Yamaha Motor เปิดตัวต้นแบบเครื่องยนต์ระบบติดท้ายเรือพลังงานไฮโดรเจนเครื่องแรกของโลก ซึ่งมอเตอร์นี้ใช้พลังงานไฮโดรเจนในการขับเคลื่อนเรือยนต์ต้นแบบระบบเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนในการขับเคลื่อนเรือ จัดแสดงในงาน Miami Boat Show ปี 2024 เป็นความร่วมมือระหว่าง Yamaha และบริษัทวิศวกรรม Roush และเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายโดยรวมของบริษัทในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน

เครดิต : Yamaha

ต้นแบบเรือรักษ์โลก

ต้นแบบระบบเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน มีวางแผนที่จะเริ่มทดสอบความสามารถในฤดูร้อนนี้ ซึ่งหน่วยควบคุมการสร้างเรือ Marine ได้สร้างตัวเรือโดยใช้ 26XO และดัดแปลงเพื่อรองรับถังไฮโดรเจนที่จำเป็นสำหรับเครื่องยนต์ติดท้ายเรือ Roush ช่วยให้ Yamaha มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมไฮโดรเจน โดยครอบคลุมกว่าสองทศวรรษในการบูรณาการระบบไฮโดรเจนและความเชี่ยวชาญด้านการวิจัย

Yamaha พัฒนาต้นแบบระบบเครื่องยนต์ติดท้ายเรือพลังงานไฮโดรเจนลำแรกของโลก

เครื่องยนต์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เครื่องยนต์ไฮโดรเจนมีพลังมากพอที่จะขับเรือไปตามน้ำได้ โดยที่มีข้อดีคือเครื่องยนต์สะอาดกว่าเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงทั่วไปมาก และความท้าทายประการหนึ่งคือการกักเก็บไฮโดรเจนให้เพียงพอต่อการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ ซึ่งบริษัท Roush ได้ทำงานร่วมกับ Yamaha โดยเปลี่ยนด้านในของต้นแบบและถอดส่วนประกอบที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้พอดีตัวในขณะที่ยังคงความปลอดภัยในการเดินทางในทะเล

เครดิต : Yamaha

เป้าหมายคือความเป็นกลางทางคาร์บอน

Yamaha ตั้งเป้าที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนตลอดการดำเนินงานทั้งหมดภายในปี 2035 และสำหรับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดภายในปี 2050 Ben Speciale ประธานหน่วยธุรกิจทางทะเลของสหรัฐอเมริกาของ Yamaha เผยว่าไฮโดรเจนเป็นวิธีที่เป็นไปได้มากที่สุดในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดทางทะเล 

“Yamaha ต้องการเป็นผู้นำในด้านนี้และเราสนับสนุนให้ผู้อื่นในอุตสาหกรรมทางทะเลเข้ามามีส่วนร่วมในขณะที่เรามองหาวิธีสร้างโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายใหม่เกี่ยวกับนวัตกรรม”

ที่มา : IFL / New Atlas

Source : Spring News

การจัดการขยะในแม่น้ำของกรุงเทพมหานคร ได้มีการพัฒนาไปอีกขั้นด้วยการนำ เรือดักเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเริ่มกันไปแล้วตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ 2567 นี้ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นเรือดักเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์ 1 ใน 15 ลำ ที่มีการใช้กันอยู่ทั่วโลก ณ ตอนนี้

โดยเรือลำนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างสำนักสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานคร กับ The Ocena Cleanup เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรจากประเทศเนเธอร์แลนด์ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีการติดตั้งเครื่องอินเตอร์เซพเตอร์ (Interceptor) ในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา ถนนพระราม 3 เขตบางคอแหลม และนำเรือขนถ่ายลำเลียงขยะ ติดตั้งอุปกรณ์ จำนวน 1 ลำ พร้อมเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเก็บขยะ เป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 – มกราคม 2568 พร้อมกับรถบรรทุกขนถ่ายลำเลียงขยะ จำนวน 1 คัน และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ในระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – กรกฎาคม 2567 ซึ่งขยะที่จัดเก็บได้จะนำไปศึกษาวิจัยปริมาณขยะพลาสติกในแม่น้ำเจ้าพระยาต่อไป

เรือดักเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์

สำหรับเรือดักเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์ จะมีการติดตั้งเครื่องอินเตอร์เซพเตอร์ (Interceptor) ซึ่งทำหน้าที่ดักเก็บขยะ โดยเครื่องตัวที่ติดตั้งนี้สามารถจัดเก็บขยะในแม่น้ำเจ้าพระยาได้วันละ 50,000 – 100,000 ชิ้น ถ้าคิดเป็นน้ำหนักก็จะอยู่ราวๆ 50 – 100 ตัวเลยทีเดียว ตัวเครื่องสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง และทำงานได้ในหลากหลายสภาวะอากาศ ซึ่งจะช่วยเรื่องของการประหยัดกำลังคนที่จะต้องมาช่วยกันเก็บขยะ รวมถึงช่วยประหยัดพลังงานได้อีกด้วย

เครื่องอินเตอร์เซพเตอร์ (Interceptor) จะประกอบไปด้วย ทุ่นลอยน้ำที่มีลักษณะเป็นแผง ซึ่งจะเชื่อมโยงเข้ากับโรงเก็บขยะ ลักษณะก็จะคล้ายกับแพที่มีการทอดสมอลอยอยู่ในแม่น้ำนั่นเอง ระบบต่างๆ จะถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้มาจากโซลาร์เซลล์ และมีระบบการทำงานแบบอัตโมัติตลอด 24 ชั่วโมง โดยการทำงานอัตโนมัตินี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยแรงงานคนมาจัดการ

ในปัจจุบันถือว่าเป็นช่วงของการทดสอบ ซึ่งในบ้านเราก็จะอยู่ที่แม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากข้อดีต่างๆ แล้ว ก็ยังมีข้อสังเกตอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนของเครื่องที่ยังมีราคาสูงอยู่ รวมถึงยังไม่สามารถจัดเก็บขยะที่อยู่ใต้น้ำได้ ซึ่งคาดว่าหลังจากมีการทดสอบและศึกษากันในระยะเวลาหนึ่ง ก็จะมีการปรับปรุงพัฒนาเครื่องรุ่นใหม่ๆ ให้มีประสิทธิภาพในการดักเก็บขยะมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นการดักเก็บขยะที่มีปริมาณสูงขึ้น ใช้เวลาน้อยลง รวมถึงการดักเก็บขยะได้ในหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นขยะบนผิวน้ำ และขยะที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คงต้องรอให้มีการพัฒนากันก่อน ทั้งนี้ทาง The Ocena Cleanup มีเป้าหมายที่มีการใช้เรือดักเก็บขยะที่ติดตั้งเครื่องอินเตอร์เซพเตอร์ (Interceptor) ในแม่น้ำกว่า 1,000 แม่น้ำทั่วโลก

สำหรับเรือสำหรับจัดการขยะนั้น ก็ไม่ได้มีแบบเดียว มีการพัฒนาออกมาหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น

  • เรือดักจับขยะ: เรือเหล่านี้ใช้ตะแกรงหรือสายพานลำเลียงเพื่อดักจับขยะที่ลอยน้ำ โดยมีผู้พัฒนาคือ The Ocean Cleanup ที่คิดค้นเรือ Interceptor ที่สามารถดักจับขยะพลาสติกในแม่น้ำก่อนไหลลงสู่ทะเล
  • เรือเก็บขยะ: เรือเหล่านี้ใช้ถังเก็บขยะเพื่อเก็บขยะที่ลอยน้ำ มีผู้พัฒนาที่มีชื่อเสียงก็คือ SolarBotanic บริษัทพัฒนาเรือเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถเก็บขยะจากแม่น้ำและทะเลสาบ
  • เรือดูดขยะ: เรือเหล่านี้ใช้เครื่องดูดฝุ่นเพื่อเก็บขยะจากใต้ผิวน้ำ ก็มีผู้พัฒนาตัวอย่างเช่น WasteShark บริษัทพัฒนาเรือดูดขยะพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถเก็บขยะจากใต้ผิวน้ำ

การจัดการขยะของกรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานคร โดยสำนักสิ่งแวดล้อม มีหน้าที่ในการรักษาความสะอาด และจัดเก็บขยะ รวมถึงวัชพืชในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีพื้นที่การปฏิบัติงานเริ่มตั้งแต่สะพานพระราม 7 ถึงวัดโยธินประดิษฐ์ สุดเขตบางนา โดยมีระยะทางประมาณ 34 กิโลเมตร ต้องทำการจัดเก็บทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำ รวมถึงกลางแม่น้ำเจ้าพระยา โดยวัชพืชและขยะที่จัดเก็บได้นั้น จะนำไปขึ้นที่ท่าเรือ 3 แห่งด้วยกัน ได้แก่ ปากคลองบางกอกน้อย (ใต้สะพานอรุณอัมรินทร์) ใต้สะพานพุทธ(คลองโอ่งอ่าง) และใต้สะพานพระราม 9 (ฝั่งพระนคร) หลังจากนั้น จะมีการนำวัชพืช และขยะไปกำจัดที่สถานีกำจัดมูลฝอยหนองแขม ซึ่งขยะที่สามารถจัดเก็บได้ ส่วนใหญ่เป็นวัชพืชและผักตบชวาที่มีจำนวนมาก จึงทำให้ไม่สามารถจัดเก็บได้หมดอย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้น อีกทั้งกรุงเทพมหานครเป็นจังหวัดสุดท้ายที่มีมูลฝอยและวัชพืชลอยออกสู่อ่าวไทย กำหนดเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา 08.30– 16.30 น. เป็นประจำทุกวัน ปริมาณมูลฝอยที่จัดเก็บได้ พบว่ามีปริมาณทั้งหมด 3,146.16 ตัน เฉลี่ยวันละ 8.62 ตัน

ในอนาคตเรือเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงในการลดมลพิษทางน้ำ เทคโนโลยีนี้กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความสะอาดของแหล่งน้ำทั่วโลกอย่างแน่นอน

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร

อินเดียแล่นฉิวพลังงานสะอาด ให้งบดันเต็มที่ 9 พันลล้านดอลลาร์สหรัฐ เล็งให้คนใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น หลังที่ผ่านมาตัวเองออกข้อบังคับไว้มากมาย แต่ยอมปลดทิ้งแล้ว

อินเดีย: ผู้เล่นรายใหญ่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด

อินเดียนับว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตด้านพลังงานสะอาดแบบเห็นได้ชัด ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแดนภารตะมีการติดตั้งพลังงานหมุนเวียนมากเป็นอันดับสี่ของโลกตามหลังจีน สหรัฐและบราซิล เว็บไซต์ AP รายงานว่า แค่เฉพาะเดือนธันวาคม ก็ผลิตไฟฟ้าได้ถึง 180 กิกะวัตต์ ซึ่งนั่นเพียงพอสำหรับการจ่ายไฟให้บ้านเรือนประมาณ 18 ล้านหลัง

อินเดียรั้งอันดับ 4 ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์มากที่สุด Credit ภาพ REUTERS

เอกชนถูกข้อบังคับจากภาครัฐ ทำให้โตไม่เต็มที่

แต่ดูเหมือนว่าในภาคเอกชนจะไม่แฮปปี้เท่าไร เพราะหลายบริษัทถึงกับต้องกุมขมับ เพราะข้อบังคับต่าง ๆ ที่ออกโดยภาครัฐ ทำให้การติดตั้งโซล่าเซลล์เป็นไปในลักษณะ “เต่าคลาน”

ในความหมายคือการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์สำหรับไว้ใช้ในครัวเรือน การจะติดตั้งได้นั้นต้องเป็นแผงโซล่าเซลล์ที่ผลิตโดยบริษัทที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเมื่อยืนพื้นด้วยข้อบังคับแบบนี้ ประชาชนชาวอินเดียก็ย่อมต้องแบกรับต้นทุนที่แพงหูฉี่ไปโดยปริยาย

นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลเรื่องความ (พยายาม) ยุ่งยากอีกหลายข้อที่ทางฝั่งผู้ผลิตเห็นว่า ไม่รู้จะทำแบบนั้นทำไม อาทิ Shreya Mishra ซีอีโอของ Solar Square บริษัทรับจัดจำหน่ายแผงโซล่าเซลล์ที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของอินเดีย กล่าวว่า

“เมื่อก่อนพวกเราต้องตามล่าลายเซ็นประมาณ 45 รายชื่อ เพื่อแค่จะได้ติดตั้งโซล่าเซลล์บนหลังคาบ้าน”

แต่เมื่อเวลาผ่านไป อะไร ๆ ก็เปลี่ยน เพราะล่าสุดทางรัฐบาลอินเดียประกาศว่าจะปรับปรุงข้อบังคับใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนมากขึ้น หลังจากนี้การติดตั้งแผงโซล่าเซลล์จะไม่ยุ่งยากเท่าแต่ก่อน แต่ยังต้องมีขั้นตอนอยู่เพื่อความปลอดภัย

อินเดียวางงบประมาณ 9 พันล้านบาท Credit ภาพ REUTERS

เบื้องต้นรัฐบาลเตรียมเม็ดเงินไว้ประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานสะอาดกันได้อย่างแพร่หลายมากขึ้น น่าสนใจมากว่าเมื่อภาครัฐเปิดหน้าสนับสนุนเต็มที่ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวอินเดียมากแค่ไหนทั้งในแง่สังคม เศรษฐกิจและการเมือง ในพื้นที่ชนบทห่างไกลจะถูกพิจารณานำโซล่าเซลล์ไปติดตั้งเพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องไฟฟ้าหรือเปล่า เป็นเรื่องที่น่าติดตาม

ที่มา: AP

Source : Spring News

ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ยี่ห้อรถยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนใหม่ในปี 2566

เรียงตามลำดับ ได้แก่ BYD (สัญชาติจีน) 30,467 คัน  Neta (สัญชาติจีน) 12,777 คัน MG (สัญชาติจีน) 12,462 คัน Tesla (สัญชาติสหรัฐ) 8,206 คัน และ GWM (ORA) (สัญชาติจีน) 6,746 คัน 

โดยการที่ยอดจดทะเบียนใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นผลจากความสำเร็จของมาตรการกระตุ้นอุปสงค์การใช้รถยนต์ไฟฟ้า ในประเทศของรัฐบาลภายใต้มาตรการ EV3.0 และ EV3.5 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2566 การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของ การลงทุนก่อสร้างโรงงานและไลน์การผลิตในประเทศ ดังนั้น รถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในประเทศไทยยังคงเป็นรถยนต์นำเข้าแทบทั้งสิ้น 

ทั้งนี้มาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่หรือยานยนต์ไฟฟ้าของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้กำหนดสัดส่วนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้า อาทิ อัตราส่วน 1:1 ในปี 2567 (นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน ต่อการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ในประเทศ 1 คัน) และอัตราส่วน 1:1.5 ในปี 2568 (นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน ต่อการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ 1.5 คัน)       ดังนั้น หากกำลังการผลิต ของโรงงานรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติต่าง ๆ สามารถผลิตได้ตามเงื่อนไขของมาตรการจะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และชิ้นส่วนไฟฟ้าที่สำคัญของโลกได้

เช็คลิสแบรนด์อีวี แชมป์ครองท้องถนนไทย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ตามมติคณะรัฐมนตรีในการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ เรื่อง “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)” เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ได้กำหนดให้ประเทศไทยยกระดับมาตรฐานการระบายมลพิษจากรถยนต์ใหม่และมาตรฐานคุณภาพน้ำมันดีเซลจาก EURO 4 เป็น EURO 5 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 ข้อบังคับนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งค่ายรถและผู้ผลิตน้ำมัน และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประเทศ


แล้วการเปลี่ยนแปลงนี้มีรายละเอียดอย่างไร? มีอะไรที่ประชาชนควรรู้? และที่สำคัญส่งผลกระทบต่อชีวิตของเราอย่างไร? ในคอลัมน์นี้ เราได้รับเกียรติจาก ดร.นุวงศ์ ชลคุป ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้าน EURO 5 ของไทย มาร่วมสัมภาษณ์และให้ความรู้ในประเด็นต่างๆ ต่อไปนี้

มาตรฐานน้ำมัน EURO 5 คืออะไร?

มาตรฐาน EURO (European Emission Standards) เป็นมาตรฐานที่ถูกกำหนดโดยสหภาพยุโรปซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม มาตรฐานนี้มีวัตถุประสงค์ในการควบคุมการปล่อยมลพิษของยานพาหนะหรือไอเสียรถยนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ (PM2.5) ที่มาจากไอเสียรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล

สำหรับประเทศไทย ได้มีการบังคับใช้มาตรฐาน EURO 4 นับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา และได้กำหนดให้มีการเปลี่ยนไปใช้มาตรฐาน EURO 5 เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา โดยการยกระดับมาตรฐานจาก EURO 4 ไปสู่ EURO 5 จะมีส่วนช่วยในการลด PM2.5 อย่างมีนัยสำคัญ โดยการกำหนดเกณฑ์การปล่อยมลพิษฝุ่นละอองให้ลดลง

มาตรฐานน้ำมัน EURO 5: ความจำเป็นที่มาพร้อมกับต้นทุน

เพื่อให้เป้าหมายการลดการปล่อยไอเสียจากยานพาหนะเป็นไปอย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด การบังคับใช้มาตรฐาน EURO 5 จำเป็นต้องครอบคลุมมาตรฐานทั้งสิ้น 2 ส่วน ประกอบด้วย

1. มาตรฐานน้ำมัน EURO 5 การผลิตน้ำมันดังกล่าวจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างน้ำมัน กระบวนการกลั่น และสารเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ที่ใช้ให้เหมาะสม โดยกำหนดให้ปริมาณกำมะถันในน้ำมันดีเซลมีไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ppm) ซึ่งลดลงจากมาตรฐาน EURO 4 ที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ลดลง 5 เท่า) กำมะถันในน้ำมันนี้เมื่อถูกเผาไหม้จะทำให้เกิดซัลเฟต (Sulfate) และเมื่อไปทำปฏิกิริยากับสารมลพิษอื่นจะก่อให้เกิด PM2.5 จึงจำเป็นต้องลดปริมาณลงให้เหลือน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม เพื่อช่วยในการหล่อลื่นน้ำมันเชื้อเพลิง จึงจำเป็นต้องหลงเหลือปริมาณกำมะถันในน้ำมันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่สามารถกำจัดองค์ประกอบกำมะถันทั้งหมดออกไปได้ นอกจากนั้นยังได้มีการลดปริมาณสารโพลีไซคลิก อะโรเมติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons: PAHs) ที่มีส่วนปล่อยมลพิษอีกด้วย 

2. มาตรฐานไอเสียตาม EURO 5 โดยจะมีการลดเกณฑ์การปล่อยมลพิษ 4 ชนิด อันได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ไฮโดรคาร์บอน  (HC) ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และสารมลพิษอนุภาค (ฝุ่น)

โดยเกณฑ์การลดปริมาณฝุ่นนี้เอง จำเป็นต้องมีการติดตั้งระบบกรอง (Diesel Particulate Filters: DPF) ที่สามารถกรองฝุ่นออกจากไอเสียที่จะปลดปล่อยจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลได้ โดยทั่วไประบบกรองนี้จะมีลักษณะเป็นรังผึ้งซึ่งเคลือบสารเร่งปฏิกิริยาในการดักจับกำมะถันและซัลเฟตที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่ให้ถูกปลดปล่อยออกนอกรถยนต์

มาตรฐานน้ำมัน EURO 5: ความจำเป็นที่มาพร้อมกับต้นทุน

ทำไมจึงจำเป็นต้องปรับปรุงมาตรฐานน้ำมันเป็น EURO 5?

การปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพน้ำมันจาก EURO 4 เป็น EURO 5 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 2 ประการ

ประการแรก น้ำมันมาตรฐาน EURO 5 จะกำหนดให้น้ำมันมีส่วนประกอบที่เป็นกำมะถันน้อยลง ซึ่งจะช่วยลดการเสื่อมของสารเร่งปฏิกิริยาที่เคลือบบนระบบกรองไอเสีย DPF จากกำมะถัน (Sulfur Poisoning) อีกทั้งระบบกรองของรถยนต์จะช่วยดักจับสารบางตัวที่อาจรวมกันและเกิดเป็น PM2.5 ได้

ในขณะเดียวกัน ยังลดปริมาณสารมลพิษอื่นๆ ที่เกิดขึ้นอีก 3 ชนิด ได้แก่ CO, HC และ NOx นอกจากนี้ น้ำมันมาตรฐาน EURO 5 ยังได้รับการปรับปรุงคุณภาพให้เหมาะสมกับการใช้งานยิ่งขึ้น เช่น มีคุณสมบัติหล่อลื่นที่เพียงพอ ทำให้กระบอกสูบทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและเกิดความดันที่ทำให้เกิดการเผาไหม้ในระดับที่เหมาะสม

ประการที่สอง คือ การปรับมาตรฐานคุณภาพน้ำมันเป็น EURO 5 จะช่วยลดโอกาสการเกิดสารก่อมะเร็ง ผ่านการลดปริมาณสาร PAHs โดยลงจากร้อยละ 11  เป็นร้อยละ 8 โดยน้ำหนักเมื่อเทียบกับมาตรฐาน EURO 4 โดยสารดังกล่าวเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds: VOCs) และนำไปสู่การเกิดมะเร็งในลำดับต่อไป

มาตรฐานน้ำมันดีเซล EURO 1-5

มาตรฐานน้ำมัน PAHs (%w) กำมะถัน (ppm)

EURO 1 N/A N/A
EURO 2 N/A 500
EURO 3 11 350
EURO 4 11 50
EURO 5 8 10
(ที่มา: กรมธุรกิจพลังงาน)


ประชาชนอย่างเราๆ ได้รับผลกระทบอย่างไรจากการเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานน้ำมัน EURO 5?

  • ด้านราคาน้ำมัน

การเปลี่ยนผ่านมาตรฐานมาพร้อมกับต้นทุนการผลิตน้ำมันที่สูงขึ้น เนื่องจากต้องยกระดับกระบวนการผลิตและกระบวนการกลั่นให้ลดปริมาณกำมะถันในน้ำมัน (Desulfurization) ลงมากกว่ามาตรฐานเก่า อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา กรมธุรกิจพลังงานได้มีการหารือแนวทางในการยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษของยานพาหนะ ไปสู่ EURO 5 ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสม่ำเสมอ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันและลดภาระค่าน้ำมันที่ถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด

นอกจากนี้ ในการเปลี่ยนผ่านจาก EURO 3 เป็น EURO 4 ผู้ประกอบการน้ำมันบางแห่งได้ยกระดับเทคโนโลยีการกลั่นซึ่งสามารถลดปริมาณกำมะถันในน้ำมันได้คุณภาพเกินกว่ามาตรฐาน EURO 4 อยู่แล้ว เมื่อมีการยกระดับมาตรฐานไปสู่มาตรฐาน EURO 5 จึงมาพร้อมกับการปรับเปลี่ยนกระบวนการที่น้อยกว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปนี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพราคาน้ำมันไม่มากนัก

ยกเว้นผู้ผลิตน้ำมันบางแห่งที่มีกำลังการผลิตน้อย การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานน้ำมันเป็น EURO 5 จึงอาจมาพร้อมกับการลงทุนขนาดใหญ่และต้นทุนการกลั่นที่สูงกว่าผู้ประกอบการในกลุ่มแรก และมีแนวโน้มกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันมากกว่า ซึ่งทั้งหมดนี้เพื่อให้ประเทศสามารถมีกำลังการผลิตน้ำมันมาตรฐาน EURO 5 ได้เพียงพอต่อความต้องการโดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ

มาตรฐานน้ำมัน EURO 5: ความจำเป็นที่มาพร้อมกับต้นทุน

  • ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์

การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานไอเสียเป็น EURO 5 ถูกบังคับใช้เฉพาะรถยนต์ใหม่ที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป โดยรถยนต์ที่ผลิตในช่วงดังกล่าวจะต้องรองรับการปล่อยมลพิษตามมาตรฐาน EURO 5 เช่น การยกระดับมาตรฐานการปล่อยไอเสียให้สะอาดขึ้น โดยการติดตั้งไส้กรองที่สามารถกรองไอเสีย (Diesel Particulate Filters) ให้ปลดปล่อยตามมาตรฐาน EURO 5 ได้ การเปลี่ยนแปลงนี้จึงมาพร้อมกับต้นทุนการผลิตที่มากขึ้น 

ในภาพรวม ผู้ผลิตรถยนต์ของไทยมีความพร้อมในการผลิตและจำหน่ายรถยนต์มาตรฐาน EURO 5 เป็นอย่างดี เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกรถยนต์ไปยังประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ ออสเตรเลียและประเทศในแถบตะวันออกกลางที่ใช้รถยนต์มาตรฐาน EURO 5 เป็นหลัก เพียงแต่ในช่วงก่อนหน้านี้ยังไม่มีการบังคับให้นำรถยนต์มาตรฐาน EURO 5 มาใช้ภายในประเทศ เนื่องจากจำเป็นต้องอาศัยคุณสมบัติของน้ำมันที่มีค่ากำมะถันต่ำควบคู่ไปด้วยเพื่อให้ลดปริมาณมลพิษสูงสุด ผู้ผลิตบางรายจึงจำเป็นต้องลงทุนเพื่อยกระดับมาตรฐานและใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่าน แม้ในระยะสั้นอาจยังไม่เห็นความแตกต่างด้านราคารถยนต์อย่างชัดเจน แต่ในระยะต่อๆ ไป รถยนต์ที่ถูกผลิตภายใต้มาตรฐาน EURO 5 มีแนวโน้มที่จะมีราคาที่สูงขึ้นจากส่วนประกอบต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นมา

อะไรคือสิ่งที่ได้จากการยกระดับไปสู่มาตรฐานน้ำมัน EURO 5?

ในภาพรวม แม้การเปลี่ยนแปลงไปสู่มาตรฐาน EURO 5 จะเพิ่มต้นทุนการกลั่นน้ำมันและการผลิตรถยนต์โดยตรง แต่การยกระดับมาตรฐานดังกล่าวก็มีส่วนช่วยในการลด PM2.5 อย่างมีนัยสำคัญ ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ทั้งนี้ สำหรับผู้บริโภคที่ยังใช้รถยนต์คันเก่าที่มาตรฐานไอเสียก่อน EURO 5 ซึ่งไม่มีไส้กรองไอเสีย (Diesel Particulate Filters) ยังคงสามารถใช้รถยนต์คันเก่าร่วมกับการใช้น้ำมัน EURO 5 เพื่อลด PM2.5 ได้เช่นกัน เนื่องจากเป็นการลดปริมาณสารกำมะถันในน้ำมันโดยตรงซี่งมีส่วนทำให้เกิด PM2.5 ลดลง 

“ไม่ใช่ว่าหลัง 1 ม.ค. 2567 จะไม่เห็น PM2.5 บนท้องฟ้าแล้ว เพราะปัญหา PM2.5 ไม่ใช่ One-to-One Effect จากการใช้รถยนต์เพียงอย่างเดียว”

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานเป็นน้ำมัน EURO 5 จะมีส่วนช่วยในการลดปริมาณ PM2.5 ลงได้ แต่ก็เป็นเพียงกลไกส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากการเกิด PM2.5 ไม่ได้มาจากการใช้รถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากสาเหตุอื่น เช่น ไฟป่า/ไฟในที่โล่ง การก่อสร้าง การเกษตร อุตสาหกรรม หรือมลพิษข้ามพรมแดน รวมไปถึงสภาพอากาศในขณะนั้นด้วยที่อาจอยู่ใต้สภาวะความกดอากาศสูงและอุณหภูมิต่ำ ทำให้เกิดการรวมกลุ่มของ PM2.5 ได้ง่าย

การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานน้ำมัน EURO 5 เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อสุขภาพของประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อาจดำเนินการได้ตามลำพัง โดยต้องดำเนินการไปพร้อมกับการบูรณาการของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และความร่วมมือระหว่างประเทศต่อไป 

การเริ่มต้นในก้าวแรกนี้ แม้จะไม่ได้นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่คาดหวังในทันที แต่ก็เป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ภาพการเปลี่ยนแปลงที่ฉายให้เห็นชัดขึ้นในอนาคตต่อไป

มาตรฐานน้ำมัน EURO 5: ความจำเป็นที่มาพร้อมกับต้นทุน

Source : กรุงเทพธุรกิจ