การตื่นตัวเพื่อลดปัญหาการเปลี่ยนแปลสภาพภูมิอากาศ และกระแสการส่งเสริมการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียน ณ เวลานี้เกิดขึ้นในระดับประเทศและในระดับองค์กร

การมีใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Certificate (REC) จึงถือเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถอ้างสิทธิ์การผลิตและการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ผ่านการซื้อและขายใบรับรอง REC เพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของหน่วยงานหรือองค์กร

ทั้งนี้ การออกใบรับรอง REC จะมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ให้การรับรองแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งปัจจุบันมี REC ที่ผ่านการรับรองซื้อขายแล้ว 16.02 ล้าน REC และถ้ารวมในส่วนของกฟผ.ด้วยแล้วจะอยู่ที่ 20.15 ล้าน​ REC หรือราว 4,902.92 เมกะวัตต์ จากจำนวน 347 ราย ซึ่งอยู่ในกลุ่มของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก

อย่างไรก็ดี การซื้อขาย REC กำลังจะเปิดโอกาสให้องค์กรและประชาชนรายย่อยที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถขอและขายใบรับรอง REC ได้ง่ายขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับบริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด เตรียมเปิดตัวแพลตฟอร์มให้บริการขึ้นทะเบียนและขายใบรับรอง REC ที่จะเริ่มดำเนินการในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ถือเป็นการสร้างรายได้เพิ่มให้กับผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย และส่งเสริมให้เกิดการผลิตและการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืนในประเทศ

กฟผ.รับรองแล้ว 347 ราย ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ขาย REC สร้างรายได้เพิ่ม

ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ชี้ให้เห็นว่า การร่วมมือกับ บริษัท อินโนพาวเวอร์ ในครั้งนี้ จะเป็นการสนับสนุนและผลักดันให้เกิดระบบนิเวศน์สีเขียวที่ยั่งยืน (Green Ecosystem) ผ่านการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดในภาคประชาชน ถือเป็นครั้งแรกที่ประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะมีช่องทางการให้บริการที่ง่ายและสะดวกในการขึ้นทะเบียน REC และทำการขายใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียนผ่านบริษัท อินโนพาวเวอร์ จากที่ผ่านมาจะเป็นการขึ้นทะเบียนให้กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น นอกจากจะช่วยประหยัดค่าไฟแล้ว ยังได้ประโยชน์จากการขายใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียนอีกด้วย

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะช่วยจุดกระแสให้ประชาชนทั่วไปหันมาผลิตและใช้พลังงานสะอาดผ่านการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ให้สำเร็จ

“ธนาคารได้ใช้ความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลในการพัฒนาบริการต่าง ๆ ให้กับโครงการฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ให้บริการยืนยันตัวตนและนำส่งข้อมูลประกอบการขึ้นทะเบียน REC 2) ออกแบบ UX/UI และพัฒนาระบบเทคโนโลยีสาระสนเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟสมัครใช้บริการขึ้นทะเบียน REC

3) ให้บริการ Cash Management ซึ่งเป็นการพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่เชื่อมต่อระหว่างธนาคาร อินโนพาวเวอร์ และลูกค้าที่ขาย REC ให้มีรูปแบบการชำระเงินที่เหมาะสม ปลอดภัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ใช้รายย่อย และสร้างประสบการณ์ที่ดีในการรับ-จ่ายเงิน”

นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัท เป็นผู้ให้บริการจัดหาและซื้อขายใบรับรอง REC ครบวงจร ซึ่งที่ผ่านมาได้ให้บริการกับองค์กรขนาดใหญ่ แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทฯ ร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยเข้าไปช่วยรวบรวมกำลังการผลิตไฟฟ้าระดับรายบุคคลและองค์กรรายย่อยที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีขนาดกำลังการผลิตไม่ถึง 500 กิโลวัตต์ ซึ่งมีจำนวนมาก และตลาดโซลาร์รูฟท็อปมีอัตราการเติบโตสูงถึงปีละ 26%

บริษัทฯ จึงได้ร่วมมือกับธนาคารพัฒนา REC Aggregator Platform ผ่านการรวบรวมและจัดเตรียมข้อมูลการขึ้นทะเบียน REC เพื่อช่วยผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยสามารถยื่นขอใบรับรอง REC ได้สะดวกขึ้น และอำนวยความสะดวกในการนำ REC ที่ออกและได้รับการรับรองไปจำหน่ายแก่ผู้รับซื้อ นอกจากจะช่วยให้ผู้ผลิตรายย่อยสามารถขาย REC เป็นรายได้อีกช่องทางหนึ่งแล้ว แพลตฟอร์มนี้ยังช่วยกระตุ้นให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในตลาดเติบโตยิ่งขึ้น และยังช่วยให้องค์กรและประเทศบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) อย่างเป็นรูปธรรม

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ช่วงหน้าร้อนนอกจากอากาศร้อนแล้ว ค่าไฟก็ขึ้นแทบทุกบ้านเช่นกัน และหนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ทุกคนใช้อย่างเครื่องปรับอากาศ หรือแอร์ ก็เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟค่อนข้างมาก ท่านที่เปิดเฉพาะตอนนอน ก็ดีหน่อย แต่บางท่านเปิดกันทั้งวันทั้งคืน ค่าไฟนั้นเพิ่มจากปกติหลายเท่าอย่างแน่นอน และวันนี้ทางทีมงานได้สรุปวิธีการใช้แอร์แบบไหน ถึงจะประหยัดไฟที่สุดมากฝากกัน รับรองว่าสามารถช่วยลดค่าไฟให้กับทุกท่านได้อย่างแน่นอน เพราะมีหลายท่านใช้วิธีต่างๆ เหล่านี้แล้ว ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นตามสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ว่าช่วยลดค่าไฟได้จริงๆ

1.ล้างแอร์ และทำความสะอาด

สำหรับท่านที่ใช้แอร์แล้วไม่เคยทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่นเลย แนะนำว่าให้ถอดออกมาทำความสะอาดกันก่อนเลย ซึ่งแผ่นกรองฝุ่นก็จะมีทั้งแบบที่โดนน้ำได้ และแบบที่เป็นกรองกระดาษไม่สามารถล้างด้วยน้ำได้ ก็จัดการทำความสะอาดกันให้เรียบร้อย เผื่อให้ลมสามารถผ่านเข้าสู่แอร์ได้สะดวกยิ่งขึ้น และใครที่ไม่เคยล้างแอร์เลย ก็มีคำแนะนำว่าควรล้างปีละ 1 ครั้ง ซึ่งจะช่วยกำจัดเศษฝุ่น และคราบสกปรกต่างๆ ที่ติดตั้งอยู่ภายใน ช่วยลดภาระในการทำงานของเครื่อง และยังช่วยเครื่องการฆ่าเชื้อโรคต่างๆ อีกด้วย ใครที่ล้างเองได้ ก็สามารถหาซื้อน้ำยา และอุปกรณ์ผ่านร้านค้าออนไลน์ได้เลย แต่อาจจะไม่สะอาดทุกส่วน หากเป็นไปได้จ้างช่างมาล้างแอร์ แบบถอดออกมาล้าง เป็นวิธีที่ดีที่สุดครับ เดี๋ยวนี้มีให้บริการเยอะแยะมากมาย ราคาอยู่ในช่วง 500 – 1,200 บาทต่อเครื่องโดยประมาณ

2.จำกัดพื้นที่ในการเปิดแอร์

แอร์ทุกเครื่อง จะมีความสามารถในการทำความเย็นตามสเปคเครื่อง เวลาเลือกซื้อเราก็จะได้คำแนะนำว่าควรเลือกขนาดเครื่องให้เหมาะสมกับพื้นที่ แต่บางท่านติดตั้งแอร์ในห้องที่อาจจะไม่เหมาะสม ด้วยข้อจำกัดต่างๆ เช่น เป็นบ้านรุ่นเก่าที่มีโถงขนาดใหญ่เต็มชั้น 1 หรือเรียกได้ว่าเป็นห้องเปิดโล่งขนาดใหญ่มาก เวลาเปิดแอร์ กว่าแอร์จะสามารถทำความเย็นได้ทัน ก็ใช้เวลาพอสมควร และแอร์ก็ต้องทำงานตลอดเวลา ทำให้ใช้ไฟฟ้าค่อนข้างมาก วิธีแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ก็คือ ให้ลดพื้นที่เปิด ซึ่งบางท่านก็ติดตั้งฉากกั้นแบบเลื่อนเปิด-ปิดได้ เพื่อลดขนาดพื้นที่ห้องลง ส่วนไหนที่ไม่จำเป็นต้องใช้แอร์ ก็ปิดลงไปเลย ซึ่งก็ยังคงสามารถเปิดฉากกั้นเพื่อใช้พื้นที่ได้ดังเดิม ซึ่งการลดขนาดพื้นที่ลง แอร์ก็จะทำงานน้อยลง ช่วยประหยัดไฟได้มากขึ้นนั่นเอง

3.ตั้งอุณหภูมิ 26 – 27 องศา และเปิดพัดลมไปด้วย

ปกติจะมีคำแนะนำให้เปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 25 องศา เป็นค่ากลางที่ใช้ได้กับทุกคน ทุกสถานที่ แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ได้มีคำแนะนำใหม่สำหรับคนที่ต้องการประหยัดไป คือ ให้ตั้งอุณหภูมิไปที่ 26 หรือ 27 องศา ตามความเหมาะสมในการใช้งาน และสถานที่ของแต่ละท่าน พร้อมให้เปิดพัดลมช่วย เพื่อช่วยให้ความเย็นกระจายไปทั่วห้อง ตัวพัดลมเองกินไฟน้อยกว่าแอร์มา เรียกว่าต่ำกว่าประมาณ 10 เท่านั้น เมื่อมาทำงานช่วยกันทั้งแอร์ และพัดลม ก็ช่วยประหยัดไฟได้ค่อนข้างมากเลยทีเดียว แถมเรายังได้ความเย็นกระจายไปทั่วห้องอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ต้องบอกว่า มีคนทดลองทำแล้ว พบว่าช่วยประหยัดไฟได้จริงๆ แต่ก็อยากให้ดูตามความเหมาะสมด้วย เพราะถ้าพื้นที่ที่ใช้มีบริเวณใหญ่มากๆ ความเย็นอาจจะไปไม่ทั่วถึง แนะนำให้ลดอุณหภูมิให้ต่ำกว่าที่แนะนำ และสามารถเปิดพัดลมช่วยได้เช่นกัน

4.งดใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดความร้อนสูง ในขณะเปิดแอร์

เรื่องนี้อาจจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เวลาใช้งานมีความร้อนเกินขึ้นใหม่ เช่น เตาไฟฟ้าสำหรับประกอบอาหาร ไดร์เป่าผม เตารีด เป็นต้น เพราะการเปิดแอร์เพื่อทำความเย็น แล้วมีความร้อนเกิดขึ้น จะส่งผลให้แอร์ทำงานหนักมากขึ้น ใช้ไฟมากขึ้นนั่นเอง ดังนั้นเราควรปรับรูปแบบการใช้งานให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น เช่น อาจจะเป่าผมด้วยไดร์เป่าผมให้เรียบร้อยเสียก่อน ค่อยเปิดแอร์ในห้องนอน หรือจะรีดผ้า ก็แนะนำให้เปิดพัดลมเป่าตัวเราให้แรงกว่าเดิม หรือใครจะใช้เตาไฟฟ้าประกอบอาหาร ก็อาจจะเปิดหน้าตา ประตูห้อง เพื่อทำอาหารให้เรียบร้อยเสียก่อน ค่อยเปิดแอร์ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้เราประหยัดค่าไฟได้อย่างแน่นอน

5.ตั้งเวลาปิดแอร์ล่วงหน้า

แอร์ส่วนใหญ่จะมีระบบตั้งเวลาปิดมาให้แล้ว บางรุ่นก็อาจจะตั้งได้ทั้งเปิดและปิด ซึ่งแนะนำให้ใช้ประโยชน์จากฟังก์ชั่นนี้ เพราะหยุดการทำงานของแอร์ เช่น เราอาจจะตั้งเวลาปิดแอร์ก่อนเวลาที่เราจะตื่นนอนสักครึ่งชั่วโมง แค่วิธีง่ายๆ แค่นี้ก็สามารถช่วยประหยัดไฟได้แล้ว แต่ก่อนตั้งเวลา ก็อย่าลืมตั้งนาฬิกาที่รีโมทให้ตรงด้วย บางรุ่นถ้าไม่สามารถกำหนดเป็นเวลาได้ ได้เป็นแบบกำหนดจำนวนนาที หรือชั่วโมง ก็ให้นับเวลาให้ดีก่อนจะตั้ง สำหรับคนที่กังวลว่า ตั้งปิดแอร์ก่อนเวลาตื่น จะทำให้ร้อนไม่มีอากาศหายใจหรือไม่ ต้องบอกว่า หลังจากปิดแอร์แล้ว ความเย็นจะยังคงอยู่ประมาณ 30 นาที ทำให้เรายังรู้สึกสบาย ไม่ร้อน

ทั้งหมดนี้ก็เป็น 5 วิธีที่ช่วยประหยัดไฟจากการใช้แอร์ ซึ่งมีคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับแอร์ด้วย หากใครที่ใช้แอร์เก่า กินไฟเยอะ มีขนาดไม่เหมาะสมกับพื้นที่ แนะนำให้มองหาแอร์ตัวใหม่มาเปลี่ยนใช้งาน หากมีงบประมาณนะครับ เพราะแอร์รุ่นใหม่นั้นกินไฟน้อยกว่าแอร์รุ่นเก่าๆ ค่อนข้างมาก หากมองในระยะสั้นอาจจะไม่คุ้มค่า แต่ถ้ามองในระยะยาวแล้วคุ้มค่ากว่ามาก ทั้งค่าไฟที่จะลดลง และการรับประกันตัวแอร์ที่มีให้ เวลาแอร์มีปัญหาจะได้ไม่ต้องเสียค่าซ่อม

ก็ลองเอาไปทำกันนะครับ รับรองว่าประหยัดไฟกว่าเดิมแน่นอน

Photo : freepik

รถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV ในปัจจุบันถือเป็นเทรนด์ทั่วโลกที่คนให้ความสนใจ ในปี 2027 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า รถยนต์ไฟฟ้าจะถูกกว่ารถสันดาปทั่วไป ซึ่งชี้ให้เห็นว่าทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนาให้ต้นทุนการผลิตถูกลง

รถ EV จะถูกลงและถูกกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไป กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจในปัจจุบัน ซึ่งก่อนหน้านี้Gartnerคืออนาคต แต่ในปัจจุบันเราได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าวิ่งกันบนถนนบ่อยๆหลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นจากค่าย BYD, MG หรือ Tesla และยังมีแบรนด์อื่นๆอีกมากมายที่เข้ามาจำหน่ายในไทย

ซึ่งในประเทศไทยในหลายพื้นที่ก็มีจุดชาร์จและศูนย์บริการรองรับแล้ว ซึ่งล่าสุด Gartner ได้มีการวิเคราะห์ว่า รถ EV จะถูกกว่ารถสันดาปทั่วไปในปี 2027 หรืออีกภายใน 3 ปีข้างหน้า ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก

Credit : ArenaEV

หากพูดถึงรถ EV ก็คงต้องพูดถึง แบตเตอรี่ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่แพงที่สุด แต่สิ่งที่เรียกว่า “gigacasting” ได้สร้างผลกระทบกับวงการรถยนต์ไฟฟ้า ผู้ผลิตรถยนต์ต้องการสร้างชิ้นส่วนตัวถังจากโลหะชิ้นเดียวเท่านั้ นแทนที่จะต้องเชื่อมและติดชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยตัวอย่างคือ Tesla ได้ใช้เทคนิคนี้ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและต้นทุนในกระบวนการนี้ได้เป็นจำนวนมาก

นักวิเคราะห์กำลังแนะนำว่าภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ราคาของการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าอาจพอๆ กันและอาจลดลงต่ำกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไปด้วยซ้ำ 

ในกระแสที่ไม่เอื้ออำนวย รถ EV เหล่านี้มีการออกแบบที่ซับซ้อนและเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบรวมอาจทำให้ผู้ใช้ต้องคอยกังวล โดยมีรายงานคาดการณ์ว่าหากคุณประสบอุบัติเหตุร้ายแรง การซ่อมแซมรถ EV จะมีราคาสูงกว่าการซ่อมรถยนต์ที่ใช้น้ำมันถึง 30%

อย่างไรก็ตามตลาดรถ EV มีแนวโน้มที่จะน่าดึงดูดมากขึ้นจากนักลงทุนทั่วโลก แต่การแข่งขันกลับกลายเป็นสิ่งที่เลวร้ายในสงครามครั้งนี้ โดยในที่สุดผู้ผลิตรถยนต์ที่ก่อตั้งขึ้นก็เริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง

ในขณะเดียวกัน แบรนด์จีนที่มีความทะเยอทะยานอย่าง BYD และ MG กำลังสนใจผลิตและจำหน่ายรถโมเดลที่มีราคาสูง แต่สุดท้ายแล้วจะเหลือผู้เล่นที่สามารถทำได้ทั้งราคาที่เข้าถึงง่าย และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Credit : ArenaEV

ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีแบรนด์หรือค่ายรถยนต์น้องใหม่ออกมาเปิดตัวโชว์ความล้ำสมัยของรถ EV มากมาย เช่น Lucid, Nio หรือ Rivian ไม่ว่าจะเป็นรถบินได้ เทคโนโลยีรถไร้คนขับต่างๆ ถึงแม้จะน่าตื่นเต้นกับเทคโนโลยีก็จริง แต่ในด้านราคาและการใช้งานจริงอาจทำให้แบรนด์เหล่านี้ต้องยอมแพ้ไปในการแข่งขันที่สูงมากในตลาดโลก 

Credit : ArenaEV

อย่างไรก็ตามการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันถือว่าตอบโจทย์ใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดค่าเชื้อเพลิง สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ที่บ้านในช่วง Off-Peak ซึ่งสะดวกและประหยัดกว่าการเติมน้ำมัน, เทคโนโลยีการขับขี่ที่สะดวกสบาย พร้อมไปด้วยระบบอินโฟเทนเมนท์มากมาย

แต่สุดท้ายแล้วผู้ใช้งานรถหลายคนก็ยังคงมีข้อกังวลในด้านการซ่อมแซม ประกัน หรือศูนย์บริการต่างๆ ยังคงต้องถูกบ่มเพาะและพัฒนาอีกมาก เพื่อให้คนลดข้อสงสัยเกี่ยวกับรถ EV และเปลี่ยนจากรถสันดาปทั่วไปมาเป็นรถ EV ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากในอนาคต

ที่มา : ArenaEV

Source : Spring News

ลืม “ข้าวหน้าเนื้อ” แบบเดิม ๆ ไปได้เลย เกาหลีใต้คิดค้น “ข้าวเนื้อ” ที่มีเซลล์เนื้อวัวอยู่ในเมล็ดข้าวได้สำเร็จ ตั้งเป้าเห็นแหล่งโปรตีนที่ยั่งยืนแห่งอนาคต ที่มีราคาไม่แพง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงวัวเพื่อการบริโภคอีกต่อไป

ศ.ฮง จินกี จากมหาวิทยาลัยยอนเซ ในกรุงโซล ผู้นำงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Matter กล่าวว่า “ข้าวเนื้อ” เป็นผลิตภัณฑ์อาหารชนิดแรกที่ผสานแหล่งโปรตีนจากเนื้อสัตว์เข้าไว้ในเมล็ดข้าว

พัค โซฮยอน ผู้เขียนงานวิจัยกล่าวเสริมว่า “ข้าวมีสารอาหารที่สูงอยู่แล้ว แต่การเพิ่มเนื้อสัตว์เข้าไปจะช่วยให้ได้สารอาหารมากขึ้น ทำให้ได้รับสารอาหารทั้งหมดที่เราต้องการจากกินข้าวเพียงอย่างเดียว”

‘เกาหลีใต้’ ผลิต ‘ข้าวเนื้อ’ แหล่งโปรตีนแห่งอนาคต เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

มีทั้งข้าว มีทั้งเนื้อในเมล็ดเดียว

ข้าวเนื้อมีสีชมพูได้มาจากการผสมเนื้อสัตว์เข้าไป ถือเป็นแหล่งโปรตีนที่มีราคาถูกและยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า แถมมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่ำกว่าเนื้อวัวมาก

ขั้นแรกของการเพาะข้าวเนื้อ เริ่มจากเคลือบข้าวด้วยเจลาตินจากปลา เพื่อช่วยให้เซลล์เนื้อยึดเกาะได้ดีขึ้น จากนั้นจึงใส่กล้ามเนื้อวัวและสเต็มเซลล์ไขมันลงในเมล็ดข้าว แล้วจึงนำไปเพาะในจานเพาะเชื้อ

การศึกษากล่าวว่า โครงสร้างเซลล์สัตว์มีขนาดเล็ก สามารถเติบโตเข้าได้อย่างดีกับเมล็ดข้าวที่มีโครงสร้างที่มีรูพรุนและเป็นระเบียบ เพราะมีลักษณะเดียวกันกับโมเลกุลบำรุงรักษาได้ดี

หลังจากผ่านไปประมาณ 9-11 วัน เซลล์เนื้อจะเจริญเติบโตบนพื้นผิวของเมล็ดข้าวและภายในเมล็ดข้าวได้เอง จนมีลักษณะเหมือนกับซูชิเนื้อขนาดจิ๋ว มีเนื้อสัมผัส ลักษณะทางโภชนาการ และรสชาติที่แตกต่างจากเมล็ดข้าวแบบดั้งเดิม โดยเนื้อสัมผัสของข้าวเนื้อจะแน่นและร่วนมากกว่าข้าวทั่วไป มีโปรตีนและไขมันสูงกว่า 

ข้าวที่มีเนื้อผสมในปริมาณสูงกว่าจะมีกลิ่นคล้ายเนื้อวัวและอัลมอนด์ ในขณะที่ข้าวที่มีปริมาณไขมันสูงกว่าจะมีกลิ่นคล้ายครีมหรือน้ำมันมะพร้าว

งานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นการสร้างอาหารชนิดใหม่ที่ช่วยให้มนุษย์สามารถเอาชนะวิกฤติทางอาหาร ความกังวลด้านสุขภาพ ความเสี่ยงของโรคติดเชื้อ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการขาดแคลนทรัพยากรในคราวเดียวกัน

พัคให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ว่าก่อนหน้านี้ทีมวิจัยได้ทดลองผสมเนื้อเข้ากับอาหารประเภทต่าง ๆ แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เช่น ถั่วเหลือง แต่เนื่องจากโครงเซลล์ของถั่วเหลืองมีขนาดใหญ่เกินไป จะทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับรสสัมผัสของเนื้อได้

‘เกาหลีใต้’ ผลิต ‘ข้าวเนื้อ’ แหล่งโปรตีนแห่งอนาคต เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“ข้าวเนื้อ” ลดโลกร้อน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเนื้อสัตว์ทางเลือกและนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น เนื้อที่เพาะเลี้ยงในห้องแล็บ ผลิตภัณฑ์ “แพลนต์เบส” (Plant-based) ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพื่อต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เกิดขึ้นจากการทำปศุสัตว์

ข้อมูลจากสหประชาชาติระบุว่า การทำฟาร์มและปศุสัตว์ถึง 12% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมที่เกิดจากมนุษย์ โดยการผลิตเนื้อวัวนั้นมีคาร์บอนเข้มข้นที่สุด ในแต่ละปีการทำปศุสัตว์จะปล่อยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวน 6,200 ล้านตันเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ

แต่หลังจากเป็นกระแสได้เพียงไม่นาน ผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์จำนวนมากไม่สามารถดึงดูดผู้บริโภคและเข้าสู่กระแสหลักได้ แต่กลุ่มนักวิจัยชาวเกาหลีกล่าวว่าผลิตภัณฑ์ของพวกเขาอาจมีข้อได้เปรียบมากกว่า เพราะใช้ส่วนผสมที่ปลอดภัย เข้าถึงได้ ราคาไม่แพง และยังมีความยั่งยืนในการผลิต

ปัจจุบันเนื้อวัวไม่ติดมันราคาประมาณ 14.88 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม ส่วนข้าวขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 2.20 ดอลลาร์ จากการประเมินของทีมวิจัยคาดว่าข้าวเนื้อจะขายได้ในราคากิโลกรัมละ 2.23 ดอลลาร์ นอกจากนี้ข้าวเนื้อที่มีโปรตีน 100 กรัมจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า 6.27 กิโลกรัม ขณะที่เนื้อวัว 100 กรัมจะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 49.89 กิโลกรัม

พัคกล่าวว่า หากทีมวิจัยสามารถพัฒนาเซลล์ไลน์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่เพาะเลี้ยงจนสามารถแบ่งและเติบโตต่อไปได้เป็นระยะเวลานาน ก็จะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการเพาะพันธุ์ปศุสัตว์อีกต่อไป และสามารถสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนได้

อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ข้าวเนื้อยังไม่ได้วางจำหน่ายในร้านอาหาร ทีมวิจัยเตรียมพัฒนากระบวนการเพื่อให้เซลล์สามารถเติบโตได้ดีขึ้นในเมล็ดข้าวและสร้างคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น ซึ่งหวังว่าจะช่วยปรับปรุงเนื้อสัมผัสและรสชาติของข้าวให้ดียิ่งขึ้นได้

“ตอนนี้ฉันเห็นความเป็นไปได้สำหรับกลุ่มอาหารลูกผสมที่ทำจากธัญพืช สักวันหนึ่งมันจะช่วยบรรเทาวามอดอยาก เป็นอาหารสำหรับทหาร หรือแม้แต่เป็นอาหารสำหรับกินบนอวกาศ” พัคกล่าว

ที่มา: CNNNew ScientistReuters

Source : กรุงเทพธุรกิจ

อากาศร้อนต่อเนื่อง ดันยอดใช้ไฟฟ้าแตะหลัก 3 หมื่นเมกะวัตต์อีกครั้งในวันที่ 15 มี.ค. 2567 หลังเกิดยอดใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ของไทยปี 2567 รอบ 2 ไปเมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2567 ช่วงกลางคืน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ชี้พีคไฟฟ้าเกิดช่วงกลางคืนเพราะมีการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น ระบุผลิตใช้เองถึง 3,000 เมกะวัตต์แล้ว ขณะยอดผลิตไฟฟ้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชนสูงขึ้นเป็น 51.80 เมกะวัตต์ จากเป้าหมาย 90 เมกะวัตต์ในปี 2573  

สภาพอากาศที่ร้อนสะสมส่งผลให้ยอดใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น โดยล่าสุด ณ วันที่ 15 มี.ค. 2567 ยอดใช้ไฟฟ้าในระบบของ 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน.) พุ่งขึ้นแตะระดับ 3 หมื่นเมกะวัตต์อีกครั้ง  โดย ณ เวลา 15.26 น. อุณหภูมิเฉลี่ย 35-38 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ยอดใช้ไฟฟ้าแตะ 30,693.5 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตามพีคไฟฟ้าในช่วง 1-2 ปีนี้มักจะเกิดในช่วงกลางคืน ดังนั้นยอดใช้ไฟฟ้าที่แตะระดับ 3 หมื่นเมกะวัตต์ อาจส่งผลให้เกิดพีคไฟฟ้าของปี 2567 ได้

ทั้งนี้เมื่อมองภาพรวมพีคไฟฟ้าของปี 2567 พบว่าได้เกิดขึ้นเป็นรอบที่ 2 ไปเมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2567 ช่วงกลางคืนเวลา 19.47 น. มียอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่ 32,704 เมกะวัตต์ ขณะที่ยอดพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2566 เวลา 21.41 น. ที่ระดับ 34,826.5 เมกะวัตต์

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า เมื่อดูจากสถิติการเกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศ ซึ่งเกิดเมื่อปี 2566 ที่ 34,826.5 เมกะวัตต์ นั้น เกิดขึ้นเมื่อเวลา 21.41 น. และเป็นช่วงที่อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 33.1 องศาเซลเซียส และพีคไฟฟ้าของปี 2567 ที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 มี.ค. 2567 เมื่อเวลา 19.47 น. ที่ระดับ 32,704 เมกะวัตต์นั้น ก็เป็นช่วงที่อุณหภูมิเฉลี่ยแตะระดับ 30 องศาเซลเซียส แต่ในปี 2567 นี้ มีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะปรับสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ประเทศไทยจะเกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้อีก

อย่างไรก็ตามพีคไฟฟ้าระยะหลังมักเกิดในช่วงเวลากลางคืน ทั้งนี้เนื่องจากมีการผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้เองมีประมาณ 3,000 เมกะวัตต์แล้ว ซึ่งช่วยลดการเกิดพีคไฟฟ้าของระบบ 3 การไฟฟ้าในตอนกลางวันได้ แต่เมื่อเข้าสู่กลางคืนที่ไม่มีพลังงานทดแทนมาช่วย จะส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าในระบบสูงขึ้นและเกิดพีคไฟฟ้าในตอนกลางคืนนั่นเอง

ส่วนความคืบหน้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 29 ก.พ. 2567 พบว่ามีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ มากขึ้น โดยระยะแรก ระหว่างปี 2562-2564 มีผู้ร่วมโครงการรวม 2,229 ราย ผลิตไฟฟ้าได้รวม 12.21 เมกะวัตต์ จากเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์

ต่อมาในปี 2565-2567 ที่มีเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าอยู่ที่ 90 เมกะวัตต์นั้น มีผู้ร่วมโครงการฯ มากขึ้นเป็น 7,225 ราย ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบได้ 39.58 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมนับตั้งแต่ปี 2562-2567 มีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วถึง 9,454 ราย ผลิตไฟฟ้าได้รวม 51.80 เมกะวัตต์  และ กกพ. ได้ปรับเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าเป็น 90 เมกะวัตต์ ระยะยาว 10 ปี (2564-2573) แทน ซึ่งขณะนี้ผลิตได้เกิน 50% ของเป้าหมายแล้ว  

Source : Energy News Center