รวมผลประกอบการไตรมาสแรกในปี 2567 ของธุรกิจน้ำมันและโรงกลั่นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้ง TOP OR บางจาก SPRC IRPC ล้วนมีรายได้และผลกำไรที่เติบโตขึ้น สะท้อนถึงภาพรวมที่ดีของอุตสาหกรรมน้ำมันและโรงกลั่นในประเทศ ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) รวบรวมข้อมูลผลประกอบการไตรมาสแรกของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันซึ่งแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่น่าสนใจ มีดังนี้

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ผลประกอบการในไตรมาส 1/2567 มีกำไรสุทธิ 5,863 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจากส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินกับน้ำมันดิบดูไบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังได้รับแรงหนุนจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นในประเทศสหรัฐฯ ส่งผลให้อุปทานน้ำมันเบนซินเพื่อส่งออกตึงตัว รวมถึงส่วนต่างราคาน้ำมันดิบที่ใช้กลั่นจริงเทียบกับราคาน้ำมันดิบดูไบ (Crude Premium) ปรับตัวลดลง หลังจีนและอินเดียลดการซื้อน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ในขณะที่อุปทานจากตะวันออกกลางปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมันในภูมิภาค 

โดยภาพรวมกลุ่มไทยออยล์มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มฯ รวมผลกระทบจากสต๊อกนํ้ามันอยู่ที่ 10.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในไตรมาส 1/2567 เพิ่มขึ้น 6.9 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลจากไตรมาส 4/2566


สำหรับภาพรวมธุรกิจโรงกลั่นในช่วงไตรมาส 2/2567 นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ TOP มองว่ามีแนวโน้มอ่อนตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2567 หลังได้รับแรงกดดันจากโรงกลั่นใหม่หลายแห่งที่เริ่มเปิดดำเนินการ ทำให้อุปทานปรับเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจโรงกลั่นยังได้รับแรงหนุนจากโรงกลั่นรัสเซียที่ยังคงอยู่ในระหว่างการปิดปรับปรุงจากการถูกโจมตี ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดีเซลมีแนวโน้มตึงตัว ในขณะที่อุปสงค์น้ำมันเบนซินปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงฤดูกาลขับขี่ของสหรัฐฯ ท่ามกลางปริมาณสต๊อกน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลทั่วโลกที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปี ย้อนหลัง และสำหรับภาพรวมของธุรกิจโรงกลั่นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2567 มีแนวโน้มปรับตัวสู่สมดุล โดยคาดว่าจะอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าก่อนเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19


ดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  OR

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ภายใต้การนำของนายดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2567 มีกำไรสุทธิ จำนวน 3,723 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนกว่า 100% โดยคิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 0.31 บาท  สำหรับ EBITDA ในไตรมาส 1 อยู่ที่ 6,173 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,650 ล้านบาท หรือกว่า 100% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2566 โดยเพิ่มขึ้นจากทุกกลุ่มธุรกิจ ซึ่งกลุ่มธุรกิจ Mobility จากภาพรวมมีกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่ดีขึ้น


บัณฑิต หรรษาไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน)


บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) (BSRC) ที่มีนายบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ เป็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แจ้งว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 1 / 2567 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 63,583 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 โดยมี EBITDA 2,117 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 855 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 198% จากไตรมาสก่อน เพิ่มขึ้น 263% จากช่วงเดียวกันของปี 2566 คิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 0.25 บาท  

ส่วนภาพรวมทั้งกลุ่มบริษัทบางจากภายใต้การนำของนายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก  ผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2567 มีรายได้จากการขายและให้บริการ 135,382 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 68 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 คิดเป็น EBITDA รวม 15,308 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 48 จากไตรมาสก่อน เพิ่มขึ้นร้อยละ 39 จากช่วงเดียวกันของปี 2566 และมีกำไรสำหรับงวดส่วนของบริษัทใหญ่ 2,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 จากไตรมาสก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 1.68 บาท 


ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก

โดยในไตรมาส 1 ปี 2567 กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน (โรงกลั่นพระโขนงและโรงกลั่นศรีราชา) มี EBITDA 4,404 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566   ค่าการกลั่นพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (จาก  4.65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในไตรมาส 4 ปี 2566 มาเป็น 6.08 เหรียญสหรัฐฯ)

กลุ่มธุรกิจการตลาด มี EBITDA 1,899 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 ด้วยปริมาณการจำหน่ายน้ำมันรวมทุกช่องทางสูงถึง 3,541 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 จากไตรมาสแรกปี 2566  เติบโตจากเครือข่ายสถานีบริการที่ครอบคลุม 2,217 สถานีทั่วประเทศ  มียอดขายและส่วนแบ่งการตลาดผ่านสถานีบริการที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 29.2 (จากร้อยละ 28.8 ณ สิ้นปี 2566)


โรเบิร์ต โดบริค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC

บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC  ภายใต้การนำของ โรเบิร์ต โดบริค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ  มีผลกำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปี 2567 รวม 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นมีปัจจัยหลักมาจากค่าการกลั่นที่สูงขึ้น กำไรจากสต๊อกน้ำมันเนื่องจากราคาน้ำมันเฉลี่ยสูงขึ้น รวมถึงธุรกิจการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงที่เข้าซื้อเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา 

สำหรับปริมาณน้ำมันดิบที่โรงกลั่นนำเข้ากลั่นในไตรมาสแรกของปี 2567 อยู่ที่ 167,000 บาร์เรลต่อวัน หรือเทียบเท่ากับร้อยละ 96 ของกำลังการกลั่นทั้งหมด ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นจากไตรมาสที่แล้ว ค่าการกลั่นทางการตลาดในไตรมาสแรกของปีนี้ปรับตัวดีขึ้นเป็น 8.31 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เทียบกับ 6.36 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2566 จากพรีเมียมน้ำมันดิบที่ลดลงอย่างมีนัยสําคัญ รวมถึง อัตรากําไรขั้นต้นที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนจากน้ำมันมาตรฐานยูโร 4 มาเป็นยูโร 5 


กฤษณ์ อิ่มแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ IRPC 

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC  ภายใต้การบริหารของ นายกฤษณ์ อิ่มแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ มีผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2567  โดยมีกำไร  1,545  ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 413 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566  และเพิ่มขึ้นร้อยละ 145 จากไตรมาส 4/2566  โดยมีรายได้รวม 74,644  ล้านบาท ลดลง 652 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2566  จากการที่บริษัทฯ สามารถผลิตและจำหน่ายน้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5 ภายในประเทศในไตรมาส 1/2567 ส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลที่บริษัทฯ จำหน่ายปรับตัวสูงขึ้น 

นอกจากนี้การลดการผลิตน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่องของกลุ่มโอเปกพลัส และความขัดแย้งทางการเมืองในหลายประเทศเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้นในไตรมาส 1/67 ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน จำนวน 901 ล้านบาท ประกอบกับมีรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่ได้รับจำนวน 1,324 ล้านบาท และกำไรจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมัน (Hedging Oil) จำนวน 59 ล้านบาท  รวมเป็นการบันทึกกำไรจากสต๊อกน้ำมันสุทธิ (Net Inventory Gain) รวม 2,284 ล้านบาท ทำให้บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี จำนวน 7,902 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 978%  และมีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA จำนวน 4,680  ล้านบาท 

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 1/2567 ปัจจัยลบจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ส่งผลให้บริษัทฯ บันทึกขาดทุนจากการทำสัญญาอนุพันธ์ ทางการเงิน 319 ล้านบาท และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินกู้จำนวน 134 ล้านบาท ทำให้ไตรมาส 1/2567 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,545 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 145 จากไตรมาสก่อน 

Source : Energy News Center

หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน รายงานว่าราคาน้ำมันดิบโลกสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน ท่ามกลางสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียด

อิสราเอลส่งตัวแทนเข้าร่วมเจรจาหยุดยิงรอบใหม่กับกลุ่มฮามาส ที่เมือง Cairo ประเทศอียิปต์ โดยมีกาตาร์ สหรัฐฯ และอียิปต์เป็นคนกลางเจรจา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของ Hamas กล่าวว่าการเจรจายังคงอยู่ระหว่างการแก้ไขรายละเอียดบางประการ

Reuters รายงานว่ากองทัพอิสราเอลถอนทหารภาคพื้นดินเกือบทั้งหมดออกจากฉนวนกาซาทางตอนใต้ เหลือไว้เพียง 1 กองพันรักษาการ โดยมิได้ชี้แจงเหตุผล อย่างไรก็ตาม นาย Yoav Gallant รมว. กระทรวงกลาโหมอิสราเอลกล่าวว่ากำลังพลของกองทัพยังคงเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการในอนาคตที่   กาซา

ที่ประชุม Joint Ministerial Monitoring Committee (JMMC) ของกลุ่ม OPEC+ มีมติคงมาตรการลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบโดยสมัครใจ 2.2 MMBD จนถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 67 (ตามที่ตกลงกันไว้เมื่อต้นเดือน มี.ค. 67) และกำหนดการประชุม OPEC and non-OPEC Ministerial ครั้งถัดไปในวันที่ 1 มิ.ย. 67 ซึ่งจะเป็นการประชุมเต็มรูปแบบ โดยให้ประเทศที่ผลิตเกินโควตา จัดส่งแผนลดการผลิต ภายในวันที่ 30 เม.ย. 67 ทั้งนี้ Reuters รายงานว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของ OPEC (12 ประเทศ) ในเดือน มี.ค. 67 ลดลง 0.05 MMBD MoM อยู่ที่ 26.42 MMBD

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานว่ายอดจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ในเดือน มี.ค. 67 เพิ่มขึ้น 303,000 ราย จากเดือนก่อนหน้า เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 10 เดือน ขณะที่อัตราว่างงาน (Unemployment Rate) ลดลง 0.1% จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 3.8%

ติดตามมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ เนื่องจากประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นาย Niclolas Maduro ที่ให้คำมั่นสัญญาจะจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่เสรีและยุติธรรม ในวันที่ 28 ก.ค. 67 ล่าสุด ศาลสั่งห้ามผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี นาง María Corina Machado ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจากปัญหาด้านการเงิน ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ เห็นว่าเวเนซุเอลาไม่ทำตามสัญญา และอาจกลับมาคว่ำบาตรน้ำมันอีกครั้ง ทั้งนี้ในเดือน มี.ค. 67 เวเนซุเอลาส่งออกน้ำมันดิบ 590,000 บาร์เรลต่อวัน (ลดลง 20,000 บาร์เรลต่อวัน จากเดือนก่อนหน้า) ทั้งนี้มาตรการผ่อนผันการคว่ำบาตรจะสิ้นสุดในวันที่ 18 เม.ย. 67

Source : Energy News Center

“ตรึงราคาน้ำมัน” 6 วันช่วงสงกรานต์ “บางจาก” ลั่นพร้อมปรับลงตามตลาดโลก เดินหน้าเตรียมสถานีบริการ ทั้งผลิตภัณฑ์น้ำมันคุณภาพสูง กาแฟอินทนิล ธุรกิจเสริม มุ่งรองรับทุกความต้องการ

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ บางจากฯ จะตรึงราคาน้ำมันไม่ปรับขึ้นระหว่างวันที่ 12-17  เมษายน 2567 

ทั้งนี้ แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับขึ้น  แต่ถ้าราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลง บางจากฯ จะปรับลดลงด้วย 

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมพร้อมสถานีบริการน้ำมัน ทั้งผลิตภัณฑ์น้ำมันคุณภาพสูง กาแฟอินทนิล ธุรกิจเสริม เพื่อรองรับทุกความต้องการ 

อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” เกี่ยวกับราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ของบางจาก เป็นดังนี้

กลุ่มน้ำมันเบนซิน

  • เบนซิน ออกเทน 95 ลิตรละ 47.04 บาท
  • ซุบเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 46.84 บาท (โออาร์)
  • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 49.44 บาท (บางจาก)
  • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 39.15 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 37.68 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 37.04 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 36.79 บาท 
     

กลุ่มน้ำมันดีเซล

  • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล B7 ลิตรละ 41.24 บาท (โออาร์)
  • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS B7 ลิตรละ 43.34 บาท (บางจาก)
  • ดีเซล B7  ลิตรละ 29.94 บาท
  • ดีเซล B10 ลิตรละ 29.94 บาท 
  • ดีเซล B20 ลิตรละ 29.94 บาท

Source : ฐานเศรษฐกิจ

พลังงานเตรียมเสนอ ครม. ของบกลางหรือลดภาษีสรรพสามิตดีเซล เพื่ออุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลซึ่งจะสิ้นสุดมาตรการตรึงราคา 30 บาทต่อลิตร ในวันที่ 31 มี.ค. 2567 นี้  ระบุหากไม่มีงบช่วยเหลือ จำเป็นต้องปรับลดอัตราเงินชดเชยราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งจะส่งผลให้ราคาดีเซลแพงขึ้นแบบขั้นบันได เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบมากนัก วอนประชาชนเข้าใจสถานการณ์กองทุนน้ำมันฯ ที่ติดลบใกล้ทะลุ 1 แสนล้านบาท

นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ว่า หลังจากที่กระทรวงพลังงานได้ลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน โดยเฉพาะค่าน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนของสินค้าและบริการ โดยมีการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาทตั้งแต่เดือน ก.ย. 2566 เป็นต้นมา ทำให้ปัจจุบัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลมีภาระหนี้ใกล้แตะ 1 แสนล้านบาทแล้ว

ทั้งนี้เพื่อมิให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระหนี้มากเกินไป และเป็นการรักษาสภาพคล่องและความเชื่อมั่นของกองทุนฯ กระทรวงพลังงานจะนำเรื่องเข้าหารือในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนไปพร้อมกับการลดภาระหนี้ของกองทุนฯ แต่หากไม่มีงบประมาณจากส่วนอื่นเข้ามาช่วย เช่น งบกลาง หรือ การลดอัตราภาษีสรรพสามิต  เบื้องต้นคาดว่ากองทุนฯ จะต้องปรับลดอัตราการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลลง 1-2 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น แต่เพื่อมิให้เป็นภาระกับประชาชนมากเกินไป จึงจะมีการปรับลดการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลลงแบบขั้นบันได

“ที่ผ่านมากระทรวงพลังงาน เข้าใจถึงความเดือดร้อนของประชาชน จะเห็นได้ว่าได้มีการตรึงราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนของสินค้าและบริการ จึงได้มีการตรึงราคาน้ำมันดีเซลมาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2566 ที่ 30 บาทต่อลิตรมาอย่างต่อเนื่อง และบางช่วงราคาน้ำมันดีเซลที่แท้จริงเคยสูงถึง 45 บาทต่อลิตร แต่เนื่องจากปัญหาราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนในระดับสูง ทั้งจากสถานการณ์สงครามที่มีความยืดเยื้อ และจากการลดกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปก กระทรวงพลังงานจึงมีมาตรการช่วยเหลือผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ ณ วันที่ 24 มี.ค. 2567 สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบกว่า 98,000 ล้านบาท ขณะนี้กระทรวงพลังงานเตรียมนำเรื่องเข้าหารือใน ครม. เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือประชาชน อาจจะเป็นการของบกลาง หรือ ขอความร่วมมือจากกระทรวงการคลังในการลดอัตราภาษีสรรพสามิต ซึ่งหากไม่มีงบประมาณเข้ามาช่วยเหลือ กองทุนฯ จำเป็นต้องปรับลดอัตราการชดเชยลง 1-2 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น แต่เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด จึงจะมีการปรับลดอัตราการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลลงแบบขั้นบันได ปัจจุบันมีการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 4.17 บาทต่อลิตร คิดเป็นจำนวนเงินที่กองทุนฯ ต้องจ่ายประมาณ 8,700 ล้านบาทต่อเดือน จึงขอให้ประชาชนเข้าใจในสถานการณ์ ณ เวลานี้ด้วย ” นายวีรพัฒน์ กล่าว

สำหรับมาตรการลดภาษีดีเซลนั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ผ่านมา ได้กำหนดลดอัตราภาษีดีเซลลง 1 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ 20 ม.ค. – 19 เม.ย. 2567 

Source : Energy News Center

ตามมติคณะรัฐมนตรีในการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ เรื่อง “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)” เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ได้กำหนดให้ประเทศไทยยกระดับมาตรฐานการระบายมลพิษจากรถยนต์ใหม่และมาตรฐานคุณภาพน้ำมันดีเซลจาก EURO 4 เป็น EURO 5 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 ข้อบังคับนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งค่ายรถและผู้ผลิตน้ำมัน และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประเทศ


แล้วการเปลี่ยนแปลงนี้มีรายละเอียดอย่างไร? มีอะไรที่ประชาชนควรรู้? และที่สำคัญส่งผลกระทบต่อชีวิตของเราอย่างไร? ในคอลัมน์นี้ เราได้รับเกียรติจาก ดร.นุวงศ์ ชลคุป ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้าน EURO 5 ของไทย มาร่วมสัมภาษณ์และให้ความรู้ในประเด็นต่างๆ ต่อไปนี้

มาตรฐานน้ำมัน EURO 5 คืออะไร?

มาตรฐาน EURO (European Emission Standards) เป็นมาตรฐานที่ถูกกำหนดโดยสหภาพยุโรปซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม มาตรฐานนี้มีวัตถุประสงค์ในการควบคุมการปล่อยมลพิษของยานพาหนะหรือไอเสียรถยนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ (PM2.5) ที่มาจากไอเสียรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล

สำหรับประเทศไทย ได้มีการบังคับใช้มาตรฐาน EURO 4 นับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา และได้กำหนดให้มีการเปลี่ยนไปใช้มาตรฐาน EURO 5 เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา โดยการยกระดับมาตรฐานจาก EURO 4 ไปสู่ EURO 5 จะมีส่วนช่วยในการลด PM2.5 อย่างมีนัยสำคัญ โดยการกำหนดเกณฑ์การปล่อยมลพิษฝุ่นละอองให้ลดลง

มาตรฐานน้ำมัน EURO 5: ความจำเป็นที่มาพร้อมกับต้นทุน

เพื่อให้เป้าหมายการลดการปล่อยไอเสียจากยานพาหนะเป็นไปอย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด การบังคับใช้มาตรฐาน EURO 5 จำเป็นต้องครอบคลุมมาตรฐานทั้งสิ้น 2 ส่วน ประกอบด้วย

1. มาตรฐานน้ำมัน EURO 5 การผลิตน้ำมันดังกล่าวจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างน้ำมัน กระบวนการกลั่น และสารเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ที่ใช้ให้เหมาะสม โดยกำหนดให้ปริมาณกำมะถันในน้ำมันดีเซลมีไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ppm) ซึ่งลดลงจากมาตรฐาน EURO 4 ที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ลดลง 5 เท่า) กำมะถันในน้ำมันนี้เมื่อถูกเผาไหม้จะทำให้เกิดซัลเฟต (Sulfate) และเมื่อไปทำปฏิกิริยากับสารมลพิษอื่นจะก่อให้เกิด PM2.5 จึงจำเป็นต้องลดปริมาณลงให้เหลือน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม เพื่อช่วยในการหล่อลื่นน้ำมันเชื้อเพลิง จึงจำเป็นต้องหลงเหลือปริมาณกำมะถันในน้ำมันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่สามารถกำจัดองค์ประกอบกำมะถันทั้งหมดออกไปได้ นอกจากนั้นยังได้มีการลดปริมาณสารโพลีไซคลิก อะโรเมติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons: PAHs) ที่มีส่วนปล่อยมลพิษอีกด้วย 

2. มาตรฐานไอเสียตาม EURO 5 โดยจะมีการลดเกณฑ์การปล่อยมลพิษ 4 ชนิด อันได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ไฮโดรคาร์บอน  (HC) ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และสารมลพิษอนุภาค (ฝุ่น)

โดยเกณฑ์การลดปริมาณฝุ่นนี้เอง จำเป็นต้องมีการติดตั้งระบบกรอง (Diesel Particulate Filters: DPF) ที่สามารถกรองฝุ่นออกจากไอเสียที่จะปลดปล่อยจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลได้ โดยทั่วไประบบกรองนี้จะมีลักษณะเป็นรังผึ้งซึ่งเคลือบสารเร่งปฏิกิริยาในการดักจับกำมะถันและซัลเฟตที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่ให้ถูกปลดปล่อยออกนอกรถยนต์

มาตรฐานน้ำมัน EURO 5: ความจำเป็นที่มาพร้อมกับต้นทุน

ทำไมจึงจำเป็นต้องปรับปรุงมาตรฐานน้ำมันเป็น EURO 5?

การปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพน้ำมันจาก EURO 4 เป็น EURO 5 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 2 ประการ

ประการแรก น้ำมันมาตรฐาน EURO 5 จะกำหนดให้น้ำมันมีส่วนประกอบที่เป็นกำมะถันน้อยลง ซึ่งจะช่วยลดการเสื่อมของสารเร่งปฏิกิริยาที่เคลือบบนระบบกรองไอเสีย DPF จากกำมะถัน (Sulfur Poisoning) อีกทั้งระบบกรองของรถยนต์จะช่วยดักจับสารบางตัวที่อาจรวมกันและเกิดเป็น PM2.5 ได้

ในขณะเดียวกัน ยังลดปริมาณสารมลพิษอื่นๆ ที่เกิดขึ้นอีก 3 ชนิด ได้แก่ CO, HC และ NOx นอกจากนี้ น้ำมันมาตรฐาน EURO 5 ยังได้รับการปรับปรุงคุณภาพให้เหมาะสมกับการใช้งานยิ่งขึ้น เช่น มีคุณสมบัติหล่อลื่นที่เพียงพอ ทำให้กระบอกสูบทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและเกิดความดันที่ทำให้เกิดการเผาไหม้ในระดับที่เหมาะสม

ประการที่สอง คือ การปรับมาตรฐานคุณภาพน้ำมันเป็น EURO 5 จะช่วยลดโอกาสการเกิดสารก่อมะเร็ง ผ่านการลดปริมาณสาร PAHs โดยลงจากร้อยละ 11  เป็นร้อยละ 8 โดยน้ำหนักเมื่อเทียบกับมาตรฐาน EURO 4 โดยสารดังกล่าวเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds: VOCs) และนำไปสู่การเกิดมะเร็งในลำดับต่อไป

มาตรฐานน้ำมันดีเซล EURO 1-5

มาตรฐานน้ำมัน PAHs (%w) กำมะถัน (ppm)

EURO 1 N/A N/A
EURO 2 N/A 500
EURO 3 11 350
EURO 4 11 50
EURO 5 8 10
(ที่มา: กรมธุรกิจพลังงาน)


ประชาชนอย่างเราๆ ได้รับผลกระทบอย่างไรจากการเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานน้ำมัน EURO 5?

  • ด้านราคาน้ำมัน

การเปลี่ยนผ่านมาตรฐานมาพร้อมกับต้นทุนการผลิตน้ำมันที่สูงขึ้น เนื่องจากต้องยกระดับกระบวนการผลิตและกระบวนการกลั่นให้ลดปริมาณกำมะถันในน้ำมัน (Desulfurization) ลงมากกว่ามาตรฐานเก่า อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา กรมธุรกิจพลังงานได้มีการหารือแนวทางในการยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษของยานพาหนะ ไปสู่ EURO 5 ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสม่ำเสมอ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันและลดภาระค่าน้ำมันที่ถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด

นอกจากนี้ ในการเปลี่ยนผ่านจาก EURO 3 เป็น EURO 4 ผู้ประกอบการน้ำมันบางแห่งได้ยกระดับเทคโนโลยีการกลั่นซึ่งสามารถลดปริมาณกำมะถันในน้ำมันได้คุณภาพเกินกว่ามาตรฐาน EURO 4 อยู่แล้ว เมื่อมีการยกระดับมาตรฐานไปสู่มาตรฐาน EURO 5 จึงมาพร้อมกับการปรับเปลี่ยนกระบวนการที่น้อยกว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปนี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพราคาน้ำมันไม่มากนัก

ยกเว้นผู้ผลิตน้ำมันบางแห่งที่มีกำลังการผลิตน้อย การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานน้ำมันเป็น EURO 5 จึงอาจมาพร้อมกับการลงทุนขนาดใหญ่และต้นทุนการกลั่นที่สูงกว่าผู้ประกอบการในกลุ่มแรก และมีแนวโน้มกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันมากกว่า ซึ่งทั้งหมดนี้เพื่อให้ประเทศสามารถมีกำลังการผลิตน้ำมันมาตรฐาน EURO 5 ได้เพียงพอต่อความต้องการโดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ

มาตรฐานน้ำมัน EURO 5: ความจำเป็นที่มาพร้อมกับต้นทุน

  • ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์

การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานไอเสียเป็น EURO 5 ถูกบังคับใช้เฉพาะรถยนต์ใหม่ที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป โดยรถยนต์ที่ผลิตในช่วงดังกล่าวจะต้องรองรับการปล่อยมลพิษตามมาตรฐาน EURO 5 เช่น การยกระดับมาตรฐานการปล่อยไอเสียให้สะอาดขึ้น โดยการติดตั้งไส้กรองที่สามารถกรองไอเสีย (Diesel Particulate Filters) ให้ปลดปล่อยตามมาตรฐาน EURO 5 ได้ การเปลี่ยนแปลงนี้จึงมาพร้อมกับต้นทุนการผลิตที่มากขึ้น 

ในภาพรวม ผู้ผลิตรถยนต์ของไทยมีความพร้อมในการผลิตและจำหน่ายรถยนต์มาตรฐาน EURO 5 เป็นอย่างดี เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกรถยนต์ไปยังประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ ออสเตรเลียและประเทศในแถบตะวันออกกลางที่ใช้รถยนต์มาตรฐาน EURO 5 เป็นหลัก เพียงแต่ในช่วงก่อนหน้านี้ยังไม่มีการบังคับให้นำรถยนต์มาตรฐาน EURO 5 มาใช้ภายในประเทศ เนื่องจากจำเป็นต้องอาศัยคุณสมบัติของน้ำมันที่มีค่ากำมะถันต่ำควบคู่ไปด้วยเพื่อให้ลดปริมาณมลพิษสูงสุด ผู้ผลิตบางรายจึงจำเป็นต้องลงทุนเพื่อยกระดับมาตรฐานและใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่าน แม้ในระยะสั้นอาจยังไม่เห็นความแตกต่างด้านราคารถยนต์อย่างชัดเจน แต่ในระยะต่อๆ ไป รถยนต์ที่ถูกผลิตภายใต้มาตรฐาน EURO 5 มีแนวโน้มที่จะมีราคาที่สูงขึ้นจากส่วนประกอบต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นมา

อะไรคือสิ่งที่ได้จากการยกระดับไปสู่มาตรฐานน้ำมัน EURO 5?

ในภาพรวม แม้การเปลี่ยนแปลงไปสู่มาตรฐาน EURO 5 จะเพิ่มต้นทุนการกลั่นน้ำมันและการผลิตรถยนต์โดยตรง แต่การยกระดับมาตรฐานดังกล่าวก็มีส่วนช่วยในการลด PM2.5 อย่างมีนัยสำคัญ ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ทั้งนี้ สำหรับผู้บริโภคที่ยังใช้รถยนต์คันเก่าที่มาตรฐานไอเสียก่อน EURO 5 ซึ่งไม่มีไส้กรองไอเสีย (Diesel Particulate Filters) ยังคงสามารถใช้รถยนต์คันเก่าร่วมกับการใช้น้ำมัน EURO 5 เพื่อลด PM2.5 ได้เช่นกัน เนื่องจากเป็นการลดปริมาณสารกำมะถันในน้ำมันโดยตรงซี่งมีส่วนทำให้เกิด PM2.5 ลดลง 

“ไม่ใช่ว่าหลัง 1 ม.ค. 2567 จะไม่เห็น PM2.5 บนท้องฟ้าแล้ว เพราะปัญหา PM2.5 ไม่ใช่ One-to-One Effect จากการใช้รถยนต์เพียงอย่างเดียว”

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานเป็นน้ำมัน EURO 5 จะมีส่วนช่วยในการลดปริมาณ PM2.5 ลงได้ แต่ก็เป็นเพียงกลไกส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากการเกิด PM2.5 ไม่ได้มาจากการใช้รถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากสาเหตุอื่น เช่น ไฟป่า/ไฟในที่โล่ง การก่อสร้าง การเกษตร อุตสาหกรรม หรือมลพิษข้ามพรมแดน รวมไปถึงสภาพอากาศในขณะนั้นด้วยที่อาจอยู่ใต้สภาวะความกดอากาศสูงและอุณหภูมิต่ำ ทำให้เกิดการรวมกลุ่มของ PM2.5 ได้ง่าย

การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานน้ำมัน EURO 5 เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อสุขภาพของประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อาจดำเนินการได้ตามลำพัง โดยต้องดำเนินการไปพร้อมกับการบูรณาการของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และความร่วมมือระหว่างประเทศต่อไป 

การเริ่มต้นในก้าวแรกนี้ แม้จะไม่ได้นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่คาดหวังในทันที แต่ก็เป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ภาพการเปลี่ยนแปลงที่ฉายให้เห็นชัดขึ้นในอนาคตต่อไป

มาตรฐานน้ำมัน EURO 5: ความจำเป็นที่มาพร้อมกับต้นทุน

Source : กรุงเทพธุรกิจ