ใครหลายคนอาจมองว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ “เอไอ” เป็นเทคโนโลยีที่อันตราย และแม้เอไอไม่ได้มีพิษภัย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ เอไอเป็นเทคโนโลยีที่ต้องการพลังงานอย่างไม่รู้จักพอ

นิกเคอิ เอเชีย รายงานว่า ปัจจุบันต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมของเอไอยังคงเป็นประเด็นที่รัฐบาลส่วนใหญ่ให้ความสำคัญน้อยที่สุด รองจากความกังวลด้านการละเมิดลิขสิทธิ์ การแย่งงาน หรือกังวลว่าเอไอจะเป็นหุ่นยนต์สังหารที่ไม่สามารถควบคุมได้

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาย้ำว่า “เอไอ” คือ ตัวสร้างความเสี่ยงด้านสภาพอากาศมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากใช้น้ำ และพลังงานปริมาณมาก ทั้งยังปล่อยมลพิษ และสร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมีการฝึก และปรับใช้โมเดลเอไอขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นทวีคูณ

นักวิจัยจากฮักกิง เฟซ (Hugging Face) บริษัทสตาร์ตอัปเอไอแบบโอเพนซอร์ส และมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน พบว่า การสร้างภาพด้วยเอไอ 1 ภาพ อาจใช้พลังงานเทียบเท่าการชาร์จโทรศัพท์มือถือ 522 เครื่อง และหากต้องการสร้างภาพด้วยเอไอ 1,000 ภาพ อาจปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าการขับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเป็นระยะทาง 4.1 ไมล์ (ราว 6.5 กิโลเมตร) และวายร้ายตัวฉกาจในอุตสาหกรรมเอไอที่ใช้พลังงานอย่างมหาศาลคือ “ดาต้าเซนเตอร์

ดาต้าเซนเตอร์หนุนเศรษฐกิจ

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า การมีทรัพยากรเอไอจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงเอเชียจึงแข่งขันสร้างศูนย์ข้อมูลมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนความพยายามเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี

ข้อมูลจาก Renub Research ระบุว่า ตลาดดาต้าเซนเตอร์ในเอเชียแปซิฟิก อาจมีอัตราการเติบโต 12% ต่อปี จากปี 2566 – 2570 และมูลค่าตลาดอาจแตะ 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2570

ใครหลายคนอาจมองว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ “เอไอ” เป็นเทคโนโลยีที่อันตราย และแม้เอไอไม่ได้มีพิษภัย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ เอไอเป็นเทคโนโลยีที่ต้องการพลังงานอย่างไม่รู้จักพอ

นิกเคอิ เอเชีย รายงานว่า ปัจจุบันต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมของเอไอยังคงเป็นประเด็นที่รัฐบาลส่วนใหญ่ให้ความสำคัญน้อยที่สุด รองจากความกังวลด้านการละเมิดลิขสิทธิ์ การแย่งงาน หรือกังวลว่าเอไอจะเป็นหุ่นยนต์สังหารที่ไม่สามารถควบคุมได้

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาย้ำว่า “เอไอ” คือ ตัวสร้างความเสี่ยงด้านสภาพอากาศมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากใช้น้ำ และพลังงานปริมาณมาก ทั้งยังปล่อยมลพิษ และสร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมีการฝึก และปรับใช้โมเดลเอไอขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นทวีคูณ

นักวิจัยจากฮักกิง เฟซ (Hugging Face) บริษัทสตาร์ตอัปเอไอแบบโอเพนซอร์ส และมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน พบว่า การสร้างภาพด้วยเอไอ 1 ภาพ อาจใช้พลังงานเทียบเท่าการชาร์จโทรศัพท์มือถือ 522 เครื่อง และหากต้องการสร้างภาพด้วยเอไอ 1,000 ภาพ อาจปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าการขับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเป็นระยะทาง 4.1 ไมล์ (ราว 6.5 กิโลเมตร) และวายร้ายตัวฉกาจในอุตสาหกรรมเอไอที่ใช้พลังงานอย่างมหาศาลคือ “ดาต้าเซนเตอร์

ดาต้าเซนเตอร์หนุนเศรษฐกิจ

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า การมีทรัพยากรเอไอจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงเอเชียจึงแข่งขันสร้างศูนย์ข้อมูลมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนความพยายามเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี

ข้อมูลจาก Renub Research ระบุว่า ตลาดดาต้าเซนเตอร์ในเอเชียแปซิฟิก อาจมีอัตราการเติบโต 12% ต่อปี จากปี 2566 – 2570 และมูลค่าตลาดอาจแตะ 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2570

‘เอไอ - ดาต้าเซนเตอร์’ วายร้ายหิวกระหายพลังงาน

วายร้ายหิวพลังงาน-กระหายน้ำระบายความร้อน

ตามข้อมูลคาดการณ์ขององค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ระบุว่า ในระหว่างปี 2565 – 2569 ดาต้าเซนเตอร์ทั่วโลกอาจใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า แตะระดับ 1,000 เทราวัตต์ – ชั่วโมง เทียบเท่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งปีของประเทศญี่ปุ่น และดาต้าเซนเตอร์ไม่ได้หิวแค่พลังงานเท่านั้น แต่มันยังกระหายด้วย เนื่องจากอุปกรณ์ศูนย์ข้อมูลจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเมื่อทำการประมวลผลข้อมูล จึงต้องใช้น้ำปริมาณมากเพื่อช่วยระบายความร้อน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพด้วยข้อมูลจาก China Water Risk สถาบันคลังสมองในฮ่องกง คาดว่า ดาต้าเซนเตอร์ในจีนอาจใช้น้ำมากถึง 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ภายในปี 2573 มากกว่าการใช้น้ำของประชาชนในสิงคโปร์ในหนึ่งปี

ยิ่งรักษ์โลกยิ่งมีต้นทุนสูง

การเติบโตอย่างรวดเร็วของเอไอ และศูนย์ข้อมูล สร้างแรงกดดันในการบรรลุเป้าหมายยั่งยืนต่อบริษัทเอไอหลายแห่งที่เคยให้คำมั่นว่าจะหันไปใช้พลังงานหมุนเวียน 100% เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพราะยิ่งเทคโนโลยีช่วยประหยัดพลังงานมากเท่าไร ต้นทุนของธุรกิจจะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และหากโมเดลเอไอมีขนาดใหญ่ ยิ่งต้องใช้ชิปและพลังงานมากขึ้น นำไปสู่ค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์ และค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

อักษรา บาสซี นักวิเคราะห์วิจัยอาวุโสจาก Counterpoint Technology Market Research ยกตัวอย่างการฝึกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ระดับ 10 ล้านล้านพารามิเตอร์ภายใน 90 วัน ซึ่งกำลังเป็นโมเดลเป้าหมายในกลุ่มธุรกิจเอไอ ว่า อาจต้องใช้ชิปเอไอ H100 ของอินวิเดียมากกว่า 2 ล้านชิ้น ซึ่ง 1 ชิ้นมีราคามากกว่า 30,000 ดอลลาร์ (ราว 1.1 ล้านบาท) ดังนั้น งบประมาณซื้อชิป 2 ล้านชิ้น ทำให้มีต้นทุนสูงเสียดฟ้า และอาจมีค่าไฟฟ้าแพงเกินจะจ่ายไหว

ชิปประหยัดไฟยังไม่พอ

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยการผลิตชิปประหยัดพลังงานอย่างเดียวยังไม่พอ

อเล็กซ์ เฉิน ผู้ก่อตั้ง และหัวหน้านักวิทยาศาสตร์จาก Nexa AI เชื่อว่า อุตสาหกรรมเอไอไม่ควรสร้างโมเดลที่ใหญ่เกินไป เพราะโมเดลขนาดเล็กสามารถขับเคลื่อนการประมวลผลได้เทียบเท่ากับโมเดลขนาดใหญ่เช่นกัน แต่โมเดลที่มีขนาดเล็กยังมีข้อจำกัด และการฝึกเอไอหรือการใช้เอไอส่วนใหญ่ยังคงต้องมีฐานคลาวด์ และคลาวด์ต้องพึ่งดาต้าเซนเตอร์จากทั่วโลก

อย่างไรก็ดี บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกที่ให้บริการเอไอต่างให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน อาทิ พยายามหาหรือลงทุนสร้างแหล่งพลังงานสะอาด หรือพลังงานหมุนเวียนในเอเชีย เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับดาต้าเซนเตอร์ แต่แหล่งพลังงานบางแห่งในเอเชียยังไม่สามารถบรรลุระดับพลังงานที่ปราศจากคาร์บอนในปริมาณมากได้ เนื่องจากอุปสรรคหลายด้าน เช่น ราคาพลังงานแพง, ความเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าระดับภูมิภาคมีจำกัด และขาดการแข่งขันในตลาดประมูลซื้อขายไฟฟ้า

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาต้นทุนด้านสภาพอากาศของเอไอคงต้องใช้เวลาสักพักกว่ารัฐบาลในเอเชียจะเข้ามามีบทบาท และปัจจุบันในเอเชียยังไม่มีมาตรการบังคับใช้เกี่ยวกับการจำกัดการใช้พลังงาน หรือการใช้น้ำ หรือการปล่อยคาร์บอนของดาต้าเซนเตอร์

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ปตท. ประกาศปรับลดราคาก๊าซ NGV สำหรับรถทั่วไปลงเหลือ 18.15 บาทต่อกิโลกรัม ตามกลไกตลาด นับเป็นราคาต่ำที่สุดของปี 2567 ในขณะที่ราคา NGV สำหรับรถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะ ในโครงการบัตรสิทธิประโยชน์ฯ ขยับขึ้นจาก 14.62 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 15.59 บาทต่อกิโลกรัม มีผลระหว่าง 1-15 ก.ค. 2567 นี้  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประกาศลดราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ทั่วไปเหลือ 18.15 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งมีผลระหว่างวันที่ 1-15 ก.ค. 2567 ซึ่งนับเป็นราคาต่ำที่สุดในปี 2567 อีกครั้ง หลังจากในเดือน พ.ค. 2567 เคยต่ำสุดอยู่ที่ 18.35 บาทต่อกิโลกรัม  

โดย ปตท. ได้เริ่มปรับราคาจำหน่ายมาตั้งแต่เดือน ก.พ. 2567 ซึ่งขณะนั้นราคา NGV จำหน่ายอยู่ที่ 18.95 บาทต่อกิโลกรัม ต่อมาในเดือน มี.ค. 2567 ปรับขึ้นเป็น 19.59 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนเดือน เม.ย. 2567 ได้ปรับลดลงอีกครั้งเหลือ 18.66 บาทต่อกิโลกรัม และในเดือน พ.ค. อยู่ที่ 18.35 บาทต่อกิโลกรัม ล่าสุดในเดือน มิ.ย. และ ก.ค. 2567 ราคาลดลงต่ำสุดในรอบปี 2567 อยู่ที่ 18.15 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งราคา NGV ดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงตามกลไกตลาดเป็นหลัก

สำหรับในส่วนของราคา NGV ใน “โครงการบัตรสิทธิประโยชน์กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ” ปัจจุบันกระทรวงพลังงานยังขอความร่วมมือจาก ปตท. ให้จำหน่ายในราคาถูกต่อไปก่อน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มรถโดยสาร เบื้องต้นโครงการดังกล่าวจะช่วยเหลือราคา NGV ให้ผู้ร่วมโครงการฯ เป็นเวลา 2 ปี หรือภายในเดือน ธ.ค. 2568

โดยที่ผ่านมาได้กำหนดราคาจำหน่าย NGV ในโครงการฯ ไว้ที่ 14.62 บาทต่อกิโลกรัม เป็นเวลา 6 เดือน (ม.ค.- มิ.ย. 2567) จากนั้นจะพิจารณาทบทวนราคาอีกครั้ง ซึ่งล่าสุด ปตท. ได้ประกาศปรับราคา NGV สำหรับรถโดยสารธารณะเป็นดังนี้ 1. รถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะ หมวด 1 และหมวด 4 (กทม.) ปรับราคาขึ้นจาก 14.62 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 15.59 บาทต่อกิโลกรัม

2.รถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะ หมวด 2 และหมวด 3 ราคาไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 18.15 บาทต่อกิโลกรัม (เป็นราคาที่เท่ากับราคา NGV ทั่วไป 18.15 บาทต่อกิโลกรัม) แต่ในส่วนนี้กำหนดตรึงราคาไว้ไม่เกิน 18.59 บาทต่อกิโลกรัม

ทั้งนี้รถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะ หมวด 1 และหมวด 4 (กทม.) ที่ได้ใช้ราคาถูกสุดที่ 15.59 บาทต่อกิโลกรัม แบ่งเป็น หมวด 1 คือ เส้นทางขนส่งประจำทางด้วยรถโดยสารภายในเขต กทม. เทศบาล สุขาภิบาล เมืองและเส้นทางต่อเนื่อง ส่วนหมวดที่ 4 คือ เส้นทางขนส่งประจำทางด้วยรถโดยสารซึ่งประกอบด้วยเส้นทางหลักสายเดียว หรือเส้นทางสายหลักและเส้นทางสายย่อย ซึ่งแยกจากเส้นทางสายหลักไปยังอำเภอ หมู่บ้าน หรือเขตชุมชน

อย่างไรก็ตามราคา NGV สำหรับกลุ่มรถโดยสารสาธารณะนั้น ทางกระทรวงพลังงานยังขอความร่วมมือจาก ปตท. ให้ช่วยตรึงราคาไปก่อน ส่วนรถยนต์ทั่วไปที่เติม NGV นั้น ทาง ปตท. จะปรับเปลี่ยนราคาตามกลไกตลาดที่แท้จริง เพื่อไม่ให้ประสบปัญหาการขายขาดทุน เนื่องจากตลอด 2 ปีที่ผ่านมา (1 พ.ย. 2564-30 พ.ย. 2566) ปตท.ช่วยลดราคา NGV ให้ประชาชน และต้องแบกรับภาระมาแล้วกว่า 17,000 ล้านบาท สำหรับข้อมูลจาก ปตท. ระบุว่า ปตท.มีปั๊ม NGV ทั้งสิ้น 343 สถานี มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 3,472 ตันต่อวัน

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาทิศทางราคา NGV ในอนาคตพบว่า ใน (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567-2580 (Oil Plan 2024) มีการกำหนดให้ราคา NGV ต้องเป็นไปตามกลไกตลาดตั้งแต่ปี 2567-2575 พร้อมสนับสนุนให้เปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แทนรถที่ใช้ก๊าซหุงต้ม (LPG) และ NGV ดั้งเดิม ตามนโยบาย 30@30 ซึ่งจะต้องดำเนินการภายในปี 2567-2580

สำหรับนโยบาย 30@30 คือ มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมตั้งเป้าหมายให้ภายในปี ค.ศ. 2030 การผลิตยานยนต์ในประเทศจะต้องเป็น EV อย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด

Source : Energy News Center

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. เปิดเผยว่า ธอส. เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจ “ติดตั้งหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์” หรือ Solar Roof สามารถยื่นคำขอกู้เงินได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 ถึง 30 ธันวาคม 2567 โดยกำหนดระยะเวลาอนุมัติและทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2567 อย่างไรก็ตาม 

ทั้งนี้ การติดตั้ง Solar Roof เป็นทางเลือกที่ดีในการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด หากคุณมีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด อย่าพลาดโอกาสที่จะยื่นคำขอกู้เงินภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สินเชื่อ ธอส. "โครงการสินเชื่อ Solar Roof ปี 2567" เปิดให้ยื่นคำขอกู้เงินได้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2567

วัตถุประสงค์ของการยื่นกู้สินเชื่อ Solar Roof

ธอส.ระบุว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนการติดตั้ง Solar Roof เพื่อใช้ประโยชน์ในการอยู่อาศัยเท่านั้น รวมถึงสามารถกู้เพื่อชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA) ร่วมกับวัตถุประสงค์หลักของโครงการได้

วงเงินและระยะเวลากู้สินเชื่อ Solar Roof

วงเงินกู้

  • วงเงินกู้ตามเกณฑ์หลักประกันและรายได้ให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติงานสินเชื่อของธนาคาร

ระยะเวลากู้

  • ไม่น้อยกว่า 3 ปี และไม่เกิน 40 ปี โดยอายุผู้กู้รวมกับระยะเวลากู้ต้องไม่เกิน 70 ปี ยกเว้นข้าราชการตุลาการ อัยการ หรือผู้ที่มีอายุเกษียณมากกว่า 60 ปี ซึ่งสามารถกู้ได้จนถึงอายุ 75 ปี

อัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม

  • อัตราดอกเบี้ย
  • ปีที่ 1-3: 3.90% ต่อปี
  • ปีที่ 4 เป็นต้นไป: MRR (Minimum Retail Rate)
  • อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา (EIR): 5.78%
  • หมายเหตุ: อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ระบุเป็นเพียงตัวอย่างตามเงื่อนไขที่ใช้ในฉบับนี้เท่านั้น โดยคำนวณจากสมมติฐานวงเงินกู้ 1 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 20 ปี ผ่อนชำระตามเงินงวดของผลิตภัณฑ์

ค่าธรรมเนียมและค่าปรับ

  • เป็นไปตามประกาศธนาคาร

คุณสมบัติและเอกสารที่ใช้สมัครสินเชื่อ Solar Roof

คุณสมบัติผู้กู้

  • เป็นลูกค้าสวัสดิการ และลูกค้ารายย่อยทั่วไป

เอกสารที่ใช้สมัคร

  • เอกสารส่วนบุคคล
  • บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรข้าราชการ
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • สำเนาทะเบียนสมรส/ใบหย่า/ใบมรณะบัตร
  • สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนคู่สมรส (ถ้ามี)

เอกสารทางการเงิน

  • สำหรับพนักงานประจำ: หนังสือผ่านสิทธิสวัสดิการ, หนังสือรับรองเงินเดือน, สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน, สำเนาบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือนฃ
  • สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ: สำเนาบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 12 เดือน, สำเนาทะเบียนการค้า/ทะเบียนบริษัท, หลักฐานการเสียภาษีเงินได้, รูปถ่ายกิจการ, สำเนาใบประกอบวิชาชีพ

เอกสารหลักประกัน

  • ใบเสนอราคาหรือสัญญาจ้างติดตั้ง Solar Roof
  • สำเนาโฉนดที่ดิน หรือ นส.3ก
  • หมายเหตุ: ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการขอเอกสารเพิ่มเติมจากผู้กู้เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา

คำถามที่พบบ่อย

  • คำถาม: ผลิตภัณฑ์นี้เหมาะสำหรับลูกค้ากลุ่มไหน?
  • คำตอบ: เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการติดตั้งหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน


ที่มาข้อมูล : ธอส.

Source : ฐานเศรษฐกิจ

Tesla ได้สร้างกระแสเกี่ยวกับแบตเตอรี่ EV อีกครั้ง ซึ่งล่าสุดได้เผยข้อมูลแบตเตอรี่ของ Tesla แต่ละรุ่นกับการใช้งานมาแล้ว 322,000 กม พบว่าสุขภาพแบตฯยังอยู่ที่ 88%

Tesla ถือว่าเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่ใครๆก็รู้จักและขึ้นชื่อเรื่องการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า ล่าสุดได้มีการเปิดเผยข้อมูลของการใช้งานรถ Tesla รุ่นต่างๆไม่ว่าจะเป็น Model 3, Model Y รวมไปถึง Model S และ Model X รุ่นเก่าด้วย ซึ่งเรามาดูกันว่าเมื่อใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของเทสลาไปนานๆ แบตเตอรี่จะยังคงใช้งานได้ดีหรือไม่ 

Tesla การันตีแบตฯทนจริง ชาร์จไฟกว่า 800 รอบ สุขภาพแบตฯยังเหลือ 88%

Tesla ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดของการทดสอบสุขภาพแบตเตอรี่ ซึ่งที่น่าสนใจคือ Tesla Model 3 และ Tesla Model Y ที่ใช้งานมายาวนานถึง 322,000 กม. แต่ยังคงมีสุขภาพแบตเตอรี่ 85% ซึ่งหากเปรียบเทียบระยะทางกับการชาร์จ เท่ากับรถเหล่านี้ใช้งานและชาร์จไปแล้วมากกว่า 800 รอบ

Tesla การันตีแบตฯทนจริง ชาร์จไฟกว่า 800 รอบ สุขภาพแบตฯยังเหลือ 88%

อย่างไรก็ตาม Tesla ยังได้เผยข้อมูลของรถรุ่นเก่าอย่าง Model S และ Model X พบว่าการใช้งานกว่า 322,000 กม. รถยนต์ไฟฟ้าเทสลายังคงรักษาสุขภาพแบตเตอรี่ได้เฉลี่ยมากถึง 88% 

Tesla การันตีแบตฯทนจริง ชาร์จไฟกว่า 800 รอบ สุขภาพแบตฯยังเหลือ 88%

บริษัทเทสลาได้รับคำถามบ่อยครั้งว่า หากซื้อ Tesla จะต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ในอนาคตหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่” บริษัทยืนยันว่าประสบการณ์อันยาวนานในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสามารถทำให้แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน

Tesla การันตีแบตฯทนจริง ชาร์จไฟกว่า 800 รอบ สุขภาพแบตฯยังเหลือ 88%

Tesla เน้นย้ำถึง ประเด็นสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า นั่นคือ อายุการใช้งานที่ยาวนาน หากแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ตลอดอายุการใช้งานของรถ นอกจากช่วยแก้ปัญหาความกังวลหลักของผู้บริโภคเท่านั้น

แต่ยังช่วยเสริมสร้างแนวคิดเรื่องความยั่งยืนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย ท้ายที่สุดแล้ว รถยนต์ที่ใช้งานได้ยาวนานคือรถที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า

ที่น่าสังเกตก็คือ ข้อมูลที่นำเสนอในรายงานของ Tesla นั้นเฉพาะเจาะจงสำหรับรุ่น Long-Range ของ Model 3 และ Model Y ซึ่งโดยทั่วไปจะติดตั้งเซลล์แบตเตอรี่ทรงกระบอกแบบ 2170 ข้อมูลดังกล่าวไม่รวมถึงรุ่น Standard Range หรือรุ่นที่มีเซลล์แบบ 4680 ที่ผลิตเองโดย Tesla

เนื่องจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายังคงขยายตัวต่อไป อายุการใช้งานของแบตเตอรี่จึงยังคงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้บริโภค ข้อมูลของ Tesla แสดงให้เห็นว่าแบตเตอรี่ของบริษัทได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานได้ยาวนาน ซึ่งอาจอยู่ได้นานกว่าอายุการใช้งานเฉลี่ยของรถยนต์ทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป

ที่มา : ArenaEV
Source : Spring News

ข้อมูลจากประชุมคณะรัฐมนตรี ระบุว่า โดยจังหวัดเป้าหมายที่สามารถกำหนดให้มีการประเมินตัวชี้วัดค่าเฉลี่ยรายปีของปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ตามตัวชี้วัดขับเคลื่อนการบูรณาการร่วมกัน (Joint KPIs)

โดยการลดปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ได้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวนทั้งสิ้น 39 จังหวัด และจังหวัดเป้าหมายที่ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะนำมากำหนดเป็นค่าเป้าหมายเนื่องจากมีการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ1 ในระหว่างปี หรือยังไม่มีการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ ซึ่งจะนำมากำหนดให้มีการประเมินตัวชี้วัดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 15 จังหวัด

โดย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) รายงานว่า ได้พิจารณาเกี่ยวกับการกำหนดให้การลดหรือการควบคุมปริมาณการปล่อยมลพิษทางอากาศ PM 2.5 เป็นตัวชี้วัด (KPIs) ที่สำคัญของแต่ละจังหวัด โดยนำมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ปี 2567 ของ ทส. ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ เมื่อ 19 ธันวาคม 2566 มาเป็นกรอบในการพิจารณา สรุปได้ ดังนี้

1. จังหวัดเป้าหมายตามมาตรการฯ ที่สามารถกำหนดให้มีการประเมินตัวชี้วัดค่าเฉลี่ยรายปีของปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ตาม Joint KPIs ภายใต้ Agenda ประเด็นที่ 5 การลดปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 39 จังหวัด โดยแบ่งเป็น

       1.1 จังหวัดเป้าหมายที่ดำเนินการกำหนดเป็นตัวชี้วัดอยู่แล้ว 2 จำนวน 16 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน ตาก พิษณุโลก นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม
       1.2 จังหวัดเป้าหมายที่จะกำหนดให้มีตัวชี้วัดในการประเมินเพิ่มเติม 3 จำนวน 23 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สระบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี สมุทรสงคราม สุพรรณบุรี ขอนแก่น นครราชสีมา เลย หนองคาย อุบลราชธานี นครพนม เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร พิจิตร อุทัยธานี ลพบุรี บุรีรัมย์ มุกดาหาร สกลนคร และอุดรธานี

2. จังหวัดเป้าหมายที่จะนำมากำหนดให้มีการประเมินตัวชี้วัดดังกล่าวในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 15 จังหวัด เนื่องจากมีการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในระหว่างปี 2567 ทำให้มีข้อมูลไม่ครบรอบปีที่จะนำมาใช้ในการประเมินตามตัวชี้วัดค่าเฉลี่ยรายปีของปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) หรือยังไม่มีการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ ดังนี้
         2.1 จังหวัดเป้าหมายที่มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแล้วแต่ข้อมูลยังไม่เพียงพอ จำนวน 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ สิงห์บุรี นครนายก บึงกาฬ กาฬสินธุ์ ยโสธร อำนาจเจริญ สุรินทร์ และศรีสะเกษ
         2.2 จังหวัดเป้าหมายที่ยังไม่มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยนาท อ่างทอง เพชรบุรี มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และหนองบัวลำภู

3. ข้อเสนอแนะให้กรมควบคุมมลพิษติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศสำหรับจังหวัดที่ยังไม่มีการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศให้แล้วเสร็จในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เพื่อเป็นข้อมูลในการกำหนดค่าเป้าหมายสำหรับใช้ประเมินในปีถัดไป

 4. ประโยชน์ของการจัดการเพื่อดูแลปัญหาเรื่องฝุ่นพิษ PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดจะช่วยลดต้นทุนการสร้างความเสียหายต่อคุณภาพดิน น้ำ และการเติบโตของสิ่งมีชีวิตในป่า รวมทั้งความหลากหลายด้านชีวภาพ          

ซึ่งสนับสนุนการขับเคลื่อนเป้าหมาย IGNITE THAILAND4 ของรัฐบาลในวิสัยทัศน์ที่ 3 ศูนย์กลางอาหาร (Agriculture & Food Hub) ในการยกระดับเกษตรกรรมส่งเสริมเกษตรกรไทยให้มีรายได้มากขึ้น 3-4 เท่า พร้อมที่จะเข้าสู่การเป็นครัวของโลก

รวมทั้งจะช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากปัญหาฝุ่น PM2.5 เช่น ค่าเสียโอกาสด้านการท่องเที่ยวที่เกิดจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวไทย ค่าเสียโอกาสที่เกิดจากปัญหาสุขภาพจากการรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจ หรือค่าใช้จ่ายในการป้องกันมลพิษและการสวมใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งอาจสร้างความเสียหายโดยรวมถึง 5,500-10,000 ล้านบาทต่อปี

Source : กรุงเทพธุรกิจ