กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดรับฟังความเห็น “(ร่าง) แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567 – 2580 (Oil Plan 2024)” วันแรก เผยสาระสำคัญเตรียมลดชนิดน้ำมันที่จำหน่ายในประเทศลง พร้อมยกเลิกจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ในปี 2568 และอยู่ระหว่างเลือกแก๊สโซฮอล์ 95 หรือ E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ส่วนดีเซลกำหนดให้ B7 เป็นน้ำมันพื้นฐาน พร้อมขยายสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ระหว่าง 5- 9.9% ในอนาคตจ่อดันรถบรรทุกใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจน กำหนดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2578-2580 หนุนส่งเสริมการขนส่งน้ำมันทางท่อให้ถึงสัดส่วน 55% ในปี 2580 และเพิ่มสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ในประเทศให้ได้ 90 วัน หรือ 14,310 ล้านลิตร จากปัจจุบันไทยมีสำรองโดยรวมทั้งหมด 70-75 วัน คาดแผน Oil Plan 2024 ช่วยให้เกิดเม็ดเงินลงทุนกว่า 113,000 ล้านบาท

วันที่ 28 มิ.ย. 2567 กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ได้เปิดเวทีรับฟังความเห็น “(ร่าง) แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567 – 2580 (Oil Plan 2024)” ต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปปรับปรุงแผน Oil Plan 2024 ให้สมบูรณ์ โดยเป็นการเปิดเวทีรับฟังความเห็นในกรุงเทพฯ พร้อมทั้งถ่ายทอดผ่านระบบออนไลน์และออฟไลน์ มีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน นอกจากนี้ ธพ. ยังเปิดรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมผ่านช่องทางแบบสอบถามออนไลน์ (Google Forms) และอีเมล Oilplan2024@gmail.com ตั้งแต่ 28 มิ.ย. – 12 ก.ค. 2567

สำหรับแผน Oil Plan 2024 เป็นหนึ่งใน “แผนพลังงานชาติ (National Energy Plan)” ซึ่งแผนพลังงานชาติ ประกอบด้วย  5 แผนคือ 1. แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2567-2580 (PDP 2024) 2.แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2567-2580 (Gas Plan 2024) 3. แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567 – 2580 (Oil Plan 2024) 4.แผนปฏิบัติการด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2567 – 2580 (AEDP2024) และ 5.แผนปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2567 – 2580 (EEP2024)

สำหรับสาระสำคัญของร่างแผน Oil Plan 2024 ก็คือ จะมีการปรับลดชนิดน้ำมันที่จำหน่ายในประเทศ โดยในส่วนของน้ำมันดีเซลจะกำหนดให้ไบโอดีเซลB7 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐาน และกำหนดสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ระหว่าง 5-9.9% (จากปัจจุบันกำหนดสัดส่วนผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ที่ 6.6-7%) นอกจากนี้ยังให้ดีเซล B20 เป็นน้ำมันทางเลือก และจะสนับสนุนให้รถบรรทุกขนาดใหญ่หันไปใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจน โดยจะเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2578-2580

ขณะที่กลุ่มน้ำมันเบนซินจากปัจจุบันมีจำหน่ายอยู่ 5 ชนิด และอยู่ระหว่างการเลือกว่าจะกำหนดให้แก๊สโซฮอล์ 95 หรือ แก๊สโซฮอล์ E20 เป็นน้ำมันพื้นฐานของประเทศต่อไป ทั้งนี้จะยกเลิกการจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ออกไปภายในปี 2568  ส่วนราคาของแก๊สโซฮอล์ E85 และเบนซิน จะเป็นราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

นอกจากนี้ยังตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการขนส่งน้ำมันทางท่อให้มากขึ้น จากปัจจุบันการขนส่งน้ำมันทางท่อมีสัดส่วนประมาณ 36-39% นอกนั้นเป็นการขนส่งทางรถยนต์ อย่างไรก็ตามในแผน Oil Plan 2024 จะเพิ่มสัดส่วนการขนส่งน้ำมันทางท่อเป็น 45% ในปี 2570 และเป็น 55% ในปี 2580

พร้อมกันนี้จะมุ่งเน้นการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ในประเทศให้ได้ 90 วัน ตามนโยบายรัฐบาล หรือประมาณ 14,310 ล้านลิตร จากปัจจุบันไทยมีการสำรองน้ำมันดิบ 6% และน้ำมันสำเร็จรูป 1% ของการจำหน่าย หรือเท่ากับเป็นการสำรองน้ำมันรวม 25 วัน แต่ยังมีในส่วนของผู้ผลิตที่สำรองไว้อีก 45-50 วัน ทำให้วันนี้ไทยยังมีการสำรองน้ำมันโดยรวมประมาณ 70-75 วัน แต่เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานจะต้องเพิ่มการสำรองเป็น 90 วัน

อย่างไรก็ตามหลังจากรับฟังความคิดเห็นร่างแผน Oil Plan 2024 แล้ว กระทรวงพลังงานจะรวบรวมทั้ง 5 แผนดังกล่าวไว้ในแผนพลังงานชาติ ซึ่งคาดว่าจะจัดทำเสร็จในเดือน ก.ย. 2567 เพื่อเสนอให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.), คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาและนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเห็นชอบและประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีนี้ สถานการณ์การใช้น้ำมันของประเทศไทยจะยังเผชิญกับปัจจัยความไม่แน่นอนและต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งจากการเข้ามาของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า(EV) ที่ในปี 2566 มียอดจดทะเบียนรถ EV เพิ่มขึ้นกว่า 1 แสนคัน แม้ว่าปี 2567นี้ ยอดจดทะเบียนจะลดลงบ้าง แต่เชื่อว่าในระยะยาว รถ EV จะเติบโตมากขึ้น อย่างแน่นอน

อีกทั้ง ยังมีปัจจัยเรื่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่มีสถานะติดลบกว่า 1.1 แสนล้านบาท และตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 กำหนดให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะต้องยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ ทั้งกลุ่มน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และน้ำมันไบโอดีเซล ภายในวันที่ 24 ก.ย. 2567 แต่ยังสามารถขอผ่อนผันได้อีก 2 ปี หรือ ไปสิ้นสุดในวันที่ 24 ก.ย. 2569 ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น กองทุนน้ำมันฯ จะไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้แล้ว ทางกระทรวงพลังงาน จึงต้องกำหนดแผนว่าจะดูแลผู้ประกอบการเอทานอลและไบโอดีเซลอย่างไร

โดยเบื้องต้นได้เตรียมแนวทางผลักดันไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตดุดิบ แต่ก็ต้องมีการลงทุนด้านเทคโนโลยี ซึ่งหากเกิดขึ้นได้ทันภายใน 2 ปีนี้ ก็จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ แต่หากเกิดขึ้นไม่ทันผู้ประกอบการในธุรกิจนี้ก็อาจทยอยล้มหายตายจากไป ก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายนโยบายและผู้ประกอบการจะต้องหาทางออกร่วมกัน

 นอกจากนี้ ในร่างแผน Oil Plan 2024 ยังต้องพิจารณาเรื่องการขนส่งทางท่อ ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐได้พยายามผลักดันให้เกิดการลงทุนและใช้งานมากขึ้น และหากมีการตอบรับที่ดี ในอนาคตก็อาจขยายการขนส่งไปยังหนองคาย และประเทศลาว ซึ่งจะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ลดการเกิดอุบัติเหตุ และเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว แต่ก็ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนด้วย เพื่อส่งเสริมให้เกิดเป็น Single Platform หรือ แพลตฟอร์มการขนส่งแบบไร้รอยต่อ

ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องของ SPR หรือ คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ความสำคัญ และมีเป้าหมายที่จะกำหนดให้สำรองน้ำมันฯ อยู่ที่ 90 วัน ก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณารายละเอียดต่อว่า จะหางบประมาณมาจากส่วนใด การดูแลรักษาเนื้อน้ำมัน และกลไกการบริหารจัดการจะเป็นอย่างใด ก็เป็นเรื่องที่ต้องหารือกันต่อไป

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ร่างแผน Oil Plan 2024 ได้คาดการณ์ทิศทางความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงโลก ที่มีแนวโน้มลดลงในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันสูงสุด ( Oil Peak demand) ของประเทศจะไม่เกินปี พ.ศ. 2573 แต่น้ำมันยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลัก โดยเฉพาะในภาคขนส่ง จึงได้วางกรอบการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้วิสัยทัศน์ “ก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานด้วยความมั่นคง และยกระดับธุรกิจพลังงานเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สาระสำคัญของ (ร่าง) แผน Oil Plan 2024 ทั้ง 4 ด้าน คือ 1. ด้านการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคง กรมธุรกิจพลังงานได้วางแผนทบทวนรูปแบบและอัตราการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความเหมาะสม รวมถึงจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับภาวะวิกฤตด้านน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ

2. ด้านการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง เพื่อบริหารจัดการอุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคขนส่งให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ที่มีแนวโน้มลดลง บนเงื่อนไขที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะไม่สามารถอุดหนุนราคาได้ในอนาคต มีราคาเหมาะสม และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ จึงได้กำหนดแนวทางดำเนินการ ดังนี้

– ภาคขนส่งทางบก  จะปรับลดชนิดน้ำมันกลุ่มดีเซลและกำหนดให้มีเบนซินพื้นฐานที่เหมาะสมกับประเทศ  นอกจากนี้ยังได้เตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบและมาตรฐานเพื่อกำกับดูแลคุณภาพและความปลอดภัยของการนำเชื้อเพลิงไฮโดรเจนมาใช้ในภาคขนส่งที่คาดว่าจะพร้อมใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคต

 – ภาคขนส่งทางอากาศ  จะส่งเสริมการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคการบิน มุ่งใช้ศักยภาพวัตถุดิบจากในประเทศ เช่น น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (used cooking oil : UCO) น้ำมันปาล์มดิบ เอทานอล คาดว่าจะสามารถเสนอให้เริ่มมีสัดส่วนการผสม SAF ที่ 1% ในปี พ.ศ. 2569

– ภาคขนส่งทางน้ำ  จะส่งเสริมการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงทดแทนสำหรับเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ อาทิ น้ำมันเตากำมะถันต่ำที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ (B24 VLSFO) ซึ่งปัจจุบันที่ตลาดสิงคโปร์มีการซื้อขาย B24 (ผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ 24%)

3. ด้านการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง กรมธุรกิจพลังงานได้วางแนวทางปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วยการกำกับดูแลการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปของโรงกลั่นน้ำมัน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการคลังน้ำมัน  ผลักดันการขนส่งน้ำมันทางท่ออย่างเต็มประสิทธิภาพ และส่งเสริมการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง

 4. ด้านการส่งเสริมธุรกิจใหม่ในอนาคต เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงให้สามารถปรับตัวจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ  กรมธุรกิจพลังงานได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจใหม่สำหรับขับเคลื่อนในระดับนโยบายประเทศ ประกอบด้วย ธุรกิจปิโตรเคมีพลาสติกชีวภาพ เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ดีเซลชีวภาพสังเคราะห์ และน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ พร้อมเสนอกลไกการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2570

โดยภาพรวมผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการตาม (ร่าง) แผน Oil Plan 2024 ฉบับนี้ คาดว่าในมิติด้านเศรษฐกิจ จะมีเม็ดเงินลงทุนกว่า 113,000 ล้านบาท สามารถช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตไบโอดีเซลและเอทานอลกว่า 71,000 ล้านบาทต่อปี และช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศจากการนำเข้าน้ำมันดิบได้ 59,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนในมิติด้านสังคมนั้น จะช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร 41,500 ล้านบาทต่อปี และในมิติด้านสิ่งแวดล้อม จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 7.1 ล้านตัน เทียบเท่าการปลูกป่าโกงกางขนาด 2.6 ล้านไร่ต่อปี

Source : Energy News Center

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO สานสัมพันธ์สื่อมวลชน ขยายการสื่อสาร สร้างความเข้าใจ “คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้” ทุกภาคส่วน หวังลดก๊าซเรือนกระจก

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO  คือหน่วยงานหลักที่ส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) และรับรองให้เกิดเป็น “คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)” ของประเทศไทย รวมถึงผลักดันให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มของคาร์บอนเครดิต โดยส่งเสริมกลไกในการนำคาร์บอนเครดิตที่มีมาตราฐานแบบต่างๆ ไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละภาคส่วนที่มีการปล่อยสูงกว่าเป้าหมาย

โดยล่าสุดมีการจัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์ ประจำปี 2567 และงานเสวนา “คาร์บอนเครดิต” คือผลพลอยได้ จากกิจกรรมดูแลป่าของชุมชน มุ่งเน้นให้สื่อมวลชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และสามารถสื่อสารและสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งศึกษาดูงานการดำเนินงานโครงการคาร์บอนเครดิต ผ่านโครงการ T-VER ภาคป่าไม้ ได้แก่ โครงการธนาคารคาร์บอนสีเขียว บ้านท่าลี่ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น

ซึ่งเกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ในชุมชนร่วมกัน ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วิสาหกิจชุมชนธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่ และวิสาหกิจชุมชนธนาคารต้นไม้บ้านแดง ส่งผลให้เกิดเป็นแหล่งเรียนรู้ดูงานด้านการเกษตรผสมผสาน สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

บูม “คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้” TGO ลุยขยายการสื่อสารสร้างความเข้าใจ

และเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียว คุณภาพอากาศดีขึ้นจากการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ รวมทั้งลดค่าใช้จ่าย และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน โดยได้รับเกียรติจาก นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายนิคม แหลมสัก กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านป่าไม้ คณะกรรมการ TGO และ ดร.ณัฐริกา วายุภาพ นิติพน รองผู้อำนวยการ TGO และ รักษาการผู้อำนวยการ TGO ให้การต้อนรับสื่อมวลชนจากสาขาต่างๆ อย่างอบอุ่น

บูม “คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้” TGO ลุยขยายการสื่อสารสร้างความเข้าใจ

ดร.ณัฐริกา วายุภาพ นิติพน รองผู้อำนวยการ TGO และ รักษาการผู้อำนวยการ TGO กล่าวว่า จากเจตนารมณ์ของประเทศไทยที่ประกาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emission) ภายในปี ค.ศ. 2065 โดย TGO เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality/ Net Zero GHG Emissions และการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมให้เกิดการสื่อสารและสร้างการรับรู้การพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคส่วนต่างๆ

บูม “คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้” TGO ลุยขยายการสื่อสารสร้างความเข้าใจ

โดยปัจจัยความสำเร็จเบื้องต้นที่สำคัญคือการสื่อสาร สร้างการรับรู้ ซึ่ง TGO เน้นการสื่อสารเชิงรุกผ่าน Social Media Platform ในรูปแบบต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เรื่องการรับรองคาร์บอนเครดิต โดยเฉพาะโครงการ T-VER ภาคป่าไม้ รวมถึงการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ให้กับภาคประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง อีกทั้งสร้างความตระหนักเรื่องคาร์บอนเครดิตและการซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้กับประชาชน เพื่อลดปัญหา สร้างภูมิคุ้มกัน และป้องกันความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากการถูกหลอกลวง เพื่อเป็นการสนับสนุนและการยกระดับศักยภาพและความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายของประเทศไทยต่อไป

นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการความเสี่ยง เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ จึงมีการจัดทำข้อมูลรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดและมีแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดขอนแก่น

ซึ่งเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2567 – 2573 โดยคณะทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับจังหวัด จังหวัดขอนแก่น และมีการบรูณาการเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคท้องถิ่น/ชุมชน ในการยกระดับการลดก๊าซเรือนกระจก สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทยต่อไป

บูม “คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้” TGO ลุยขยายการสื่อสารสร้างความเข้าใจ

Source : Spring News

ส.อ.ท. ชี้ (ร่าง) AEDP 2024 ขาดความโปร่งใส ทำลายศักยภาพประเทศ ตัดระบบรายได้ของเกษตรกรมากกว่า 1.2 ล้านครัวเรือนย้ำ E20 ต้องเป็นน้ำมันพื้นฐานแทน E10 แนะบูรณาการข้ามกระทรวง เพื่อประโยชน์ ต่อประชาชนส่วนใหญ่ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างแท้จริง

นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จุดยืน ส.อ.ท. ต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมเอทานอล ตาม (ร่าง) AEDP 2024 โดยแก๊สโซฮอล์ E20 ต้องเป็นน้ำมันพื้นฐาน แทน E10 ย้ำนโยบายที่ดีต้องสนับสนุนจุดแข็งของประเทศ บูรณาการข้ามกระทรวง เพื่อประโยชน์ ต่อประชาชนส่วนใหญ่ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างแท้จริง

นายอิศเรศ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2567 ส.อ.ท. ซึ่งเป็นผู้แทนของภาคเอกชน ร่วมกับภาคเกษตรกร และภาคเอกชนต่างๆ เข้าร่วมงานรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก พ.ศ.2567-2580 (AEDP 2024)  ณ โรงแรมปริ้นซพาเลซ กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมแสดงความเห็นในประเด็นเชื้อเพลิงชีวภาพที่มีแนวทางในการปรับลดจากแก๊สโซฮอล์ E20 ลงเหลือ E10 และให้เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐาน

ซึ่งความเห็น ส.อ.ท. ต่อ (ร่าง) AEDP 2024 นั้น ยอมรับว่า กระบวนการจัดทำยังขาดความโปร่งใส จัดทำแบบเร่งรัด ไม่เป็นไปตามเสียงส่วนใหญ่ ขาดการมีส่วนร่วมจากภาคเกษตรกร ภาคการค้า ทำลายศักยภาพของประเทศ ปิดเส้นทางการแข่งขัน ตัดระบบรายได้ของเกษตรกรมากกว่า 1.2 ล้านครัวเรือน เพิ่มโอกาสให้ต่างชาติกดราคาสินค้าเกษตร ทำลายโอกาสในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมเอทานอล

ทั้งนี้ ขัดแย้งยุทธศาสตร์ และแผนพัฒนาของประเทศ  จากการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality ปี ค.ศ. 2050 และ Net Zero ปี ค.ศ.2065 และการพัฒนาเศรษฐกิจโมเดล BCG ควรวาง Roadmap การพัฒนาอุตสาหกรรมเอทานอล ระยะสั้น กลาง ยาว เพื่อปรับไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นอุตสาหกรรมเอทานอลมูลค่าสูง ได้ตามระยะเวลาที่สมเหตุสมผล

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. จึงเสนอ 3 หลัก คือ 1.สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ส่งเสริมอุตสาหกรรมการเกษตรที่เป็นจุดแข็งของประเทศ พัฒนาประสิทธิภาพการเกษตรต้นน้ำ ลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาสินค้า และพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ

ส.อ.ท. ชี้ (ร่าง) AEDP 2024 ขาดความโปร่งใส ยัน E20 ต้องเป็นน้ำมันพื้นฐานแทน E10

2. ส่งเสริมการพัฒนาของอุตสาหกรรมเอทานอลด้วยเศรษฐกิจโมเดล BCG โดยส่งเสริมแก๊สโซฮอล์ E20 สร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรม เปิดเสรีเอทานอลบริสุทธิ์เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาสู่อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพด้วยเศรษฐกิจโมเดล BCG และ ESG สนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero

3. ลดการปลดปล่อยคาร์บอนในปัจจุบันด้วยแก๊สโซฮอล์ E20 พัฒนาเทคโนโลยี และเชื้อเพลิงใหม่ลดการปลดปล่อยคาร์บอนมากขึ้น และส่งเสริมตลาดสินค้าและพลังงานสะอาดด้วย Carbon tax

ทั้งนี้ ตามข้อเสนอ ส.อ.ท. จะช่วยสร้างรายได้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย และมันสำปะหลังกว่า 170,000 ล้านบาทต่อปี กระจายรายได้สู่เกษตรกร 1.2 ล้านครัวเรือน สร้างอำนาจต่อรอง สินค้าเกษตร เป็น Hub ของมันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน ป้องกันการกดราคามันเส้นจากประเทศจีน พัฒนาประสิทธิภาพการเกษตรต้นน้ำ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต (Yield) ต่อไร่ ใช้เทคโนโลยีในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว บริหารจัดการวัตถุดิบ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนเชื้อเพลิงเอทานอล และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องในอนาคต

รวมถึงสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ โดยการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 ที่ผลิตเองในประเทศ เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐาน ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบ 10,493 ล้านลิตร/ปี รวมทั้งสร้างรายได้ต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรม 56,000 ล้านบาท/ปี (กรมธุรกิจพลังงาน) ส่งเสริมการพัฒนาของอุตสาหกรรมเอทานอลด้วยเศรษฐกิจโมเดล BCG

โดยปัจจุบัน จะต้องสร้างตลาดเชื้อเพลิงไว้รองรับ สร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมเอทานอลด้วยแก๊สโซฮอล์ E20 เพื่อให้อุตสาหกรรมอยู่รอด เติบโต ก่อนเปลี่ยนผ่าน ไปสู่อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงด้วยเศรษฐกิจโมเดล BCG

สำหรับระยะเร่งด่วน โดยเปิดเสรีตลาดเอทานอลบริสุทธิ์ เพื่อให้อุตสาหกรรมเอทานอลเชื้อเพลิง ขยายไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง ที่สามารถทำได้ทันที เช่น อุตสาหกรรมยา และเวชภัณฑ์ สารสกัดสมุนไพร เครื่องสำอาง อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เป็นต้น

ในขณะที่อนาคต สามารถพัฒนาสู่อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพใหม่ในระยะ 5 – 7 ปี เร่งพัฒนา และเตรียมความพร้อมทั้งในด้านความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเอทานอล เทคโนโลยีการผลิต มาตรฐานความยั่งยืน ตามแนวทาง ESG

ทั้งนี้ หากไม่สร้างความเข้มแข็ง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันตามข้อเสนออุตสาหกรรมเอทานอลจะมีโอกาสน้อยมากที่จะไปต่อจนถึงการพัฒนาสู่อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพใหม่ได้ ลดการปลดปล่อยมลพิษ และคาร์บอน นำพาประเทศสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero

โดยปัจจุบัน แก๊สโซฮอล์ E20 ลดการปลดปล่อย CO2 3.45 ล้านตัน ลดการปลดปล่อยได้มากกว่าการใช้ E10 0.89 ล้านตัน หรือเทียบเท่ากับการดูดซับของป่าโกงกาง 3.13 แสนไร่ต่อปี (ข้อมูล กรมธุรกิจพลังงาน)

โดยส่งเสริมการพัฒนาและการใช้เทคโนโลยี และเชื้อเพลิงสะอาดใหม่ๆ เช่น Hydrogen ประกาศใช้ Carbon Tax ในอัตราที่เหมาะสม สามารถส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา และขยายตลาดของอุตสาหกรรมสีเขียว สนับสนุนแนวทาง ESG เช่น เชื้อเพลิงเอทานอล เอทานอลสำหรับอุตสาหกรรมยา และเวชภัณฑ์ สารสกัดสมุนไพร เครื่องสำอาง อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และไบโอเอทิลีน (Bio Ethylene) เป็นต้น

Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เตรียมเปิดประชุมพิจารณาราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่จะสิ้นสุดมาตรการตรึงราคา 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ในวันที่ 30 มิ.ย. 2567 ระบุหากขยายเวลาชดเชยราคาต่อ ต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ บัญชี LPG ไปอุ้ม โดยปัจจุบันใช้เงินชดเชย LPG ไปแล้วรวม 47,615 ล้านบาท เหลือเงินอีกเพียง 2,385 ล้านบาท จะเต็มกรอบวงเงินรวม 50,000 ล้านบาท แต่หากไม่ชดเชยราคาต่อ จะส่งผลให้ LPG ปรับราคาขึ้นตามกลไกตลาดโลก  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เตรียมประชุมพิจารณาราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่จะสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาจำหน่ายที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ในวันที่ 30 มิ.ย. 2567 นี้ โดยหาก กบง. มีมติต่ออายุมาตรการดังกล่าวออกไปอีก จะต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในส่วนของบัญชี LPG มาพยุงราคาไว้ แต่หากเลิกการอุดหนุนราคา จะส่งผลให้ราคา LPG ต้องปรับขึ้นตามกลไกตลาดโลก

สำหรับเงินกองทุนน้ำมันฯ ที่จะใช้อุดหนุนราคา LPG นั้น ล่าสุดคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้อนุมัติขยายกรอบวงเงินชดเชยราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) เพิ่มขึ้นอีก 2,000 ล้านบาท (จากเดิมกำหนดกรอบวงเงินไว้ 48,000 ล้านบาท) ส่งผลให้กรอบวงเงินสำหรับชดเชยราคา LPG ปัจจุบันรวมเป็น 50,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้กองทุนฯ ได้อุดหนุนราคา LPG ไปแล้ว 47,615 ล้านบาท และเหลือเงินอุดหนุนราคาได้อีกเพียง 2,385 ล้านบาทเท่านั้น

ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในบัญชี LPG ใช้ชดเชยราคา LPG อยู่ประมาณ 4.74 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ราคาขายปลีกอยู่ที่ 25.87 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ทำให้กองทุนฯ มีเงินไหลออกจากการชดเชยราคา LPG ประมาณ 50.76 ล้านบาทต่อวัน หรือประมาณ 1,522 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่ราคา LPG โลกยังทรงตัวระดับสูงประมาณ 582.50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน

สำหรับการตรึงราคา LPG ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัมนั้น ทาง กบง. ได้เริ่มตรึงราคามาตั้งแต่เดือน มี.ค. 2566 รวมเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว และย้อนไปในช่วงเดือน มี.ค. 2567 กบง. ได้มีมติให้ตรึงราคา LPG ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม เป็นเวลา 3 เดือน ระหว่าง 1 เม.ย.-30 มิ.ย. 2567 นี้ โดยให้กองทุนน้ำมันฯ ชดเชยราคาเฉพาะเดือน เม.ย. 2567 ส่วนเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2567 จะของบกลางจากรัฐบาลมาชดเชยราคาแทน 

แต่ ครม. เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2567 ได้มีมติเห็นชอบให้ตรึงราคา LPG ตามเดิมที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม โดยให้ใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ดูแลเอง ซึ่งหมายถึงรัฐบาลไม่ได้จัดสรรงบกลางมาช่วยตรึงราคา LPG แต่อย่างใด จึงส่งผลให้ เมื่อต้นเดือน พ.ค. 2567 กบน. ต้องมีมติเพิ่มกรอบวงเงินเพื่อใช้ชดเชยราคา LPG เป็น 50,000 ล้านบาทดังกล่าว

ส่วนฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุด ณ วันที่ 16 มิ.ย. 2567 ยังติดลบรวม  -110,711 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบรวม -63,096 ล้านบาท ส่วนบัญชี LPG ติดลบรวม  -47,615 ล้านบาท

โดยกองทุนน้ำมันฯ จะต้องเร่งดำเนินการให้มีเงินไหลเข้ากองทุนน้ำมันฯ มากขึ้น เนื่องจากได้กู้เงินกับสถาบันการเงินรวม 105,333 ล้านบาท เมื่อปี 2565-2566 และจะเริ่มครบกำหนดต้องจ่ายคืนเงินต้นก้อนแรกที่ยืมมา 30,000 ล้านบาท ในเดือน พ.ย. 2567 นี้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า กบน. ได้พยายามปรับขึ้นราคาดีเซลครั้งละ 50 สตางค์ต่อลิตร เพื่อลดภาระการชดเชยราคาลง โดยมีการขึ้นราคาดีเซลรวมไปแล้ว 6 ครั้ง รวมราคา 3 บาทต่อลิตร ขณะเดียวกันก็พยายามแก้ปัญหาลดการชดเชยราคา LPG ลง แต่เมื่อ ครม. ไม่อนุมัติเงินมาช่วย จึงทำให้กองทุนฯ ยังต้องดึงเงินในกองทุนฯ มาพยุงราคาต่อไปก่อน 

Source : Energy News Center

“พลังงาน” ชี้แผน PDP 2024 ดึงเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้ารวมกว่า 1 ล้านล้านบาท  โดยเป็นการลงทุนช่วงก่อนปี พ.ศ. 2573 มากกว่า 650,000 ล้านบาท  

นายประเสริฐ  สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ที่นักลงทุนกังวลต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP 2024) ว่าจะลดความสำคัญของโรงไฟฟ้าหลักจากฟอสซิลนั้น ในความเป็นจริงแล้ว ภาพรวมกิจกรรมการลงทุนในแผน PDP 2024 กระทรวงพลังงานได้เน้นให้เกิดการเลือกใช้เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่สามารถรักษาระดับราคาค่าไฟฟ้าที่มีความเหมาะสมและมีเสถียรภาพในระยะยาว เนื่องจากค่าไฟฟ้าเป็นปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ และแม้ว่าระดับค่าไฟฟ้าไม่ได้สูงขึ้น แต่ก็ไม่ได้ส่งผลให้กิจกรรมการลงทุนในภาคไฟฟ้าลดลงแต่อย่างใด เพราะมีการเพิ่มสัดส่วนการก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีมูลค่าสูงกว่ากิจกรรมการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิล ซึ่งมีข้อสนับสนุนจากข้อมูลการวิเคราะห์การลงทุนจากหน่วยงานด้านพลังงานในต่างประเทศที่ชี้ให้เห็นว่าการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนจะทำให้เกิดเม็ดเงินลงทุนสูงกว่าด้านเชื้อเพลิงฟอสซิล 

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตามแผน PDP ฉบับใหม่ ยังคงมีกิจกรรมการลงทุนในภาคไฟฟ้าตามแผน PDP อย่างต่อเนื่อง จากการลงทุนของโรงไฟฟ้าที่มีข้อผูกพันไว้แล้วและที่จะเปิดรับเพิ่มเติมตามแผนในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2573 มากกว่า 650,000 ล้านบาทประกอบด้วย พลังงานหมุนเวียนประมาณ 13,300 MW คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 525,000 ล้านบาท และการลงทุนโรงไฟฟ้าฟอสซิลประมาณ 5,300 MW คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 125,000 ล้านบาท รวมทั้งการเข้ามาของ​ RE​ ที่มากขึ้นจะ​นำไปสู่โครงสร้างระบบไฟฟ้า​แบบกระจายศูนย์และธุรกิจไฟฟ้ารูปแบบใหม่​ที่จะต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน​ให้สามารถรองรับได้​ ซึ่งก็จะมีอีกแผนคือแผนสมาร์ท​กริดที่จะมารองรับการเปลี่ยนผ่านนี้​ โดยมีแผนงานที่คิดเป็นเงินลงทุนตลอดทั้งแผนอีกประมาณ​ กว่า 400,000 ล้านบาท​

ซึ่งแผนดังกล่าวยังได้ตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และลดก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นไปตามทิศทางของโลกที่สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ตามที่ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายการลดคาร์บอนในระหว่างการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP26) โดยมีเป้าหมายในการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี พ.ศ. 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608

อย่างไรก็ตาม แผนพีดีพี 2024 ที่จะประกาศใช้ได้กำหนดให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นและเร็วขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ โดยนอกจากสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เพิ่มขึ้นยังช่วยให้ค่าไฟฟ้าของไทยมีราคาคงที่ไม่ผันผวนตามราคาเชื้อเพลิงตลาดโลกอีกด้วย 

นอกจากการพิจารณาปัจจัยเรื่องของการใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แผน PDP 2024 ยังจะต้องพิจารณาถึงปัจจัยสำคัญอื่นๆ ได้แก่ โอกาสการเกิดไฟฟ้าดับ โดยพิจารณาจากเกณฑ์ “LOLE” หรือดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ โดยมีมาตรฐานว่าไฟฟ้าจะดับได้ไม่เกิน 0.7 วันต่อปี หมายความว่าแม้จะส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น แต่กระทรวงพลังงานก็ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าด้วย โดยการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติยังถือว่าเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ

สำหรับบทบาทของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) ยังคงมีบทบาทสำคัญในภาคการผลิตไฟฟ้าในฐานะระบบผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed Generation :DG) ที่จะช่วยเสริมความมั่นคง ลดภาระการลงทุนในระบบไฟฟ้า และทำให้การใช้พลังงานในระบบไฟฟ้ามีประสิทธิภาพ โดยในอนาคตภาครัฐก็ยังคงมีแนวทางในการส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบกระจายศูนย์ต่อไป แต่อาจจะต้องปรับแนวทางการผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมของลูกค้า SPP เอง ที่มีแรงกดดันที่จะต้องลดการปล่อย CO2 ตามทิศทางโลกด้วยเช่นกัน โดยภาครัฐต้องส่งเสริม DG ที่เป็นพลังงานสะอาดผ่านนโยบายและกลไกหลากหลายรูปแบบ เช่น การส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าไมโครกริดจากพลังงานหมุนเวียน กลไกการรับซื้อพลังงานสีเขียว การรับซื้อไฟฟ้าแบบ Direct PPA การส่งเสริมเทคโนโลยีทางเลือกใหม่ๆ เป็นต้น

Source : Energy News Center