GAC AION ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน เปิดโรงงานแห่งแรกนอกประเทศจีนอย่างเป็นทางการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ระยอง ประเทศไทย มุ่งหวังให้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าสู่อาเซียนและตลาดพวงมาลัยขวาทั่วโลก

โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า GAC AION ในประเทศไทย ทุ่มงบลงทุนกว่า 2.3 พันล้านบาท มีกำลังการผลิต 50,000 คันต่อปี ในเฟสแรก และตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตในอนาคต โดยโรงงานใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงที่ควบคุมด้วยระบบ AI มุ่งเน้นการผลิตที่ชาญฉลาด ทั้งประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

GAC Aion เปิดโรงงานในประเทศไทย มุ่งสู่ฮับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน

GAC AION มองเห็นศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า พัฒนาแรงงานฝีมือ และสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่ออุตสาหกรรม

การเปิดโรงงานในไทยของ GAC AION นับเป็นก้าวสำคัญสู่การเป็นผู้เล่นหลักในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลก โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีล้ำสมัย และบริการที่ครบวงจรแก่ผู้บริโภคในภูมิภาค

GAC Aion เปิดโรงงานในประเทศไทย มุ่งสู่ฮับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน

นอกจากนี้ GAC AION ยังมุ่งมั่น ที่จะส่งเสริมความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในไทย พัฒนากำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้า และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

GAC Aion เปิดโรงงานในประเทศไทย มุ่งสู่ฮับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน

สำหรับผู้บริโภคชาวไทย การมาถึงของ GAC AION หมายถึงอีกหนึ่งตัวเลือกใหม่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย คาดว่าจะช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้เติบโตยิ่งขึ้น และผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน

GAC Aion เปิดโรงงานในประเทศไทย มุ่งสู่ฮับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน

การที่ GAC AION เข้ามาลงทุนในประเทศไทยจะช่วยเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย และยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยพัฒนากำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้า สร้างงานให้กับแรงงานในไทย 

GAC Aion เปิดโรงงานในประเทศไทย มุ่งสู่ฮับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน

ซึ่งในอนาคตหากภาครัฐสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ซึ่ง GAC AION ถือเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลก การมาลงทุนในไทยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่จะผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตของอาเซียน

Source : Spring News

EGCO Group อัปเดตความก้าวหน้าของโครงการ Yunlin โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งในไต้หวัน ประสบความสำเร็จในการติดตั้งเสากังหันลมครบ 80 ต้น เรียบร้อยแล้ว มั่นใจภายในสิ้นปีนี้พร้อมจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบกำลังผลิตรวม 640 เมกะวัตต์ เสริมแกร่งองค์กรอย่างต่อเนื่อง

นางสาวจิราพร ศิริคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เปิดเผยว่า โครงการ Yunlin มีความก้าวหน้าอย่างยิ่ง ประสบความสำเร็จในการติดตั้ง Monopiles ซึ่งเป็นงานก่อสร้างส่วนที่ท้าทายที่สุดของโครงการฯ ได้เร็วกว่าแผนงานที่กำหนด อีกทั้งงานก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์ส่วนอื่น ๆ สามารถดำเนินการไปได้ด้วยดีตามแผนงาน สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการบริหารโครงการและการวางแผนการก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ

EGCO Group ลั่นโรงไฟฟ้าพลังงานลม Yunlin ติดตั้งครบ 80 ต้น ลุยจ่ายไฟสิ้นปีนี้

EGCO Group เชื่อมั่นว่า ด้วยความมุ่งมั่นของพันธมิตรทุกฝ่ายในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลไต้หวันในทุกด้าน จะช่วยผลักดันการก่อสร้างโครงการ Yunlin ส่วนที่เหลืออยู่ นั่นคือ ปัจจุบันได้ติดตั้งกังหันลม (Wind Turbine Generators – WTGs) แล้วเสร็จ 56 ต้น และ WTGs อีก 24 ต้น จะติดตั้งแล้วเสร็จตามแผนครบ 80 ต้น กำลังผลิตรวม 640 เมกะวัตต์ ภายในสิ้นปีนี้ เมื่อโครงการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์คาดว่าจะสร้างกระแสเงินสดให้ EGCO Group เฉลี่ย 2,000 ล้านบาทต่อปี ในช่วง 5 ปีแรกของการดำเนินโครงการ

อย่างไรก็ตาม EGCO Group ถือหุ้นในสัดส่วน 26.56% ในโครงการ Yunlin กำลังผลิตรวม 640 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบไต้หวัน ห่างจากชายฝั่งทะเลทางตะวันตกของมณฑลหยุนหลิน ในไต้หวัน เป็นระยะทางประมาณ 8-30 กิโลเมตร และครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 90 ตารางกิโลเมตร โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี กับ Taipower (Taiwan Power Company)

EGCO Group ลั่นโรงไฟฟ้าพลังงานลม Yunlin ติดตั้งครบ 80 ต้น ลุยจ่ายไฟสิ้นปีนี้

ปัจจุบันกังหันลมที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว มีอัตราการผลิตไฟฟ้า (Capacity Factor) เฉลี่ยสูงกว่า 40% ยืนยันศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต ทั้งนี้ เมื่อโครงการ Yunlin ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปีนี้ จะเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน และสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดให้แก่ประชาชนชาวไต้หวันมากกว่า 600,000 ครัวเรือน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ปตท. ประกาศปรับขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ทั่วไป เป็น 18.55 บาทต่อกิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้น 40 สตางค์ต่อกิโลกรัม มีผล 16 ก.ค.-15 ส.ค. 2567 นี้ ขณะที่ราคา NGV ใน “โครงการบัตรสิทธิประโยชน์กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ” ยังคงตรึงราคาที่ 15.59 บาทต่อกิโลกรัม ต่อไปอีก 1 เดือน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2567 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศปรับขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ทั่วไปเป็น 18.55 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา ที่มีราคาอยู่ที่ 18.15 บาทต่อกิโลกรัม หรือเท่ากับปรับขึ้น 40 สตางค์ต่อกิโลกรัม โดยราคาที่ปรับขึ้นเป็น 18.55 บาทต่อกิโลกรัมนั้น เริ่มมีผลระหว่างวันที่ 16 ก.ค.-15 ส.ค. 2567

โดยปัจจุบันราคา NGV สำหรับรถยนต์ทั่วไปจะเปลี่ยนแปลงไปตามกลไกตลาด และ ปตท.จะพิจารณาราคาทุกๆ 1 เดือน ทั้งนี้ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาของปี 2567 พบว่า ปตท. ได้เริ่มปรับราคา NGV สำหรับรถยนต์ทั่วไปตามกลไกตลาด มาตั้งแต่เดือน ก.พ. 2567 โดยราคาเคยปรับขึ้นสูงสุดอยู่ที่ 19.59 บาทต่อกิโลกรัม ในเดือน มี.ค. 2567 และเคยต่ำสุดอยู่ที่ 18.15 บาทต่อกิโลกรัม ในเดือน มิ.ย.- 15 ก.ค. 2567

สำหรับในส่วนของราคา NGV ใน “โครงการบัตรสิทธิประโยชน์กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ” ปัจจุบันกระทรวงพลังงานยังคงขอความร่วมมือ ปตท. ให้จำหน่ายในราคาถูกต่อไปก่อน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มรถโดยสาร เบื้องต้นโครงการดังกล่าวจะช่วยเหลือราคา NGV ให้ผู้ร่วมโครงการฯ เป็นเวลา 2 ปี หรือภายในเดือน ธ.ค. 2568

โดยที่ผ่านมา ปตท. กำหนดราคาจำหน่าย NGV ในโครงการฯ ไว้ที่ 14.62 บาทต่อกิโลกรัม เป็นเวลา 6 เดือน (ม.ค.- มิ.ย. 2567) จากนั้น ปตท. ได้พิจารณาปรับขึ้นราคา NGV สำหรับรถโดยสารธารณะเมื่อ 15 ก.ค. 2567 ที่ผ่านมา เป็นดังนี้ 1. รถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะ หมวด 1 และหมวด 4 (ไม่รวมรถ ขสมก.) ปรับราคาขึ้นจาก 14.62 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 15.59 บาทต่อกิโลกรัม และล่าสุด ปตท. ได้ประกาศตรึงราคาไว้ที่ 15.59 บาทต่อกิโลกรัม อีก 1 เดือน ระหว่าง 16 ก.ค.-15 ส.ค. 2567  

2.รถโดยสารสาธารณะ หมวด 2 และหมวด 3 ราคาปรับขึ้นจาก 18.15 บาทต่อกิโลกรัม  เป็น 18.55 บาทต่อกิโลกรัม (เป็นราคาที่เท่ากับราคา NGV ทั่วไปที่ 18.55 บาทต่อกิโลกรัม) แต่ในส่วนนี้กำหนดตรึงราคาไม่เกิน 18.59 บาทต่อกิโลกรัม

นอกจากนี้ยังกำหนดราคาสำหรับรถบรรทุก ที่เติมก๊าซ NGV ที่สถานีฯ ในแนวท่อ และสถานีฯ นอกแนวท่อ ใน “โครงการส่งเสริมความปลอดภัยใช้ NGV” โดยกำหนดปรับขึ้นราคาจาก 18.15 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 18.55 บาทต่อกิโลกรัม (เป็นราคาที่เท่ากับราคา NGV ทั่วไปที่ 18.55 บาทต่อกิโลกรัม)

ดังนั้นราคา NGV สำหรับกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ ใน“โครงการบัตรสิทธิประโยชน์กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ” นั้น ทางกระทรวงพลังงานยังคงขอความร่วมมือ ปตท. ให้ช่วยตรึงราคาต่อไปก่อน ส่วนรถยนต์ทั่วไปที่เติม NGV นั้น ทาง ปตท. จะปรับเปลี่ยนราคาตามกลไกตลาดที่แท้จริง เพื่อไม่ให้ประสบปัญหาการขายขาดทุน เนื่องจากตลอด 2 ปีที่ผ่านมา (1 พ.ย. 2564-30 พ.ย. 2566) ปตท.ช่วยลดราคา NGV ให้ประชาชน และต้องแบกรับภาระมาแล้วกว่า 17,000 ล้านบาท สำหรับข้อมูล ปตท. ระบุว่า ปตท.มีปั๊ม NGV ทั้งสิ้น 343 สถานี มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 3,472 ตันต่อวัน

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาทิศทางราคา NGV ในอนาคตพบว่า ใน (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567-2580 (Oil Plan 2024) มีการกำหนดให้ราคา NGV ต้องเป็นไปตามกลไกตลาดตั้งแต่ปี 2567-2575 พร้อมสนับสนุนเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แทนรถที่ใช้ก๊าซหุงต้ม (LPG) และ NGV ดั้งเดิม ตามนโยบาย 30@30 ซึ่งจะต้องดำเนินการภายในปี 2567-2580

สำหรับนโยบาย 30@30 คือ มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมตั้งเป้าหมายให้ภายในปี ค.ศ. 2530 การผลิตยานยนต์ในประเทศจะต้องเป็น EV อย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด

Source : Energy News Center

“พีระพันธุ์” เจรจา กฟผ. และ ปตท. ตรึงค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย. -ต.ค. 2567 เอาไว้ที่ระดับเดิม 4.18 บาทต่อหน่วย โดยเป็นการยกยอดภาระค้างจ่ายคืน กฟผ.และ ปตท.ไปไว้งวดค่าไฟฟ้าปีหน้า  พร้อมเสนอให้คณะรัฐมนตรี พิจารณา 23 ก.ค. นี้

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มีการหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานในกำกับดูแลของกระทรวงพลังงานซึ่งประกอบด้วย ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงานและประธานบอร์ดกฟผ.  นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน  ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์  ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ซีอีโอ ปตท. และ ดร.วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)  

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

โดยภายหลังการหารือ นายพีระพันธุ์ เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานจะรายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทราบถึงการตรึงค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.- ธ.ค. 2567 ไว้ที่ 4.18 บาทต่อหน่วยหรือเท่ากับค่าไฟฟ้าเรียกเก็บในปัจจุบัน โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทาง กฟผ.และ ปตท. ในการช่วยแบกรับภาระด้านรายได้ เพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชน 

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า ในการหารือเกี่ยวกับการบริหารจัดการค่าไฟฟ้า งวดเดือน ก.ย. -ธ.ค. 2567  นายพีระพันธุ์ ได้มอบให้ กกพ. พิจารณาทบทวนโครงสร้างต้นทุนสำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) ใหม่ เนื่องจากในการเจรจาหาแนวทางร่วมกับ กฟผ.และ ปตท.เพื่อตรึงค่าไฟฟ้าในครั้งนี้ทาง ปตท.จะยังไม่รับชำระค่าใช้จ่ายในงวดเดือน ก.ย. -ธ.ค. 2567 ส่วน กฟผ.จะรับรายได้เพียง 0.05 บาทต่อหน่วยจึงทำให้สามารถตรึงราคาค่าไฟฟ้าไว้ได้ที่ 4.18 บาทต่อหน่วยสำหรับงวดเดือน ก.ย. -ธ.ค. 2567  โดยกระทรวงพลังงานเตรียมจะนำเสนอแนวทางการตรึงค่าไฟฟ้าในระดับ 4.18 บาทต่อหน่วยภายใต้แนวทางการบริหารจัดการภาระค่าเชื้อเพลิงร่วมกับ กฟผ. และ ปตท.เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 23 ก.ค.ที่จะถึงนี้ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. มียอดสะสมอยู่จำนวน 98,495 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 163.39 สตางค์ต่อหน่วย) และมูลค่าต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง หรือ AFGAS  ที่ทั้ง กฟผ.และ ปตท.ร่วมกันแบกภาระจำนวน 15,083.79 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 25.02 สตางค์ต่อหน่วย) รวมทั้งสิ้นจำนวน 188.41 สตางค์ต่อหน่วย  ซึ่งในภาระดังกล่าวเมื่อไม่ได้รับการทยอยจ่ายคืนตามข้อเสนอรับฟังความคิดเห็นของ กกพ. ที่มี 3 ทางเลือก คือ 1.ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าจาก 4.18 บาทต่อหน่วยเป็น 4.65 บาทต่อหน่วย 2.ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าจาก 4.18 บาทต่อหน่วยเป็น 4.92 บาทต่อหน่วย และ 3.ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าจาก 4.18 บาทต่อหน่วยเป็น 6.01 บาทต่อหน่วย ก็จะถูกยกยอดไปคิดในการคำนวณค่าไฟฟ้างวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2568  ดังนั้นแนวทางการตรึงราคาค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.2567 จึงเป็นเพียงการยกยอดภาระในงวดนี้ไปจ่ายงวดหน้า ซึ่งในที่สุดประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าก็จะต้องเป็นผู้ทยอยจ่ายคืนทั้งหมดบวกด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ทาง กฟผ.ไปกู้สถาบันการเงินมาเพื่อให้มีสภาพคล่องในการรับภาระแทนประชาชนเอาไว้ก่อน

Source : Energy News Center

เปิดร่าง Oil Plan 2024 รับ Net Zero ฉุดความต้องการใช้นํ้ามันลดลงต่อเนื่อง ดัน 4 กรอบการดำเนินงาน สร้างความมั่นคง สนับสนุนใช้พลังงานสะอาดทั้งรถโดยสารอีวี ใช้ก๊าซไฮโดรเจนในรถบรรทุกขนาดใหญ่ พร้อมเริ่มใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนในปี 2569 ขยายท่อส่งนํ้ามันไปเพื่อนบ้าน

แผนบริหารจัดการนํ้ามันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567- 2580 (Oil Plan 2024) ถือเป็นอีกหนึ่งเสาหลักภายใต้แผนพลังงานชาติ (National Energy Plan) ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ ซึ่งร่างแผนดังกล่าวจะปิดรับฟังในวันที่ 12 กรกฎาคม 2567 นี้ ก่อนจะรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะทั้งหมด นำไปประกอบการปรับปรุงแผน Oil Plan 2024 ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ต่อไป

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า (ร่าง) แผนบริหารจัดการนํ้ามันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567-2580 (Oil Plan 2024) ไประเมินถึงถึงทิศทางความต้องการใช้นํ้ามันเชื้อเพลิงโลก มีแนวโน้มลดลง ในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการใช้นํ้ามันสูงสุด (Oil Peak demand) ของประเทศไม่เกินปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) อยู่ที่ประมาณ 148 ล้านลิตรต่อวัน จากปี 2566 ประเทศมีกำลังผลิตอยูที่ 197 ล้านลิตรต่อวัน โดยเมื่อถึงปี 2573 ประเทศจะมีประเทศไทยจะมีกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่ที่ 69 ล้านลิตรต่อวัน

อย่างไรก็ตาม การใช้นํ้ามันยังคงถือเป็นเชื้อเพลิงหลัก แต่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน(Carbon Neutrality) ในปี 2593 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ์เป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี 2608 และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี ที่มาแรง จะส่งผลให้ปริมาณการใช้นํ้ามันในภาคขนส่งมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

ดังนั้น การก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานด้วยความมั่นคง และยกระดับธุรกิจพลังงาน และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การบริหารจัดการนํ้ามันเชื้อเพลิงภายใต้ร่างแผน Oil Plan 2024 จึงมีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น 1.ด้านการบริหารจัดการนํ้ามันเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคงที่จะต้องวางแผนทบทวนรูปแบบ และอัตราการสำรองนํ้ามันเชื้อเพลิงให้มีความเหมาะสม รวมถึงจัดหานํ้ามันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับภาวะวิกฤตด้านนํ้ามันเชื้อเพลิงของประเทศ

2.การบริหารจัดการนํ้ามันเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้มีแนวโน้มลดลง บนเงื่อนไขที่กองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิง จะไม่สามารถอุดหนุนราคาได้ในอนาคต แต่จะพิจารณาใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อลดภาระของประชาชน อาทิ Target subsidy เป็นต้น

ทั้งนี้ จะกำหนดแนวทางดำเนินการ ได้แก่ ภาคขนส่งทางบก จะปรับลดชนิดนํ้ามันกลุ่มดีเซลให้ บี 7 เป็นนํ้ามันดีเซลพื้นฐาน และบี 20 ให้เป็นนํ้ามันดีเซลทางเลือก พร้อมทั้งปรับสัดส่วนการผสมบี 100 ให้เหมาะสมระหว่าง 5-9.9%

อีกทั้ง สนับสนุนการเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี และส่งเสริมให้มีการนำก๊าซไฮโดรเจน มาใช้เป็นเชื้อเพลิงให้กับรถบรรทุกขนาดใหญ่โดยจะเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2578-2580

ขณะที่กลุ่มนํ้ามันเบนซิน จะกำหนดให้แก๊สโซฮอล์ 95 หรือ แก๊สโซฮอล์ E20 เป็นนํ้ามันพื้นฐานของประเทศต่อไป โดยจะยกเลิกการจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ออกไปภายในปี 2568 โดยจะส่งเสริมการนำเอทานอลไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมและการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน(Sustainable Aviation Fuel: SAF)

ภาคขนส่งทางอากาศ จะส่งเสริมการผลิตและการใช้ SAF เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคการบิน มุ่งใช้ศักยภาพวัตถุดิบจากในประเทศ เช่น นํ้ามันปรุงอาหารใช้แล้ว (used cooking oil : UCO) นํ้ามันปาล์มดิบ โดยจะส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี Hydroprocessed Esters and Fatty Acids หรือ HEFA ผสมในนํ้ามันเครื่องบินสัดส่วน 1% ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป และเพิ่มเป็น 2% ในปี 2571 และหลังจากนั้น ปี 2573 จะได้ SAF จากเทคโนโลยี Alcohol to Jet หรือ AtJ ที่ผลิตจากเอทานอลมาเสริม ซึ่งจะช่วยให้สัดส่วนการผสม SAF ขึ้นที่สัดส่วน 3 % และจะเพิ่มเป็น 8 % ในปี 2579 เป็นต้นไป

ส่วนภาคขนส่งทางนํ้า จะส่งเสริมการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงทดแทนสำหรับเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ อาทิ นํ้ามันเตากำมะถันตํ่าที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ (B24 VLSFO) โดยผู้ค้านํ้ามันเชื้อเพลิงของไทยมีแผนจะเริ่มจำหน่าย Bio-VLSFO ในสัดส่วน 24 % (B24) ให้แก่เรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศภายในปี 2568 เป็นต้นไป

3.การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและขนส่งนํ้ามันเชื้อเพลิง โดยจะผลักดัน การขนส่งนํ้ามันทางท่ออย่างเต็มประสิทธิภาพ เช่น การเชื่อนโยงเส้นทางท่อของผู้ประกอบการต่างราย การจัดตั้งหน่วยงานกลาง (Single: Operator) ขึ้นมากำกับดูแล พร้อมทั้งศึกษาการขยายเส้นทางการขนส่งนํ้ามันทางท่อ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการส่งออกนํ้ามันไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และศึกษาแนวทางการปรับปรุงค่าขนส่ง ให้ราคานํ้ามันเท่ากันทั่วทุกภูมิภาค เนื่องจากการขนส่งทางท่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 82% เมื่อเทียบกับการขนส่งทางรถยนต์ โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าเมื่อถึงปี 2580 การขนส่งนํ้ามันทางท่อจะมีสัดส่วน 55% เมื่อเทียบกับการขนส่งนํ้ามันทั้งหมดจากโรงกลั่น จากปี 2565 มีสัดส่วนราว 36 %

4.การส่งเสริมธุรกิจใหม่ในอนาคต เพื่อส่งเสริมการผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานนํ้ามันเชื้อเพลิงให้สามารถปรับตัวจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กรมธุรกิจพลังงานได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจใหม่สำหรับขับเคลื่อนในระดับนโยบายประเทศ ประกอบด้วย ธุรกิจปิโตรเคมีพลาสติกชีวภาพ เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ดีเซลชีวภาพสังเคราะห์ และนํ้ามันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ พร้อมเสนอกลไกการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2570

ทั้งนี้ เมื่อสรุปผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการตาม (ร่าง) แผน Oil Plan 2024 ฉบับนี้คาดว่าในมิติเศรษฐกิจ จะมีเม็ดเงินลงทุนกว่า 113,000 ล้านบาท สามารถช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตไบโอดีเซลและเอทานอลกว่า 71,000 ล้านบาทต่อปี และช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศจากการนำเข้านํ้ามันดิบได้ 59,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนทางด้านมิติสังคมนั้น จะช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร 41,500 ล้านบาทต่อปี และในมิติด้านสิ่งแวดล้อม จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 7.1 ล้านตันต่อปี (mtCO2) เทียบเท่าการปลูกป่าโกงกางขนาด 2.6 ล้านไร่ต่อปี

Source : ฐานเศรษฐกิจ