บ้านปู ขยับองค์กร ดึงคนรุ่นใหม่ “สินนท์ ว่องกุศลกิจ” นั่งแท่นซีอีโอ ขับเคลื่อนธุรกิจ ย้ำกลยุทธ์ “Greener & Smarter” สู่ Net Zero พร้อมทุ่ม 1.22 หมื่นล้านบาท ลุยพลังงานทดแทนและแบตเตอรี่ ทั้งในและต่างประเทศ

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2567 นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ รองประธานอาวุโสกลุ่ม (Group Senior Vice President) และอดีตซีอีโอ บริษท บ้านปู เน็กซ์ จะขึ้นมานั่งในตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู พร้อมทั้งนำทีมผู้บริหารรุ่นใหม่ สานต่อภารกิจ “Greener & Smarter”

นายสินนท์ ร่วมงานกับ​บ้านปูมามากกว่า 10 ปี รับผิดชอบดูแลด้านการพัฒนาแผนกลยุทธ์ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านธุรกิจตามกลยุทธ์ Greener & Smarter และเป็นผู้บุกเบิกในการนำบ้านปู เพาเวอร์ เข้า IPO ในปี 2016 รวมทั้งการเข้ามา​มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกลุ่มธุรกิจ Energy Technology มาอย่างต่อเนื่อง

สินนท์ ว่องกุศลกิจ รองประธานอาวุโสกลุ่ม (Group Senior Vice President) และอดีตซีอีโอ บริษท บ้านปู เน็กซ์
สินนท์ ว่องกุศลกิจ รองประธานอาวุโสกลุ่ม (Group Senior Vice President) และอดีตซีอีโอ บริษท บ้านปู เน็กซ์

นายสินนท์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่จะเพิ่มดีกรีความเข้มข้น คือเรื่อง Decarbonization และ Digitalization โดยนำ AI เข้ามาช่วยเสริมศักยภาพในทุกธุรกิจที่มีอยู่ทั้ง 3 กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น Energy Resources, Energy Generation และ Energy Technology ซึ่งกลุ่มเทคโนโลยี​ จะเน้นการ​เติมเต็มศักยภาพในฐานะ Net Zero Solutions Provider ของบ้านปู เน็กซ์

รวมทั้งการลงทุนในกลุ่ม Climate Tech ของกองทุนบริษัทฯ (Corporate Venture Capital: CVC) ที่ออกไปลงทุนในกองทุนต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งกองทุนเทคโนโลยีพลังงาน (Energy Technology)และเทคโนโลยีเทคโนโลยีที่ควบคุมหรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Technology) เพื่อยกระดับสู่ Greener & Smarter ได้ตลอดทั้งห่วงโซ่ของธุรกิจพลังงาน​

“บ้านปู” ดัน "สินนท์" นั่งซีอีโอ ทุ่ม 1.2 หมื่นล้าน ลุยพลังงานทดแทน-แบตเตอรี่

สำหรับปื 2567 ได้เตรียมเม็ดเงินลงทุนไว้ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.45 หมื่นล้นบาท(อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) โดยครึ่งหนึ่งจะใช้ในการขยายธุรกิจพลังงานทดแทนและเทคโนโลยีพลังงาน เช่น โซลาร์รูฟท็อป ธุรกิจแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery & Energy Storage System Solutions: BESS) เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจแบตเตอรี่ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการขยายลงทุนในอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง มีการตั้งทีมงานในการขับเคลื่อนธุรกิจโซลาร์รูฟท็อป

ขณะที่ออสเตรเลีย และจีน จะลงทุนในโครงการฟาร์มแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับที่ได้เข้าไปลงทุนที่เมืองโตโนะ (Tono) จังหวัดอิวาเตะ (Iwate)ญี่ปุ่น กำลังกักเก็บพลังงานไฟฟ้า 58 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปื 2568 ส่วนการลงทุน BESS บ้านปู เน็กซ์และดูราเพาเวอร์ ร่วมลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน มีเป้าหมายจะเพิ่มกำลังผลิตเป็น 3 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) ภายในปื 2568

รวมถึงการร่วมทุนกับบริษัท เชิดชัยมอเตอร์เซลส์ และดูราเพาเวอร์ สร้างโรงงานประกอบแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในไทย สำหรับ e-Bus ของบริษัทเชิดชัยฯ และตลาด EV ทั่วเอเชียแปซิฟิก กำลังการผลิต 1 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) ภายในปี 2568

ทั้งนี้ การลงทุนในบริษัท เอส โวลต์ เอเนอร์จี้ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด พัฒนาแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยานยนต์ 2 ล้อ และ 3 ล้อ รวมไปถึงระบบกักเก็บพลังงาน การรีไซเคิลแบตเตอรี่ ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในจังหวัดชลบุรี กำลังผลิตราว 2 กิกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งเปิดสายการผลิตไปแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา

ส่วนที่สหรัฐอเมริกา ในรัฐเท็กซัสบ้านปูเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติ และลงทุนในธุรกิจกักเก็บและใช้ประโยชน์ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture, Utilization and Storage หรือ CCUS ) ขณะนี้มีอยู่ 3 โครงการ ได้แก่ โครงการบาร์เนตต์ ซีโร่ และโครงการคอตตอน โคฟ ซึ่งดำเนินการแล้ว ส่วนโครงการไฮเวสต์ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้

สิ่งที่น่าสนใจในสหรัฐอเมริกา คือ บ้านปูกำลังทำ Premium Green Gas ผสมผสานก๊าซกับเทคโนโลยี CCUS เพื่อทำให้เป็น Net Zero Gas สนองความต้องการของตลาด Green Gas

ขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพี อยู่ระหว่างการศึกษาการใช้พลังงานแอมโมเนียและไฮโดรเจนมาผสมเป็นพลังงานสะอาดในโรงไฟฟ้า คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

รวมทั้งได้เริ่มนำรถบรทุกไฟฟ้าหรืออีวีทรัค มาใช้ในเหมืองถ่านหิน ของโรงไฟฟ้าหงสา ที่สปป.ลาวแล้ว และกำลังศึกษาในเหมืองถ่านหินที่อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และจีน

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ด้วยกระแสของพลังงานสะอาด พลังงานทดแทนต่างๆ ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีการคิดค้นนวตกรรม และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดออกมา มากมาย แม้แต่ธนาคาร ก็ยังมีผลิตภัณฑ์และบริการด้านการเงินสีเขียว (Green Finance) ซึ่งเราคงคุ้นเคยกับ หนึ่งในบริการที่มีชื่อว่า สินเชื่อสีเขียว กันมาแล้ว และแน่นอนว่าหลายท่านอาจจะมีโอกาสได้ใช้กัน บางท่านอาจจะเอามาใช้สำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่กำลังนิยมในขณะนี้ และอีกหลายๆ ท่านที่ทำธุรกิจ อาจจะมีการใช้สินเชื่อสีเขียวสำหรับจัดการเรื่องพลังงานในธุรกิจกันมาแล้ว

เงินฝากสีเขียว (Green Deposit) ก็เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ของธนาคารที่มีการเปิดให้บริการมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่หลายท่านยังไม่รู้ว่ามีบริการนี้ด้วย โดยในประเทศไทยต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ใหม่มากๆ และยังคงต้องติดตามดูว่า สุดท้ายแล้ว จะมีการพัฒนาและเติบโตได้แค่ไหน สำหรับเงินฝากสีเขียวนั้นก็เป็นเงินฝากประเภทหนึ่งในรูปแบบของเงินฝากประจำ ซึ่งจะมีระยะเวลาแตกต่างกันไปในแต่ละธนาคาร แต่โดยรวมแล้วก็จะคล้ายกับบริการเงินฝากประจำ โดยธนาคารจะนำเงินฝากสีเขียวนั้นไปใช้ในกิจกรรมของธนาคารที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น เช่น สินเชื่อเพื่อธุรกิจสีเขียว เป็นต้น

เงินฝากสีเขียว กับ เงินฝากทั่วไป ต่างกันอย่างไร

ก่อนจะไปดูความแตกต่าง มาดูว่าเงินฝากสีเขียว กับเงินฝากทั่วไป เหมือนกันมั้ย ต้องบอกว่า ทั้ง 2 แบบนั้น เป็นเงินฝากประจำเหมือนกัน ก็คือ เป็นบัญชีเงินฝากที่มีการกำหนดระยะเวลา และอัตราดอกเบี้ย เอาไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนความแตกต่างนั้นจะอยู่ที่วัตถุประสงค์ในการนำไปใช้ของธนาคารนั่นเอง หากเป็นเงินฝากประจำทั่วไป ปกติธนาคารจะนำไปปล่อยสินเชื่อให้กับคนทั่วไป หรือสินเชื่อธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการต่างๆ แต่เงินฝากสีเขียวนั้น ธนาคารจะนำเงินฝากนั้นไปปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น เช่น ธุรกิจด้านพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน โดยธนาคารจะเป็นผู้พิจารณาว่าธุรกิจนั้นเข้าเงื่อนไขตามที่ธนาคารได้กำหนดไว้หรือไม่ ก็สรุปได้ว่า เงินฝากสีเขียว จะนำไปปล่อยสินเชื่อสีเขียวเท่านั้น จะไม่มีการนำไปใช้ปล่อยสินเชื่อทั่วๆ ไป

เงินฝากสีเขียว

  • เป็นเงินฝากประจำ
  • มีระยะเวลาฝากที่แน่นอน
  • ผลตอบแทนอาจจะน้อยกว่าเงินฝากประจำทั่วไป
  • เงินฝากจะถูกนำไปสนับสนุนโครงการสีเขียว

เงินฝากประจำ

  • มีหลายประเภท เช่น เงินฝากประจำปลอดภาษี เงินฝากประจำพิเศษ
  • ระยะเวลาฝากและผลตอบแทนขึ้นอยู่กับประเภท
  • ไม่ได้ระบุว่าเงินฝากจะถูกนำไปใช้เพื่ออะไร

เงินฝากสีเขียวในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย จากการหาข้อมูลของธนาคารต่างๆ พบว่า ล่าสุดมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้เปิดบริการเงินฝากสีเขียว โดยเป็นบริการสำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจเท่านั้น ใช้ชื่อว่า Sustainable Deposit หรือ เงินฝากเพื่อความยั่งยืน ลูกค้าธุรกิจที่ต้องการใช้บริการ ต้องมีคุณสมบัติตรงกับที่ทางธนาคารกำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งก็มีข่าวออกมาว่า ตอนนี้มีโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) เป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นรายแรกที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์เงินฝากเพื่อความยั่งยืนในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นรายแรกที่รับการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) และออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) โดยผสานความร่วมมือกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ในการนำเสนอออกสู่ตลาด ตั้งแต่ปี 64

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า มีธนาคารอื่นๆ เช่น ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) ก็มีผลิตภัณฑ์บัญชีเงินฝากสีเขียวสกุลเงินบาทเช่นกัน โดยมีตั้งแต่ปี 64 แล้ว เพื่อสนับสนุนลูกค้าประเภทองค์กร ร่วมพัฒนาธุรกิจสู่ความยั่งยืนในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการสานต่อพันธกิจของธนาคารในด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050 และมีบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL บริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ผู้ประกอบธุรกิจร้านค้าสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดของไทย ได้ร่วมประเดิมเปิดบัญชีเงินฝากสีเขียวในสกุลเงินบาทเป็นรายแรกๆ 

ข้อดีของเงินฝากสีเขียว

  • สร้างผลตอบแทนทางการเงิน: ได้รับดอกเบี้ยจากเงินฝาก
  • สร้างผลตอบแทนทางสังคม: ร่วมสนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • สร้างภาพลักษณ์ที่ดี: แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม

ข้อเสียของเงินฝากสีเขียว

  • ผลตอบแทนอาจจะน้อยกว่าเงินฝากประจำทั่วไป
  • ตัวเลือกยังมีน้อย ธนาคารที่เปิดให้บริการเงินฝากสีเขียวยังมีจำนวนจำกัด

เงินฝากสีเขียว ยังถือว่าใหม่ในบ้านเราพอสมควร หากเทียบกับต่างประเทศ ซึ่งธุรกิจไหนที่อยากสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และยังได้รับอัตราดอกเบี้ยจากการฝากเงิน เงินฝากสีเขียว ก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก อาจจะมีการแบ่งเงินในธุรกิจบางส่วนมาใช้บริการเงินฝากสีเขียวก็ได้ ซึ่งได้ทั้งภาพลักษณ์ที่ดี และร่วมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม หากต้องการใช้บริการก็อย่าลืมศึกษาข้อมูลและเงื่อนไขต่างๆ จากธนาคารด้วยความละเอียดรอบคอบด้วย

Photo : Freepik

BYD บริษัทรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ของจีน ได้เปิดสงครามด้านราคารถยนต์ไฟฟ้าอีกครั้ง ล่าสุด BYD Seagull ได้ลดราคาเหลือเพียง 350,000 บาท ซึ่งถูกกว่ารถสันดาปทั่วไปเสียอีก ซึ่งนี่ชี้ให้เห็นถึงศึกใหญ่ของหลายแบรนด์คู่แข่ง

BYD ปรับลดราคารุ่น Seagull เหลือเพียง 69,800 หยวน หรือราวๆ 3.5 แสนบาท และนี่เป็นสัญญาณของสงครามในด้านราคารถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยปรับลดราคา BYD Yuan Plus หรือ BYD Atto 3 กว่าร้อยละ 12 ซึ่งทำให้ถูกกว่ารถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์อื่นๆหลากหลายแบรนด์อยู่มาก 

Credit : BYD

อีกทั้งยังได้มีนักวิเคราะห์ประเมินว่า BYD มีแนวโน้มที่จะปรับลดราคารถยนต์อีกในปีนี้ ซึ่งก็จะทำให้กำไรของบริษัทลดลงเป็นจำนวนมาก

ท่ามกลางการเติบโตที่ไม่สม่ำเสมอของเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก ยอดขาย (รวมถึงการส่งออก) รถยนต์พลังงานใหม่ เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบตเตอรี่บริสุทธิ์ และปลั๊กอินไฮบริด คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 13% เป็น 11.5 ล้านคันในปีนี้ ซึ่งช้ากว่าการเติบโตที่เพิ่มขึ้น 38% ในปี 2566 อย่างมาก

BYD มีแนวโน้มที่จะเสนอส่วนลดเพิ่มเติมจนถึงปี 2024 Shi Ji นักวิเคราะห์จากฮ่องกงจาก China Merchants Bank International กล่าว และเสริมว่า สิ่งนี้จะกดดันอัตรากำไรขั้นต้นของแบรนด์ แต่ความเจ็บปวดอาจถูกชดเชยบางส่วนด้วยการลดต้นทุนโดยซัพพลายเออร์

Credit : Reuters

อัตรากำไรขั้นต้นสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Warren Buffett จะต้องรักษาไว้ได้ดีพอสมควร โดยบันทึกอัตรากำไรขั้นต้น 22% ในไตรมาสที่สาม เพิ่มขึ้นจาก 18.7% ในไตรมาสที่สอง ตามการคำนวณของ Reuters

บีวายดี ยังได้ขยายการดำเนินงานในต่างประเทศอย่างจริงจังอีกด้วย ตัวอย่างเช่น เป็นหัวหอกในการผลักดันรถยนต์ EV ของจีนในออสเตรเลียและเริ่มก่อสร้างศูนย์การผลิตในบราซิล

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันถือว่ามีการแข่งขันกันสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี, การดีไซน์ หรือสุดท้ายแล้วก็จะมาแข่งขันกันในด้านราคา ซึ่งนี่เป็นผลประโยชน์ต่อผู้ใช้หรือลูกค้าอย่างแน่นอน เนื่องจากผู้ผลิตทุกเจ้าต้องทำราคาให้เข้าถึงได้ง่าย และสามารถใช้งานรถได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่ง BYD กำลังทำเช่นนั้น

ที่มา : Reuters

Source : Spring News

โดยสร้างความสมดุลที่เท่ากันระหว่างคาร์บอนที่ปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศและคาร์บอนที่ถูกกำจัดออกจากบรรยากาศ แต่เนื่องจากคาร์บอนมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศต่างๆ จึงต้องคำนวนงบประมาณใหม่บ่อยกว่าที่คาดไว้

งบประมาณคาร์บอนทำงานอย่างไร

ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่า งบประมาณคาร์บอนพยายามสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคส่วนหนึ่ง เช่น ภาคการเกษตร กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกันในอีกภาคส่วนหนึ่ง

สามารถช่วยจำกัดภาวะโลกร้อนได้เนื่องจากงบประมาณคาร์บอนเชื่อมโยงอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพิ่มเติม และสามารถเสนอแนวทางที่เป็นขั้นตอนในการบรรลุเป้าหมายสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ยังช่วยวัดประสิทธิผลของมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น การใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียน และคำนึงถึงปัจจัยบรรเทา เช่น โครงการที่เริ่มในการดักจับคาร์บอนหรือแผนการปลูกป่าใหม่

ด้วยวิธีนี้ จะเปิดหน้าต่างว่าประเทศต่างๆ ใกล้จะถึงจุดศูนย์สุทธิแค่ไหน บางแห่ง รวมทั้งสหราชอาณาจักรและญี่ปุ่น ได้กำหนดงบประมาณคาร์บอนที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

ทางสู่สุทธิศูนย์

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถือเป็นสิ่งสำคัญในการจำกัดอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นให้ไม่เกิน 1.5 -2 องศา เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังกล่าวว่าชุมชนและการดำรงชีวิตจะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น เหตุการณ์สภาพอากาศเลวร้ายบ่อยครั้ง ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลง

เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอันเนื่องมาจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศถือเป็นความเสี่ยงใหญ่เป็นอันดับสองที่ส่งผลกระทบต่อโลกในอีกสองปีข้างหน้า ตามรายงานความเสี่ยงทั่วโลกประจำปี 2024  ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในอีก 10 ปีข้างหน้า

คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสูงสุดและมีการสนับสนุนที่แข็งแกร่ง ในปี 2558 196 ประเทศและสหภาพยุโรปได้ลงนามในข้อตกลงปารีสของสหประชาชาติเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมากกว่า 70 ประเทศ รวมถึงจีน สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนในปริมาณมากที่สุด ได้ให้คำมั่นว่าจะลดปริมาณการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ถึง 2560 ซึ่งครอบคลุม 76% ของการปล่อยก๊าซทั่วโลก

ความท้าทายข้างหน้า

ในรายงานล่าสุดที่ตีพิมพ์ในปี 2023 คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ได้สรุปรายงานในช่วง 5 ปีเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก การปล่อยเชื้อเพลิงฟอสซิล และผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ

รายงานการสังเคราะห์ AR6 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปี 2023 เตือนว่า เพื่อรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในขีดจำกัด 1.5°C การปล่อยก๊าซจะต้องลดลงอย่างน้อย 43% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับระดับปี 2019 และอย่างน้อย 60% ภายในปี 2035 นี่เป็นทศวรรษชี้ขาดที่จะ ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น

รายงานของ IPCC พบว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นประมาณครึ่งหนึ่งของอัตราในทศวรรษก่อนหน้า และบางประเทศกำลังใช้งบประมาณคาร์บอนเพื่อช่วยจัดทำแผนระยะยาวที่เน้นความยั่งยืน

ตัวอย่างเช่น งบประมาณของคอสตาริกา รวมถึงมาตรการต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าการลงทุนจะได้รับการจัดสรรเพื่อการขนส่งสาธารณะที่ยั่งยืน ในขณะที่ฟิจิ ซึ่งเป็นหมู่เกาะที่เสี่ยงต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น กำลังตั้งเป้าหมายในการฟื้นฟูระบบนิเวศ

นอกจากนี้ยังมีการถกเถียงกันว่าประเทศใดควรกำหนดงบประมาณที่เข้มงวดที่สุด ผู้ปล่อยรายใหญ่ที่สุดควรแบกรับความรับผิดชอบมากที่สุดหรือควรแบ่งปัน สหราชอาณาจักรบรรลุตามงบประมาณคาร์บอนฉบับที่สาม – สำหรับช่วงปี 2018 ถึง 2022  โดยมีส่วนเกิน แต่คณะกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CCC) ของประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้เตือนรัฐบาลว่าอย่าดำเนินการเกินดุลดังกล่าวเพื่อ “ผ่อนคลายงบประมาณคาร์บอนในภายหลัง” พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปี 2008 กำหนดให้งบประมาณคาร์บอนเป็นเป้าหมายทางกฎหมายสำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสหราชอาณาจักรในช่วงระยะเวลาห้าปี

ทั้งนี้งบประมาณคาร์บอนในอนาคตจะต้องมีการเพิ่มความเร็วและความกว้างของการลดการปล่อยคาร์บอน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาเส้นทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้ ไปสู่ Net Zero 

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กรมธุรกิจพลังงาน จับมือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เร่งแก้ไขปัญหาระบบการค้าและความปลอดภัยก๊าซปิโตรเลียมเหลวภาคครัวเรือนทั้งระบบ  กำหนดเกณฑ์มาตรฐานกลางในการคัดสภาพถังก๊าซหุงต้มของร้านจำหน่าย โรงบรรจุ และผู้ค้าก๊าซฯ เพิ่มความเข้มข้นการตรวจตรา เพิ่มประสิทธิภาพการส่งถังกลับไปซ่อม และเพิ่มช่องทางรับเรื่องร้องเรียนซึ่งมีการเชื่อมโยงกันระหว่างหน่วยงานรัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน  เผยเพิ่มโทษการนำถังก๊าซหุงต้มไปเติมที่สถานีบริการสำหรับรถยนต์ เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม  โดยสามารถติดต่อแจ้งเบาะแสได้ที่ กรมธุรกิจพลังงาน เบอร์โทรศัพท์ 02 794 4307 หรือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ที่สายด่วน 1166

วันนี้ (8 มีนาคม 2567) นายสราวุธ  แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน และนายธสรณ์อัฑฒ์  ธนิทธิพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของทั้งสองหน่วยงาน โดยกำหนดกรอบแนวทางความร่วมมือ ได้แก่

  1. การประสานความร่วมมือ  จัดตั้งสายด่วน Hotline รับเรื่องร้องทุกข์ เพื่อดูแลสิทธิของประชาชน โดยทั้งสองหน่วยงานจะร่วมมือในการประสานงานและส่งต่อเรื่องร้องทุกข์ระหว่างหน่วยงาน
  2. การประชาสัมพันธ์  จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ด้านความปลอดภัย ระบบการค้า และข้อกฎหมายของระบบก๊าซหุงต้ม
  3. การตรวจตรา  เพื่อให้การกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้มให้ปฏิบัติตามข้อกฎหมายและกฎระเบียบของกรมธุรกิจพลังงานและสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
  4. การบูรณาการความร่วมมืออื่นๆ  ส่งเสริมการปฏิบัติงานตามภารกิจของสองหน่วยงาน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน

“ความร่วมมือระหว่าง กรมธุรกิจพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรับ-ส่งเรื่องร้องทุกข์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ยังช่วยอำนวยความสะดวกผู้บริโภคในการแจ้งเรื่องร้องทุกข์ เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยและความเป็นธรรม และที่สำคัญยังช่วยแก้ไขและป้องกันปัญหาผู้ประกอบธุรกิจร้านจำหน่ายนำถังก๊าซหุงต้มที่เสื่อมสภาพ ไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย มาจำหน่ายให้กับประชาชนได้ในระยะยาว” นายสราวุธ กล่าว

ทั้งนี้ หากประชาชนท่านใดพบปัญหาเกี่ยวกับถังก๊าซหุงต้ม อาทิ กรณีพบการจำหน่ายถังก๊าซหุงต้มหมดอายุ หรือถังที่ไม่ระบุปีที่หมดอายุ พบการจำหน่ายถังก๊าซหุงต้มที่มีวาล์วอายุการใช้งานเกิน 10 ปี หรือกรณีอื่นๆ เช่น การปลอมแบรนด์ ถังเสื่อมสภาพ มีรอยบุบ รอยผุกร่อน แตกร้าว ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ รวมทั้ง กรณีผู้ประกอบธุรกิจไม่ออกหลักฐานการรับเงิน ไม่รับคืนถังก๊าซหุงต้ม หรือไม่คืนเงินประกันถังก๊าซหุงต้ม และไม่ติดฉลากสินค้า หรือกรณีร้องเรียน เมื่อสินค้าไม่เป็นไปตามฉลากระบุ สามารถติดต่อแจ้งเบาะแสได้ที่ กรมธุรกิจพลังงาน เบอร์โทรศัพท์ 02 794 4307 หรือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ที่สายด่วน 1166

Source : Energy News Center