พลังงาน ประกาศนโยบายปี 2567 เร่งปรับโครงสร้างน้ำมันทุกส่วน สร้างความเป็นธรรมด้านราคา รัฐมนตรีพลังงานระบุกำลังพิจารณาทั้งมาตรการภาษีน้ำมันกลุ่มเบนซินที่จะสิ้นสุด 31 ม.ค. 2567, มาตรการยกร่างกฎหมายราคาน้ำมันเพื่อเกษตรกร และมาตรการเกี่ยวกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น ปลัดพลังงาน เผยปี 2566 ใช้งบแก้วิกฤติราคาพลังงานประมาณ 1 แสนล้านบาท

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดแถลงผลงานกระทรวงพลังงานปี 2566 และแผนการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2567 ในหัวข้อ “ปีแห่งการขับเคลื่อนพลังงานไทย สู่อนาคตที่ดีกว่า” ว่า ในปี 2567 กระทรวงพลังงานจะเร่งปรับโครงสร้างน้ำมัน เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมามีการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาดูแลราคาน้ำมันในประเทศเป็นเวลานาน แต่กลับไม่สามารถแก้ปัญหาที่ยั่งยืนได้ ดังนั้นการปรับโครงสร้างน้ำมันจะทำให้กระทรวงพลังงานได้เห็นข้อมูลต้นทุนราคาที่แท้จริง เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เบื้องต้นจะมีการปรับโครงสร้างหลายด้าน เช่น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปัจจุบันมีสถานะเงินติดลบกว่า 8 หมื่นล้านบาทจากการเข้าไปชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม (LPG), การร่างกฎหมายน้ำมันเพื่อเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันได้จัดทำร่างกฎหมายแล้วและภาครัฐกำลังเตรียมพิจารณาด้านความเป็นไปได้ เบื้องต้นราคาน้ำมันเพื่อเกษตรกรจะต้องเป็นราคาเดียวกับน้ำมันเพื่อชาวประมง หรือ น้ำมันเขียว, และราคาน้ำมันกับค่าการตลาด ที่ต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เป็นต้น

สำหรับในส่วนของมาตรการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ที่จะสิ้นสุด วันที่ 31 ม.ค. 2567 นี้ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เบื้องต้นหากราคาน้ำมันโลกกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ปรับสูงขึ้น ก็อาจจะต้องพิจารณาขอต่ออายุมาตรการลดภาษีดังกล่าวออกไป แต่ปัจจุบันพบว่าราคาน้ำมันโลกไม่ได้สูงมาก โดยราคากลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ อยู่ที่ประมาณ 34 บาทต่อลิตร ซึ่งต่ำกว่าในช่วงเดือน พ.ย. 2566 ที่เริ่มต้นมาตรการ ซึ่งราคาอยู่ที่ประมาณ 38 บาทต่อลิตร สำหรับแก๊สโซฮอล์ 95และ 91 ดังนั้นต้องขอหารือกันก่อนว่าจะช่วยเหลือด้านราคากลุ่มนี้ต่อหรือไม่ โดยต้องพิจารณาจากฐานการเงินกองทุนฯ และฐานะการคลังของประเทศร่วมด้วย

นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังอยู่ระหว่างการพิจารณา “มาตรการยกเลิกการชดเชยราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ” ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย. 2567 นี้ ว่าจะขยายเวลาต่ออีกหรือไม่ เนื่องจากการยกเลิกชดเชยราคาเชื้อเพลิงชีวภาพจะกระทบต่อผู้ผลิตน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ หรือ B100 ได้ ดังนั้นจะต้องพิจารณาร่วมกับแนวทางการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF) หรือการปรับเปลี่ยนน้ำมันอากาศยานเป็นน้ำมันชีวภาพ เพื่อเป็นทางออกให้ผู้ประกอบการด้วย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกันในรายละเอียด  

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า สำหรับผลงานในปี 2566 ที่เป็นช่วงคาบเกี่ยวของ 2 รัฐบาล แต่ทั้ง 2 รัฐบาลก็ได้มีการช่วยเหลือประชาชนโดยการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าก๊าซหุงต้ม รวมทั้งการกำกับดูแลการบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ให้สามารถดำเนินการได้ตามแผนการผลิต

นอกจากนั้น ก็ยังได้มีการบริหารให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติใช้ก๊าซในราคา Pool Gas (ราคาเฉลี่ยจากทุกแหล่งที่มา) ซึ่งได้ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสามารถลดลงได้ ทั้งนี้ ในปี 2567 ได้เตรียมนโยบายสำคัญๆ โดยเฉพาะการ “รื้อ ลด ปลด สร้าง” ซึ่งจะมุ่งการแก้ไขระเบียบหรือกฎหมายที่ใช้มานาน ให้มีความเหมาะสม ทันสถานการณ์ โดยคำนึงถึงประชาชนเป็นที่ตั้ง จะมีการปรับโครงสร้างราคาพลังงานครั้งใหญ่ ให้ประชาชนใช้พลังงานในราคาที่เหมาะสม เป็นธรรม และที่สำคัญ การดำเนินการจะวางรากฐานไว้ให้เกิดความยั่งยืน ไม่ฉาบฉวย รวมทั้งประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานได้อย่างเท่าเทียม

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในปี 2566 ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญภาวะความผันผวนด้านพลังงานทั้งปัจจัยจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์สู้รบระหว่างรัสเซีย – ยูเครน และ อิสราเอล – กลุ่มฮามาสที่มีความยืดเยื้อ รวมทั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ โควิด-19 ล้วนส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และค่าครองชีพของประชาชน กระทรวงพลังงานได้ดำเนินมาตรการสำคัญๆ หลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านราคาพลังงานที่เกิดจากปัจจัยดังกล่าว ซึ่งในส่วนของการช่วยเหลือจากภาครัฐในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน ปี 2566 ได้ใช้งบประมาณ 100,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งตรึงราคาค่าไฟฟ้า การตรึงราคาน้ำมันดีเซล และการลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน การตรึงราคาก๊าซหุงต้ม และ NGV นอกจากนั้น กระทรวงพลังงานก็ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยในปี 2566 มีการใช้เม็ดเงินลงทุนในภาคพลังงานไปแล้วกว่า 178,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนครอบคลุมทุกภาคส่วน

นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ในส่วนของผลการดำเนินงานที่สำคัญของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในปี 2566 ที่ช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย การเร่งจัดหาก๊าซธรรมชาติทั้งจากแหล่งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มเติมเข้าสู่ระบบ การให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย ครั้งที่ 24 จำนวน 3 แปลง และการดำเนินงานในช่วงเปลี่ยนผ่านของแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย หมายเลข G2/61 อย่างราบรื่น

สำหรับในปี 2567 กรมฯ ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานด้วยการเร่งรัดการลงทุนให้มีการผลิตก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่องจากแหล่งในประทศ รวมทั้งส่งเสริมและประสานความร่วมมือในการจัดหาก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้อย่างยั่งยืน กรมฯ ยังได้เตรียมการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับแปลงสำรวจบนบก (ครั้งที่ 25) ด้วย นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีแผนการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยี การดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCS/CCUS) ทั้งด้านเทคนิค กฎหมาย มาตรการเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุน รวมทั้งความร่วมมือทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า กรมธุรกิจพลังงานได้ดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นมาตรฐานยูโร 5 (กำมะถัน ไม่เกิน 10 ppm) เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป มีการส่งเสริมการติดตั้ง EV Charging Station ภายในสถานีบริการน้ำมัน โดยปี 2567 มีแผนจัดทำมาตรฐานติดตั้งทางไฟฟ้าและกำหนดกรอบการให้บริการติดตั้ง EV Charging Station รวมถึงการลงนาม MOU ระหว่าง 5 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเตรียมแผนลดชนิดหัวจ่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ให้เหลือน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเกรดพื้นฐานชนิดเดียว (B 7) เนื่องจากเป็นน้ำมันที่สามารถใช้กับรถยนต์มาตรฐานยูโร 5 ได้ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 (น้ำมันทางเลือก) เริ่ม 1 พ.ค. 2567 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนาระบบ e-Service เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชน มีการพัฒนาระบบ Stockpile และ e-Fuelcard และปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ e-Safety e-Trade และ e-License และระบบสำรองข้อมูลเพื่อรองรับการดำเนินงานในรูปแบบ e-Service รวมทั้ง มีแผนส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจใหม่ (New Business) ของผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่มุ่งไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า การดำเนินงานของ พพ. ในปี 2566 ได้สร้างความยั่งยืนด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ สนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ช่วยประชาชนกว่า 10,000 ครัวเรือน การติดตั้งและซ่อมแซมโซลาร์เซลล์สำหรับพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ช่วยเหลือชุมชนกว่า 7,200 ครัวเรือน  การเดินหน้าใช้กฎหมาย BEC เต็มตัว และที่สำคัญ พพ.ได้เปิดอาคารใหม่ Net zero energy building อาคารสำนักงานราชการใหญ่ที่สุดในไทย และในปี 2567 นั้น พพ. ยังคงเดินหน้าส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชน ผู้ประกอบการ ได้เข้าถึงพลังงานสะอาดและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพแบบครบวงจรมากขึ้น อาทิ มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการผลิตการใช้พลังงานทดแทนและอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง  มาตรการบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO)สำหรับหน่วยงานภาครัฐ และส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาสำหรับหน่วยงานรัฐ เป็นต้น

นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า ปี 2566 ที่ผ่านมา สนพ. ได้เร่งจัดทำร่างแผนปฏิบัติการด้านพลังงาน พ.ศ. 2566–2580 (ร่างแผนพลังงานชาติ ) ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือ การลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ในภาคพลังงาน ภายในปี 2050 โดยร่างแผน NEP ประกอบด้วยแผนย่อย 5 แผนคือ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan)

ทั้งนี้ ในปี2567 จะมีการทบทวนและปรับปรุง ร่างแผนพลังงานชาติเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน และเสนอร่างแผนฯ ต่อ กพช. และ ครม. เพื่อพิจารณาและประกาศใช้ต่อไป นอกจากนี้แผนงานในปี 2567 ของ สนพ. ยังมีเรื่อง การนำเสนอแนวทางการเปิดเสรีในกิจการไฟฟ้า ซึ่งจะมีโครงสร้างกิจการไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการแข่งขันในระยะทดลอง-นำร่อง พ.ศ. 2567 – 2568 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ส่งเสริมให้เกิดกลไกการแข่งขันที่สะท้อนต้นทุนทางด้านราคาแทนการอุดหนุนทางด้านราคา และเปิดโอกาสให้มีธุรกิจใหม่ทางด้านพลังงานเกิดขึ้น และภาครัฐสามารถใช้เป็นกลไกให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero Carbon Emission ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อีกด้วย

Source : Energy News Center

ในประเทศไทยได้มีการเริ่มบังคับใช้ มาตรฐานน้ำมันใหม่ EURO 5 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 นี้ ซึ่งในบทความนี้ ทางทีมงานจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ “น้ำมัน EURO 5” ที่จะเข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ทุกวันนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาต่อเนื่องกันหลายปีแล้ว

น้ำมัน EURO 5 คืออะไร

สำหรับน้ำมันยูโร 5 นั้นเป็นมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงที่กำหนดโดยกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป เพื่อวางกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในการใช้เชื้อเพลิงในภาคขนส่ง โดยกลุ่มประเทศยุโรปจะมีกฎระเบียบกำหนดมาตรฐานไอเสียรถยนต์ไม่ให้มลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐานไล่มาตั้งแต่ EURO 1, EURO 2, EURO 3, EURO 4, EURO 5 และ EURO 6

น้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐาน EURO 5 คือน้ำมันเชื้อเพลิงสะอาดที่มีกำมะถันต่ำกว่า 10 ppm สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซไฮโดรคาร์บอนและออกไซด์ของไนโตรเจน นอกจากตัวสารกำมะถันแล้ว ไพลีโซคลิก อะโรมาติก ไฮโดคาร์บอนจะมีการปรับให้ลดจาก 11% เหลือเพียง 8% เท่านั้น โดยในน้ำมันเบนซินได้มีการปรับลดปริมาณกำมะถันให้ไม่เกินกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน (10 ppm) ซึ่งการปรับเปลี่ยนในส่วนของปริมาณกำมะถันนั้นก็จะส่งผลให้ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศลดลงได้ค่อนข้างมากเลยทีเดียว และในส่วนของน้ำมันดีเซล ก็จะมีการปรับลดปริมาณกำมะถันให้ไม่เกินกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน (10 ppm) และยังมีการปรับลดในส่วนของปริมาณสาร Polycyclic Aromatic Hydrocarbon (PAH) ให้ไม่สูงกว่า 8% โดยน้ำหนัก ซึ่งก็จะช่วยลดการระบายก๊าซไฮโดรคาร์บอนและออกไซด์ของไนโตรเจนอีกด้วย

น้ำมัน EURO 5 ในประเทศไทย

สำหรับน้ำมัน EURO 5 ในไทยนั้น มีการเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งแต่เดิมนั้นจะเริ่มกันตั้งแต่ปี 2564 แต่ก็มีการเลื่อนมาจนถึงปี 2567 โดยก่อนหน้าที่จะมีการบังคับใช้นั้น ในประเทศไทยก็ใช้มาตรฐานน้ำมัน EURO 4 ซึ่งมีกำมะถันต่ำกว่า 50 ppm หรือ 50 ส่วนในล้านส่วนโดยน้ำหนัก ซึ่งในการปรับเปลี่ยนมาใช้น้ำมัน EURO 5 ครั้งนี้ ส่งผลต่อโรงกลั่นโดยตรง เพราะว่าทำให้โรงกลั่นนั้นมีต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ใช้เม็ดเงินลงทุนในครั้งนี้ราว 5 หมื่นล้านบาทกันเลยทีเดียว ซึ่งก็มีข่าวที่ปรากฏตามสื่อออกมาในเรื่องนี้ว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้มีต้นทุนที่สูงมาก แต่มีการปรับค่าการตลาดขึ้นไม่ถึง 1 บาทต่อลิตร อาจจะไม่สอดคล้องกันสักเท่าไหร่ ทำให้ทาง ประธานสภาอุดสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ทำการส่งหนังสือถึง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เพื่อให้มีการปรับราคาหน้าโรงกลั่นให้สูงขึ้น

อย่างไรก็ตามในการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ ก็คาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 4 เดือนนับจากวันประกาศ เพื่อให้เป็นไปตามที่ภาครัฐได้กำหนดเอาไว้ อย่างไรก็ดีหากมีการปรับเพิ่มราคาหน้าโรงกลั่นสูงขึ้น ก็ส่งผลต่อราคาน้ำมันที่จะต้องปรับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ก็คงต้องรอดูราคาว่าจะมีการปรับเพิ่มหรือไม่

สำหรับสถานีบริหารน้ำมันบางจา และเอสโซเดิม ก็จะมีการเปิดจำหน่ายน้ำมันดีเซลมาตรฐาน EURO 5 ในสถานีจำนวน 224 สาขาในเขตกรุงเทพมหานครก่อน และยังมีสถานีบริการน้ำมันพีทีวี สเตขั่น ก็จะเริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซล น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันเบนซิน มาตรฐาน EURO 5 ในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล จำนวน 226 สถานี ทั้งนี้เชื่อว่าหลายคนที่ได้ไปใช้บริการเติมน้ำมัน อาจจะยังไม่ทราบเลยว่า หลายสถานีบริการเริ่มให้บริการน้ำมันมาตรฐาน EURO 5 กันไปเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าจับตามองในเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องของราคาน้ำมันว่าสุดท้ายแล้วจะมีการปรับขึ้นหรือไม่ ผู้บริโภคอย่างเราก็ได้ประโยชน์โดยตรง เพราะได้เติมน้ำมันที่มีคุณภาพดีขึ้น ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าเดิม แถมยังช่วยลดฝุ่น PM 2.5 ได้ด้วย ส่วนทางโรงกลั่นก็ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นไป และก็พยายามต่อรองในเรื่องของการปรับราคาหน้าโรงกลั่นเช่นกัน ซึ่งประเด็นนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุปได้ๆ ก็คงต้องรอดูความชัดเจนจากทางกระทรวงพลังงานกันต่อไป

FAQ กับ น้ำมัน EURO 5

Q : น้ำมันยูโร 5 ใช้กับรถยนต์เครื่องยนต์ (รุ่นรถยนต์) ใดบ้าง?
A : รถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีการปล่อยมลพิษระดับมาตรฐานยูโร 5 และยูโร 6

Q : ถ้ารถยนต์พัฒนาเป็นมาตรฐานยูโร 6 สามารถใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 ได้หรือไม่?
A : สามารใช้ได้ เนื่องจากน้ำมันมาตรฐานยูโร 5 เป็นมาตรฐานน้ำมันสูงสุดที่สามารถใช้ได้กับทั้งรถยนต์มาตรฐานยูโร 5 และยูโร 6

Q : มีประเทศใดบ้างที่ใช้ น้ำมันยูโร 5 ?
A : กลุุุ่มอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย ภูมิภาคอื่น ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และกลุ่มยุโรป

Source : กรมธุรกิจพลังงาน
Photo : freepik

ข่าวดี!บางจากไม่ขึ้นราคาน้ำมันยาว 6 วันช่วงปีใหม่ พร้อมปรับลดตามตลาดโลก มุ่งร่วมแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้ผู้ที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและฉลองเทศกาลแห่งความสุขกับครอบครัว เริ่ม 28 ธ.ค. 66 –2 ม.ค. 67

นายสมชัย เตชะวณิช ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ บางจากฯจะตรึงราคาน้ำมันไม่ปรับขึ้นแม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับขึ้น และหากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลง บางจากฯ จะปรับลดราคาลงด้วย

ทั้งนี้ เพื่อร่วมแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้ผู้ที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและฉลองเทศกาลแห่งความสุขกับครอบครัว โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2566  –  2 มกราคม 2567

สำหรับราคาน้ำมันปั๊มบางจากปัจจุบัน เป็นดังนี้ 

กลุ่มน้ำมันเบนซิน

  • เบนซิน ออกเทน 95 ลิตรละ 42.64 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 46.44 บาท 
  • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 34.75 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 32.98 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 32.64 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 32.79 บาท

กลุ่มน้ำมันดีเซล

  • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS B7 ลิตรละ 42.34 บาท (บางจาก)
  • ดีเซล B7  ลิตรละ 29.94 บาท
  • ดีเซล B10 ลิตรละ 29.94 บาท 
  • ดีเซล B20 ลิตรละ 29.94 บาท

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ตรวจรถฟรี ขับขี่ ปลอดภัยกับ FURiO Care ซึ่งบางจากฯ ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก บริการตรวจเช็ครถฟรี 11 รายการ ที่ศูนย์ FURiO Care และ WASH PRO ในสถานีบริการน้ำมันบางจากที่ร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 – 31 มกราคม 2567 

Source : ฐานเศรษฐกิจ

กระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับลดน้ำมันดีเซลเหลือ 2 ชนิด คือ ดีเซล B7 เป็นหลัก และ ดีเซล B20 เป็นน้ำมันทางเลือก เริ่มมีผล 1 พ.ค. 2567 เป็นต้นไป เชื่อช่วยเพิ่มยอดการใช้น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (B100) มากขึ้น ย้ำ 1 ม.ค. 2567 นี้ เริ่มใช้ข้อกำหนดคุณภาพน้ำมันสู่มาตรฐาน ยูโร 5 คาดใช้เวลาเปลี่ยนผ่านครบทุกปั๊มทั่วประเทศภายใน 4 เดือน 

น.ส. นันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2567 เป็นต้นไป การจำหน่ายน้ำมันดีเซลในประเทศจะเหลือเพียง 2 ชนิด คือ น้ำมันดีเซล B7 (น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 7% ในทุกลิตร) ซึ่งจะเป็นน้ำมันดีเซลหลักในการจำหน่าย และน้ำมันดีเซล B20 (น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 20% ในทุกลิตร) ซึ่งจะเป็นน้ำมันทางเลือกในการจำหน่าย

โดยข้อกำหนดการปรับลดชนิดน้ำมันดีเซลดังกล่าว อยู่ระหว่างรอให้กระทรวงพลังงานนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 13  ธ.ค. 2566 ที่เห็นชอบปรับลดชนิดน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เหลือ 2 ชนิด คือ น้ำมันดีเซล B7  ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดที่สามารถใช้กับน้ำมันมาตรฐานยูโร 5 ที่ค่ายรถยนต์ให้การยอมรับและไม่ส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์ และให้มีน้ำมันดีเซล B20 เป็นน้ำมันทางเลือก

อย่างไรก็ตามการปรับลดชนิดน้ำมันดังกล่าว จะไม่ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มลดลง เนื่องจากน้ำมันดีเซลหมุนเร็วในปัจจุบันมีสัดส่วนผสมไบโอดีเซลอยู่ที่ 7% อยู่แล้ว โดยมีการใช้ไบโอดีเซลอยู่ที่ 4.33 ล้านลิตรต่อวัน และการใช้น้ำมันปาล์มอยู่ที่ 3.77 ล้านกิโลกรัมต่อวัน และคาดว่าในปี 2567 จะมีการใช้ไบโอดีเซล เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.66 ล้านลิตรต่อวัน และการใช้น้ำมันปาล์มจะอยู่ที่ 3.88 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ตามปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้น โดย กพช. ได้มอบหมายให้ ธพ. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการอุปทานน้ำมันปาล์มหากได้รับผลกระทบจากการปรับลดชนิดน้ำมันดีเซลดังกล่าว

นอกจากนี้กรม ธพ. ยังได้เสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ให้ขยายระยะเวลาคงสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล B7 ไว้เช่นเดิม โดยให้ผู้ค้าสามารถผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (B100) ได้ระหว่าง 6.6-7% ในดีเซลทุกลิตร ส่วนดีเซล B20 ให้ปรับสัดส่วนการผสม B100 จาก 6.6-20% เพิ่มเป็น 19-20% ในดีเซลทุกลิตรแทน  

เนื่องจากการกำหนดสัดส่วนการผสม B100 เดิม จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค. 2566 นี้ และการปรับสัดส่วนการผสม B100 ใหม่ดังกล่าวจะกำหนดให้ใช้เป็นเวลา 4 เดือน ระหว่างเดือน ม.ค.-เม.ย. 2567 ซึ่งหลังจากนั้นก็จะต้องพิจารณาปรับสัดส่วนกันใหม่อีกครั้งซึ่งจะไปพอดีกับการกำหนดให้น้ำมันดีเซลในไทยเหลือ 2 ชนิด และเป็นมาตรฐานยูโร 5 ด้วย

อย่างไรก็ตามหลังจาก กบง.พิจารณาเห็นชอบไปแล้วนั้น ขั้นตอนต่อไปคือการเปิดเวทีรับฟังความเห็นประชาชน ก่อนจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป       

นอกจากนี้ กรมธุรกิจพลังงานยังได้มีการบังคับใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 ลดฝุ่น PM 2.5 เพื่อสุขภาพของประชาชน  ซึ่งเรื่องนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง รัฐบาลจึงได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหามลพิษ PM 2.5 เป็นวาระแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2562 โดย ครม. ได้มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ซึ่งกำหนดมาตรการป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง (แหล่งกำเนิด) จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงกระทรวงอุตสาหกรรมไปกำหนดมาตรฐานไอเสียรถยนต์ใหม่เป็นระดับยูโร 5 และยูโร 6 และมอบให้กระทรวงพลังงาน โดยกรมธุรกิจพลังงานไปบังคับใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐานยูโร 5 (กำมะถันไม่เกิน 10 ppm)

ทั้งนี้จะเริ่มจำหน่ายน้ำมัน ยูโร 5 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป ซึ่งในเขตกรุงเทพฯ คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 เดือนทางสถานีบริการ(ปั๊ม)น้ำมัน จึงจะเปลี่ยนมาจำหน่ายน้ำมันตามมาตรฐานยูโร 5 ได้ครบทุกปั๊ม และภายใน 3-4 เดือน ทุกปั๊มทั่วประเทศจึงจะสามารถเปลี่ยนมาจำหน่ายน้ำมันตามมาตรฐานยูโร 5 ได้ทั้งหมด

“ขอให้ประชาชนผู้ใช้รถยนต์มั่นใจว่า น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 สามารถใช้ได้กับรถยนต์ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ โดยไม่เกิดปัญหาต่อเครื่องยนต์ และช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพ โดยจากข้อมูลกรมควบคุมมลพิษ พบว่า รถยนต์มาตรฐานยูโร 3 และรถยนต์มาตรฐานยูโร 4 ซึ่งมีสัดส่วนการใช้งานมากที่สุดเมื่อใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 จะทำให้ฝุ่น PM 2.5 ลดลงถึง 20 – 24% อีกด้วย”

ส่วนต้นทุนราคาน้ำมันตามมาตรฐาน ยูโร 5 นั้น ขณะนี้ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) อยู่ระหว่างการหารือกับผู้ประกอบการกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน คาดว่าจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลก่อนหน้านี้ พบว่า กลุ่มโรงกลั่นฯ ได้แจ้งว่า ค่าปรับปรุงคุณภาพน้ำมันตามมาตรฐาน ยูโร 5 มีวงเงินลงทุนรวมราว 50,000 ล้านบาท

Source : Energy News Center

ข่าวดี ! ของพี่น้องประชาชน และภาคธุรกิจ การประชุมครม.นัดแรกกำลังจะมีการพิจารณา ลดราคาน้ำมันดีเซลเหลือ 30 บาท/ลิตร ลดค่าไฟ 20 สตางค์ ช่วยเหลือประชาชน

เรื่องการลดราคาน้ำมันดีเซลเหลือ 30 บาท/ลิตร ลดค่าไฟฟ้าลงอีก 20 สตางค์ เป็นเรื่องที่ประชาชนกำลังจับตามองอย่างมากในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐา 1 ที่จะมีการประชุมนัดแรกในวันที่ 12 กันยายน 2566 นี้ โดยก่อนหน้านี้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ออกมาประกาศว่าจะลดราคาน้ำมันดีเซล ลดค่าไฟฟ้า ทันทีในการประชุมครม.นัดแรก

ทั้งนี้ราคาน้ำมันดีเซล ราคาขายปลีกหน้าปั๊มปัจจุบันอยู่ที่ 31.94 บาท/ลิตร ซึ่งได้รับสนับสนุนจากกองทุนน้ำมัน 6.43 บาท/ลิตร เสียภาษีสรรพสามิต 6.58 บาท/ลิตร และยังเสียภาษีท้องถิ่นอีก 10 %  ส่วนค่าไฟฟ้างวดปัจจุบัน (1 ก.ย.- 31 ธ.ค.66 ) เรียกเก็บอยู่ที่ 4.45 บาท/หน่วย

อย่างไรก็ตามมีคาดการณ์จากผลสำรวจความคิดเห็นภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และประชาชนว่าหากมีการประกาศลดราคาน้ำมันดีเซลเหลือ 30 บาท/ลิตร และลดค่าไฟฟ้า 20 สตางค์ ได้จริงในการประชุมครม.นัดแรก จะต้องมีการลดภาษีสรรพสามิตให้เหลือ 4.64 บาท/ลิตร  ลดภาระกองทุนน้ำมันที่ยังติดลบอยู่ จึงจะทำให้ราคาน้ำมันดีเซลเหลือ 30 บาท/ลิตร ได้

ต่อมา คือ ค่าไฟ คาดว่าจะมีการลดลงอีก 0.20 บาท/หน่วย เหลือ 4.25 บาท/หน่วย ซึ่งเป็นความต้องการของภาคธุรกิจจากการสำรวจความคิดเห็น ส่วนประชาชนต้องการให้ลดเหลือ 4.20 บาท/หน่วย โดยหลักการที่จะลดค่าไฟฟ้าได้ คือการยืดหนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

พร้อมกันนี้จะพามาฟังจากปากของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ และว่าที่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่า ยืนยันว่าจะมีการปรับลดจริง แต่ตัวเลขการปรับลดทั้งลดราคาน้ำมันดีเซลเหลือ 30 บาท/ลิตร และลดค่าไฟฟ้า 20 สตางค์ ตามที่เป็นข่าวเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับของจริง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องรอกระบวนการครม.เคาะอีกทีในเร็วๆนี้ โดยแผนงานทั้งหมดเป็นการเร่งแก้ไขความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน และภาคธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบ

นายจุลพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกลไกที่จะปรับลดราคาน้ำมันดีเซลต้องใช้การลดภาษีสรรพสามิต และปรับลดภาระกองทุนน้ำมันลงให้ได้ หากจะปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันระยะยาวก็ต้องรื้อโครงสร้างเดิมก่อนให้ได้ทั้งกระดาน รวมถึงการควบคุมภาษีท้องถิ่น และค่ากลั่นต่างๆหน้าโรงกลั่นด้วย

Source : Spring News