การเกิดขึ้นของโควิด-19 ก่อนหน้านี้ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิต (Supply Chains) ไปแล้วระดับหนึ่ง แต่การสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครนได้เข้ามาขยายปัญหานี้ให้ใหญ่ขึ้นเพราะได้นำมาซึ่งทั้งวิกฤตพลังงานและวิกฤตการขาดแคลนอาหาร โดยปัจจัยดังกล่าวทำให้อัตราเงินเฟ้อของประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นจากผลพวงของระดับราคาสินค้าและน้ำมันที่พาเหรดกันทยอยขึ้นราคา

ล่าสุดทำเอาผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ถึงกับต้องออกมาเตือนถึงเศรษฐกิจโลกที่กำลังเข้าสู่สภาวะยุ่งเหยิง หลัง 30 ประเทศมีการจำกัดการส่งออกอาหารแล้ว ซึ่งนั่นถือเป็นปรากฏการณ์กักตุนสินค้าเกษตรที่ร้ายแรงที่สุดในรอบ 15 ปี นับตั้งแต่ช่วงที่เกิดวิกฤตราคาอาหารเมื่อปี 2550-2551

สำหรับไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันเราจึงต้องเผชิญกับราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่ด้วยรัฐได้ใช้กลไกให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาอุดหนุนดีเซลและมีการปรับลดภาษีสรรพสามิตมาช่วยต่อเนื่องจึงทำให้ดีเซลขณะนี้ยังอยู่ที่เพียง 32.94 บาท/ลิตร โดยล่าสุดกองทุนน้ำมันฯ ควักจ่ายดูแลเฉพาะน้ำมันฯ สูงถึงกว่า 4 หมื่นล้านบาท และเมื่อรวมกับการอุดหนุนราคาแอลพีจีก็ทะลุไปแล้ว 8.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ภายใน มิ.ย.นี้เพดานดีเซลจะต้องขยับไปสู่ระดับ 34.94 บาท/ลิตรเพื่อไม่ให้กระทบสภาพคล่องของกองทุนฯ ตามมติ ครม.เมื่อ 22 มี.ค. 65 ที่ให้ลดการอุดหนุนเหลือกึ่งหนึ่ง

ส่วนการขาดแคลนอาหาร นับว่าคนไทยมีความโชคดีเพราะไทยมีภาคการเกษตร ปศุสัตว์ และฐานการผลิตอาหารสำเร็จรูป ที่เข้มแข็งจนกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอยู่อันดับที่ 13 ของโลก ภาวะที่สินค้าจะหายไปจากชั้นจำหน่ายสินค้าแบบดื้อๆ เหมือนสหรัฐฯ และยุโรปจึงยังไม่ค่อยพบเห็น มีเพียงแต่ราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่กระนั้น จากปัญหาปุ๋ย อาหารสัตว์ที่ราคาแพงยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตามใกล้ชิด

แนะรัฐเร่งดูแลความมั่นคงพลังงาน-อาหาร

นายธรรศ ทังสมบัติ นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครนหากจำกัดวงอยู่เช่นปัจจุบันโอกาสของไทยในการส่งออกสินค้าอาหารจะมีมากขึ้นแม้ว่าระดับราคาสินค้าจะมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นจากต้นทุนทั้งราคาน้ำมัน วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ที่แพงก็ตาม แต่หากยืดเยื้อและขยายวงไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ และที่สุดนำไปสู่สงครามใหญ่บริบทจะเปลี่ยนไปทันที และสิ่งสำคัญมากกว่าการส่งออกที่ไทยต้องเตรียมพร้อมไว้คือ ความมั่นคงทั้งด้านพลังงานและอาหารที่จะเพียงพอดูแลคนในประเทศ

“หลายประเทศเขามีการคิดที่จะดูแลคนในประเทศ โดยการจำกัดการส่งออก และมีการสำรองอาหารกันไว้บ้างแล้ว แต่ไทยเองผมยังไม่เห็นว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมี Action Plan ใดๆ ที่จะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นได้ว่าหากเกิดกรณีเลวร้ายขึ้นมาคนไทยจะมีอาหารเพียงพอในภาพรวม และหากถามว่าพอไหมคงต้องถามรัฐเพราะจะรู้ปริมาณการผลิตของแต่ละฤดูเก็บเกี่ยว และสต๊อกสินค้าแต่ละชนิด ว่าถึงจุดที่ต้องจำกัดการส่งออกหรือยัง รวมไปถึงคาดการณ์ในฤดูการผลิตถัดไปเป็นอย่างไรในการเตรียมรับมือ” นายธรรศกล่าว

ทั้งนี้ โลกไม่เหมือนอดีตเพราะมีการแบ่งขั้วชัดเจน คือฟากที่สนับสนุนเงินดอลลาร์ และฟากหนึ่งที่ไม่สนับสนุน ดังนั้นการส่งออกของไทยที่ได้เงินในรูปเหรียญดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น แต่ต้องจ่ายค่าพลังงานและอื่นๆ ที่สูงตามไปด้วยหรืออาจจะแพงกว่า การส่งออกเพิ่มก็เปล่าประโยชน์ ดังนั้นทำอย่างไรที่รัฐจะบริหารจัดการที่จะทำให้สินค้าอาหาร และพลังงานไม่แพงเกินไป ซึ่งส่วนของน้ำมันนั้นเข้าใจว่าไทยต้องนำเข้าเป็นหลักจึงควรมองหาและส่งเสริมพลังงานทางเลือกในการช่วยเหลือในการดูแลห่วงโซ่การผลิต เช่น การส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับกลุ่มประมงพื้นถิ่น เป็นต้น

นายธรรศกล่าวสรุปว่า อนาคตไม่มีใครมองเห็นว่าสงครามจะดีหรือแย่ไปกว่านี้แต่ยืดเยื้อแน่นอนเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเองหรือเศรษฐกิจพอเพียงคือความมั่นคงระยะยาว เพราะคุณก็รู้หรือเคยได้ยินว่า “เงินทองนั้นเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง”

ส.อ.ท.ชี้สงครามไทยมีทั้งความเสี่ยงและโอกาส

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงไม่มีทีท่าว่าจะจบลงและจำเป็นต้องติดตามใกล้ชิดว่าจะขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั้งตะวันออกกลาง และเอเชีย แปซิฟิกหรือไม่ ซึ่งจากความตึงเครียดที่มีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงทำให้มีการมองว่าสงครามจะยืดเยื้อไปถึงปีหน้า ขณะที่สงครามส่งผลกระทบทำให้ระดับราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นและต่อเนื่องมายังวิกฤตการขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะ 10 กว่าประเทศที่ระงับส่งออกเพื่อไว้บริโภคภายในประเทศจึงทำให้ปัญหานี้จะรุนแรงขึ้นในไตรมาส 3-4

ธนาคารโลกมองวิกฤตอาหารจะยืดเยื้อถึงปีหน้า จุดนี้ไทยเราอาจเจอทั้งความเสี่ยงและโอกาส เพราะทั้งน้ำมันที่แพงขึ้นย่อมกระทบให้ค่าขนส่งและราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มต่อเนื่อง และสิ่งที่ต้องเผชิญตามมาคือภาวะเงินเฟ้อที่สูง แต่โอกาสของไทยคือการส่งออกสินค้าอาหารที่เพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้เรามีคำสั่งซื้อมาจากทางยุโรปมาค่อนข้างมาก แต่เราต้องบริหารจัดการวัตถุดิบให้เพียงพอ” นายเกรียงไกรกล่าว

ไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตอาหารและส่งออกอันดับต้นๆ ของโลกจะไม่เผชิญวิกฤตขาดแคลนอาหารเช่นประเทศอื่นๆ แต่นั่นหมายถึงไทยเองต้องบริหารจัดการวัตถุดิบได้อย่างเพียงพอ เนื่องจากปัจจัยการผลิตพื้นฐานที่สำคัญของสินค้าอาหารไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ย อาหารสัตว์ ยาฆ่าแมลง ล้วนเป็นสิ่งที่ไทยยังต้องพึ่งพิงนำเข้าหากขาดแคลนก็จะกระทบต่อผลผลิตที่ลดลงได้ทันที
ดังนั้นจำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ ที่มีศักยภาพมาทดแทนโดยมองหาการทำสัญญาซื้อขายระยะยาว รวมไปถึงการปรับสูตรการผลิตใหม่ที่เน้นพึ่งพาห่วงโซ่การผลิต (ซัปพลายเชน) ในประเทศให้มากขึ้นเพื่อทดแทนการนำเข้าเพื่อความมั่นคงระยะยาว โดยภาครัฐจำเป็นต้องหามาตรการส่งเสริมให้ผู้ผลิตขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ของไทยได้รับโอกาสในห่วงโซ่การผลิตให้มากขึ้น

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเกินไปแม้ว่าจะเป็นผลบวกกับรายได้การส่งออกรูปเงินบาทที่จะเพิ่มขึ้น รวมไปถึงภาคการท่องเที่ยวก็ตาม แต่ภาพรวมจะไม่เป็นผลดีต่อการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบที่จำเป็นต่อการผลิตสินค้าของไทยที่จะมีราคาสูงขึ้น ไทยจึงต้องบริหารค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจไทยปี 2565 นอกเหนือจากส่งออกที่เป็นกลไกหลักแล้วหลังจากที่รัฐบาลได้เปิดการท่องเที่ยวรับต่างชาติแบบเต็มรูปแล้วจะทำให้ภาคท่องเที่ยวเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ที่จะมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังเพราะคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างน้อยมาไทยราว 6-8 ล้านคน

ไทยต้องไม่ทิ้งจุดแข็ง “ครัวของโลก”

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) และในฐานะผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ กล่าวว่า แม้ว่าไทยจะไม่เกิดวิกฤตขาดแคลนอาหารเพราะเป็นประเทศที่มีภาคเกษตร ฐานการผลิตอาหารสำเร็จรูปเพื่อการส่งออกที่ติดอันดับโลกแต่ก็ต้องไม่ตั้งอยู่บนความประมาทเพราะสงครามรัสเซีย-ยูเครนยังยืดเยื้อและยังไม่แน่นอนว่าจะไปในทิศทางใดแน่ ดังนั้นไทยต้องเช็กสต๊อกสินค้าเพื่อป้องกันกรณีหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้สามารถจำกัดโควตาการส่งออกได้

“ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ประกอบกับราคาวัตถุดิบต่างๆ สูง ย่อมทำให้ราคาสินค้าจะแพง กลุ่มอาหารก็เช่นกันราคาจะแพงขึ้นแน่นอนจึงไม่เกิดวิกฤตขาดแคลน แต่ถ้าสงครามใหญ่เกิดขึ้นก็เป็นอีกเรื่องนะ แต่เราก็ไม่ควรทำตัวประมาทเพราะหากเราปล่อยภาคเกษตรให้เป็นอย่างเช่นทุกวันนี้ต่อไปประเทศเพื่อนบ้านจะได้เปรียบในแง่ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าโดยเฉพาะค่าแรง ที่สุดเราอาจจะเป็นผู้นำเข้าแทนก็ได้” นายธนิตกล่าว

ทั้งนี้ ไทยถือว่าเดินมาถูกทาง นั่นคือ การส่งเสริมให้ไทยเป็นครัวโลก จึงอย่าทิ้งจุดแข็งนี้แล้วมัวแต่ไปมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทคโนโลยีที่ไม่ใช่เทคโนโลยีของไทย จนลืมไปว่าไทยเป็นเมืองเกษตรมานานแล้วและควรจะต่อยอดในการสร้างมูลค่าเพิ่ม วิจัยและพัฒนาให้มากขึ้น ประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้วเขายังไม่เคยละทิ้งภาคเกษตรแต่อย่างใดและทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งได้แต่ไทยกลับละเลยสิ่งเหล่านี้

สำหรับพลังงานที่ผ่านมาถือเป็นวิกฤตของโลกและของไทยเนื่องจากราคาได้ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ไทยต้องพึ่งพิงการนำเข้าเป็นหลักจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ ซึ่งหากสงครามยืดเยื้อและบานปลายไทยจะเผชิญปัญหานี้หนักเพิ่มขึ้น การเตรียมพร้อมรับมือของภาครัฐจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะราคาพลังงานและสินค้าที่ปรับขึ้นต่อเนื่องจะทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยปีนี้หลายคนคาดว่าจะก้าวแตะไปสู่ระดับ 5% จึงเป็นเรื่องที่ต้องระวัง

สรุป ความเห็นจากมุมมองบางส่วนของภาคเอกชนต่างก็ส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกันว่า สงครามยังคงยืดเยื้อและมีเค้าลางที่อาจก้าวไปสู่การขยายพื้นที่การสู้รบเพิ่มได้ตลอดเวลา ดังนั้น วิกฤตราคาพลังงาน วิกฤตอาหาร ทั่วโลกเผชิญแม้ไทยอาจกระทบไม่เต็มที่เพราะอยู่ในฐานะครัวโลก…แต่ก็ไม่ควรตั้งอยู่บนความประมาทท่ามกลางระบบโลกที่เปลี่ยนไป

Source : MGROnline

สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เท็กซัส ปิดวันพุธ(1มิ.ย.)ปรับตัวขึ้น 59 เซนต์ ขานรับมติสหภาพยุโรป (อียู) ในการระงับการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้แรงหนุนจากการที่นครเซี่ยงไฮ้ประกาศผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งจะช่วยหนุนความต้องการใช้น้ำมัน

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ส่งมอบเดือนก.ค. ซึ่งมีการซื้อขายที่ตลาดไนเม็กซ์ เพิ่มขึ้น  59 เซนต์ ปิดที่ราคา 115.26 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 69 เซนต์ ปิดที่ 116.29 ดอลลาร์/บาร์เรล

นักลงทุนจับตาการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัสในวันพรุ่งนี้เพื่อกำหนดนโยบายการผลิตสำหรับเดือนก.ค. หลังจากมีมติเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน 432,000 บาร์เรล/วันสำหรับเดือนมิ.ย. แม้ว่าสหรัฐและหลายประเทศที่นำเข้าน้ำมันต่างเรียกร้องให้โอเปกพลัสเพิ่มการผลิตให้มากขึ้นกว่าในระดับปัจจุบัน เพื่อสกัดราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นนับตั้งแต่รัสเซียส่งกำลังทหารบุกโจมตียูเครนในวันที่ 24 ก.พ.

ทั้งนี้ อียูมีมติระงับการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียจำนวน 90% ภายในสิ้นปีนี้ โดยจะคว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมันดิบภายในเวลา 6 เดือน และผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นภายในเวลา 8 เดือน แต่ยกเว้นการส่งน้ำมันทางท่อส่งน้ำมันรัสเซียไปยังฮังการี สาธารณรัฐเชก และสโลวาเกีย

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัลรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่า สมาชิกบางรายของกลุ่มโอเปกพลัสกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการตัดรัสเซียออกจากการทำข้อตกลงผลิตน้ำมันของโอเปกพลัส ขณะที่มาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกได้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผลิตน้ำมันของรัสเซีย

ทั้งนี้ การนำรัสเซียออกจากระบบโควตาการผลิตน้ำมันรายเดือนของโอเปกพลัสจะเปิดทางให้ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งสมาชิกรายอื่นๆ เพิ่มการผลิตน้ำมันได้มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการผลิตของโอเปกพลัส และเพื่อชดเชยกำลังการผลิตที่ขาดหายไปจากรัสเซีย

นักวิเคราะห์จาก VI Investment Corp คาดการณ์ว่า หากโอเปกพลัสมีการยืนยันถึงเรื่องดังกล่าว ก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงลงแตะระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ในที่สุด รัฐก็ประกาศลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ลิตรละ 5 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค.- 20 ก.ค. ซึ่งมีวาระการพิจารณาทุกๆ 2 เดือนหลังรับแรงกดดันจากทุกภาคส่วนเพราะน้ำมันดีเซลนั้นถือเป็นต้นทุนที่สำคัญในภาคการผลิตและค่าขนส่ง การปล่อยให้น้ำมันดีเซลลอยตัวอย่างแท้จริงตามกลไกของตลาดโลกจึงมีแนวโน้มที่จะส่งผลเสียมากกว่าได้ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์มหภาค

กระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เร็วๆนี้ เพื่อขอลดสัดส่วนการผสม B100 ในน้ำมันดีเซล เหลือเพียง 2-3% และจำหน่ายเป็น B2 หรือ B3 แทนที่ B5 ที่ขายอยู่ในปัจจุบัน โดยเป็นมาตรการระยะสั้น เหตุราคา B100 พุ่งสูงถึง 56 บาทต่อลิตร หลังอินโดนีเซียห้ามส่งออกน้ำมันปาล์ม  ชี้การลด B100 เพียง 1% ช่วยลดราคาน้ำมันดีเซลลง ได้ 2-3  บาทต่อลิตร

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.)ที่มีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อขอปรับลดส่วนผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์(B100) ในน้ำมันดีเซลลงอีกรอบ เหลือ 2-3% และจำหน่ายเป็นน้ำมันดีเซลB2 หรือ B3 แทนที่ปัจจุบันที่จำหน่ายน้ำมันดีเซลทุกชนิดเป็น B5  ทั้งนี้เนื่องจากประเทศอินโดนีเซียประกาศห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มทุกชนิดนับตั้งแต่ 28 เม.ย. 2565 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันB100 ปรับตัวสูงขึ้นมากถึง 56 บาทต่อลิตร ประกอบกับราคาน้ำมันดิบโลกยังทรงตัวระดับสูง

ดังนั้นเพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลแพง จึงต้องเสนอ กนป. ปรับลดสัดส่วน B100 ลง เพื่อให้ต้นทุนราคาดีเซลลดลง ซึ่งจะเป็นเพียงมาตรการระยะสั้นในช่วงที่ราคาน้ำมัน B100 แพง อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาประเทศไทยเคยกำหนดให้ผสม B100 ต่ำสุดที่ 2% และจำหน่ายเป็นดีเซล B2 มาก่อน ดังนั้นการปรับไปจำหน่ายดีเซล B2 หรือ B3 น่าจะดำเนินการได้ แต่คงไม่ถึงขั้นยกเลิกการผสม B100 และกลับไปจำหน่ายเป็นดีเซลโดยตรง ตามที่สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยเสนอ เนื่องจากเกษตรกรอาจได้รับผลกระทบรุนแรงเกินไป

อย่างไรก็ตามการปรับลดสัดส่วนการผสม B100 ในดีเซลดังกล่าว จะทำให้ราคาดีเซลถูกลงได้ โดยการลดสัดส่วนการผสม B100 ลงเพียง 1% จะทำให้ราคาน้ำมันดีเซลลดลงได้ 2-3 บาทต่อลิตร ดังนั้นถ้าลดจาก B5 เหลือ B3 จะทำให้ราคาดีเซลลดลงได้ 4-6 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันดีเซลทุกชนิดจำหน่ายอยู่ที่ราคา 31.94 บาทต่อลิตร (ยกเว้นดีเซลเกรดพรีเมียม ราคาประมาณ 35-37 บาทต่อลิตร)

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ได้ปรับลดการจำหน่ายดีเซลจาก B7, B10 และ B20 เหลือเพียง B7(น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 7% ในทุกลิตร) ตั้งแต่ 1 ธ.ค.2564-31 มี.ค. 2565 เนื่องจากราคาน้ำมันโลกมีราคาแพงขึ้น ต่อมา กบง. ได้ปรับลดสัดส่วนการผสม B100 ในดีเซลลงอีกครั้งเหลือเพียงดีเซล B5 ตั้งแต่ 5 ก.พ.-31 มี.ค. 2565 เนื่องจากเกิดปัญหารัสเซียโจมตียูเครน ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นไปอีก และล่าสุด กบง. สั่งให้คงการจำหน่าย B5 ต่อไป ระหว่าง 1 เม.ย.-30 มิ.ย. 2565

ส่วนการจะปรับลดสัดส่วนการผสม B100 เหลือเพียง 2-3% เพื่อจำหน่ายเป็นดีเซล B2 หรือ B3 ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ เร็วๆนี้ ต่อไป

Source : Energy News Center

กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เปิดเผยเกี่ยวกับโครงการบรรเทาผลกระทบราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน สำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ “วินเซฟ” ระยะเวลาโครงการ 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2565

โดยสามารถรับสิทธิส่วนลดค่าน้ำมันกลุ่มเบนซินในรูปแบบรัฐร่วมจ่ายร้อยละ 50 ไม่เกิน 50 บาท/คน/วัน และไม่เกิน 250 บาท/คน/เดือน ผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” เริ่มใช้สิทธิ 8 พฤษภาคม 2565

วินเซฟ รัฐช่วยจ่ายค่าน้ำมันเบนซิน 3 เดือน กดรับสิทธิ์ 5 พ.ค.นี้

คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการฯ

ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง

– ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ (รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง) 

– เป็นผู้ขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก (ภายในวันที่ 22 มีนาคม 2565)

– มีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะที่ยังไม่สิ้นอายุ และจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะ ถูกต้องตามกฎหมาย

– ไม่เป็นผู้ฝ่าฝืนเงื่อนไขของโครงการอื่นๆ ของรัฐ

– ไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิในโครงการอื่นๆ ของรัฐ

วิธีเข้าร่วมโครงการ “วินเซฟ”

ผู้ใช้สิทธิ “วินเซฟ” สามารถกดยืนยันสิทธิ ที่แอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ได้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป 

วินเซฟ รัฐช่วยจ่ายค่าน้ำมันเบนซิน 3 เดือน กดรับสิทธิ์ 5 พ.ค.นี้

สถานีบริการน้ำมัน

-เป็นสถานีบริการน้ำมันของผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือจดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 และมาตรา 11 ตาม พ.ร.บ. การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543

วิธีเข้าร่วมโครงการ “วินเซฟ”

สถานีบริการที่สมัครเข้าร่วมโครงการ “วินเซฟ” สามารถกดยืนยันสิทธิ  ที่แอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป

วินเซฟ รัฐช่วยจ่ายค่าน้ำมันเบนซิน 3 เดือน กดรับสิทธิ์ 5 พ.ค.นี้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน www.doeb.go.thโทร. 06 3269 2876, 02 794-4307 – 9 จันทร์ – ศุกร์  เวลา 08.30 – 17.00 น. (ยกเว้นวันหยุดราชการ)

Source : TNNOnline