Zeekr X รถยนต์ไฟฟ้า 100% เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการด้วยราคาค่าตัวเริ่มต้นที่ 1.199 – 1.349 ล้านบาท มาพร้อมกับสเปควิ่งไกลสุด 540 กม./ชาร์จ ชวนมาดูกันว่ารถรุ่นนี้จะน่าสนใจและน่าซื้อแค่ไหน

Zeekr X รถยนต์ไฟฟ้า 100% จากค่าย Geely เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งรถรุ่นนี้มาพร้อมทั้งดีไซน์และออปชั่นจัดเต็ม โดยมาดูกันว่าการที่ Zeekr X เข้ามาจำหน่ายในไทยอาจกลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีหากจะตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสักคันมาใช้งานสักคัน เรามาดูกันที่สเปคกันก่อน

Zeekr X เปิดตัวแล้วในไทย สเปควิ่งไกล 540 กม./ชาร์จ ราคาเริ่มต้น 1.199 ล้านบาท

สเปค Zeekr X

Zeekr X ขนาดตัวรถ ความยาว 4,432 x ความกว้าง 1,836 x ความสูง 1,566 x ระยะฐานล้อ 2,750 (มม.) ซึ่งหากเทียบกับคู่แข่งอย่าง BYD Atto 3 ถือว่าเล็กกว่าไม่มาก 

Zeekr X เปิดตัวแล้วในไทย สเปควิ่งไกล 540 กม./ชาร์จ ราคาเริ่มต้น 1.199 ล้านบาท

Zeekr X รุ่น Standard RWD ขับเคลื่อนล้อหลัง RWD มอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสุด 200 กิโลวัตต์ หรือ 272 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 343 นิวตันเมตร 

แบตเตอรี่ Lithium-ion NCM ความจุ 69 kWh รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC สูงสุด 22 kW และรองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 158 kW

อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 5.6 วินาที ความเร็วสูงสุด Top Speed ทำได้ 190 กิโลเมตร/ชั่วโมง (Locked) ระยะทางวิ่งสูงสุด 540 กม./ชาร์จ (มาตรฐาน NEDC)

Zeekr X เปิดตัวแล้วในไทย สเปควิ่งไกล 540 กม./ชาร์จ ราคาเริ่มต้น 1.199 ล้านบาท

Zeekr X รุ่น Flagship AWD ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กำลังสุด 315 กิโลวัตต์ หรือ 428 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 543 นิวตันเมตร

แบตเตอรี่ Lithium-ion NCM ความจุ 69 kWh รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC สูงสุด 22 kW และรองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 158 kW

อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 3.8 วินาที ระยะทางวิ่งสูงสุด 470 กม./ชาร์จ (มาตรฐาน NEDC)

Zeekr X มาพร้อมช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ MacPherson Strut และช่วงล่างด้านหลังแบบอิสระ 5-Link , ไฟหน้าแบบ Full-LED, ไฟท้ายแบบ LED, หลังคากระจก Panoramic Glass Roof แบบ Fixed ขนาด 1.21 ตารางเมตร, กระจกหน้าต่างแบบป้องกันเสียงรบกวน Privacy Glass, กระจกมองข้างแบบไร้กรอบ, หน้าจอบอกสถานะ บริเวณเสาหลังคา B-Pillar 

Zeekr X มีออปชั่นครบครัน เช่น เบาะนั่งคนขับปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทางพร้อมระบบนวดไฟฟ้า (เฉพาะรุ่น Flagship AWD), หน้าจอชุดมาตรวัด ขนาด 8.8 นิ้ว และหน้าจอกลางระบบสัมผัส ขนาด 14.6 นิ้ว, ชุดเครื่องเสียง พร้อมลำโพง Yamaha Sound System ลำโพง 13 ตำแหน่ง (เฉพาะรุ่น Flagship AWD) และอื่นๆอีกมากมาย

Zeekr X เปิดตัวแล้วในไทย สเปควิ่งไกล 540 กม./ชาร์จ ราคาเริ่มต้น 1.199 ล้านบาท

เทคโนโลยีความปลอดภัยของ Zeekr X มาพร้อมทั้งกล้องความละเอียดสูง 5 ตำแหน่ง, เซ็นเซอร์เรดาร์อัลตราโซนิก 12 ตำแหน่ง, ระบบความปลอดภัยขั้นสูง ADAS 20 รายการ และถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง

Zeekr X เปิดตัวแล้วในไทย สเปควิ่งไกล 540 กม./ชาร์จ ราคาเริ่มต้น 1.199 ล้านบาท

โดย Zeekr X จะมีให้เลือก 5 สี ดังนี้ สีขาว Crystal White, สีเบจ Palace Beige, สีเขียว Pine Green , สีเทา Grid Grey, สีเทา Mist Grey โดยสีภายในจะแตกต่างกันออกไป

ราคา Zeekr X

Zeekr X รุ่น Standard RWD ราคาอย่างเป็นทางการในไทย 1,199,000 บาท

Zeekr X รุ่น Flagship AWD ราคาอย่างเป็นทางการในไทย 1,349,000 บาท

ฟรี ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี, รับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร, รับประกันมอเตอร์และแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร, บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง, บริการ Mobile Service, บริการ Call Center 24 ชั่วโมง

Source : Spring News

นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร หอการค้านานาชาติแห่งประเทศไทย (ICC Thailand) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญกับปัญหาในมุมการเมืองที่ยังค่อนข้างลำบาก ในขณะที่มุมมองเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ก็ยังน่ากังวล แม้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปลายปีนี้ ก็ยังไม่รู้ว่าใครจะมา ส่วนยุโรปดูดีขึ้น ตั้งแต่ที่ European Central Bank (ECB) ได้ลดดอกเบี้ยลง เศรษฐกิจจึงขยับขึ้น และคาดว่าครึ่งปีหลังก็น่าจะขยับอีก 

อย่างไรก็ตาม ประเทศที่น่าจับตาคืออินเดียที่มาแรงมาก เพราะการเมืองนิ่ง จึงมองว่าเวลาทำธุรกิจหากจะส่งออกไปอินเดียก็จะได้อยู่ แต่ปัญหาคือสินค้าไทยกับอินเดียมีความคล้ายคลึงกันมาก จึงต้องกลับมาทบทวนเกี่ยวกับการผลิตสินค้าใหม่เพื่อส่งออกไปยังอินเดีย 

นอกจากนี้ จากนโยบายภาครัฐที่อยากให้ไทยเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ จึงอยากถามว่าคนที่พูดรู้หรือไม่ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ดังนั้น ควรคุยไปในเรื่องของเจนเนอเรทีฟเอไอ ดาต้าเซ็นเตอร์ได้แล้ว แต่จะมีการใช้พลังงานสูงกว่าดาต้าเซ็นเตอร์ถึง 3 เท่า เพราะต้องเจนเนอเรทดาต้าตลอดเวลา เมื่อค่าไฟฟ้าในประเทศไทยยังแพงแบบนี้นักลงทุนจึงไม่มั่นใจที่จะเข้ามาลงทุน 

ทั้งนี้ ตาม(ร่าง) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2567-2580 (PDP2024) ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เมื่อกางแผนดูจะพบว่าปีสุดท้ายแผนไฟสะอาดได้ใส่พลังงานใต้พิภพ 12 เมกะวัตต์ ส่วนตัวมองว่าจะเอามาจากไหน หากดูอินฟราสตรัคเจอร์ประเทศในอาเซียนที่มีโอกาสทำได้ คือ ฟิลิปปินส์แม้จะทำมานานแล้วแต่ก็ยกเลิกเพราะต้องเจาะลงใต้ดิน เกิดต้นทุนสูง

ดังนั้น พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) จึงเหมาะสมที่สุด ด้วยเทคโนโลยีที่ใหม่และความปลอดภัยที่สูงขึ้น การใช้อินฟราสตรัคเจอร์ในการสร้างโรงไฟฟ้าจึงไม่มาก เพราะเทคโนโลยี SMR ได้พัฒนาไปไกลมาก เช่น เมื่อเปิด 1 โรงไฟฟ้า ก็สามารถจ่ายไฟได้ทั่วถึงทั้งจังหวัด ดังนั้น รัฐบาลควรรีบทำ อีกทั้ง จำนวนเบื้องต้น 600 เมกะวัตต์ แค่กทม. ก็ยังไม่พอใช้

“อาจใช้โมเดลให้รัฐบาลลงทุน เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และให้เอกชนหรือผู้รับช่วงต่อจะ 3 หรือ 4 ราย ทำการตลาดเหมือนค่ายมือถือ สุดท้ายประชาชนจะได้ประโยชน์ และสิ่งสำคัญคือ รัฐบาลกล้ารื้อโครงสร้างพลังงานหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ค่าไฟเรายังแพงอันดับ 3-4 ในอาเซียน” 

นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ เวียดนามพยายามกดค่าไฟแต่อินฟราสตัคเจอร์ไม่ดีไฟจึงดับบ่อย เวียดนามจึงจะทำโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ดังนั้น ประเทศไทยก็ควรจะเร่งให้เกิดโดยเร็วและรีบทำความเข้าใจว่าเราอยู่กับนิวเคลียร์มาเกือบ 60 ปีแล้ว ปัจจุบันใช้ในทางการแพทย์ และเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป ก็ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่อาจใช้เกาะมาทดลองเมื่อทำเสร็จก็ลากสายให้ประชาชนในเขตนั้นๆ ได้ทดลองใช้ผ่านการประชาพิจารณ์ว่าใครอยากใช้บ้าง เป็นต้น

“ต้นทุนการก่อสร้างไม่มากกว่าการสร้างเขื่อนแน่นอน และถ้าสอบถามว่าจังหวัดไหนอยากลองก่อนและการันตีว่าค่าไฟถูกกว่าระดับ 1.5-2 บาทต่อหน่วย เชื่อว่าต้องมีจังหวัดที่อยากใช้แน่นอน เช่นจังหวัดที่มีโรงงานจำนวนมากอย่างสมุทรสาคร หรือสมุทรปราการ เป็นต้น ตนจึงอยากชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลเหมือนเขียวว่าได้ทำแล้วและคิดไว้ให้แล้วแต่ก็ไม่ได้คิดที่จะเร่งทำอย่างจริงจัง หรืออาจศึกษาประเทศที่ทำแล้วมาปรับใช้ก็ได้ ปัญหาคือประเทศไทยไม่กล้าที่จะรื้อโครงสร้างพลังงาน” 

Source : กรุงเทพธุรกิจ

อ.วาสนา ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จีน มอง BYD ลดราคากระหน่ำ เพราะจีนอุดหนุนผู้ผลิต EV เยอะ จนผลิตเกินความต้องการ, อเมริกาขึ้นภาษี EV จีนโหดและกะทันหัน จึงเอาสินค้ามาระบายสต็อกลดราคาที่ไทย ฟันธงผู้ซื้อรวมตัวไปต่อรองไม่น่าเป็นผล

ทำไม EV จีนลดราคา?

จากกระแสดราม่า หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ในหลายต่อหลายครั้ง ต่อ BYD ที่เกิดการลดราคาอย่างหนักหน่วง ทำให้ผู้คนนั้น ตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้ แต่ทว่าไม่ได้เกี่ยวกับแค่เฉพาะ BYD แต่รวมไปถึงรถ EV จีนทั้งหมด ว่าทำไมลดราคาเยอะถึงขนาดนี้ ด้าน อ.วาสนา กูรูผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จีน ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Thepeople มองว่า มีประมาณ 3 เหตุผลหลักๆด้วยกัน 

ทำไม EV จีนลดราคา?

รองศาสตราจารย์ ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โพสต์บน X (Twitter) ถึงประเด็น BYD ปรับลดราคารถยนต์ EV อย่างต่อเนื่องในช่วงนี้

EV จีนทำไมลดราคา? เปิด 3 เหตุผลหลักกับ อ.วาสนา ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จีน

อเมริกาขึ้นภาษี EV จีนแบบโหดและกะทันหันมาก

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ บังคับเก็บภาษีรถ EV จากจีน เพราะ สหรัฐฯ ต้องขับรถข้ามรัฐ ดังนั้น หากจะดันตลาดรถ EV ต้องขยายโครงข่าย สาธารณูปโภค (Infrastructure) เพื่อรองรับการเดินทางด้วยรถ EV เนื่องจากอเมริกาใหญ่เป็นประเทศที่ใหญ่มาก ทำให้ EV จึงยังไม่เวิร์ก และซึ่งหากจะลงทุน มันจะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล และอาจได้ไม่คุ้มเสีย รวมไปถึงเรื่อง แบตลิเทียม ที่มันเสื่อมคุณภาพเร็ว ทำให้อาจเกิดเป็นขยะพิษ รวมไปถึงข้อดี-ข้อเสีย และจะเป็นอย่างไร 

จีน subsidize ผู้ผลิต EV เกินความต้องการของตลาด

รัฐบาลจีน subsidize รถ EV หนักมาก บริษัทไหนประกาศว่าจะทำผลิตรถ EV ก็ทำกำไรแล้ว และรู้สึกว่ารัฐบาลจีนหมกหมุ่นแต่จะเอาชนะ Tesla ดังนั้น ปัญหารถ EV ที่เกิดขึ้นไปไม่ถึงผู้นำระดับบน และการตัดสินใจช้าเกินไป เราจึงเห็นภาพสุสานรถ EV จำนวนมาก แถมจีนโดนอเมริกากับสหรัฐ ฯ ขายฝันเรื่อง EV ทำให้รัฐบาลจีนหนุนผลิตรถ EV ออกมาล้นตลาดหวังขายโลกตะวันตก 

ยุโรปไม่ซื้อด้วยหลายสาเหตุ

อเมริกากับยุโรปดันลอยแพ อย่าง อเมริกาบ้านเมืองก็ไม่เหมาะ ส่วนยุโรปมีระบบ Public Transportation ดีอยู่แล้ว รถ EV จึงไม่เวิร์ก และรัฐบาลพยายามขัดขา Tesla และบังคับ Elon Musk ไม่ให้ลดราคา ทำให้คนจีนจะได้ซื้อ BYD มากกว่า หรือแม้แต่หน่วยงานบางที่ก็ห้ามรถ Tesla เข้ามาจอด อีกอย่างจีนผลิตโซล่าเซลล์เยอะมาก แต่คุณภาพต่ำ และใช้ได้แปปเดียวก็พัง และกลายเป็นขยะ ในกรณีนี้ของรถ EV มันก็น่าตั้งคำถาม 

ไทยตั้งรับอย่างไรกับสถานการณ์ที่ EV จีนบุก

เครือ CP จะสนับสนุนโรงงาน EV ในไทย และตั้งแต่รัฐบาลประยุทธ์ก็ให้ Incentive กล่อมว่าไทยจะเป็นฮับ EV ซึ่งทำให้รัฐบาลมองจีนในแง่ดี เพราะเป็นมหามิตร จีนจึงเลือกมาบุกไทย จึงไม่แปลกที่คนไทย หรือคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นิยมบริโภครถ EV จีน แต่กรณีของญี่ปุ่นก็น่าติดตามว่าทำไม Toyota ไม่ทำ EV หรือเขามองออกว่ารถ EV มันไม่เวิร์กในระยะยาวนั่นเอง?

ทั้งหมดนี้ก็เป็น 3 เหตุผลหลักที่น่าจะทำให้ไขข้อข้องใจของชาวเน็ตไปได้บ้าง ไม่มากก็น้อย เกี่ยวกับประเด็นที่ว่า ทำไมรถ EV จีนลดราคามากๆ ยังไงก็ต้องรอติดตามกันต่อไปว่า สถานการณ์ EV จีนจะเป็นอย่างไร จะโดนหั่นราคาแบบสะบัดอีกหรือไม่ ต้องรอติดตาม และสำหรับใครที่ซื้อตอนราคายังไม่ลงก็อย่าเพิ่งวีนฉ่ำกันมากไปนะ เดี๋ยวเสียสุขภาพ

Source : Spring News

กกพ. เสนอ 3 ทางเลือกปรับขึ้นค่าไฟฟ้างวด ก.ย.-ธ.ค. 67 ต่ำสุดคือต้องปรับขึ้นอีก 47 สตางค์ต่อหน่วย พร้อมเปิดรับฟังความเห็นประชาชน วันที่ 12 – 26 กรกฎาคม 2567  ชี้หากให้ กฟผ.แบกรับภาระมากเกินไปเสี่ยงถูกปรับลดเครดิตเรทติ้ง กระทบต้นทุนทางการเงิน ที่ไม่เป็นผลดีต่อต้นทุนผลิตไฟฟ้าในงวดต่อๆไป ในขณะที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ 1,900 ล้านบาทช่วยเหลือค่าไฟกลุ่มเปราะบาง 

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)  เปิดเผยว่า จากแนวโน้มค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลงจากงวดก่อนหน้า 1.29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ (งวด พ.ค. – ส.ค. 2567) เป็น 36.63 บาทต่อเหรียญสหรัฐ การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศและต่างประเทศ และการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินแม่เมาะซึ่งมีต้นทุนราคาถูกมีความพร้อมในการผลิตลดลง และสถานการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวแบบสัญญาตลาดจร (Spot LNG) ในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นจากงวดก่อนหน้า 3.2 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียูตามสถานการณ์ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากกำลังเข้าสู่ฤดูหนาวในช่วงปลายปี ถือเป็นสามสาเหตุหลักซึ่งเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมส่งผลให้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น เมื่อรวมกับการทยอยคืนหนี้ค่าเชื้อเพลิงค้างชำระในงวดก่อนหน้านี้ด้วย จึงส่งผลให้ในช่วงปลายปีนี้อาจจะต้องปรับเพิ่มค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) ขึ้นในระดับ 46.83-182.99 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.7833 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บในงวด ก.ย. – ธ.ค. 2567 จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.65-6.01 บาทต่อหน่วยจากงวดก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 4.18 บาทต่อหน่วย

“ในการพิจารณาค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ “ค่าเอฟที” และค่าไฟฟ้า สำหรับงวดเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2567 กกพ. ตระหนักดีและคำนึงถึงผลกระทบทั้งในส่วนของผลกระทบของค่าไฟฟ้าต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน และความสำคัญในการรักษาไว้ซึ่งความมีเสถียรภาพและความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของประเทศ เพราะนอกจากไฟฟ้าจะเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญในการดำรงชีพแล้ว ไฟฟ้ายังเป็นปัจจัยหลักที่หนุนเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของประเทศ ซึ่งในกระบวนการบริหารจัดการจึงมีเป้าหมายในการรักษาสมดุลทั้งการดูแลค่าครองชีพ และการดูแลคุณภาพ ความมั่นคง ความมีเสถียรภาพ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ในช่วงที่ภาคพลังงานของประเทศยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างเต็มที่” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจัยหลักในการพิจารณาค่าไฟฟ้างวดสุดท้ายของปีนี้ที่เพิ่มขึ้น ยังคงมาจากเรื่องต้นทุนเชื้อเพลิงก๊าซทั้งก๊าซในอ่าวไทย และ Spot LNG นำเข้า ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าที่มีราคาสูงขึ้น เพราะก๊าซทั้งสองแหล่งต่างได้รับผลกระทบจากโครงสร้างต้นทุนของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงต่อเนื่องจากเฉลี่ยอยู่ที่ 36.63 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อต้นปี มาอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ 

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมาภาวะราคา Spot LNG ในตลาดโลกมีการปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติอย่างต่อเนื่องทั้งปริมาณและราคาซึ่งเฉลี่ยอยู่ในระดับ 10 – 12 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และคาดการณ์ว่า ราคาจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2567 ขึ้นมาอยู่ที่เฉลี่ย 13 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เนื่องจากมีปริมาณความต้องการใช้เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาว 

ส่วนปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยกำลังการผลิตได้กลับมาสู่ภาวะปกติแล้วเช่นกัน โดยมีปริมาณการผลิตทุกแหล่งรวมกันเฉลี่ย 2,184 ล้านบีทียูต่อวัน แต่แหล่งก๊าซในเมียนมาร์ยังคงมีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่องอยู่ที่เฉลี่ย 468 ล้านบีทียูต่อวัน จากงวดก่อนหน้านี้อยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 483 ล้านบีทียูต่อวัน ส่งผลให้ต้องมีการนำเข้า Spot LNG เข้ามาทดแทน

ทั้งนี้ ในการประชุม กกพ.ครั้งที่ 28/2567 (ครั้งที่ 913) เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ได้มีมติรับทราบภาระต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจริงประจำรอบเดือน ม.ค. – เม.ย. 2567 และเห็นชอบผลการคำนวณประมาณการค่าเอฟทีสำหรับงวดเดือน ก.ย – ธ.ค. 2567 พร้อมให้สำนักงาน กกพ. นำค่าเอฟทีประมาณการและแนวทางการจ่ายภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. ไปรับฟังความคิดเห็นในกรณีต่างๆ ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 12 – 26 กรกฎาคม 2567 ก่อนที่จะมีการสรุปและประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป ดังนี้  

กรณีที่ 1: ผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft (จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างทั้งหมด) ค่า Ft  ขายปลีกเท่ากับ 222.71 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะเป็นการเรียกเก็บตามผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft ที่สะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน – ธันวาคม 2567 จำนวน 34.30 สตางค์ต่อหน่วย และเงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. จำนวน 98,495 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 163.39 สตางค์ต่อหน่วย) และมูลค่า AFGAS จำนวน 15,083.79 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 25.02 สตางค์ต่อหน่วย) รวมทั้งสิ้นจำนวน 188.41 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. จะได้รับเงินที่รับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 – เมษายน 2567 ในช่วงสภาวะวิกฤตของราคาพลังงานที่ผ่านมา คืนทั้งหมดภายในเดือนธันวาคม 2567 เพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้มีสถานะทางการเงินคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติ จะได้รับเงินคืนส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับภาคไฟฟ้าคืนทั้งหมด ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกที่คำนวณได้กับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 6.01 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 44 จากระดับ 4.18 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน

กรณีที่ 2: กรณีจ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างใน 3 งวด ค่า Ft ขายปลีก เท่ากับ 113.78 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน – ธันวาคม 2567 จำนวน 34.30 สตางค์ต่อหน่วย และทยอยชำระคืนภาระต้นทุนคงค้างที่ กฟผ. กู้เงินมาเพื่อตรึงค่าไฟฟ้าตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 – เมษายน 2567 ออกเป็น 3 งวดๆ ละจำนวน 32,832 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 54.46 สตางค์ต่อหน่วย) และมูลค่า AFGAS จำนวน 15,083.79 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 25.02 สตางค์ต่อหน่วย) รวมทั้งสิ้นเท่ากับ 79.48 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อให้ กฟผ. มีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น สามารถดำเนินการตามแผนชำระคืนหนี้เงินกู้ที่วางไว้เพื่อรักษาระดับความน่าเชื่อถือ และลดภาระดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น โดยคาดว่า ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 จะมีภาระต้นทุนคงค้างที่ กฟผ. รับภาระแทนประชาชนคงเหลืออยู่ที่ 65,663 ล้านบาท ในขณะที่รัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติ จะได้รับเงินคืนส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับภาคไฟฟ้าคืนทั้งหมด ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.92 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 จากงวดปัจจุบัน

กรณีที่ 3: กรณีจ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างใน 6 งวด ค่า Ft ขายปลีก เท่ากับ 86.55 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน – ธันวาคม 2567 จำนวน 34.30 สตางค์ต่อหน่วย และทยอยชำระคืนภาระต้นทุนคงค้างที่ กฟผ. กู้เงินมาเพื่อตรึงค่าไฟฟ้าตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 – เมษายน 2567 ออกเป็น 6 งวดๆ ละจำนวน 16,416 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 27.23 สตางค์ต่อหน่วย) และมูลค่า AFGAS จำนวน 15,083.79 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 25.02 สตางค์ต่อหน่วย) รวมทั้งสิ้นเท่ากับ 52.25 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อให้ กฟผ. มีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น สามารถดำเนินการตามแผนชำระคืนหนี้เงินกู้ที่วางไว้เพื่อรักษาระดับความน่าเชื่อถือ และลดภาระดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น โดยคาดว่า ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 จะมีภาระต้นทุนคงค้างที่ กฟผ. รับภาระแทนประชาชนคงเหลืออยู่ที่ 82,079 ล้านบาท ในขณะที่รัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติ จะได้รับเงินคืนส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับภาคไฟฟ้าคืนทั้งหมด ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.65 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากงวดปัจจุบัน

ดร.พูลพัฒน์  กล่าวในการแถลงข่าวว่า  หากระดับความน่าเชื่อถือหรือเครดิตเรทติ้งของ กฟผ.ถูกปรับลด จะส่งผลให้ต้นทุนการเงินของ กฟผ.สูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในงวดต่อๆไป ส่วนการช่วยเหลือลดผลค่ากระทบไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าเพื่อไม่ให้ค่าไฟฟ้าต้องปรับขึ้นตาม 3 ทางเลือกที่เปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นเรื่องของฝ่ายนโยบาย ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบการจัดสรรงบประมาณจำนวนประมาณ 1,900 ล้านบาท ให้กับกระทรวงมหาดไทย เพื่อจัดสรรต่อให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ในการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าให้กับกลุ่มเปราะบาง 

ทั้งนี้ กกพ. จะเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 12 – 26 กรกฎาคม 2567 ก่อนที่จะมีการสรุปและประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป

นอกจากนี้ ดร.พูลพัฒน์ ยังกล่าวเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าได้ง่ายๆ ตามหลัก 5 ป. ได้แก่ ปลด หรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าเมื่อใช้งานเสร็จ ปิด หรือดับไฟเมื่อเลิกใช้งาน ปรับ อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 26 องศาเซลเซียส เปลี่ยน มาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟเบอร์ 5 และ ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นเพื่อลดอุณหภูมิภายในบ้าน ซึ่งทั้ง 5 ป. จะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของตัวผู้ใช้ไฟฟ้าเองด้วย

Source : Energy News Center

เป้าหมายมุ่งสู่เน็ตซีโร ของ Google อาจจะเป็นไปได้ยาก หลังจากในปี 2566 Google ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แตะระดับ 14.3 ล้านเมตริกตัน เทียบเท่ากับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 38 แห่งปล่อยออกมาในแต่ปี ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการใช้พัฒนาเอไอให้มีความสามารถมากขึ้น

ปัจจุบัน Google บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี พยายามผสานเอไอเข้าไปในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัทมากยิ่งขึ้น ทำให้ต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นในการประมวลผลเอไอ รายงานสิ่งแวดล้อมของ Google ยอมรับว่า ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทเพิ่มขึ้น 48% 

“เมื่อเรารวมเอไอเข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรามากขึ้น การลดการปล่อยก๊าซอาจเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากศูนย์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมหาศาล อีกทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคก็มีเพิ่มขึ้นเช่นกัน” รายงานกล่าว

การผลิตไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้การเผาไหม้ถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งปล่อย “ก๊าซเรือนกระจก” ที่ทำให้โลกร้อน ทั้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทน ส่งผลให้สภาพอากาศเลวร้ายมากขึ้น

ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในศูนย์ข้อมูลของ Google เพิ่มขึ้น 17% ในปี 2566 และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต ตามรายงาน Google ระบุว่าศูนย์ข้อมูลของบริษัทใช้ไฟฟ้าคิดเป็น 10% ของการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกในปี 2566 

เคท แบรนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืนของ Google กล่าวกับสำนักข่าวเอพี ว่า การบรรลุเป้าหมายเน็ตซีโร่ให้สำเร็จภายในปี 2573 ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่ง

“เรารู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายและเราจำเป็นต้องพัฒนาแนวทางต่อไป รวมถึงจัดการกับความไม่แน่นอนอีกมากมาย และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากเอไอ” แบรนท์กล่าว

เอไอใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก

หนึ่งในวิธีที่จะช่วยจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ คือ การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด แต่การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลที่ใช้สำหรับการขับเคลื่อนเอไอในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ กำลังทำให้การเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าสะอาดทั้งหมดทำได้ยากยิ่งขึ้น

ศูนย์ข้อมูลแต่ละแห่งใช้พลังงานมาก ซึ่งยังคงพึ่งพาจากโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก อีกทั้งศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ยังต้องใช้สายส่งไฟฟ้าแรงสูง ใช้น้ำปริมาณมากเพื่อรักษาความเย็นให้คงที่ และทำงานเสียงดังด้วย ดังนั้นศูนย์ข้อมูลจึงถูกสร้างในพื้นที่ที่มีค่าไฟถูกที่สุด ไม่ได้มีพลังงานหมุนเวียน เช่น ลมและแสงอาทิตย์ เป็นแหล่งพลังงานหลัก

ตามรายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA พบว่า ปัจจุบันศูนย์ข้อมูลทั่วโลกใช้ไฟฟ้าประมาณ 1% ของการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมเอไอกำลังเฟื่องฟู IEA ประเมินว่า ความต้องการไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลและเอไอ อาจเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปี 2569

นอกจาก Google แล้ว บริษัทเทครายใหญ่ของโลกอีกหลายแห่งก็ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้นด้วยเช่นกัน ในเดือนพฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา Microsoft ได้เผยแพร่รายงานความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ระบุว่าบริษัทปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซในปี 2563 

บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft กล่าวว่า เอไอจะช่วยต่อสู้กับวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ด้วยการหันไปใช้พลังงานสีเขียวให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้เอไอจะมีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่บริษัทเทคโนโลยีก็กล่าวว่าเอไอของพวกเขาก็ยังช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้เช่นกัน สำหรับในกรณีของ Google เอง เอไอได้เข้ามามีบทบาทในการคาดการณ์น้ำท่วมในอนาคต หรือช่วยหาเส้นทางจราจรที่รถไม่ติด เพื่อช่วยประหยัดน้ำมัน

Google ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบริษัทใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 25,910 กิกะวัตต์ชั่วโมง และมีชั่วโมงการใช้พลังงานมากกว่า 4 ปีที่แล้วถึงสองเท่า ในขณะเดียวกัน Google ก็พยายามใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้นเช่นกัน

ในปี 2566 ศูนย์ข้อมูลและสำนักงานทั่วโลกของ Google ใช้พลังงานที่ปราศจากคาร์บอนโดยเฉลี่ย 64% และศูนย์ข้อมูลของบริษัทสามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่าศูนย์ข้อมูลของบริษัทอื่น ๆ ถึง 1.8 เท่า

เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม Google กำลังพยายามสร้างโมเดลเอไอ ฮาร์ดแวร์ และศูนย์ข้อมูลให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น อีกทั้งบริษัทยังมีเป้าหมายในการใช้พลังงานที่ปราศจากคาร์บอนบนโครงข่ายไฟฟ้าเชื่อมต่อภายในปี 2573

ลิซ่า แซคส์ ผู้อำนวยการศูนย์โคลัมเบียด้านการลงทุนที่ยั่งยืน ให้เครดิต Google สำหรับความทะเยอทะยานและความซื่อสัตย์ในการเปิดเผยข้อเท็จจริง แต่ยังเห็นว่า Google ควรทำอะไรมากกว่านี้ เช่นการร่วมมือกับบริษัทพลังงานสะอาด หรือลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น

“หวังว่า Google จะมาร่วมวงสนทนาการใช้พลังงานสะอาด เพื่อไม่ให้วิกฤติสภาพภูมิอากาศเลวร้ายไปกว่านี้” แซคส์กล่าว


ที่มา: AljazeeraThe GuardianThe Verge
Source : กรุงเทพธุรกิจ