“พลังงาน” เร่งปตท.สผ.ผลิตก๊าซฯอ่าวไทยเพิ่ม 800 ล.ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน กดค่าไฟ ตามแผนเพิ่มกำลังการผลิตโครงการจี 1/61 วันที่ 1 เมษายน 2567 เป็นแหล่งจัดหาก๊าซที่มีต้นทุนต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับแหล่งอื่น

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย โครงการจี 1/61 วันที่ 1 เมษายน 2567 ให้อยู่ในระดับ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน 

ทั้งนี้ เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซในประเทศซึ่งถือเป็นแหล่งจัดหาก๊าซที่มีต้นทุนต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับแหล่งอื่น ไม่ว่าจะเป็นก๊าซที่นำเข้าจากเมียนมา และก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าในรูปของ LNG 

โดยที่บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้เข้าเป็นผู้ดำเนินการโครงการจี 1/61 เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2565 ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต ซึ่งบริษัทได้ทำงานร่วมกับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มอัตราการผลิตก๊าซฯ 

ซึ่งได้ติดตั้งแท่นหลุมผลิต 12 แท่น เจาะหลุมผลิตเพิ่มกว่า 300 หลุม วางท่อก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งเชื่อมต่ออุปกรณ์การผลิตและระบบต่าง ๆ เพื่อทำให้อัตราการผลิตก๊าซฯ เพิ่มขึ้น

"พลังงาน" เร่งปตท.สผ.ผลิตก๊าซฯอ่าวไทยเพิ่ม 800 ล.ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน กดค่าไฟ
“พลังงาน” เร่งปตท.สผ.ผลิตก๊าซฯอ่าวไทยเพิ่ม 800 ล.ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน กดค่าไฟ

และในปี 2567 ปตท.สผ. มีแผนจะติดตั้งแท่นหลุมผลิตเพิ่มอีก 7 แท่น และเจาะหลุมผลิตเพิ่มอีกประมาณ 300 หลุม เพื่อเพิ่มและรักษาอัตราการผลิตก๊าซฯ ของโครงการจี 1/61 ให้ได้ในอัตรา 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต 

“ล่าสุดได้ลงพื้นที่ตรวจมความพร้อมของการผลิตก๊าซธรรมชาติโครงการจี 1/61 ในอ่าวไทย ซึ่งมีแผนจะเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอัตรา 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  เพื่อช่วยลดผลกระทบด้านค่าไฟฟ้า และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยได้สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติติดตามและสนับสนุนการดำเนินงานของ ปตท สผ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การผลิตเป็นไปตามแผน”

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า จากปัจจัยในเรื่องการเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอราวัณ และราคา LNG ตลาดโลกที่อยู่ในระดับต่ำลงเมื่อเทียบกับช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติไปเมื่อเดือนธันวาคม 2566 เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติในภาพรวมของประเทศที่เข้าภาคไฟฟ้าลดลง

และส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าของประเทศที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติประมาณ 50-60 % มีต้นทุนลดลง ซึ่งช่วยให้กระทรวงพลังงานสามารถรักษาระดับราคาค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนได้

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ตอนนี้รถยนต์ไฟฟ้ากำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่าใครจะซื้อรถใหม่ตอนนี้ ต้องมีรถยนต์ไฟฟ้าเป็น 1 ในตัวเลือกอย่างแน่นอน มีรถยนต์ไฟฟ้าเปิดจำหน่ายในบ้านเรามากมายหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เดิมๆ ที่จำหน่ายรถน้ำมันมาก่อน และแบรนด์น้องใหม่ ที่ส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน ก็เข้ามาเปิดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในบ้านเรามากมายหลายรุ่น หลายยี่ห้อ และล่าสุดก็ยังมีการปรับราคาลงเพื่อแข่งขันกันอีก ซึ่งก็ถือว่าเป็นช่วงที่เหมาะกับการซื้อหารถยนต์ไฟฟ้ามาใช้เป็นอย่างมาก

และในบทความนี้ ทางทีมงาน ก็ขอรวบรวมรถยนต์ไฟฟ้ายอดนิยม ที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท มาให้ทุกท่านไว้เป็นข้อมูลในการเลือกซื้อ ซึ่งต้องบอกก่อนว่าเป็นรุ่นยอดนิยมในบ้านเรา ช่วงต้นปี 2024 นี้ ไปดูกันเลยครับว่ามีรุ่นอะไรบ้าง

1.BYD DOLPHIN ราคา 699,999 – 859,999 บาท

มาเริ่มกันที่ BYD DOLPHIN กันก่อน หลายคนก็เรียกว่าน้องโลมา ด้วยการออกแบบให้มีดีไซน์เหมือนโลมา มีความน่ารัก พร้อมสีสันที่มีให้เลือกมากมาย ตัวรถมีขนาดที่เหมาะกับการใช้เป็นซิตี้คาร์ พร้อมสเปคที่ถือว่าเกินตัวไปมากเลยทีเดียว สำหรับ BYD DOLPHIN ตอนนี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 2 รุ่น คือ Standard Range ราคา 699,999 บาท และ Extended Range ราคา 859,999 บาท โดยทั้ง 2 รุ่นจะมีขนาด และน้ำหนักที่เท่ากัน แต่จะแตกต่างกันในเรื่องของพละกำลัง ความจุแบต ระยะทางการขับขี่ ระบบความปลอดภัย และพวกอุปกรณ์ตกแต่ง ซึ่งถ้าใครที่งบไม่เยอะ และส่วนใหญ่ใช้งานในเมืองโดยมีระยะทางการขับขี่โดยปกติไม่ไกลมากนักในแต่ละครั้ง แนะนำเป็น Standard Range ก็พอ ส่วนใครที่เน้นใช้งานจริงจัง และต้องการพละกำลังในการขับขี่ อาจจะต้องไปเลือกเป็นรุ่น Extened Range แทนครับ สำหรับสเปคโดยรวมก็สรุปไว้ให้แล้วดังนี้

Standard Range ราคา 699,999 บาท
กำลังสูงสุด 70 แรงม้า
แรงบิตสูงสุด 180 นิวตันเมตร
ความจุแบตเตอรี่ 44.9 กิโลวัตต์
ระยะทางวิ่งสูงสุด 410 กิโลเมตร มาตรฐาน NEDC

Extened Range ราคา 859,999 บาท
กำลังสูงสุด 150 แรงม้า
แรงบิตสูงสุด 310 นิวตันเมตร
ความจุแบตเตอรี่ 60.48 กิโลวัตต์
ระยะทางวิ่งสูงสุด 490 กิโลเมตร มาตรฐาน NEDC

2.NETA V ราคา 549,000 บาท

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า NETA V ต้องบอกว่า ราคาดีมาก เพราะขายที่ 549,000 บาท เท่านั้น เล่นเอารถน้ำมันเดิมๆ ดูแพงไปเลย การออกแบบของ NETA V ก็จะเป็นซิตี้คาร์ ที่ดูรูปทรงแล้ว ก็จะดูเล็กๆ หน่อย แต่ไม่ได้เล็กแบบในภาพ เพราะสามารถจุของได้ค่อนข้างเยอะ และปรับพับเบาะลงเพื่อบรรทุกของเพิ่มได้อีกด้วย มีสีให้เลือกมากถึงว 6 สีกันเลย สำหรับออปชั่นต่างๆ นั้น ก็จัดให้มาเต็มมาก ตั้งแต่จอกลางขนาด 14.6 นิ้ว ขนาดใหญ่มาก ทำให้กดหน้าจอเพื่อสั่งงานได้สะดวก นอกจากนี้ยังมีจอแบบแนวนอนขนาด 12 นิ้ว สำหรับแสดงผลการขับขี่ติดตั้งมาให้อีกด้วย

พละกำลังของรถรุ่นนี้ ก็ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 95 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร แบบเตอรี่ขนาด 40.7 กิโลวัตต์ สามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุดที่ 384 กิโลเมตร มาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จเร็ว DC จาก 30 – 80% ใช้เวลาประมาณ 30 นาที นอกจากนี้ยังรองรับฟังก์ชัน V2L (Vehicle to load) เพื่อจ่ายไฟรถให้กับอุปกรณ์ภายนอกได้ที่กำลังสูงสุดถึง 3,300 วัตต์ ส่วนระบบความปลอดภัยนั้นก็เรียกว่ามาให้แบบครบๆ แบบเดียวกับรถน้ำมันรุ่นท็อปกันเลย ใครสนใจรถซิตี้คาร์ แบบงบประหยัด NETA V เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก

NETA V ราคา 549,999 บาท
กำลังสูงสุด 95 แรงม้า
แรงบิตสูงสุด 150 นิวตันเมตร
ความจุแบตเตอรี่ 40.7 กิโลวัตต์
ระยะทางวิ่งสูงสุด 384 กิโลเมตร มาตรฐาน NEDC

3. ORA Good Cat ราคา 799,000 – 899,000 บาท

ORA Good Cat หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดี เพราะเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกๆ ที่เข้ามาทำตลาดในบ้านเรา ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ค่อนข้างดี และการดีไซน์นั้นบอกเลยว่า น่ารักมากกก เป็นน้องแมวที่สาวๆ ชอบกันเลยทีเดียว สำหรับ ORA Good Cat ที่เปิดจำหน่ายในบ้านเรานั้น ก็จะมีด้วยกัน 3 รุ่นก็คือ Pro , Ultra และ GT แต่ว่าจะมีเพียง 2 รุ่นเท่านั้น ที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท คือ Pro และ Ultra ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้จะมีสเปคในส่วนของพละกำลัง ความจุแบต ระยะทางในการขับขี่นั้นเท่ากัน แต่จะแตกต่างในเรื่องของพวกการตกแต่ง ออปชั่น และระบบความปลอดภัย โดยรุ่น Ultra จะได้ไฟหน้า LED อัจฉริยะ ระบบเปิดปิดไฟหน้าอัตโนมัติ กระจกมองข้างพับด้วยไฟฟ้า มีเบาะนวดคนขับ สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ภายนอกได้ ลำโพง 6 ตำแหน่ง รวมถึงระบบความปลอดภัยต่างๆ ที่มากกว่ารุ่น Pro เยอะเลยทีเดียว ดูจากราคาค่าตัวแล้ว บอกตรงๆ เลยว่า ถ้าจะซื้อ แนะนำเป็นรุ่น Ultra ไปเลยดีกว่าครับ คุ้มค่ากว่ามาก เอาเฉพาะส่วนของระบบความปลอดภัยก็ถือว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายเพิ่มแล้ว

กำลังสูงสุด 143 แรงม้า
แรงบิตสูงสุด 210 นิวตันเมตร
ความจุแบตเตอรี่ 57.70 กิโลวัตต์
ระยะทางวิ่งสูงสุด 480 กิโลเมตร มาตรฐาน NEDC

4.MG 4 ELECTRIC ราคา 869,000 – 969,000 บาท

รถยนต์ไฟฟ้าจาก MG ดีไซน์ออกแบบมาในแนวสปอร์ต มีให้เลือกถึง 6 สี ในรุ่น X มีจุดเด่นในเรื่องของการใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลังที่มีประสิทธิภาพในการส่งกำลังได้ดียิ่งขึ้น พร้อมการออกแบบแบตเตอรี่ให้ติดตั้งเป็นชิ้นเดียวกับโครงสร้างตัวรถ มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กประสิทธิภาพสูง ระบบช่วงล่างอิสระ 4 ล้อ ซึ่งช่วยให้การเข้าโค้ง การเกาะถนน และการขับขี่ดีขึ้น 

สำหรับสมรรถนะของทั้ง 2 รุ่นนี้จะเหมือนกันเกือบทั้งหมด จะแตกต่างกันในเรื่องของออปชั่นต่างๆ และระบบความปลอดภัยต่างๆ ที่รุ่น X จะมีมาให้มากกว่า รวมถึง ระบบ i-Smart ที่จะมีเฉพาะรุ่น X

ห้องโดยสารเน้นความเรียบโปร่งในแบบ Mininal Sportiness มีจอทัสกรีนขนาด 10.25 นิ้วเพื่อความบันเทิง พร้อมจอแสดงผลการขับขี่ขนาด 7 นิ้ว เพื่อการขับขี่ที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น เบาะด้านหลังพับได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่การใส่ของ สำหรับคันนี้ก็เหมาะกับคนที่เน้นเรื่องของการขับขี่เป็นพิเศษ เรียกว่าเป็นรถที่ขับสนุกอีกคันเลยก็กว่าได้ แรง หนึบ ออปชั่นครบ

รุ่น D ราคา 869,000 บาท
รุ่น X ราคา 969,000 บาท

มอเตอร์ไฟฟ้า 170 แรงม้า
แรงบิตสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร
แบตเตอรี่ความจุ 51 kWh
ระยะทางสูงสุด 425 กม. (มาตรฐาน NEDC)

5. AION ราคา 899,900 – 995,000 บาท

รถยนต์ไฟฟ้าแบบ Crossover ที่บอกได้เลยว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดารถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ด้วยตัวรถความยาวมากถึง 4,535 มม. กว้าง 1,870 มม. สูง 1,650 มม. ระยะฐานล้อ 2,750 มม. ตัวรถจะเน้นความกว้างขวางเป็นพิเศษ เหมาะเป็นรถครอบครัวมากๆ ประตูหลังเปิดได้กว้างมาก ขึ้นลงรถได้สะดวก การเก็บเสียงทำได้ค่อนข้างดี พร้อมออปชั่นต่างๆ ที่จัดเต็มไม่แพ้รุ่นอื่นๆ กันเลยทีเดียว ถ้าเทียบกับรถที่ราคาเกิน 1 ล้านบาทแล้ว บอกเลยว่ารุ่นนี้คุ้มกว่ามาก รถใหญ่ แบตใหญ่ ขับได้ไกลกว่า

AION Y PLUS ราคา 899,900 บาท
AION Y Plus 490 Elite ราคา 995,000 บาท 

มอเตอร์ไฟฟ้า 204 แรงม้า
แรงบิดสูงสุด 225 นิวตัน-เมตร
แบตเตอรี่ความจุ 63.2 kWh
ระยะทางสูงสุด 490 กม. (มาตรฐาน NEDC)

ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลแบบสรุปสำหรับ 5 รถยนต์ไฟฟ้ายอดนิยม ในราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ช่วงต้นปี 2024 ใครที่มีงบไว้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ ครับ และใครที่มีงบมากกว่านี้จะขยับไปรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่มีสเปคสูงๆ กว่านี้ก็ถือว่ายังน่าสนใจอีกเช่นกัน เพราะตอนนี้หลายๆ รุ่นปรับราคาลงมามากมาย บางรุ่นราคาแค่ล้านต้นๆ แต่ได้ออปชั่นแบบเต็มๆ ก็มีเช่นกันครับ ก็ขอให้ทุกท่านได้รถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกใจไปใช้งานกันนะครับ

โรงงานผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า กำลังเป็นโจทย์หลักที่ทำให้ไทยกลายเป็น EV Hub ของอาเซียน ล่าสุดมีบริษัทต่างชาติกว่า 10-20 เข้ามาสนใจลงทุนในไทยเป็นจำนวนมาก ชวนมาดูกันว่ามีบริษัทอะไรและแบรนด์ไหนบ้าง

ธุรกิจโรงงานผลิตแบตเตอรี่ EV ในไทย ถือเป็นจุดมุ่งหมายหลักหากต้องการที่จะเป็น EV Hub หรือศูนย์กลางการผลิตของรถยนต์ไฟฟ้าในอาเซียน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นโครงการต่างๆที่ส่งเสริมให้แบรนด์ต่างชาติเช่น จีน, อเมริกา หรือประเทศอื่นๆเข้ามาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ในประเทศไทย

ไทยก้าวสู่ EV Hub อาเซียน งบลงทุนรวม "2 แสนล้านบาท" ตั้งโรงงานผลิตแบตฯ EV ในไทย

ซึ่งปัจจุบันก็มีหลากหลายบริษัทที่เข้ามาเซ็นสัญญาลงทุนและมีแผนที่จะเข้ามาลงทุนหลากหลายแบรนด์ เราได้รวบรวมข่าวสารข้อมูลต่างๆมาให้ดูกันว่า มีบริษัทหรือแบรนด์ไหนที่จะเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในไทยบ้าง

รายชื่อ 9 บริษัท ลงทุนตั้งโรงงานผลิตแบตฯ EV ในไทย

  1. BYD บริษัทจากจีน ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดในโลก ลงทุน 17,000 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน กำลังการผลิต 24 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี คาดว่าจะเริ่มผลิตในปี 2567
  2. GWM บริษัทจากจีน ลงทุน 22,000 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า กำลังการผลิต 10 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี คาดว่าจะเริ่มผลิตในปี 2566
  3. CATL บริษัทจากจีน ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่อีกราย ลงทุน 23,000 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน กำลังการผลิต 35 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี คาดว่าจะเริ่มผลิตในปี 2568
  4. Gotion High-Tech บริษัทจากจีน ลงทุน 1,200 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน กำลังการผลิต 5 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี คาดว่าจะเริ่มผลิตในปี 2566
  5. AESC บริษัทจากญี่ปุ่น ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน กำลังการผลิต 35 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ร่วมลงทุนกับ Nissan และ NEC ยังไม่มีการประกาศตัวเลขการลงทุนและกำหนดการเริ่มผลิต
  6. PTT บริษัทจากไทย ร่วมทุนกับ Foxconn จากไต้หวัน ลงทุน 22,500 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน กำลังการผลิต 40 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี คาดว่าจะเริ่มผลิตในปี 2568
  7. GPSC บริษัทจากไทย ร่วมทุนกับ CATL จากจีน ลงทุน 12,000 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน กำลังการผลิต 15 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี คาดว่าจะเริ่มผลิตในปี 2567
  8. Indorama Ventures บริษัทจากไทย ลงทุน 1,800 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตสารตั้งต้นสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน คาดว่าจะเริ่มผลิตในปี 2566
  9. บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ลงทุน 24,000 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน กำลังการผลิต 40 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี คาดว่าจะเริ่มผลิตในปี 2568

ขณะนี้ทำให้งบลงทุนทั้ง 9 บริษัทรวมกันกว่า 200,000 ล้านบาทและยังมีบริษัทอื่นๆ ที่สนใจและวางแผนจะตั้งโรงงานแบตเตอรี่ EV ในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะมีการลงทุนในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ในประเทศไทย มากกว่า 500,000 ล้านบาท ใน 5 ปีข้างหน้า

ไทยก้าวสู่ EV Hub อาเซียน งบลงทุนรวม "2 แสนล้านบาท" ตั้งโรงงานผลิตแบตฯ EV ในไทย

รายชื่อบริษัทที่จะเข้ามาวางแผนลงทุนและผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในไทยยังคงมีอีกหลากหลายแบรนด์ที่กำลังตัดสินใจเข้ามาลงทุนอยู่ เช่น

  • Tesla มีข่าวลือว่า Tesla กำลังมองหาพื้นที่สำหรับสร้างโรงงาน Gigafactory ในประเทศไทย คาดว่าจะสรุปแผนภายในปี 2567
  • Hyundai แสดงความสนใจลงทุนในไทย คาดว่าจะประกาศแผนอย่างเป็นทางการเร็วๆนี้
  • Volkswagen อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ คาดว่าจะตัดสินใจภายในปี 2566
  • Honda วางแผนลงทุน 33,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มผลิตแบตเตอรี่ในปี 2568
  • Toyota ร่วมลงทุนกับ Primearth EV Energy คาดว่าจะเริ่มผลิตแบตเตอรี่ในปี 2568

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันทำให้ประเทศไทยมีความเป็นไปได้สูงที่จะกลายเป็น EV Hub ของอาเซียน ด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น นโยบายของรัฐบาล สนับสนุนอุตสาหกรรม EV อย่างจริงจัง มีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการลงทุน, ฐานการผลิตรถยนต์ ไทยมีฐานการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน มี skilled labor และ ecosystem ที่พร้อมรองรับ, แรงจูงใจ รัฐบาลมีมาตรการจูงใจทั้งภาษี เงินอุดหนุน และไทยมีตลาด EV ที่เติบโตเร็วอีกทั้งมีบริษัทชั้นนำจากทั่วโลกเข้ามาลงทุน

แต่ยังมีปัจจัยด้านอื่นๆที่ต้องแก้ไขปัญหาเช่น ราคารถยนต์ไฟฟ้ายังสูง, มีสถานีชาร์จไม่เพียงพอ, ไทยยังขาดแคลนเทคโนโลยีบางด้าน, และประเทศอื่นๆในอาเซียนก็พยายามดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรม EV เช่นกัน 

สุดท้ายนี้ประเทศไทยมีโอกาสสูงที่จะเป็น EV Hub ของอาเซียน แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมเทคโนโลยี และสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภค

Source : Spring News

ขยะพลาสติกเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่นับวันยิ่งดูเพิ่มขึ้น และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาจึงได้มีการพัฒนานวัตกรรมเพื่อนำขยะพลาสติกมารีไซเคิลเป็นสิ่งที่ทำประโยชน์ต่อไป

สตาร์ทอัปเคนยาได้นำขยะพลาสติกมาแปรเปลี่ยนเป็นตู้แช่แข็งพลังงานแสงอาทิตย์

ตู้แช่แข็งพลังงานแสงอาทิตย์จากขยะพลาสติกบนหาด ประหยัดพลังงาน ช่วยลดขยะ

จากขยะพลาสติกบนหาดสู่ตู้แช่แข็งรักษ์โลก

จุดกำเนิดของตู้แช่แข็งพลังงานแสงอาทิตย์มาจากขยะพลาสติกบริเวณชายหาด Mombasa ซึ่งทุกวันจะมีชาวบ้านเก็บขยะพลาสติกและของเสียมาขายให้กับบริษัท Kuza Freezer ผู้ผลิตตู้แช่แข็งพลังงานแสงอาทิตย์ โดยพนักงานจะย่อยสลายเป็นเม็ดก่อนแล้วจึงนำไปปั้นเป็นห้องเย็น ซึ่งตู้แช่แข็งรักษ์โลกนี้แต่ละตู้มาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จได้โดยใช้แผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งการชาร์จ 2 ชั่วโมงจะใช้งานได้สูงสุด 7 ชั่วโมง

ตู้แช่แข็งพลังงานแสงอาทิตย์จากขยะพลาสติกบนหาด ประหยัดพลังงาน ช่วยลดขยะ

รักษาสิ่งแวดล้อม แถมสร้างรายได้

Kuza Freezer เป็นบริษัทที่ทำโดยเยาวชนในเมืองมอมบาซา ประเทศเคนยา จัดหาโซลูชั่นห้องเย็นให้กับธุรกิจขนาดเล็ก และสามารถปรับปรุงรายได้ได้อย่างยั่งยืนนอกเหนือรายได้จากหลังการเก็บเกี่ยว และยังเป็นการช่วยลดปริมาณขยะ จัดการขยะได้อย่างมีคุณภาพด้วย

บริษัท Kuza Freezers ดำเนินกิจการมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว และได้ส่งมอบตู้แช่แข็งพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่า 350 เครื่องให้กับผู้ค้าปลา ผู้ขายสัตว์ปีกและนม และพนักงานขายน้ำแข็ง นั่นหมายความว่าเป็นการช่วยลดขยะพลาสติกบริเวณหาดมอมบาซา ได้เป็นจำนวนมาก

ตู้แช่แข็งพลังงานแสงอาทิตย์จากขยะพลาสติกบนหาด ประหยัดพลังงาน ช่วยลดขยะ

นวัตกรรมช่วยลดภาระสิ่งแวดล้อม

ผู้ผลิตตู้แช่แข็งพลังงานแสงอาทิตย์ให้บริการติดตั้งและฝึกอบรมฟรีแก่ลูกค้า ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงการนำโซลูชันห้องเย็นมาใช้ได้มากขึ้น นอกจากนี้การรวมอุปกรณ์ติดตามช่วยติดตามหน่วยและระบุความจำเป็นในการซ่อมแซม ด้วยการใช้วัสดุรีไซเคิล โดยเฉพาะขยะพลาสติก

Kuza Freezer จัดการกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของขยะพลาสติกอย่างจริงจัง สิ่งนี้สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืน ซึ่งมีส่วนช่วยลดของเสียและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นับเป็นตัวอย่างที่ดีที่ผู้ประกอบการเชิงนวัตกรรมสามารถรับมือกับความท้าทายจากปัญหาขยะได้ ในขณะเดียวกันก็สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ

ที่มา : Africa News
Source : Spring News

ปัจจุบัน ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ ‘ภาวะโลกรวน’ ยังส่งผลกระทบชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนระอุขึ้นทุกปี ภาวะน้ำท่วมรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำซากดูจะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและสภาพอากาศที่แปรปรวนผิดฤดู ทั้งหมดนี้ส่งผลเป็นห่วงโซ่ต่อการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ และคุณภาพชีวิตของผู้คน รวมไปถึงการสร้างผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องและความมั่นคงในชีวิต

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เกิดจากการที่ก๊าซเรือนกระจกถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณมากเกินขีดความสามารถที่ธรรมชาติจะดูดซับได้ทั้งหมด สาเหตุหลักเนื่องมาจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในบ้าน โรงงาน และยานพาหนะ ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ เมื่อมีการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เชื้อเพลิงเหล่านี้ก็จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมา

โดยก๊าซที่ถูกปล่อยออกมามากที่สุด คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซเรือนกระจก ดูดซับคลื่นรังสีความร้อนในชั้นบรรยากาศใกล้กับพื้นผิวโลกเอาไว้ เป็นสาเหตุให้โลกของเราร้อนขึ้น และกระตุ้นให้สภาพภูมิอากาศแปรปรวนจากเดิม ไม่เพียงแค่ร้อนผิดปกติ แต่ยังเกิดปรากฏการณ์และภัยพิบัติต่างๆ ในหลายพื้นที่บนโลกที่ผันผวนและรุนแรงมากขึ้นทุกปี

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ส่งผลให้ฤดูหนาวในปี 2566 ที่ผ่านมา มีอากาศที่ร้อนและอบอ้าว ทั้ง ๆ ที่เรากำลังอยู่ในฤดูหนาว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้สรุปแล้วว่า “ปี 2023 เป็นปีที่อุณหภูมิอากาศโลกเฉลี่ยสูงที่สุดตั้งแต่มีการบันทึก” และได้พยากรณ์ต่อไปอีกว่า “อุณภูมิอากาศเฉลี่ยของปี 2024 จะสูงกว่าของปี 2023”

เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด

อย่างไรก็ตาม ในการรับมือกับปัญหาโลกร้อนในปัจจุบัน BBC NEWS ให้ข้อมูลว่า รัฐบาลเกือบ 200 ประเทศได้ลงนามร่วมกันในความตกลงปารีสในปี 2015 โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะพยายามรักษาอุณหภูมิโลกให้สูงขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เป้าในการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ หรือที่เรียกว่า เน็ตซีโร่ (net zero) หมายถึง การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

รวมไปถึงการขจัดมลพิษทางอากาศที่เหลืออยู่จากชั้นบรรยากาศด้วย และควรจะบรรลุให้ได้ภายในปี 2050 ซึ่งประเทศไทยกำลังโอบรับเป้าหมายนี้อยู่ ด้วยโครงการ “สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์” เมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำแห่งแรกในไทย เพื่อตั้งเป้าหมายในการแก้ปัญหาโลกเดือด และปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์

จุดเริ่มต้นของโครงการ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์”

ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เปิดเผยถึงที่มาของโครงการ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ว่า ตามที่ประเทศไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ในการยกระดับการแก้ไขปัญหาภูมิอากาศอย่างเต็มที่ด้วยทุกวิถีทาง เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ในปี ค.ศ. 2065

เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ (สอวช.) จึงได้ขับเคลื่อนโดยนำการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เข้ามาเพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว โดยได้วางแนวทางข้อริเริ่มในการทำงานเชิงพื้นที่ มุ่งเน้นนวัตกรรม และเชื่อมโยงกลไกระดับนานาชาติ ร่วมกับ อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ โดยสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (Thai Cement Manufactures Association: TCMA) สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย (Thailand Concrete Association: TCA) ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี แหล่งอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ซึ่งมีความท้าทายในการเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมหนักและการขับเคลื่อนองคาพยพในรายสาขาต่างๆ (Sector) ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน หากสามารถเปลี่ยนให้เป็นเมืองคาร์บอนต่ำได้สำเร็จ จ.สระบุรี จะสามารถเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดหรือพื้นที่อื่นๆ ในการแก้ปัญหาได้

ดร. กิติพงศ์ กล่าวต่อไปว่า สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์ เป็นส่วนย่อของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และเชื่อว่าจังหวัดสระบุรีจะเป็นจังหวัดแรกที่ประสบความสำเร็จ เพราะว่ามีองคาพยพที่พร้อมและสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม TCMA ที่เข้มแข็ง รวมไปถึงชุมชน เกษตรกรรม และการมีส่วนร่วมในภาคครัวเรือน องคาพยพทั้งหมดนี้ส่งเสริมให้สระบุรีมีการทำงานร่วมกันที่ดี จึงเหมาะสมที่จะเป็นจังหวัดนำร่องในการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การจะทำให้ไปสู่เป้าหมายการเป็นเมืองคาร์บอนต่ำได้สำเร็จนั้นต้องใช้นวัตกรรมและรูปแบบการทำงานข้ามภาคส่วน ความเข้มแข็งของเจ้าของพื้นที่และผู้นำของแต่ละภาคส่วนที่มีบทบาทแตกต่างกัน รวมทั้งการขอรับการสนับสนุนจากระดับนานาชาติที่มากพอให้เกิดการสร้างความเปลี่ยนแปลง และเพิ่มโอกาสของการได้รับการสนับสนุน จึงเป็นที่มาของการเกิดเป็นโครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ มุ่งเน้นการลดก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ระดับนโยบายและปฏิบัติ

เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด

อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์เปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050

ศาณิต เกษสุวรรณ ที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย กล่าวว่า สภาพอากาศในปีที่ผ่านมานั้นถือว่ามีอุณหภูมิสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ดังนั้นเราต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน ด้วยการให้ภาคอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้มากที่สุด และช่วยดึงคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศออกมา เช่น การปลูกป่า เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับโลก นอกจากนี้ ยังได้ให้ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ด้วยการใช้ไฟฟ้าจากโซลาเซลล์ งดการใช้ถ่านหินและหินปูนให้ได้มากที่สุด

ขณะที่ ดร.ชนะ ภูมี นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย กล่าวว่า TCMA ในฐานะสมาคมที่เป็นความร่วมมือของผู้ผลิตปูนซีเมนต์ชั้นนำของประเทศ และเป็นอุตสาหกรรมหลักของจังหวัดสระบุรี จึงเป็นสาขา สำคัญที่จะมีบทบาทต่อการสนับสนุนการดำเนินการของโมเดลสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ แนวทางปฏิบัติที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และดำเนินอุตสาหกรรมด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม

มุ่งสู่เป้าหมายการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ตาม “แผนที่นำทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตของไทยมุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ พ.ศ. 2593” (2050 Net Zero Cement and Concrete Roadmap)

ความร่วมมือระหว่าง สอวช. และ TCMA มีจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมสมาชิกของ TCMA ซึ่งเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์ของไทยทุกราย เข้ามาร่วมกันดำเนินการ ด้วยการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และการใช้กลไกการสนับสนุนจากระดับนานาชาติ เชื่อมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ให้เกิดการทำงานร่วมกัน

เพื่อพัฒนาระบบนิเวศเมืองของจังหวัดสระบุรี ผ่านการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียว ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นส่วนสำคัญในการช่วยให้แผนงานลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศประสบความสำเร็จ และสนับสนุนอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์เปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050

เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด

การดำเนินงานครอบคลุมด้านหลักๆ ดังนี้

  1. การวิจัยพัฒนาใช้วัสดุทดแทนปูนเม็ดเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต และการใช้นาโนเทคโนโลยีเพื่อให้ปูนซีเมนต์มีคุณสมบัติดีขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งการพัฒนาความรู้ การปรับเปลี่ยนเครื่องจักร รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนข้อกำหนด มาตรฐานการใช้งานของแต่ละหน่วยงานให้สอดคล้องกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และการส่งเสริมใช้งาน
  2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์คอนกรีตที่ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในกระบวนการผลิตและการก่อสร้าง
  3. การพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ช่วยลดระยะเวลา แรงงาน รวมทั้งลด Waste ในการก่อสร้าง
  4. การวิจัยพัฒนาการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) และเชื้อเพลิงขยะ (RDF) เพื่อใช้ทดแทนถ่านหิน ซึ่งจะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ 9 – 12 ล้านตัน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ /ปี และลดการเกิดฝุ่น PM 2.5 จากการเผาของภาคเกษตร และช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร รวมทั้งทำให้การจัดการขยะของจังหวัดสระบุรีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  5. การวิจัยและพัฒนา Carbon Capture and Utilization/Storage (CCUS) เป็นโครงการสำคัญที่จะช่วยลด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจากยังมีสัดส่วนของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ยังเหลืออยู่จากกระบวนการต่างๆ ในสัดส่วนที่ค่อยข้างสูง โครงการ CCUS ยังเป็นเรื่องใหม่ของประเทศและเทคโนโลยีด้านนี้ยังมีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนข้อมูล เทคโนโลยี และเงินทุนทั้งในและต่างประเทศในการศึกษาและวิจัย

ดร. กิติพงศ์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์เป็นส่วนย่อของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และเชื่อว่าจังหวัดสระบุรีจะเป็นจังหวัดแรกที่ประสบความสำเร็จ เพราะว่ามีองคาพยพที่พร้อมและสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม TCMA ที่เข้มแข็ง รวมไปถึงชุมชน เกษตรกรรม และการมีส่วนร่วมในภาคครัวเรือน องคาพยพทั้งหมดนี้ส่งเสริมให้สระบุรีมีการทำงานร่วมกันที่ดี จึงเหมาะสมที่จะเป็นจังหวัดนำร่องในการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ในประเทศไทย

เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด

จาก “หญ้าเนเปียร์” สู่พืชพลังงานทดแทนในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์

ด้าน เจริญชัย เฉลียวเกรียงไกร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ Net Zero 2050 หรือ Energy Transition เป็นหนึ่งในมาตรการหลักของการขับเคลื่อนสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ เมืองคาร์บอนต่ำ จึงได้มีความร่วมมือดำเนินงานระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยการสร้างงานในพื้นที่บนฐานนิเวศการลงทุนพืชพลังงาน โดยส่งเสริมการปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะยกระดับสระบุรีสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำที่น่าอยู่ (Low Carbon and Livable City)

เป็นหนึ่งในความร่วมมือดำเนินงานระหว่างจังหวัดสระบุรี สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี และ TCMA โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อศึกษาวิจัยการส่งเสริมและยกระดับพื้นที่ชุมชนเป็นพื้นที่ต้นแบบระบบนิเวศพืชพลังงานนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนถ่านหินในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์

โดยดำเนินการนำร่องทดลองปลูกหญ้าเนเปียร์ ในพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ในตำบลเขาเกตุ อำเภอทับกวาง จังหวัดสระบุรี และสร้างกลไกการมีส่วนรวมของภาคประชาชนระดับพื้นที่ในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนที่คาดหวังการนำพลังงานสะอาดนี้เข้ามาทดแทนพลังงานจากถ่านหินซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์

สำหรับหญ้าเนเปียร์เมื่อมีอายุเกิน 4-5 เดือน จะเป็นเส้นใยแล้วค่อยทำให้แห้ง ส่งเข้าที่โรงปูน โรงปูนจะรับซื้อตันละ 1,500 บาท กิโลกรัมละ 1.50 บาท เพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ทดแทนถ่านหิน แต่การดูแลหญ้าเนเปียร์ยังยากลำบากอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปุ๋ย น้ำ การเก็บเกี่ยว เพราะเกษตรกรมีความสามารถที่จำกัดในการทำให้หญ้าเนเปียร์ย่อยและแห้งได้เอง อาจจะต้องมีการลงทุนโรงอบเพิ่มเติมในอนาคต

เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด

ขณะที่ สมาน แก่นพุทธา สมาชิกสภาเทศบาลเมืองทับกวาง และประธานกรรมการผู้จัดการบริษัท เฟิร์ส์ เอนเนอร์ยี่ครอป จำกัด กล่าวว่า หญ้าเนเปียร์ เป็นพืชพลังงานที่มีอายุยาวนานถึง 7-8 ปี สามารถดูดซึมคาร์บอนได้เร็ว นอกจากนำไปเป็นพืชพลังงานแล้ว หญ้าเนเปียร์ยังสามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้ด้วย ทำให้ชาวบ้านมีรายได้หลายทางจากการปลูกหญ้าเนเปียร์ ถือเป็นอีกตัวเลือกให้เกษตรกร นอกจากการทำนาและไร่ข้าวโพด

เปลี่ยนขยะธรรมดาๆ ให้เป็นพลังงาน ด้วย “ตาลเดี่ยวโมเดล”

ดร.เรวดี อนุวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญวิจัยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กล่าวถึงโครงการ “ตาลเดี่ยวโมเดล” ซึ่งเป็นโครงการสนับสนุนสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ว่า วว. ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น องค์การบริการส่วนตำบลตาลเดี่ยว และจังหวัดสระบุรี ในการขับเคลื่อนการพัฒนาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาแก้ไขปัญหาขยะชุมชน เน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีการจัดการขยะ 2 แนวทาง คือ การเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) และการเปลี่ยนขยะเพื่อสร้างรายได้ (Waste to Wealth)

โดยการสร้างแรงจูงใจให้กับชุมชนในการจัดการขยะที่ต้นทาง ร่วมกับการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานสะอาดรวมถึงผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม ด้วยการยกระดับขยะที่ดำและสกปรกให้กลายเป็นเกล็ดที่มีคุณภาพสูง และนำไปต่อยอดทำเส้นใยให้มีราคา ทำให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้สู่ชุมชน ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังลดความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย

“การขับเคลื่อนโครงการดำเนินงานใน 2 มิติ คือ การฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้และงานวิจัย เพื่อลดปริมาณการเกิดขยะมูลฝอยจากครัวเรือนด้วยหลักการ 3Rs ให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างเครื่องจักรในการคัดแยกขยะระบบกึ่งอัตโนมัติ รองรับการแก้ไขปัญหาทั้งขยะเก่าและขยะใหม่ ประมาณ 20 ตัน/วัน ในการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นพลาสติกรีไซเคิล สารปรับปรุงดิน น้ำหมักชีวภาพ เชื้อเพลิงจากขยะ (Refuse Derived Fuels: RDF) และพลังงานชีวภาพสะอาด ร่วมกับการลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากขยะที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อพัฒนาให้เป็นต้นแบบการจัดการขยะชุมชนด้วยนวัตกรรมอย่างครบวงจร”

เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด

Source : กรุงเทพธุรกิจ