สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) บรรจุหนี้สาธารณะให้กองทุนน้ำมันฯ เพิ่ม เริ่มกู้ได้อีก 8 หมื่นล้านบาท คาดจะทยอยกู้เงินในเดือน มี.ค. 2566 นี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนฯ ที่ปัจจุบันยังคงติดลบ   104,012 ล้านบาท ด้าน คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติให้คงราคาน้ำมันดีเซลในสัปดาห์แรกของเดือน มี.ค. 2566 ไว้ในกรอบ สาธารณะ 34 บาทต่อลิตรเช่นเดิม เนื่องจากราคาน้ำมันโลกยังผันผวน

นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้พิจารณาข้อมูลต่างๆ ในเดือน ก.พ. 2566 แล้วเห็นว่า มีปัจจัยและสิ่งที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ดำเนินการแล้ว ดังนี้

1. ราคาน้ำมันดีเซล (Gas Oil) ในเดือน ก.พ. 2566 เฉลี่ยอยู่ที่ 107.69 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 8.44 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากเดือน ม.ค. 2566

2. กบน.เห็นชอบลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 0.50 บาทจำนวน 2 ครั้ง ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 34 บาทต่อลิตร

3. กบน.เห็นชอบเพิ่มค่าการตลาดในกลุ่มน้ำมันดีเซล 0.40 บาทต่อลิตร ทำให้ค่าตลาดกลุ่มน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 1.80 บาทต่อลิตร

สำหรับในเดือน มี.ค. 2566 สถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงผันผวนจากปัจจัยสำคัญ อาทิ การเปิดประเทศของจีนส่งผลให้การใช้น้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ความกังวลเกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ อัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ตลอดจนสถานการณ์การส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงของรัสเซีย ด้วยปัจจัยต่าง ๆ และสิ่งที่ดำเนินการมาแล้ว กบน. จึงเห็นว่าในสัปดาห์แรกของเดือน มี.ค. 2566 นี้ ให้คงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไว้ที่ประมาณ 34 บาทต่อลิตรต่อไป

นอกจากนี้ กบน.ยังได้พิจารณาปรับลดอัตราจัดเก็บเงินผู้ใช้ดีเซลเข้ากองทุนฯ ลงมาอยู่ที่  3.94 บาทต่อลิตร จากเดิมเก็บอยู่ 4.14 บาทต่อลิตร เนื่องจากราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้น  ส่วนประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงวันที่ 26 ก.พ. 2566 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสุทธิติดลบรวม 104,012 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นบัญชีน้ำมัน 57,917 ล้านบาท และบัญชีก๊าซ LPG ติดลบ 46,095 ล้านบาท โดยกองทุนฯ มีเงินไหลเข้า 9,500 ล้านบาทต่อเดือน จากการเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันทุกชนิดเข้ากองทุนฯ

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) รายงานว่า สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้บรรจุกรอบวงเงินกู้เพิ่มเติมให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว และผ่านการอนุมัติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2566 ที่ผ่านมา โดย สบน.ได้บรรจุเป็นหนี้สาธารณะเพิ่มเติมอีก 80,000 ล้านบาท เพื่อให้กองทุนน้ำมันฯ ไปขอกู้กับสถาบันการเงินได้ 80,000 ล้านบาท สำหรับบริหารสภาพคล่องและดูแลราคาพลังงานให้กับประเทศต่อไป  

เบื้องต้น สกนช. ได้ประกาศเชิญชวนสถาบันการเงินที่สนใจมาปล่อยเงินกู้แล้ว โดยคาดว่าจะเริ่มกระบวนการกู้เงินได้ในเดือน มี.ค.-มิ.ย. 2566 นี้ ซึ่งจะเป็นการทยอยกู้เงินในวงเงินที่แตกต่างกันไปตามความจำเป็นและพิจารณาจากสถานะเงินกองทุนฯ เป็นหลัก

อย่างไรก็ตามหลังจาก ครม. อนุมัติการกู้เงินอีก 8 หมื่นล้านบาท ( จากเดิมอนุมัติไว้ 3 หมื่นล้านบาท)  ส่งผลให้ปัจจุบันมีวงเงินกู้ที่ผ่านการอนุมัติจากครม. แล้ว รวม 1.1 แสนล้านบาท จากกรอบวงเงินกู้ทั้งสิ้น 1.5 แสนล้านบาท ดังนั้นหากวงเงิน 1.1 แสนล้านบาทไม่เพียงพอ ทาง สกนช. จะเสนอ สบน. บรรจุเงินกู้ส่วนที่เหลืออีก 4 หมื่นล้านบาท ภายในเดือน มิ.ย. 2566 ต่อไป  

Source : Energy News Center

กระทรวงพลังงาน เร่งเปิดให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) 7 มี.ค. 2566 และการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) 10 มี.ค. 2566 ก่อนรัฐบาลประกาศยุบสภาฯ เพื่อให้มาตรการต่างๆ ที่จะสิ้นสุดอายุในเดือน มี.ค. 2566 เดินหน้าได้ต่อเนื่อง ทั้งราคา LPG สำหรับประชาชนทั่วไปและ LPG สำหรับผู้มีรายได้น้อย, ราคาก๊าซ NGV ,ส่วนลดค่าไฟฟ้า รวมถึงเรื่องที่ยังค้างอยู่ เช่น อัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว, เปิดเสรีธุรกิจก๊าซระยะที่ 2 ,แผนพลังงานแห่งชาติและแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวประเทศ (PDP)  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า หลังจากรัฐบาลประกาศเตรียมยุบสภาผู้แทนราษฎรในเดือน มี.ค. 2566 นี้ ส่งผลให้กระทรวงพลังงานต้องเร่งจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน

โดยการจัดประชุมทั้ง กพช.และ กบง.ดังกล่าวจะเกิดขึ้นก่อนการยุบสภาฯ เบื้องต้นได้กำหนดจัดการประชุม กบง. ในวันที่ 7 มี.ค. 2566 และประชุม กพช. ในวันที่ 10 มี.ค. 2566 ทั้งนี้เนื่องจากมีวาระด้านพลังงานที่ต้องเร่งตัดสินใจเพราะหลายมาตรการจะสิ้นสุดอายุในสิ้นเดือน มี.ค. 2566

ทั้งนี้วาระที่สำคัญคือ 1. มาตรการด้านราคาก๊าซหุงต้ม(LPG) โดยในส่วนของที่ประชุม กบง. จะต้องพิจารณาในเรื่องราคา LPG สำหรับประชาชนทั่วไป เนื่องจากมติ กบง. เดิมเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2566 กำหนดให้ราคาจำหน่าย LPG สำหรับประชาชนทั่วไปอยู่ที่ 408 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ระหว่างวันที่ 1-28 ก.พ. 2566 และจากนั้นในวันที่ 1-31 มี.ค. 2566 ให้ปรับขึ้นกิโลกรัมละ 1 บาท หรือเท่ากับปรับขึ้น 15 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ทำให้ราคา LPG จะมาอยู่ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ดังนั้นมติดังกล่าวจะสิ้นสุดในเดือน มี.ค. 2566 นี้ จึงต้องมีการพิจารณาถึงทิศทางราคา LPG ของเดือน เม.ย. 2566 ต่อไปล่วงหน้า

นอกจากนี้ยังต้องรอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาตามมติ กบง. ที่เสนอเรื่องการต่ออายุส่วนลดราคา LPG สำหรับผู้มีรายได้น้อย หรือกลุ่มหาบเร่แผงลอย ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากมาตรการส่วนลดราคา LPG 100 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน ที่เริ่มมาตั้งแต่ 1 ม.ค.2566 จะสิ้นสุดมาตรการในวันที่ 31 มี.ค. 2566 โดยที่ประชุม กบง. เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2566 ได้พิจารณาให้ต่ออายุมาตรการดังกล่าวออกไปอีก 3 เดือน ระหว่าง เม.ย.-มิ.ย. 2566 ซึ่งขณะนี้รอเพียง ครม.พิจารณาเห็นชอบเท่านั้น

2.มาตรการด้านราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) โดยที่ผ่านมา กบง. ได้ขอความร่วมมือกับบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ให้คงราคาจำหน่าย NGV สำหรับรถแท็กซี่ในโครงการเอ็นจีวีเพื่อลมหายใจเดียวกัน ไว้ที่ 13.62 บาทต่อกิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค. 2565 และจะสิ้นสุดในวันที่ 15 มี.ค. 2566 นี้ ดังนั้น กบง.จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าวว่าจะประสานการทำงานร่วมกับ ปตท.ด้านราคา NGV อย่างไรต่อไปหลังสิ้นสุดมาตรการ

3.มาตรการด้านราคาค่าไฟฟ้าประชาชน โดยที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณาเห็นชอบอัตราส่วนลดค่าไฟฟ้าตามมติ กบง.งวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2566   โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 1.กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 1-150 หน่วย จะได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้า 92.04 สตางค์ต่อหน่วย และ 2. กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 151-300 หน่วยจะได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้า 67.04 สตางค์ต่อหน่วย   ดังนั้นต้องรอดูว่า ที่ประชุม กพช.ในวันที่ 10 มี.ค. 2566 นี้จะมีการหารือเรื่องส่วนลดค่าไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนงวดต่อไปในเดือน พ.ค.-ส.ค. 2566 หรือไม่ เนื่องจากการเลือกตั้งใหม่และกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลอาจใช้เวลานาน ดังนั้นหาก กพช. ไม่มีการพิจารณาไว้ก่อนจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าประชาชนงวดต่อไปต้องเท่ากับที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ประกาศไว้โดยไม่มีส่วนลดค่าไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่กระทรวงพลังงานต้องส่งให้ กพช. และ ครม.พิจารณา เช่น แผนพลังงานแห่งชาติ, แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวประเทศ หรือ PDP, การขออนุมัติวงเงินกู้เพิ่มเติมสำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงกรณีค่าไฟฟ้าสีเขียว 2 แนวทาง ที่ กกพ.อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็น ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 7 มี.ค. 2566  และเรื่องการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซธรรมชาติระยะที่ 2 ที่ต้องนำกลับมารายงาน กพช. ด้วย

Source : Energy News Center

ทั้งนี้ สาเหตุหลักมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิด-19 บวกกับสงครามทางการเมืองระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้ราคาน้ำมันตลาดโลกที่เคยลดลงอย่างหนัก ค่อย ๆ ขยับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด โดยราคาน้ำมันดีเซล (Gas Oil) เฉลี่ยทั้งเดือนมิ.ย. 2565 ซึ่งเป็นเดือนที่ราคาสูงสุดอยู่ที่ 176.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยทั้งเดือนมิ.ย.อยู่ที่ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กองทุนอุดหนุนน้ำมันดีเซลสูงสุดลิตรละ 14 บาท

1. ราคาดีเซลทะลุลิตรละ 35 บาท

ทั้งนี้ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ใช้กลไกกองทุนน้ำมันของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาพยุงราคาน้ำมันดีเซลในช่วงแรกที่ลิตรละ 30 บาท และค่อย ๆ ขยับราคาเป็นลิตรละ 32 บาท จนถึงปัจจุบันพยุงไว้ที่ลิตรละ 35 บาท พร้อมกับลดเก็บเงินสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลิตรละ 3 บาท และขยับมาเป็นลิตรละ 5 บาทในปัจจุบัน

ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีน้ำมันดีเซลราวเดือนกว่า 10,000 ล้านบาท หรือรวมรายได้ที่ต้องสูญเสียจนถึงสิ้นปี 2565 รวมกว่า 80,000 ล้านบาท โดยภาษีน้ำมันถือเป็นสัดส่วนรายได้ที่ใหญ่ที่สุดของกรมสรรพสามิต ซึ่งเก็บรายได้เฉลี่ยประมาณ 200,000 ล้านบาทต่อปี

2. กองทุนน้ำมันติดลบกว่า 1.2 แสนล้าน

สำหรับสถานกองทุนน้ำมัน จากปี 2564 ที่ยังเป็นบวกกว่า 20,000 ล้านบาท เริ่มติดลบเดือนม.ค. 2565 ระดับ 5,000 ล้านบาท ซึ่ง นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการทำแผนกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมัน แต่ก็ยังไม่มีสถาบันทางการเงินไหนปล่อยกู้และกินเวลายาวมาถึงช่วงเดือนส.ค. 2565 ที่สถานกองทุนน้ำมันติดลบทะลุ 1.1 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงเห็นชอบให้ขยายกรอบวงเงินกู้ที่ 1.5 แสนล้านบาท พร้อมกับให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ให้กับ สกนช. เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันทางการเงินในการปล่อยสินเชื่อให้กับกองทุนน้ำมัน ส่งผลให้มีสถาบันทางการเงินที่เป็นของรัฐบาลปล่อยสินเชื่อให้แล้ว ณ วันที่ 25 ธ.ค. 2565 รวม 30,000 ล้านบาท ส่วนสถานการเงินยังคงติดลบที่ 123,155 ล้านบาท โดยกว่าจะได้เงินเข้ามากองทุนน้ำมันใช้เวลากว่า 1 ปีในการดำเนินงานเรื่องเงินกู้ 

3. รีดกำไรโรงกลั่นอุ้มน้ำมัน

จากการที่กองทุนน้ำมันติดลบทะลุ 1 แสนล้านบาท กระทรวงพลังงานจึงมีแนวคิดขอลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง ประกอบด้วย TOP, IRPC, PTTGC, BCP, ESSO, SPRC รวมเป็นเงินประมาณ 7,500 – 8,000 ล้านบาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ก.ค. – ก.ย.2565

ทั้งนี้ การเก็บเงินจากธุรกิจโรงกลั่นและโรงแยกก๊าซจากกำไรการกลั่นน้ำมัน และการแยกก๊าซ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1.กำไรจากการกลั่นน้ำมันดีเซลเดือนละประมาณ 5 – 6 พันล้านบาท โดยเงินส่วนนี้จะส่งเข้าสู่กองทุนน้ำมันฯ 2.กำไรจากการกลั่นน้ำมันเบนซินจะเก็บจากโรงกลั่นเดือนละ 1 พันล้านบาท โดยในส่วนนี้จะมีการเก็บเงินเพื่อไปชดเชยให้กับผู้ใช้ราคาเบนซิน โดยลดราคาน้ำมันเบนซินให้กับผู้ใช้เบนซิน 1 บาทต่อลิตร และ 3.เก็บจากกำไรของโรงแยกก๊าซ เดือนละประมาณ 1,500 ล้านบาท โดยกำไรส่วนนี้จะเก็บเข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อเป็นการเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนเช่นกัน  

อย่างไรก็ตาม โรงกลั่นได้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่งผลให้การจะนำกำไรจากโรงกลั่นออกมาจะผิดกฎระเบียนการดำเนินธุรกิจภายใต้ธรรมาภิบาล แต่มีพียง บอร์ด ปตท. ที่อนุมัติเงินช่วยเหลือ 3,000 ล้านบาท เข้ากองทุนน้ำมัน

4. ส่วนลดซื้ออีวีคันละ 7 หมื่น – 1.5 แสนบาท

ด้วยนโยบายมุ่งสู่ความเป็กลางทางคาร์บอน ปี ค.ศ. 2550 และเป้าหมาย Net Zero ปี ค.ศ. 2565 ภาครัฐจึงได้ขับเคลื่อนนโยบาย 30@30 โดยคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เพื่อผลักดันไทยก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ด้วยการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และชิ้นส่วนที่สำคัญของโลกหรือศูนย์กลางของภูมิภาค (EV Hub) โดยได้ ตั้งเป้าหมายการผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) จึงเป็นที่มาของตัวเลข 30@30

ทั้งนี้ บอร์ดอีวีได้ออกมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 3 ประเภท ได้แก่ รถยนต์ รถจักรยานยนต์และรถกระบะ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไปออกกฎหมายและทำสัญญากับค่ายรถที่เข้าร่วมโดยให้เงินสนับสนุนตั้งแต่ 7 หมื่นบาท จนถึงสูงสุด 1.5 แสนบาทต่อคัน

5. ค่าไฟทยอยปรับขึ้นทะลุ 5.33 บาท

จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองต่างประเทศ ส่งผลให้ราคานำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มีราคาสูงขึ้นจากระดับ 10 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ค่อย ๆ ขยับพุ่งสูงขึ้นเป็นระดับ 20-40 ดอลลารต่อล้านบีทียู ส่งผลให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติให้ปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือน ม.ค.–เม.ย. 2565 โดยให้เรียกเก็บที่ 1.39 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.78 บาทต่อหน่วย

และได้ปรับขึ้นค่า Ft รอบเดือน พ.ค. – ส.ค. 2565 เรียกเก็บที่ 24.77 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 23.38 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 4.00 บาทต่อหน่วย ในขณะที่ เดือนก.ย. – ธ.ค. 2565 มีมติปรับค่า Ft ที่หน่วย 68.66 สตางค์ มาอยู่ที่ 93.43 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่เรียกเก็บขึ้นมาอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย 

ทั้งนี้ กกพ. ได้มีมติ พิจารณาราคาค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) รอบเดือนม.ค. – เม.ย. 2566 ประเภทบ้านอยู่อาศัยที่หน่วยละ 93.43 สตางค์ ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าต้องจ่ายเฉลี่ยหน่วยละ 4.72 บาท เท่าเดิม ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น ได้แก่ กิจการขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ โรงแรม กิจการไม่แสวงหากำไร สูบน้ำเพื่อการเกษตร ไฟฟ้าชั่วคราว(ระหว่าง ก่อสร้าง) คือ อุตสาหกรรม การค้า การเกษตร การบริการ กำหนดหน่วยละ 190.44 สตางค์ ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่อัตรา 5.69 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 20.5% จากงวดก.ย.-ธ.ค. 2565

อย่างไรก็ตาม ปัญหาค่าไฟที่สูงขึ้นของกลุ่มธุรกิจในรอบดังกล่าวนั้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการรวมตัวยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาราคาค่าไฟในระยะยาว 5 ข้อ เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว โดยล่าสุดบอร์ดกกพ.ได้ทบทวนตัวเลขค่า Ft ใหม่ ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมจ่ายค่า Ft ที่ 154.92 สตางค์ต่อหน่วยจากเดิมที่ต้องจ่ายค่าเอฟที 190.44 สตางค์ต่อหน่วย จึงต้องจ่ายค่าไฟฟ้า 5.33 บาทต่อหน่วยในรอบบิลค่าไฟฟ้า ม.ค. – เม.ย. 2566

6. กฟผ. แบกค่าเอฟที 1.5 แสนล้าน

ทั้งนี้ จากต้นทุนผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานใช้กลไกการรับภาระค่า Ft เพื่อพยุงราคาค่าไฟไม่ให้สูงจากต้นทุนจริงราวหน่วยละ 7-8 บาท มาอยู่ในระดับหน่วยละ 4 บาท โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระถึงสิ้นปี 2565 ที่ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งกกพ. ได้จัดทำตัวเลขเพื่อคืนหนี้ให้กับกฟผ.ที่หน่วยละ 22.22 สตางค์ เป็นเวลา 3 ปี 

ซึ่งกฟผ. พร้อมแบกภาระหนี้ต่อไปอีกได้ แต่รัฐบาลจะต้องสนับสนุนงบประมาณการลงทุนในโครงการต่าง ๆ ให้กฟผ. เพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ หรือ ยอมให้กฟผ. งดส่งรายได้จากกำไรบางส่วนให้กับรัฐบาล ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้ขอชะลอการนำส่งรายได้เข้ารัฐ โดยค้างจ่ายปี 2564 อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท และในปี2565 อีกประมาณ 17,000 ล้านบาท

7. ทุ่ม 2.3 แสนล้าน ตรึงราคาพลังงาน

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในปี 2565 กระทรวงพลังงานได้ดำเนินมาตรการหลายด้าน ประกอบด้วย ด้านลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยช่วยลดภาระค่า Ft ให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วย รักษาระดับราคาขายปลีกดีเซล และยังคงตรึงราคาขายก๊าซ LPG ไว้ภายหลังจากทยอยปรับขึ้นให้ใกล้เคียงราคาตลาดที่แท้จริง โดยมีการช่วยเหลือผ่านกลุ่มร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหาร และผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมูลค่าการช่วยเหลือทางด้านพลังงานในปี 2565 รวมทั้งสิ้นกว่า 232,800 ล้านบาท  

พร้อมกับส่งเสริมการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยส่งเสริมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน
ก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้า โครงการพลังงานทดแทนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และโครงการอื่นๆ รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 260,000 ล้านบาท 

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ราคาพลังงานกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดของปี 2565 นี้ นับตั้งแต่ประเทศรัสเซียบุกโจมตียูเครน ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. 2565 ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างภาระต่อค่าครองชีพ ที่เป็นปัญหาเศรษฐกิจ​ให้กับประเทศผู้นำเข้าพลังงาน รวมถึงประเทศไทย

โดยราคา LNG (JKM) ปรับเพิ่มขึ้นจากต้นปี 2564 ที่ประมาณ 10 เหรียญ​สหรัฐต่อล้านบีทียู เป็น 30 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียูในเดือน ต.ค.2565 และการประมาณการณ์แนวโน้มราคา LNG ในปี 2566 – 2567 ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ( สนพ.)​ คาดว่าจะอยู่ที่ 25 – 33 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู

ในขณะที่ราคาน้ำมันโลกก็ผันผวน ทรงตัวระดับสูงมาตลอด โดยราคาเคยพุ่งทะลุ 140 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลไปเมื่อเดือน ก.ค. 2565 ก่อนที่จะปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 80 เหรียญ​สหรัฐต่อบาร์เรล ( 22 ธ.ค. 2565 )​

ความผันผวนอย่างมากของราคาพลังงาน ในขณะที่ไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ และรัฐบาลไทย ใช้นโยบายการตรึงราคาดีเซลเอาไว้ยาวนาน เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพ​ของประชาชน ลดกระแสโจมตีทำลายคะแนนนิยมทางการเมือง ก็กลายเป็นการสร้างประวัติศาสตร์​หน้าใหม่ให้วงการพลังงานไทยในเรื่องสำคัญ ดังนี้

1.กองทุนน้ำมันฯ ถังแตก เงินติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องมาประสบปัญหาเงินติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 133,405 ล้านบาท ( ข้อมูลวันที่ 20 พ.ย.2565 )​ ซึ่งสูงกว่าอดีตเมื่อปี 2547-2548 ที่กองทุนฯเคยติดลบสูงสุด 92,070 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องจากการนำเงินไปพยุงราคาน้ำมันต่างๆ โดยเฉพาะดีเซลไม่ให้เกิน 34.94 บาทต่อลิตร และการพยุงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ในปัจจุบันไม่ให้เกิน 408 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม หลังจากราคาน้ำมันและ LPG ตลาดโลกพุ่งขึ้นไม่หยุดตลอดปี 2565

จนล่าสุดกองทุนฯ ต้องเข้าสู่กระบวนการกู้เงินเบื้องต้น 3 หมื่นล้านบาทในปี 2565 นี้ และที่เหลืออีก 1.2 แสนล้านบาทจะทำการกู้ต่อไปในปี 2566 ซึ่งจะพิจารณาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานั้นๆ จากกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาล 1.5 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลมีนโยบายขอเรี่ยไรเงินจากกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน เพราะเห็นว่ามีช่วงที่โรงกลั่นน้ำมันได้ค่าการกลั่นที่สูง แต่ก็ได้เฉพาะจากโรงกลั่นใจบุญกลุ่มปตท.ส่งเงินมาช่วยลดหนี้กองทุนได้ 3,000 ล้านบาท

2. ก๊าซแพงทำค่าไฟฟ้าแพงที่สุดเป็นประวัติการณ์ กฟผ.แบกหนี้อ่วม 1.5 แสนล้าน

ราคาค่าไฟฟ้าของประชาชนได้รับผลกระทบจากราคาก๊าซธรรมชาติและราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น จนคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จำเป็นต้องประกาศขึ้นค่าไฟฟ้า แม้ภาครัฐจะช่วยพยุงค่าไฟฟ้าประชาชนมาตั้งแต่ต้นปี 2565 แต่ก็ไม่สามารถต้านทานต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ปรับขึ้นได้ จนท้ายที่สุด กกพ. ได้ประกาศขึ้นค่าไฟฟ้าเกิน 4 บาทต่อหน่วยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยในงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2565 ค่าไฟฟ้ารวมเฉลี่ยอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย

ในขณะที่การคาดการณ์ค่าไฟฟ้า ในส่วนของค่าเอฟที ในงวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2566 ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องทำให้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ วันที่ 25 พ.ย. 2565 มีมติให้ กกพ.ไปคำนวณการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าเอฟทีใหม่ โดยให้ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มบ้านที่อยู่อาศัย ได้ใช้ไฟฟ้าที่มาจากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ที่มีราคาต้นทุนต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ ก๊าซจากเมียนมาร์และก๊าซLNG นำเข้า

โดยในการประชุม กกพ. เมื่อวันที่14 ธ.ค.2565 ได้นำนโยบายจาก กพช.มาคิดคำนวณค่าเอฟทีใหม่ ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านที่อยู่อาศัย ได้ใช้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเท่าเดิมที่ 4.72 บาทต่อหน่วย แต่ ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ทั้งกิจการขนาดเล็ก กลางและใหญ่ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงงานอุตสาหกรรมจะได้ใช้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยแพงกว่า คือ 5.69 บาทต่อหน่วย ซึ่งแพงที่สุดเป็นประวัติ​การณ์

คมกฤช ตันตระ​วาณิชย์​ เลขาธิการ​สำนักงาน ​กกพ. ระหว่างชี้แจงสื่อมวลชน​ถึงการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า​

นโยบายรัฐบาลที่ช่วยตรึงค่าไฟฟ้าให้ประชาชน ทั้งๆที่ต้นทุนเชื้อเพลิงแพงขึ้น ทำให้ กฟผ.ต้องช่วยแบกภาระให้ผู้ใช้ไฟฟ้าไปก่อน นับตั้งแต่ค่าเอฟที งวด ก.ย.-ธ.ค.2564 เรื่อยมาถึง งวด ก.ย.-ธ.ค.2565 ตัวเลขกลมๆน่าจะอยู่ที่ ประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ถือว่าเป็นการแบกภาระค่าเอฟที สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์​

ยังดีที่รัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2565 ได้อนุมัติให้ กฟผ.กู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องได้ 8.5 หมื่นล้านบาท

3.เปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนล็อตใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ 5.2 พันเมกะวัตต์

เรียกเสียงฮือฮาทันทีที่ภาครัฐประกาศเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนล็อตใหญ่เป็นประวัติการณ์ถึง 5,203 เมกะวัตต์ โดยเปิดรับซื้อไปเมื่อ 4-25 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลว่าการเปิดรับซื้อครั้งนี้เพื่อนำไปขายเป็นไฟฟ้าสีเขียวให้กับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้สำหรับเป็นการยืนยันกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและลดการกีดกันทางการค้า นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมระบบไฟฟ้าในประเทศไทย จากกรณีที่ก๊าซฯจากแหล่งเอราวัณ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการผลิตไฟฟ้า ยังไม่สามารถผลิตได้ตามสัญญา จนไทยต้องไปพึ่งพา LNG มาใช้แทน ดังนั้นการเปิดรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวจะช่วยเสริมความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าของไทยมากขึ้น และตอกย้ำว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการลดภาวะโลกร้อนด้วย

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) สรุปยอดผู้ยื่นคำขอขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ปี 2565-2573 รวม 670 โครงการ ปริมาณ 17,400.41 เมกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายรับซื้อ 5,203 เมกะวัตต์มาก โดยจะมีการสรุปผู้ได้รับการพิจารณาเข้าร่วมโครงการที่ชัดเจนอีกครั้งในต้นปี 2566 นี้ แต่ตามกระแสข่าว มีผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนหลายรายที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์​แห่ง​ประเทศไทย​ต่างแสดงตัวออกมาแล้วว่าจะได้มีส่วนร่วมในหลายโครงการที่ยื่นไป

สำหรับความกังวลเรื่อง การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนล็อตใหญ่ จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าให้แพงขึ้นไปอีกหรือไม่ เลขาธิการสำนักงาน กกพ.คมกฤช ตันตระ​วาณิชย์​ อธิบายด้วยการชี้ให้เห็นตัวเลขว่า ในโครงสร้างค่าไฟฟ้า มีต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าโดยรวม ณ เดือน ม.ค.-เม.ย.2566 อยู่ที่ ประมาณ 3.46 บาทต่อหน่วย ถ้าตัวเลขรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่สรุปออกมา ประเภทใด มีต้นทุนที่สูงกว่า 3.46 บาทต่อหน่วย ในปี2567 ที่โครงการจะเริ่มเข้าสู่ระบบ ก็จะมีผลต่อค่าไฟฟ้า แต่ประเภทที่ต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 2 บาทกว่าต่อหน่วย เช่น โครงการไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์​ ก็จะมีส่วนช่วยลดค่าไฟฟ้าลงมา

ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมของผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก หรือVSPP ที่ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ​ 26 ราย ไปเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2565 ที่ผ่านมา โดยจะได้อัตราส่งเสริม Feed in Tariff ที่ 6.08 บาทต่อหน่วย นั้น ชัดเจนว่าจะดึงให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น เพราะมีรายงานให้ กพช.รับทราบแล้วว่า คิดเป็นต้นทุนที่ต้องอุดหนุนตลอดอายุการรับซื้อสูงถึงประมาณ 7 หมื่นล้านบาท

Source : Energy News Center

ทีมวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยสัปดาห์ล่าสุดปรับตัวลดลง เนื่องจากปริมาณสำรองน้ำมันดิบและปริมาณการผลิตน้ำมันในสหรัฐฯพุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตามช่วงปลายสัปดาห์ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจีนผ่อนคลายมาตรการควบคุม COVID-19 อาทิ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน (National Health Commission: NHC) ประกาศลดเวลากักตัว สำหรับผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย ลงอีก 2 วัน เหลือ 5 วัน ที่ศูนย์กักกัน (จากเดิม 7 วัน) กักตัวที่บ้านต่ออีก 3 วัน คงเดิม และไม่ระบุผู้ใกล้ชิดระดับรองอีกต่อไป, สำหรับผู้เดินทางที่ใกล้ชิดผู้ป่วย ลดการกักตัว เหลือ 8 วัน (จากเดิม 10 วัน), ลดการทดสอบ COVID-19 ภายใน 48 ชั่วโมง ก่อนเดินทาง เหลือครั้งเดียว (จากเดิม 2 ครั้ง) และยกเลิกบทลงโทษสายการบินที่มีผู้โดยสารติดเชื้อ, ปรับการจัดประเภทพื้นที่เสี่ยง เป็น “สูง” และ “ต่ำ” (จากเดิม “สูง” “ปานกลาง” และ “ต่ำ”) และหากไม่พบผู้ป่วยใหม่ในพื้นที่ ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นเวลา 5 วัน จะปรับเป็นพื้นที่ความเสี่ยงต่ำ เป็นต้น

เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าต่อเนื่อง โดยดัชนีดอลลาร์ (DXY Index) ซึ่งเทียบกับตะกร้าเงินสกุลหลักของโลก วันที่ 10 พ.ย. 65 ลดลงกว่า 2% อยู่ที่ 108.10 จุด และวันที่ 11 พ.ย. 65 ลดลง 1.6% อยู่ที่ 106.42 จุด เป็นการลดลงสองวันติดต่อกันมากที่สุดนับตั้งแต่ มี.ค. 52

รมว.กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ นาง Janet Yellen กล่าวถึงมาตรการจำกัดราคาน้ำมัน (Price Cap) ว่าอินเดียจะซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย ที่ราคาเท่าไหร่ก็ได้ หากจะไม่ใช้เรือ ประกันภัย และการบริการทางการเงิน จากชาติพันธมิตรตะวันตก ซึ่งราคาน้ำมันดิบ Urals ของรัสเซียไม่ควรอยู่ที่ระดับเกิน 63-64 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล 

ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงลบ

  • COVID-19 กลับมาระบาดในจีน ทางการประกาศ Lockdown บางส่วนที่เมือง Guangzhou มณฑล Guangdong ทางตอนใต้ กระทบประชาชนกว่า 19 ล้านคน และโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งต้องระงับการผลิต อาทิ Xpeng Inc. ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีน ทั้งนี้ Guangzhou เป็นศูนย์กลางโรงงานผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญของจีน
  • EIA ของสหรัฐฯ รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 4 พ.ย. 65 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 3.9 ล้านบาร์เรล อยู่ที่ 440.8 ล้านบาร์เรล สูงสุดนับตั้งแต่ ก.ค. 64 ขณะที่ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 200,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 12.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
  • Reuters รายงานว่าคาซัคสถานผลิตน้ำมันดิบในเดือน ต.ค. 65 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 7% อยู่ที่ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากแหล่งนอกชายฝั่ง Kashagan (กำลังการผลิต 400,000 บาร์เรลต่อวัน) กลับมาผลิตได้บางส่วน ประมาณ 317,000 บาร์เรลต่อวัน หลังเกิดเหตุก๊าซฯ รั่วไหลเมื่อ 3 ส.ค. 65

ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงบวก

  • Reuters รายงานว่าอินเดียนำเข้าน้ำมันดิบ ในเดือน ต.ค. 65 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 14.6% อยู่ที่ 4.48 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากโรงกลั่นกลับมาดำเนินการหลังปิดซ่อมบำรุง ขณะที่นำเข้าเฉลี่ยช่วง ม.ค.- ต.ค. 65 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 13.6% อยู่ที่ 4.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
  • Bloomberg รายงานว่า Kuwait Integrated Petroleum Industries Co. (KIPIC) ของคูเวตเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ โรงกลั่นน้ำมัน Al-Zour และมีแผนดำเนินการจนเต็มกำลัง ที่ 615,000 บาร์เรลต่อวัน ในเดือน ม.ค. 66 ซึ่งจะทำให้คูเวตมีกำลังการกลั่นรวมอยู่ที่ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ Al-Zour ถือเป็นโรงกลั่นสร้างใหม่ซึ่งใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง

Source : Energy News Center