้าชมและถวายสักการะพระบรมรูปปั้นรัชกาลที่ 9 ในหอเฉลิมพระเกียรติ เยี่ยมชมแปลงผักสวนครัวปลอดสารเคมีที่ใช้สารปรับปรุงดินจากขยะเศษอาหารมาใช้แทนปุ๋ย ชมโรงเรือนเพาะกล้าไม้พันธุ์พื้นถิ่น เพื่อนำไปปลูกบนพื้นที่เหมืองเพื่อการฟื้นฟู

นอกจากนั้นยังมีสินค้า OTOP จากชาวบ้านชุมชนแก่งคอย ลานวิ่งเล่นพักผ่อนกับสุนัขรู้ใจในพื้นที่สวนสีเขียวเปิดโล่ง รวมถึงโซนของการเรียนรู้การคัดแยกขยะที่ช่วยลดปริมาณขยะไปหลุมฝังกลบและเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ เพื่อสร้างคุณค่าและความผูกพันที่ดีร่วมกันกับชุมชนแก่งคอย ด้วยแนวคิด TOTAL GREEN เพื่อโลกน่าอยู่ คู่หัวใจสีเขียว ภายใต้วิสัยทัศน์การพัฒนาอย่างยั่งยืน ปี 2573

‘สวนมิ่งมงคลฯ’ กรีนพาร์คหัวใจชุมชนยั่งยืน ศูนย์การเรียนรู้เพื่อคนทุกวัย

ปอดขนาดใหญ่ของคนแก่งคอย 

แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งนี้ แวดล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ และไม้ประดับกว่า 100 สายพันธุ์ ที่ออกแบบภูมิทัศน์ไว้อย่างสวยงามและร่มรื่นพร้อมด้วย สวนสมุนไพร และพืชผักสวนครัวต่างๆ ที่รอให้ทุกคนไปเรียนรู้ และสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ 

รวมทั้งเป็นแหล่งการเรียนรู้เชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และแนวคิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการนำพลังงานสะอาดมาใช้ในพื้นที่ เช่น มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม จากกังหันลม พลังงานแสงอาทิตย์ จากโซลาร์เซลล์ และพลังงานน้ำ จากกังหันวิดน้ำ เป็นที่มาของการสร้างต้นแบบบ้านอนุรักษ์พลังงาน โดยเป็นบ้าน 2 ชั้น ก่อสร้างด้วยไม้คอนวูดทั้งหลัง

ซึ่งเป็นวัสดุทดแทนไม้ธรรมชาติที่ผลิตจากคอนกรีต 70% และเยื่อกระดาษอีก 30% แต่มีความแข็งแรงทนทาน ซึ่งจะเป็นหนึ่งในพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และจุดประกายความสนใจด้านพลังงานให้กับคนที่เข้ามาชม โดยเป็นสวนสาธารณะต้นแบบที่ได้รับรางวัล Thailand Energy Award จากกระทรวงพลังงาน และ ASEAN Energy Award ในปี 2558 ระดับดีเด่นด้านอนุรักษ์พลังงานประเภทอาคารสร้างสรรค์ เพื่อการอนุรักษ์พลังงานอาคารออกแบบ สำหรับภูมิอากาศร้อนชื้น (Tropical Building)

นอกจากนี้ ภายใต้พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ยังมีแหล่งเรียนรู้อีกมากมายรวมไว้ที่นี่ พร้อมรับฟังคำบรรยายความเป็นมาและการดำเนินงานภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียง และเยี่ยมชมแปลงเกษตรพอเพียง เกษตรอินทรีย์ แปลงนาสาธิต สถานที่เรียนรู้และทำกิจกรรมเกี่ยวกับการเกษตรอย่างการปลูกผักสวนครัว

‘สวนมิ่งมงคลฯ’ กรีนพาร์คหัวใจชุมชนยั่งยืน ศูนย์การเรียนรู้เพื่อคนทุกวัย

กิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อคนทุกวัย

‘สวนมิ่งมงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา’ จังหวัดสระบุรี เป็นมากกว่าพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ เพราะนอกจากอากาศที่สดชื่นและสีเขียวสบายตาจากต้นไม้น้อยใหญ่แล้วยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่สอดรับกับคนทุกช่วงวัย ทำให้พื้นที่แห่งนี้สามารถตอบโจทย์ได้ครบทั้งแหล่งเรียนรู้ และ สันทนาการที่หลากหลายสำหรับชุมชนแก่งคอย บุคคลทั่วไป และครอบครัวพนักงานอินทรี

นอกจากนั้นภายใน ‘สวนมิ่งมงคลฯ’ ยังจัดสรรพื้นที่เปิดโล่งสำหรับกิจกรรมวิ่งและออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีกับสนามออกกำลังกาย ท่าน้ำสวนมิ่งมงคลที่สามารถให้อาหารปลาคราฟ ลานนั่งเล่นในบริเวณโดยรอบ พร้อมรอให้ทุกคนเข้ามาเติมความสดชื่นกับร้านกาแฟในสวน ซึ่งจะเปิดให้บริการในทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 10.00-18.00 น.

สำหรับคนที่สนใจสามารถเดินทางเช็คอินที่ ‘สวนมิ่งมงคลฯ’ ได้ทุกวัน ตั้งแต่ 06.00-19.00. น. ณ ริมถนนมิตรภาพ บริเวณ กม.125 ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี โดยสอบถามเส้นทางได้ที่ 036-720-2043 และติดต่อ ฝ่ายชุมชนสัมพันธ์ บมจ.ปูนซีเมนต์นครหลวง 036-240930 ต่อ 4029, 4104 และ เฟซบุ๊ก สวนมิ่งมงคลฯ อินทรีกรีนพาร์ค

‘สวนมิ่งมงคลฯ’ กรีนพาร์คหัวใจชุมชนยั่งยืน ศูนย์การเรียนรู้เพื่อคนทุกวัย

Source : กรุงเทพธุรกิจ