สำหรับบทความนี้ทางทีมงานจะนำทุกท่านไปรู้จักกับ “คาร์บอนเครดิตป่าไม้” กัน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะโครงการนี้นอกจากจะช่วยในเรื่องของการลดก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังสามารถสร้างมูลค่าได้อีกด้วย

คาร์บอนเครดิตป่าไม้ คืออะไร?

คาร์บอนเครดิตป่าไม้ (Forest Carbon Credit) คือ หน่วยวัดปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมป่าไม้ เช่น การปลูกต้นไม้ บำรุงรักษาป่า อนุรักษ์ป่า ฟื้นฟูป่า เป็นต้น โดยกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ ทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศลดลง คาร์บอนเครดิตป่าไม้สามารถใช้เพื่อลดภาระการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมได้ โดยภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมสามารถซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคป่าไม้ (T-VER) ของกรมป่าไม้ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง โดยคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER มีหน่วยเป็น “ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)”

ข้อกำหนดในการทำคาร์บอนเครดิตป่าไม้

สำหรับข้อกำหนดในการทำคาร์บอนเครดิตประเภทป่าไม้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวทางของโครงการ T-VER ภาคป่าไม้ ของกรมป่าไม้ ดังนี้

คุณสมบัติของโครงการ

  1. ต้องเป็นโครงการที่ดำเนินการในพื้นทีป่าไม้ของประเทศไทย
  2. ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  3. โครงการมีการออกแบบและดำเนินงานเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวทางโครงโครงการ T-VER ภาคป่าไม้
  4. ต้องมีงบประมาณเพียงพอในการจ้างผู้ประเมินภายนอกเพื่อตรวจสอบปริมาณคาร์บอนเครดิต
  5. ต้องมีพื้นที่ขนาดใหญ่เพียงพอต่อการทำคาร์บอนเครดิตป่าไม้ให้มีต้นทุนต่อหน่วยสามารถซื้อขายเชิงการค้าได้
  6. ต้องได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฏหมายในการแสดงสิทธิการใช้ประโยชน์จากที่ดิน

ประเภทต้นไม้ที่สามารถทำคาร์บอนเครดิตป่าไม้ได้

  1. ไม้ยืนต้นที่มีเนื้อไม้และอายุยืนยาว มีความสูงเกิน 1.30 เมตรขึ้นไป และมีวงปี ตั้งแต่ 4.50 เซนติเมตรขึ้นไป ตัวอย่างไม้ยืนต้นที่มีเนื้อไม้และอายุยืนยาว ได้แก่ ไม้สัก ไม้ยาง ไม้มะฮอกกานี ไม้แดง เป็นต้น
  2. ต้นไม้ที่ไม่มีวงปี ได้แก่ ไผ่ ปาล์ม และ มะพร้าว เป็นต้น
  3. ประเภท Blue Carbon เช่น หญ้าทะเล พืชที่อยู่ในป่าชายเลน เป็นต้น

ทั้งนี้ ต้นไม้ที่ปลูกหรือปลูกเสริมในโครงการป่าไม้เพื่อรับรองคาร์บอนเครดิต ต้องเป็นไม้ที่ปลูกในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม พื้นที่ที่มีแนวโน้มจะมีการบุกรุกแผ้วถาง เป็นต้น

การปลูกต้นไม้/ปลูกป่า

  1. พื้นที่โครงการต้องเป็นพื้นที่ป่าไม้ที่มีสภาพพื้นที่เป็นป่า คือ มีความหนาแน่นเรือนยอดไม่น้อยกว่า 30% และต้นไม้เมื่อโตเต็มที่สูงเกิน 3 เมตร ไม้ที่ปลูกต้องเป็นไม้รอบตัดฟันยาว
  2. เป็นพื้นที่ที่มีแนวโน้มจะมีการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่ป่า
  3. ก่อนเริ่มโครงการต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศป่าไม้ดั้งเดิม
  4. ในกรณีที่มีการปลูกเสริม ต้องคัดเลือกชนิดพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับระบบนิเวศเดิมในพื้นที่
  5. มีเอกสารสิทธิ์หรือ ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ตัวอย่างโครงการที่สามารถเข้าร่วมคาร์บอนเครดิตป่าไม้ได้

  1. โครงการปลูกป่าในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม
  2. โครงการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ
  3. โครงการฟื้นฟูป่าชายเลน
  4. โครงการปลูกป่าเพื่อเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า

การคำนวณและการขายคาร์บอนเครดิต

สำหรับการคำนวณจะทำโดยผู้ประเมินภายนอกเพื่อตรวจสอบความใช้ได้ และทวนสอบปริมาณคาร์บอนเครดิต สำหรับคาร์บอนเครดิตที่ผลิตได้จากโครงการป่าไม้ สามารถจำหน่ายได้ในตลาดคาร์บอน โดยภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมสามารถซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการป่าไม้ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองได้เช่นกัน

เดือน พฤศจิกายน 2566 มีโครงการที่ได้รับการรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตป่าไม้ (T-VER) ภาคป่าไม้ ทั้งสิ้น 6 โครงการ ปริมาณคาร์บอนเครดิตเท่ากับ 118,915 tCO2eq โดยโครงการที่ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตป่าไม้มากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่

  1. โครงการการปลูกป่าอย่างยั่งยืน ณ วัดหนองจระเข้ ตําบลบ้านนา อําเภอแกลง จังหวัดระยอง ปริมาณคาร์บอนเครดิต 1,254 tCO2eq
  2. โครงการป่านิเวศระยองวนารมย์ กลุ่ม ปตท. ปริมาณคาร์บอนเครดิต 1,074 tCO2eq
  3. โครงการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำบ้านแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปริมาณคาร์บอนเครดิต 852 tCO2eq

โครงการที่ได้รับการรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตป่าไม้ ส่วนใหญ่เป็นโครงการปลูกป่าในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมหรือพื้นที่ที่มีแนวโน้มจะมีการบุกรุกแผ้วถาง โดยโครงการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าไม้และเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในระบบนิเวศ สำหรับผู้ที่สนใจก็สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. 

Photo credit : freepik

ตลาดคาร์บอนทั่วโลกเติบโตรวดเร็ว แต่ปี 2022 เริ่มชะลอตัวลง จากกลไกตลาด ด้านอุปทาน (Supply) การรับรองเครดิตใหม่และด้านอุปสงค์ (Demand) ของผู้ใช้เครดิตที่ปรับลดลง

ข้อมูลจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. สรุปภาพรวม ตลาดคาร์บอนเครดิต ทั่วโลก โดยพบว่า หลังจากปี 2020-2021 ตลาดคาร์บอนทั่วโลกมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ในปี 2022 ตลาดคาร์บอนเริ่มชะลอตัวลง เกิดจากกลไกตลาดทั้งด้านอุปทาน (Supply) การรับรองเครดิตใหม่และด้านอุปสงค์ (Demand) ของผู้ใช้เครดิตที่ปรับลดลง

ความต้องการส่วนใหญ่ยังคงมาจาก ภาคธุรกิจเอกชนแบบสมัครใจ ขณะที่ความต้องการจากภาคบังคับเริ่มมีความต้องการมากขึ้นเช่นกัน โดยในปี 2022 มีการรับรองคาร์บอนเครดิตลดลงประมาณ 22% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มาจากมาตรฐานอิสระ (Independent crediting mechanism) ซึ่งหน่วยงานที่ให้การรับรองคาร์บอนเครดิตจะเป็นองค์กรอิสระ เช่น Verified Carbon Standard, Gold Standard มีจำนวน 275 MtCO2eq คิดเป็น 58% จากปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ถูกรับรองทั้งหมด 475 MtCO2eq

ขณะที่มาตรฐานระหว่างประเทศ (International crediting mechanism) ซึ่งหน่วยงานที่ให้การรับรองคาร์บอนเครดิตคือ UNFCCC เช่น โครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) เติบโตขึ้น คิดเป็นประมาณ 30% ซึ่งคาร์บอนเครดิตของโครงการ CDM สามารถใช้เพื่อการชดเชยในเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) ได้

นอกจากนี้มาตรฐานภายในประเทศ (Domestic crediting mechanism) ซึ่งหน่วยงานที่ให้การรับรองคาร์บอนเครดิตจะเป็นภาครัฐหรือหน่วยงานของรัฐ เช่น โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) เป็นสัดส่วนประมาณ 10% เท่านั้น

มีหลายประเทศเริ่มพัฒนามาตรฐานการรับรองคาร์บอนเครดิตภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อการชดเชยในระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและภาษีคาร์บอน แบบสมัครใจจากภาคเอกชน และภายใต้ความตกลงปารีส ข้อ 6 (Paris Agreement Article 6) ได้

คาร์บอนเครดิตที่ถูกรับรองส่วนใหญ่มาจากประเภทพลังงานหมุนเวียน (Renewable energy) สัดส่วนกว่า 55% ซึ่งปัจจุบันต้นทุนในการทำโครงการประเภทนี้เริ่มถูกลงในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องใช้หลัก Financial additionality เพื่อดึงดูดให้ทำโครงการ ส่งผลให้โครงการที่ขึ้นทะเบียนใหม่ๆ ของประเภทพลังงานหมุนเวียนจะเริ่มลดลง ขณะที่สถิติการขึ้นทะเบียนโครงการใหม่ประเภทป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Forestry and land use) มีสัดส่วนกว่า 54% ส่งให้ผลการรับรองคาร์บอนเครดิตที่มาจากประเภทนี้มีมากขึ้นเป็นหลักในอนาคต เพราะผู้พัฒนาโครงการทราบดีว่าคาร์บอนเครดิตจากโครงการเพิ่มการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมหรือโครงการที่สามารถกักเก็บไว้ได้ในระยะยาว สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ภาคธุรกิจเอกชนมุ่งสู่ง Net Zero ได้ ซึ่งในอนาคตจะมีความต้องการคาร์บอนเครดิตประเภทนี้สูง

ด้านอุปสงค์รายงานจาก Ecosystem Marketplace พบว่า มีการใช้คาร์บอนเครดิต (Retirement) ลดลงจากปีก่อนหน้าประมาณ 1.3% แต่ยังคงสูงกว่าปี 2019 และ ปี 2020 กว่า 140% และ 70% ตามลำดับ โดยปี 2022 มีการใช้คาร์บอนเครดิตประมาณ 196 MtCO2eq ส่วนใหญ่มาจากการใช้ในภาคสมัครใจ และข้อมูลจากภาครัฐระบุว่าประมาณ 43 MtCO2eq ใช้ในภาคบังคับ

การใช้คาร์บอนเครดิตส่วนใหญ่มาจากโครงการประเภทพลังงานหมุนเวียน คิดเป็น 52% ซึ่งเป็นประเภทที่มีขายอยู่มากที่สุดในตลาดคาร์บอนและมีราคาถูก สัดส่วนอีกกว่า 30% มาจากโครงการประเภทเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานจากอุปกรณ์ในครัวเรือน (Household device) เช่น Clean cookstove เป็นผลมาจากผู้ซื้อคำนึงถึงผลประโชน์ร่วม (Co-benefit) ที่เกิดขึ้นถึงแม้ว่าราคาเครดิตประเภทนี้จะสูงกว่าประเภทอื่นๆ ก็ตาม

นอกจากนี้ข้อมูลจาก Allied Offsets ระบุว่าผู้ซื้อ มีแนวโน้มที่จะซื้อคาร์บอนเครดิตที่มี Vintage year หรือปีที่ได้รับการรับรองใหม่กว่า โดยเฉพาะกลุ่ม Vintage year หลังปี 2016 มีอัตราการใช้สูงขึ้นเรื่อยๆ

สรุปสถานการณ์ “ตลาดคาร์บอนเครดิต” ทั่วโลก

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ขยะในปัจจุบันมีปริมาณเพิ่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงขยะจากบ้านเรือนที่อยู่อาศัย แม้ว่าจะมีการพัฒนาวิธีแก้ไขปัญหาขยะมากอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ดูเหมือนว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ในระยะสั้นๆ เท่านั้น หนึ่งในการแก้ไขปัญหาที่นิยมมาก ก็คือ การแยกขยะก่อนทิ้งที่ช่วยให้การนำขยะไปรีไซเคิล และแยกไปทำลายได้ง่ายขึ้นนั่นเอง ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ซึ่งเป็นที่มาของการได้คาร์บอนเครดิตอีกทางหนึ่งแบบง่ายๆ จากขยะภายในบ้าน

สหประชาชาติ (UN) และกระทรวงมหาดไทย ประเทศไทย ได้ร่วมกันดำเนินโครงการความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการจัดการขยะอย่างยั่งยืน โดยเน้นการคัดแยกขยะครัวเรือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 11 เมืองและการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ที่ยั่งยืน

ความร่วมมือระหว่าง UN และกระทรวงมหาดไทย เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2562 โดย UN ได้สนับสนุนองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ในการพัฒนาโครงการ “ถังขยะเปียกลดโลกร้อน” ซึ่งเป็นโครงการที่ส่งเสริมให้ครัวเรือนและชุมชนคัดแยกขยะเปียกจากขยะทั่วไป โดยขยะเปียกที่ผ่านการคัดแยกจะถูกนำไปทำปุ๋ยหมักหรืออาหารสัตว์ ซึ่งจะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ ส่วนขยะแห้งจะถูกนำไปรีไซเคิล ซึ่งจะช่วยช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกทางหนึ่ง

คาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้าน

คาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้าน คือ หน่วยวัดการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการคัดแยกขยะในบ้านและชุมชน โดยขยะเปียกที่ผ่านการคัดแยกจะถูกนำไปทำปุ๋ยหมักหรืออาหารสัตว์ ซึ่งจะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ ส่วนขยะแห้งจะถูกนำไปรีไซเคิล ซึ่งจะช่วยช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกทางหนึ่ง

photo : freepik

คาร์บอนเครดิตมีหน่วยเป็นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ซึ่งหมายถึงปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล 1 ตัน เทียบเท่ากับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากแหล่งอื่นๆ เช่น กระบวนการผลิตอาหาร การเกษตร การขนส่ง เป็นต้น โดยคาร์บอนเครดิตสามารถซื้อขายกันได้ เพื่อใช้หักลบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรหรือบุคคลที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในประเทศไทย กระทรวงมหาดไทยได้ริเริ่มโครงการ “ถังขยะเปียกลดโลกร้อน” เพื่อส่งเสริมให้ครัวเรือนและชุมชนคัดแยกขยะ โดยโครงการนี้ได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ให้เป็นโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง

การคัดแยกขยะในบ้านและชุมชนเป็นกิจกรรมง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้ เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและรักษาสิ่งแวดล้อม คาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้านจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนและครัวเรือน เป็นการตอบแทนความพยายามในการช่วยลดโลกร้อน

ถังขยะเปียกลดโลกร้อน

ถังขยะเปียกลดโลกร้อน คือ โครงการที่ส่งเสริมให้ครัวเรือนและชุมชนคัดแยกขยะเปียกจากขยะทั่วไป โดยขยะเปียกที่ผ่านการคัดแยกจะถูกนำไปทำปุ๋ยหมักหรืออาหารสัตว์ ซึ่งจะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ ส่วนขยะแห้งจะถูกนำไปรีไซเคิล ซึ่งจะช่วยช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกทางหนึ่ง

ในประเทศไทย กระทรวงมหาดไทยได้ริเริ่มโครงการ “ถังขยะเปียกลดโลกร้อน” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 โดยโครงการนี้ได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ให้เป็นโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง ปัจจุบันนำร่องใน 4 จังหวัด คือ ลำพูน สมุทรสงคราม เลย และอำนาจเจริญ ในอนาคตวางแผนจะขยายการดำเนินการอีก 22 จังหวัด รวมเป็น 26 จังหวัด ซึ่งจะทำให้มีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่จัดเก็บเทียบเท่าได้มากกว่า 2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ สอดคล้องกับนโยบายเศรษกิจ BCG ของไทย และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ

การทำถังขยะเปียกลดโลกร้อนสามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้ โดยเริ่มจากการเตรียมถังพลาสติกหรือภาชนะอื่นๆ ที่มีฝาปิดจากนั้นให้ ตัดก้นถังออก 2 ถึง 3 ส่วนของความสูงของถัง ต่อไปก็นำเศษอาหาร เศษผัก ผลไม้มาทิ้งในถังที่ฝังไว้ และปิดฝาให้มิดชิด สุดท้ายให้เติมน้ำหมักจุลินทรีย์หรือไส้เดือนในดิน จะช่วยย่อยสลายเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยได้เร็วขึ้น ใครสนใจดูรายละเอียดเรื่อง “ถังขยะเปียก” คลิ้กที่นี่ เพื่อดูบทความที่เราเคยนำเสนอไว้ได้เลย

วิธีการสร้างคาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้าน

  • คัดแยกขยะในบ้านออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล และขยะทั่วไป
  • นำขยะอินทรีย์ไปทำปุ๋ยหมักหรืออาหารสัตว์
  • นำขยะรีไซเคิลไปรีไซเคิล
  • ฝังกลบขยะทั่วไปอย่างถูกต้อง

ตอนนี้มีที่ไหนรับซื้อคาร์บอนเครดิตจากขยะบ้าง

ธนาคารกสิกรไทยรับซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) โดยโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) เป็นโครงการที่ดำเนินงานโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนและชุมชนดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจก และได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ให้เป็นโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง

ภาพจาก : ไทยรัฐ

ราคาการรับซื้อคาร์บอนเครดิตของธนาคารกสิกรไทยจะขึ้นอยู่กับปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ซื้อ ประเภทของโครงการ และคุณภาพของโครงการ โดยราคาการรับซื้อคาร์บอนเครดิตของธนาคารกสิกรไทยในปี พ.ศ. 2566 อยู่ที่ประมาณ 260 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า องค์กรหรือบุคคลที่สนใจขายคาร์บอนเครดิตให้กับธนาคารกสิกรไทย สามารถติดต่อธนาคารกสิกรไทยเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้

นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทยยังสนับสนุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) โดยการร่วมลงทุนในโครงการต่างๆ เช่น โครงการปลูกป่า โครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร เป็นต้น

วิธีเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้าน

ครัวเรือนและชุมชนสามารถเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้านได้ โดยติดต่อไปยังหน่วยงานหรือองค์กรที่ดำเนินโครงการ เช่น กระทรวงมหาดไทย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือธนาคารกสิกรไทย ซึ่งหน่วยงานหรือองค์กรเหล่านี้จะเป็นผู้ให้คำแนะนำและสนับสนุนในการดำเนินการต่างๆ โดยขั้นตอนมีดังนี้

  1. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโครงการคาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้าน ซึ่งสามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของโครงการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เว็บไซต์ของกระทรวงมหาดไทย เว็บไซต์ขององค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เป็นต้น
  2. ติดต่อหน่วยงานที่ดำเนินโครงการ เพื่อขอเข้าร่วมโครงการ โดยหน่วยงานจะเป็นผู้ให้คำแนะนำและสนับสนุนการดำเนินงาน
  3. ดำเนินการคัดแยกขยะในบ้านตามแนวทางของโครงการ โดยแยกขยะออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล และขยะทั่วไป
  4. รวบรวมขยะอินทรีย์และขยะรีไซเคิลตามแนวทางของโครงการ
  5. ส่งขยะอินทรีย์และขยะรีไซเคิลให้กับหน่วยงานที่ดำเนินโครงการ

สำหรับโครงการต่างๆ ที่สามารถเข้าร่วมได้ อาทิเช่น โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน โครงการปุ๋ยหมักชุมชน โครงการรีไซเคิลชุมชน เป็นต้น และยังมีโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องคาร์บอนเครดิตจากขยะอีกมากมาย ทั้งจากภาคเอกชน และภาครัฐ โดยแต่ละโครงการก็มีขั้นตอนการเข้าร่วมที่แตกต่างกันไป สามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของโครงการต่างๆ เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยครับ

photo : freepik

ตัวอย่างขั้นตอนการเข้าร่วม โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน

  1. สมัครเข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์ของกระทรวงมหาดไทย
  2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะจัดส่งถังขยะเปียกสำหรับแยกขยะอินทรีย์ให้กับครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ
  3. ครัวเรือนนำขยะอินทรีย์ไปทิ้งในถังขยะเปียก
  4. อปท. จะรวบรวมขยะอินทรีย์จากครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ
  5. อปท. จะนำไปผลิตเป็นปุ๋ยหมักหรืออาหารสัตว์
  6. อปท. จะมอบคาร์บอนเครดิตให้กับครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ

การเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้าน เป็นแนวทางหนึ่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและรักษาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังสามารถเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนและครัวเรือนได้อีกด้วย ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างคาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้านได้ง่ายๆ เพียงเริ่มต้นจากการคัดแยกขยะในบ้านอย่างถูกวิธี

โครงการ BAAC Carbon Credit เป็นโครงการของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ภายใต้แนวคิด “สร้างรายได้ให้ชุมชน คืนสู่ธรรมชาติ” โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ชุมชนธนาคารต้นไม้สามารถขายคาร์บอนเครดิตเพื่อนำรายได้มาพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปลูกต้นไม้ต่อไป

โครงการ BAAC Carbon Credit

ธ.ก.ส. ผนึกกำลังชุมชนธนาคารต้นไม้และชุมชนไม้มีค่ากว่า 6,800 ชุมชน ขับเคลื่อนภารกิจซื้อ – ขายคาร์บอนเครดิตในโครงการ BAAC Carbon Credit พร้อมออกใบ Certificate มาตรฐาน T-VER จาก อบก. ตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) เริ่มจากการขึ้นทะเบียนโครงการ การตรวจนับจำนวนต้นไม้ การตรวจรับรองคาร์บอนเครดิตจากผู้ประเมินภายนอก (Validation and Verification Body: VVB) การรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตจากองค์กรบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อนำปริมาณการกักเก็บดังกล่าวไปตอบโจทย์ความต้องการของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ที่มีเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

นำร่องโครงการธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่และธนาคารต้นไม้บ้านแดง จังหวัดขอนแก่น จำนวนคาร์บอนเครดิต 453 ตันคาร์บอน  โดยขายกึ่ง CSR ในราคาตันละ 3,000 บาท คิดเป็นเงินรวม 1,359,000 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เกษตรกรในชุมชนจะมีรายได้ประมาณ 951,300 บาท โดยมีหลักการคำนวรคาร์บอนเครดิตดังนี้ ต้นไม้ 1 ต้น ช่วยสร้างปริมาณคาร์บอนเครดิตได้เฉลี่ย 9.5 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี พื้นที่ขนาด 1 ไร่ ปลูกต้นไม้ได้เฉลี่ย 100 ต้น/ไร่ จะได้ปริมาณคาร์บอนเครดิต 950 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี ณ ราคาขายกึ่ง CSR 3,000 บาทต่อตันคาร์บอน (อัตราคำนวณรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย 70 : 30) เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ค่าขึ้นทะเบียนต้นไม้ในแต่ละต้น การตรวจนับและประเมิน การออกใบรับรอง เป็นต้น คิดเป็น ร้อยละ 30 ของมูลค่าการขาย ดังนั้น เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายที่ร้อยละ 70 ของราคาขาย หรือประมาณ 2,000 บาทต่อไร่ต่อปี หรือกรณีปลูกต้นไม้แบบหัวไร่ปลายนา จะสามารถปลูกได้เฉลี่ย 40 ต้น/ไร่ คิดเป็น 380 กิโลกรัมคาร์บอนต่อไร่ต่อปี จะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายหลังหักค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 800 บาทต่อไร่ต่อปี

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแอปพลิเคชันธนาคารต้นไม้ (Tree Bank) พัฒนาโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่ออำนวยความสะดวกในการบันทึกข้อมูลต้นไม้ของชุมชนธนาคารต้นไม้และชุมชนไม้มีค่า โดยแอปพลิเคชันนี้ช่วยให้ชุมชนสามารถบันทึกข้อมูลต้นไม้ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ ตรวจสอบได้ มีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง สามารถบันทึกข้อมูลต้นไม้ ประกอบด้วย ชนิดต้นไม้ อายุต้นไม้ ความสูงของต้นไม้ พิกัด GPS เป็นต้น คำนวณปริมาณคาร์บอนเครดิต ตรวจสอบข้อมูลต้นไม้ ติดตามประเมินผลการปลูกต้นไม้

ประโยชน์ของการ ขายคาร์บอนเครดิตในโครงการ BAAC Carbon Credit

  • เพิ่มรายได้ให้กับชุมชนธนาคารต้นไม้ เพื่อนำไปพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปลูกต้นไม้ต่อไป
  • สนับสนุนให้ภาครัฐและภาคเอกชนบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
  • ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โครงการ BAAC Carbon Credit เป็นหนึ่งในโครงการที่ ธ.ก.ส. ดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

รู้จักกับชุมชนธนาคารต้นไม้

ชุมชนธนาคารต้นไม้ เป็นชุมชนที่ดำเนินกิจกรรมการปลูกต้นไม้ตามแนวทางพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ในที่ดินของตนเองและชุมชน ภายใต้การสนับสนุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ชุมชนธนาคารต้นไม้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าไม้และสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงให้กับชุมชน และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การดำเนินงานของชุมชนธนาคารต้นไม้ ดำเนินการโดยชุมชนเป็นหลัก โดยมี ธ.ก.ส. ทำหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานของชุมชน ดังนี้

  • ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้ในที่ดินของตนเองและชุมชนตามแนวพระราชดำริ ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง
  • ประเมินมูลค่าต้นไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพื่อเป็นเงินออม เป็นทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ เป็นหลักประกัน ใช้กับรัฐและสถาบันการเงินที่รัฐกำหนด
  • ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้อย่างเป็นระบบ มีความโปร่งใส ชัดเจน ถูกต้อง ตรวจสอบได้ มีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง
photo : freepik

ปัจจุบัน โครงการธนาคารต้นไม้ มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการกว่า 6,800 ชุมชนทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 40 ล้านไร่ มีการบันทึกข้อมูลต้นไม้กว่า 100 ล้านต้น

ประโยชน์ของชุมชนธนาคารต้นไม้ มีดังนี้

  • เพิ่มพื้นที่ป่าไม้และสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ
  • เพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงให้กับชุมชน
  • ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ชุมชนธนาคารต้นไม้ เป็นรูปแบบหนึ่งของการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยพลังของชุมชนในการร่วมกันปลูกต้นไม้และดูแลรักษาป่าไม้ ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนและประเทศชาติในระยะยาว

รู้จักกับชุมชนไม้มีค่า

ชุมชนไม้มีค่า เป็นชุมชนที่ดำเนินกิจกรรมการปลูกต้นไม้ไม้มีค่าในที่ดินของตนเองและชุมชน ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมป่าไม้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นต้น ชุมชนไม้มีค่า มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าไม้และสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงให้กับชุมชน และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

photo : freepik

การดำเนินงานของชุมชนไม้มีค่า ดำเนินการโดยชุมชนเป็นหลัก โดยมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานของชุมชน ดังนี้

  • ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้ไม้มีค่าในที่ดินของตนเองและชุมชน
  • ประเมินมูลค่าต้นไม้ไม้มีค่าเพื่อเป็นเงินออม เป็นทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ เป็นหลักประกัน ใช้กับรัฐและสถาบันการเงินที่รัฐกำหนด
  • ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้อย่างเป็นระบบ มีความโปร่งใส ชัดเจน ถูกต้อง ตรวจสอบได้ มีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน โครงการชุมชนไม้มีค่า มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการกว่า 20,000 ชุมชนทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 26 ล้านไร่ มีการบันทึกข้อมูลต้นไม้กว่า 1,000 ล้านต้น

ความแตกต่างระหว่างชุมชนธนาคารต้นไม้และชุมชนไม้มีค่า

ชุมชนธนาคารต้นไม้และชุมชนไม้มีค่า มีวัตถุประสงค์ที่เหมือนกัน คือ การส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยพลังของชุมชนในการร่วมกันปลูกต้นไม้และดูแลรักษาป่าไม้ แต่มีความแตกต่างในด้านประเภทของต้นไม้ที่ปลูก ชุมชนธนาคารต้นไม้เน้นการปลูกต้นไม้หลากหลายชนิดตามแนวทางพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ในขณะที่ชุมชนไม้มีค่าเน้นการปลูกต้นไม้ไม้มีค่าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ชุมชนธนาคารต้นไม้ยังได้รับการสนับสนุนจาก ธ.ก.ส. ในการจัดทำระบบฐานข้อมูลและประเมินมูลค่าต้นไม้เพื่อใช้เป็นเงินออม เป็นทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ เป็นหลักประกัน ในขณะที่ชุมชนไม้มีค่าได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมป่าไม้ เป็นต้น

ปัจจุบันมีชุมชนเข้าร่วมโครงการจำนวน 6,814 ชุมชน มีต้นไม้ขึ้นทะเบียนกว่า 12.4 ล้านต้น มีสมาชิก 124,071 คน มูลค่าต้นไม้ในโครงการกว่า 43,000 ล้านบาท และมีการเตรียมประเมินมูลค่าต้นไม้เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในปี 2566 คิดเป็นมูลค่ากว่า 760 ล้านบาท สำหรับหน่วยงานที่สนใจซื้อขายคาร์บอนเครดิต หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายพัฒนาลูกค้าและชนบท ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ 2346 ถนนพหลโยธิน แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center 02 555 0555

สวัสดีครับ ภัยที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือความเสี่ยงด้านกายภาพ (Physical Risk) ที่คุกคามโลกของเรามากขึ้นทุกวัน นายอันโตนิโอ กุเตอเรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ถึงกับเอ่ยว่าตอนนี้โลกของเราผ่านจุดภาวะโลกร้อนและเข้าสู่ภาวะ “โลกเดือด” (Global Boiling) เรียบร้อยแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นภัย “เอลนีโญ” ที่เกิดขึ้นซ้ำเติมโลกอาจจะทุบสถิติใหม่ทำโลกเดือดหนักกว่าเดิมในปี 2567 เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เปิดเผยผลงานวิจัยว่าความเสียหายสะสมจากโลกร้อนต่อภาคเกษตรไทยระหว่างปี 2554-2588 อาจมีมูลค่าสูงถึงระหว่าง 6 แสนล้านบาทถึง 2.85 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ อย่างที่ทราบกันดีว่า นอกจากภาคเกษตรของไทยจะมีโอกาสได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากภาวะโลกร้อนแล้ว ยังเป็นแหล่งปล่อยก๊าซมีเทน หนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญโดยเฉพาะจากการปลูกข้าวอีกด้วย                

ทางเลือกและอาจจะเป็นทางรอดที่น่าสนใจสำหรับภาคเกษตรคือ การทำการเกษตรเพื่อขายคาร์บอนเครดิต  ซึ่งเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในหลายๆ ประเทศ โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ พร้อมส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน ผ่านการคัดเลือกพืชพันธุ์ที่สามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี เกษตรกรที่นำแนวคิดนี้ไปใช้จะสามารถรับผลตอบแทนเป็นคาร์บอนเครดิตหรือหน่วยของการลดคาร์บอนที่ทำได้ในช่วงเวลาที่กำหนด โดยอาจจะครอบคลุมระยะเวลา 3 ปี 5 ปี หรือระยะยาวที่ 10 ปี เป็นต้น

การทำการเกษตรเช่นนี้จะช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของดิน การกักเก็บน้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการรับมือกับภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขาดแคลนน้ำเพื่อทำการเกษตร และยังสามารถสร้างรายได้ผ่านกลไกการซื้อและขายคาร์บอนเครดิตได้ ซึ่งองค์กรใหญ่ๆ ที่ต้องการชดเชยการปล่อยมลพิษของตน

ก็อาจจะเข้ามาขอซื้อคาร์บอนเครดิตจากเกษตรกรที่ทำคาร์บอนเครดิตผ่านแพลตฟอร์ม ทำให้เกษตรกรสามารถนำเงินที่ได้ไปหมุนเวียนเพื่อลงทุนทำการเกษตรอย่างยั่งยืนต่อไป เมื่ออ้างอิงตามข้อมูลจากแพลตฟอร์มขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2566 ราคาคาร์บอนเครดิตโดยเฉลี่ยต่อตันอยู่ที่ประมาณ 83.03 บาท

ขณะนี้ประเทศไทยเรามีโครงการที่ใกล้เคียงกับแนวคิดข้างต้น นั่นคือโครงการก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นจาก อบก. ตั้งแต่ปี 2557 โดยเป็นกลไกคาร์บอนเครดิตในรูปแบบสมัครใจเพื่อสร้างแรงจูงใจในการลดก๊าซเรือนกระจก

โดย อบก. จะประเมินและรับรองคาร์บอนเครดิตจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดหรือกักเก็บได้จากการดำเนินงานภายใต้โครงการ โครงการ T-VER นี้สามารถนำมาใช้ลดกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรได้ โดยลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนที่ก่อให้เกิดไนตรัสออกไซด์ ปรับเป็นการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักแทน รวมถึงปรับปรุงการจัดการน้ำ อาทิ ลดระยะเวลาน้ำขัง การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง เป็นต้น

แนวทางนี้อาจจะกลายเป็น “ขุมทรัพย์” แห่งใหม่ที่ทำให้เกษตรกรไทยสามารถสร้างรายได้เพื่อเก็บเกี่ยวดอกผลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยประเทศไทยนั้นมีความหลากหลายทางชีวภาพและเหมาะกับการทำเกษตรอย่างยั่งยืน หากภาคการเกษตรสนใจเข้าร่วมโครงการนี้จะต้องมีคุณสมบัติตามข้อกำหนด ได้แก่ มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ประเภทไม้ยืนต้นตั้งแต่ 10 ไร่ขึ้นไป มีเอกสารสิทธิ์หรือได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

มีความรู้ในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนและการจัดทำเอกสาร และมีงบประมาณในการว่าจ้างผู้ประเมินภายนอกมาสอบทานข้อมูลก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม แม้ในปัจจุบันมีโครงการที่ขึ้นทะเบียน T-VER แล้วทั้งหมด 350 โครงการ แต่มีโครงการด้านการเกษตรอยู่เพียง 4 โครงการ โดยคาดว่าทั้ง 4 โครงการนี้จะสามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้รวมประมาณ 89,408 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี จึงถือว่ายังเป็นเรื่องใหม่มากๆ สำหรับภาคเกษตรไทย

อีกหนึ่งแรงส่งที่สำคัญคือสถาบันการเงินที่มีบทบาทในการสนับสนุนการทำการเกษตรเพื่อขายคาร์บอนเครดิตโดยอาจจะเริ่มจากการยื่นมือให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ให้คำปรึกษา หรือแม้กระทั่งคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นเฉพาะการทำเกษตรอย่างยั่งยืนเพื่อการรับรองคาร์บอนเครดิตด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับใช้ ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารยังสามารถขยายขอบเขตความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อลงทุนและส่งเสริมโครงการคาร์บอนเครดิตเพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิตที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น

ดังนั้น คาร์บอนเครดิตจึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์รักษ์โลกแนวใหม่ที่มีศักยภาพที่ช่วยเพิ่มแหล่งรายได้ให้กับภาคการเกษตรในอนาคต และการทำการเกษตรเพื่อสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตนี้ก็กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราทุกคนได้ตระหนักแล้วว่า การลดผลกระทบจากสภาวะโลกเดือดไม่ใช่ “ทางเลือก” อีกต่อไป 

แต่ได้กลายเป็น “ทางรอด” หากประเทศไทยเริ่มทำอย่างจริงจัง ก็อาจจะส่งแรงกระเพื่อมให้หลายประเทศ หันมาสนใจแนวทางการเกษตรเพื่อความยั่งยืน เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนในประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตสีเขียวร่วมกันครับ

Source : กรุงเทพธุรกิจ