ยุน ซ็อก ยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ประกาศว่า รัฐบาลมีแผนจะทำให้เกาหลีใต้เป็นประเทศแรกในโลกที่จำหน่ายแบตเตอรี่โซลิดสเตท ด้วยเม็ดเงินลงทุนสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการผลิตแบตเตอรี่โซลิดสเตท จำนวน 20 ล้านล้านวอน หรือ 5.12 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเม็ดเงินนี้จะใช้ในแผนการลงทุนระยะยาวไปจนถึงปี 2030

แบตเตอรี่โซลิดสเตต มีคุณสมบัติคือแบตเตอรี่ที่มีทั้งอิเล็กโทรด และอิเล็กโทรไลต์ หรือสารนำไฟฟ้าที่เป็นของแข็ง ทั้งนี้ แบตเตอรี่ประเภทนี้ได้รับการพัฒนาควบคู่กับยานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยคุณสมบัติเบื้องต้นของแบตเตอรี่โซลิดสเตทคือ มีความปลอดภัยในการใช้งานอย่างมาก ทั้งยังมีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากแกนกลางไม่ได้เป็นของเหลวแต่เป็นของแข็ง ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเด่นของแบตเตอรี่โซลิดสเตตที่อาจผลิตขึ้นได้ ที่จะมีขนาดเล็กลงและติดไฟได้ยากกว่าแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนแบบที่นิยมใช้ในรถยนต์ไฟฟ้ายุคปัจจุบันมาก

เกาหลีใต้ทุ่มงบ 5 แสนล้าน หวังผลิตแบตเตอรี่โซลิดสเตทใช้ในรถ EV เป็นประเทศแรกของโลก

ที่มาของรูปภาพ Flash Battery

อย่างไรก็ตาม บริษัท ซี.เอ.ที. (Contemporary Amperex Technology Co.) ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดในโลกจากประเทศจีน ยังไม่เริ่มการผลิตหรือสนใจจะใช้งานเทคโนโลยีแบตเตอรี่โซลิดสเตท เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ยังใหม่อยู่ และหนึ่งในปัญหาหลักเกี่ยวกับแบตเตอรี่ชนิดนี้คือ หลังจากการชาร์จและคายประจุไปแล้วหลายรอบ ก็จะมีปัญหาแบตเตอรี่เสื่อม ไม่เก็บกักพลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีนี้จึงต้องการการพัฒนาไปอีกสักพัก

รายงานเพิ่มเติมจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ภายในปี 2028 ประเทศเกาหลีใต้เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตวัสดุแคโทดถึง 4 เท่า และเริ่มผลิตแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออนฟอสเฟต ซึ่งทั้ง 2 อย่างเป็นวัสดุสำคัญสำหรับการสร้างแบตเตอรี่โซลิดสเตท และเกาหลีใต้ตั้งเป้าวางจำหน่ายแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออนฟอสเฟตตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นักวิจัยจากสมาคมมักซ์ พลังค์ (Max Planck Institute)สมาคมอิสระไม่แสวงหาผลกำไรจากเยอรมนี ประกาศว่า พวกเขาอาจพบวิธีทำให้แบตเตอรี่โซลิดสเตตมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ทั้งในปี 2019 ยังมีการศึกษาของสถาบัน อ้างว่า แบตเตอรี่โซลิดสเตทที่กำลังพัฒนาขึ้นใหม่สามารถแทนที่แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่เป็นที่นิยม จึงอาจเป็นไปได้ว่า แบตเตอรี่โซลิดสเตทที่กำลังพัฒนาขึ้นใหม่สามารถแทนที่แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบันและอาจนำไปสู่มาตรฐานใหม่สำหรับใช้งานแบตเตอรี่กับรถยนต์ไฟฟ้าในที่สุด

ที่มาของข้อมูล Interestingengineering
ที่มาของรูปภาพ Solid Power
Source : TNN ONline

อุตสาหกรรมยานยนต์จะเผชิญกับความยุ่งยากมากขึ้นในปีนี้ ในปี 2568 บริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่จะเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการสำหรับรถยนต์ใหม่บนท้องถนนถึง 95% ในปี 2569 มากกว่า 50% ของรถยนต์ไฟฟ้า (EVs) ที่จำหน่ายทั่วโลกจะเป็นแบรนด์จีน

การ์ทเนอร์ ชี้มีปัจจัยหลายประการที่ทำให้ปี 2566 กลายเป็นบททดสอบอย่างแท้จริงในการแก้ไขปัญหาของภาครัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEVs) ให้เดินไปข้างหน้า

เปโดร ปาเชโก รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ปีนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบให้เดินหน้าได้ต่อ ด้วยราคาค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นในยุโรปทำให้ต้นทุนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) น่าสนใจลดลง ประกอบกับในบางประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรเลีย ที่กำลังเริ่มจัดเก็บภาษีรถยนต์อีวี นอกจากนี้ช่วงต้นปี 2566 จีนยุติการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงยังมีปัจจัยด้านการวางโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จทั่วโลกที่พบว่ายังไม่ครอบคลุมเพียงพออย่างมาก และคุณภาพการให้บริการโดยเฉลี่ยก็ยังแย่”

นอกเหนือจากนี้ ยังมีปัจจัยราคาของวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ลิเธียมและนิกเกิลที่ทำให้ต้นทุนการผลิตรถ BEV สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนแบบโออีเอ็ม (หรือ OEM) ลดช่องว่างด้านราคากับรถยนต์เครื่องยนต์สัปดาปได้ยากขึ้น ผลที่ตามมาคือยอดขายรถ BEV อาจเติบโตในระดับที่ต่ำกว่ามากหรือหยุดชะงักในบางตลาด ทำให้การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับรถ BEV ใช้เวลานานขึ้นกว่าจะถึงจุดคุ้มทุน

ไมค์ แรมซี่ รองประธานฝ่ายวิจัยอีกคนของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “เราคาดว่าปัญหาการขาดแคลนในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์จะยังดำเนินต่อไปตลอดในปีนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ยังไม่สามารถคาดการณ์ถึงจุดสิ้นสุดของสถานการณ์ขาดแคลนชิปเซมิคอนดักเตอร์หรือที่ลามไปสู่การผลิตรถยนต์ที่สะดุดตามมา ผู้ผลิตเหล่านี้ยังประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบหลักสำหรับแบตเตอรี่ในรถ BEV อันทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งสูงขึ้น”

“การเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัลของการจำหน่ายยานพาหนะยังคงเดินหน้าต่อ เพียงแต่ช้าลง ขณะที่สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจกำลังท้าทายการขับเคลื่อนของตลาดรถยนต์ จากข้อจำกัดด้านอุปทานไปสู่ข้อจำกัดด้านอุปสงค์ โดยผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์จะมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนไปสู่การจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อลดต้นทุนในการจำหน่าย”

ในช่วงขาลงนี้กลับเป็นโอกาสอันดีของผู้บริหารไอที (CIOs) ในแวดวงยานยนต์ที่จะช่วยให้บริษัทสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดด้วยการใช้เทคโนโลยีได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายกำลังพยายามเปลี่ยนไปเป็นบริษัทเทคโนโลยี แต่วัฒนธรรมองค์กรเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแนวทางการขับเคลื่อนนี้ “นี่ยังเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการลดช่องว่างกับผู้ผลิตรถยนต์ดิจิทัล และยังสร้างรายได้ให้เติบโตผ่านการใช้เทคโนโลยี” ปาเชโก กล่าวเพิ่มเติม

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2569 มากกว่า 50% ของรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายทั่วโลกจะเป็นแบรนด์จากประเทศจีน แรมซี่ กล่าวเพิ่มเติมว่า “มีบริษัทจีนมากกว่า 15 แห่งที่จำหน่ายรถอีวีและหลายรุ่นมีขนาดเล็กกว่าและมีราคาถูกกว่าคู่แข่งต่างชาติอย่างมาก ขณะที่แบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์อื่น ๆ Tesla, VW และ GM กำลังจำหน่ายรถอีวีจำนวนมากในประเทศจีน และยังพบว่าเติบโตรวดเร็วกว่าบริษัทจากจีนอย่างมาก”

เนื่องจากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก บริษัทจีนหลายแห่งจึงอยู่ในสถานการณ์ที่ดีที่สามารถใช้ประโยชน์จากการเติบโตตลาด ด้วยการเข้าถึงแร่สำคัญ ๆ และกำลังการผลิตแบตเตอรี่ในประเทศจีนได้ การ์ทเนอร์แนะนำให้ผู้บริหารไอที (CIOs) ในอุตสาหกรรมยานยนต์ให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฟฟ้า ผสานเข้ากับการวางแผนด้านห่วงโซ่อุปทานและซอฟต์แวร์การควบคุมการมองเห็น (Visibility Software) เพื่อช่วยตัดสินใจทางธุรกิจเกี่ยวกับแหล่งที่มาและมีการรับประกันที่ยืดหยุ่นของวัสดุหลักในการผลิตได้ดียิ่งขึ้น

นักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ประเมินว่าภายในปี 2568 บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะเป็นเจ้าของระบบปฏิบัติการส่วนหนึ่งสำหรับรถยนต์ใหม่บนท้องถนนถึง 95%

บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เริ่มเข้ามาแทนที่ผู้ผลิตอุปกรณ์ยานยนต์ (ระดับ Tier 1) ในฐานะผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ในรถยนต์ (อาทิ Google Automotive Services และ CarPlay) และยังขยายเครือข่ายของตนเพื่อเคลมส่วนแบ่งการตลาดที่มากขึ้นในขอบเขตของระบบปฏิบัติการรถยนต์ (อาทิ ความร่วมมือระหว่าง Renault กับ Google หรือ ความร่วมมือของ VW กับ Microsoft) นอกจากนี้ ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีหลายรายยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายรถยนต์ อาทิ Foxconn, Huawei, Alibaba, Xiaomi, Tencent และ Sony ที่ล้วนเป็นตัวอย่างของเทรนด์ที่เกิดขึ้นนี้

“เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ผลิต OEM หรือซัพพลายเออร์แบบดั้งเดิมจะประสบความสำเร็จแต่เพียงผู้เดียว อย่างน้อยแต่ละรายต้องร่วมมือกับยักษ์ใหญ่ด้านดิจิทัล หากพวกเขาต้องการรักษากำไรและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้” ปาเชโก กล่าวสรุป

Source : ไทยโพสต์

ข้อมูลจากโฆษกรัฐบาล ระบุว่า ตามนโยบายของรัฐบาล สำหรับรถจักรพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ต้นแบบคันนี้ ประเทศไทยประกอบ และติดตั้งระบบแบตเตอรี่สำหรับรถไฟที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าเสร็จเมื่อปี 2565

ซึ่งถือเป็นแห่งแรกของโลก โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ซึ่งจุดเด่นของรถไฟ EV ได้รับการออกแบบ และผลิตด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ใช้นวัตกรรมระบบชาร์จ Ultra Fast Charge ในเวลา 1 ชั่วโมงในระยะแรก และ Battery Swapping Station เพื่อสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ลดเวลาการรอชาร์จ และนำมาขยายผลใช้งานในระบบขนส่งได้จริง ประหยัดต้นทุนพลังงานได้กว่า 40 – 60% เมื่อเปรียบเทียบกับหัวรถจักรดีเซลทั่วไป โดยจุดชาร์จแบตเตอรี่ไฟฟ้าดำเนินติดตั้งที่บริเวณย่านบางซื่อ และในอนาคตมีแผนจะติดตั้งจุดชาร์จแบตเตอรี่ไฟฟ้าที่สถานีอื่นๆ เพิ่ม เพื่อรองรับการใช้หัวรถจักรพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ที่จะพ่วงไปกับขบวนรถโดยสาร จึงถือเป็นอีกนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยลดมลพิษ และบรรเทาภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย

การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) เพื่อให้ประเทศไทย สามารถลดก๊าซเรือนกระจกลง 20-25% ภายในปี 2573

รถไฟ EV อีก 50 คัน เตรียม ให้บริการเพิ่มปี 2566

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าปี 2565 จำนวน 9,515 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 100% 

ส่วนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าปี 2565 จำนวน 92,746 คัน เพิ่มขึ้น 34.93% ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าผสม(HEV)  84,685 คันเพิ่มขึ้น 44.93% ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก(PHEV) 8,061 คัน ลดลง21.21% ด้านยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าปี 2565 จำนวน 72,158 คันเพิ่มขึ้น 86.58% 

สอดคล้องกับเดือนม.ค. 2566 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 4,707 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีก่อน 649.52%  โดยแบ่งเป็น รถยนต์นั่งและรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 2,945 คัน เพิ่มขึ้น 1,019.77% 

ด้านยานยนต์ประเภทไฟฟ้า(HEV)จดทะเบียนใหม่ข้อมูลในเดือน ม.ค.2566  มีจำนวน 7,687 คันเพิ่มขึ้น 76.51% โดยแบ่งเป็น

รถยนต์นั่งและรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 7,653 คันเพิ่มขึ้น 76.54% 

สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภทPHEV มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า(PHEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 961 คันเพิ่มขึ้น 33.10% โดยแบ่งเป็นรถยนต์นั่งและรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 961 คันเพิ่มขึ้น 33.10 %

ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั้งปี 2565 จำนวน 72,158 คันเพิ่มขึ้น 86.58% การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า(BEV) 11,162 คัน เพิ่มขึ้น 371.37% 

เก๋งอีวีสุดฮิตในตลาดในประเทศ  ม.ค.66 ยอดจดป้ายแดงเพิ่ม 1,000%

Source : กรุงเทพธุรกิจ

จังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมกับ กฟผ. เปิดสถานีชาร์จ EleX by EGAT เต็มรูปแบบแห่งแรก ส่งเสริมระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Smart City มุ่งพัฒนาแม่ฮ่องสอนสู่เมืองท่องเที่ยวสีเขียว พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำ

จังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายใต้โครงการนำร่องการพัฒนาสมาร์ทกริดที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดพิธีเปิดสถานีชาร์จ EleX by EGAT เต็มรูปแบบแห่งแรกของจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีนายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. นายบัณฑิต ตั้งโภคานนท์ รักษาการพลังงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจนสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน ณ ร้านกาแฟ Endless Hill อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน

นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า สถานีชาร์จ EleX by EGAT จะมีส่วนสำคัญในการเติมเต็มและยกระดับคุณภาพชีวิตตลอดจนดูแลสังคมเมืองแม่ฮ่องสอนให้เป็นเมืองท่องเที่ยวสีเขียว และมีความมั่นคงไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาด รวมทั้งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจังหวัดที่มีความโดดเด่นด้านวัฒนธรรมควบคู่กับการสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. กล่าวว่า สถานีชาร์จแห่งนี้จะช่วยสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจและเพิ่มความสะดวกในการเดินทางให้แก่ผู้ใช้รถ EV ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเมืองแม่ฮ่องสอนตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองแม่ฮ่องสอนสู่เมืองอัจฉริยะด้านพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Smart City) อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนนโยบายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (EGAT Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 สถานีชาร์จแห่งนี้รองรับการใช้งาน 2 ช่องจอด ประกอบด้วยเครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบชาร์จเร็ว (DC Fast Charge) ขนาด 125 กิโลวัตต์ 2 หัวชาร์จ และเครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบชาร์จด้วยความเร็วปกติ (AC Normal Charge) ขนาด 22 กิโลวัตต์ 1 หัวชาร์จ สามารถใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชัน EleXA

นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้ก่อสร้างสถานีชาร์จ EleX by EGAT ที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อเตรียมรองรับผู้เดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ผ่านทางอำเภอปายมายังจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตลอดจนรองรับระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้าเชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอน ที่จะเปิดให้บริการในอนาคตด้วย ปัจจุบัน กฟผ. เปิดให้บริการสถานีชาร์จ EleX by EGAT พร้อมสถานีพันธมิตรในเครือข่าย EleXA แล้ว 98 สถานีทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าขยายสถานีชาร์จ EleX by EGAT สู่ 150 สถานี ภายในสิ้นปี 2566 เพื่อรองรับผู้ใช้รถ EV ให้สะดวก มั่นใจทุกการเดินทาง

Source : Energy News Center