นี่ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่อีกขั้น เมื่อนักวิจัยชาวออสเตรเลียสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ได้ในตอนที่ “ดวงอาทิตย์ไม่ส่องแสง” แล้ว

กลุ่มนักวิจัยของมหาวิทยาลัย UNSW ได้ทำในสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ให้เกิดขึ้นได้โดยการจับพลังงานของดวงอาทิตย์ในเวลากลางคืนที่อาศัยการแผ่รังสีความความร้อนอินฟราเรดของโลก

ทีมนักวิจัยมาจากสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าโซลาร์เซลล์และพลังงานหมุนเวียน ใช้อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ที่เรียกว่าเทอร์โมเรเดียทีฟไดโอด (thermoradiative diode) เพื่อสร้างพลังงาน โดยตัวไดโอดประกอบด้วยวัสดุชนิดเดียวกับที่พบในแว่นตาที่ใช้มองในเวลากลางคืน

โดยพื้นฐานแล้ว ทีมงานจะทำการดึงพลังงานที่มาจากดวงอาทิตย์ในระหว่างวันซึ่งพลังงานดังกล่าวทำให้โลกของเราอบอุ่น โดยที่โลกจะแผ่พลังงานเดียวกันกลับคืนสู่อวกาศ

งานวิจัยดังกล่าวชื่อว่า “Thermoradiative Power Conversion from HgCdTe Photodiodes and Their Current–Voltage Characteristics” ถูกเผยแพร่ผ่านทาง ACS Publications

แม้ว่าพลังงานที่ผลิตได้จะน้อยกว่าพลังงานที่จ่ายโดยแผงโซลาร์เซลล์ถึง 100,000 เท่า แต่อย่างน้อยการวิจัยนี้ก็เป็นสัญญาณที่ดีที่น่าจะพัฒนาต่อยอดได้ในอนาคต

สิ่งที่พวกเราทำ คือ สร้างอุปกรณ์ที่สามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าจากการปล่อยรังสีความร้อนอินฟราเรด

ตอนนี้ การวิจัยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น อุปกรณ์ในอนาคตอาจสามารถนำมาใช้เพื่อจับเอาพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับที่มากกว่านี้และมีประสิทธิภาพในเชิงพาณิชย์มากกว่านี้

รองศาสตราจารย์ Ned Ekins-Daukes หัวหน้าทีมวิจัยกล่าว

Source : Techoffside.com

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 ได้เห็นชอบข้อเสนอหลักการในการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2565 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 กพช.ได้มีมติเห็นชอบอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2565 ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1) สำหรับผู้ผลิตโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) และผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) จำนวน 34 โครงการ ตามรายชื่อโครงการที่กระทรวงมหาดไทยเสนอกำหนด ปริมาณรับซื้อรวมไม่เกิน 282.98 เมกะวัตต์

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จึงได้ออกระเบียบ กกพ.ว่าด้วยการรับซื้อไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน พ.ศ.2565 ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปและผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2565 และประกาศรับซื้อไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน พ.ศ.2565 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 โดยมีอัตรารับซื้อโรงไฟฟ้าจากขยะชุมชน ดังนี้

1.โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนสำหรับผู้ผลิตขนาดเล็กมาก (วีเอสพีพี) ไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ สำหรับปี 2565 รูปแบบเอฟไอที อัตรา 2.39-5.08 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 20 ปี และได้เอฟไอทีพรีเมียม 8 ปีแรกอีก 0.70 บาทต่อหน่วย

2.โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนสำหรับผู้ผลิตขนาดเล็ก (เอสพีพี) มากกว่า 10-50 เมกะวัตต์ สำหรับปี 2565 รูปแบบเอฟไอที อัตรา 1.81-3.66 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 20 ปี

ขณะที่กระบวนการและกรอบระยะเวลาการรับซื้อไฟฟ้า ดังต่อไปนี้

1.การไฟฟ้าออกประกาศให้ผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้ายื่นคำขอตรวจสอบจุดเชื่อมโยงระบบไฟฟ้า : ภายใน 15 วันนับจากวันที่ กกพ.ออกประกาศฉบับนี้

2.การไฟฟ้าออกประกาศกำหนดรายละเอียด ขั้นตอน สถานที่ ระยะเวลา แบบคำเสนอขอขายไฟฟ้าและเอกสารหลักฐาน รวมทั้ง เงื่อนไขอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรับซื้อไฟฟ้า : ภายในเดือนกรกฎาคม 2565

3.การไฟฟ้าเปิดรับยื่นคำเสนอขอขายไฟฟ้า กรณีปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายมากกว่า 10 เมกะวัตต์ : ยื่นที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
กรณีปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ : ยื่นที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายนับตั้งแต่วันที่การไฟฟ้ามีประกาศเปิดรับยื่นคำเสนอขอขายไฟฟ้า ถึงวันที่ 29 ธันวาคม 2566

4.การไฟฟ้าประกาศรายชื่อผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าที่มีคุณสมบัติและความพร้อมในการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า : ภายใน 60 วัน นับจากวันที่เอกสารครบถ้วน

5.ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า : ในโอกาสแรกที่สามารถทำได้

6.กำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ตามมติ กพช. ในการประชุมครั้งที่ 3/2565 (ครั้งที่ 158) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 : ภายในปี 2568-2569

ทั้งนี้ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย จะดำเนินการประกาศการยื่นคำเสนอขอขายไฟฟ้า รายละเอียด ขั้นตอน สถานที่ ระยะเวลา รวมถึงเงื่อนไขอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

Source : มติชนออนไลน์

รอสเนฟต์ บริษัทพลังงานรายใหญ่ของรัสเซีย แถลงเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ว่า ได้ค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ในทะเลเพโชรา และคาดหมายว่าจะมีน้ำมันอยู่ราวๆ 82 ล้านตัน

แหล่งน้ำมันที่ถูกค้นพบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขุดสำรวจในพื้นที่เมดีนสโก-วารันดีย์สกี “ระหว่างการทดสอบ ได้กระแสน้ำมันไหลออกมาอย่างอิสระ ด้วยอัตราการไหลสูงสุด 220 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน” บริษัทแถลงในวันพุธ (6 ก.ค.) พร้อมระบุว่า “น้ำมันดังกล่าวเป็นน้ำมันเบา กำมะถันต่ำ และความหนืดต่ำ”

รอสเนฟต์ ระบุว่า งานสำรวจในน่านน้ำต่างๆ ของทะเลเพโชรา ได้พิสูจน์ถึง “ศักยภาพด้านน้ำมันที่สำคัญของเขตติมัน-เพโชรา และจะกลายเป็นรากฐานสำหรับการเดินหน้าศึกษาและพัฒนาในภูมิภาคต่อไป”

คำแถลงของรอสเนฟต์ มีขึ้นในขณะที่ตะวันตกพยายามยกระดับกดดันรัสเซีย ตอบโต้กรณีรุกรานยูเครน โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประชุมซัมมิตของกลุ่มจี 7 ตกลงกันที่จะสำรวจความเป็นไปได้ในการออกมาตรการชั่วคราวเพื่อจำกัดราคานำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากรัสเซียที่รวมถึงน้ำมันด้วย เพื่อตัดแหล่งรายได้ของมอสโกที่จะนำไปใช้ในสงครามยูเครน แต่ไม่ได้ระบุเป้าหมายราคาที่จะจำกัด

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ รัฐบาลญี่ปุ่นเสนอจำกัดราคาขายน้ำมันของมอสโกเหลือแค่ครึ่งเดียวของราคาปัจจุบัน ความเคลื่อนไหวที่กระตุ้นให้อดีตประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ ของรัสเซีย ซึ่งเวลานี้ยังคงเป็นที่ปรึกษาใกล้ชิดคนหนึ่งของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน รับตำแหน่งเป็นรองประธานของสภาความมั่นคง ซึ่งทรงอิทธิพลมากของรัสเซีย ออกมาเตือนว่ามัน อาจทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดลดลงและดันราคาทะยานทะลุ 300-400 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

(ที่มา : อาร์ทีนิวส์)

Source : MGROnline

กลุ่มไทยออยล์เตรียมส่งมอบระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาให้โรงพยาบาลแหลมฉบัง เพื่อนำผลประหยัดต่อยอดพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ประชาชนเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านกระแสไฟฟ้าให้โรงพยาบาลเป้าหมาย

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดกำลังการผลิต 80.24 กิโลวัตต์ ให้กับโรงพยาบาลแหลมฉบัง โดยโรงพยาบาลฯ สามารถนำผลประหยัดค่าไฟฟ้ามาดำเนินโครงการต่อยอดสร้างประโยชน์กับสังคม และเพิ่มความสามารถในการให้บริการทางการแพทย์ ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน ทั้งเป็นการส่งเสริมให้โรงพยาบาลใช้พลังงานทางเลือกช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย

โดยผลประหยัดด้านกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากระบบโซล่าเซลล์ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้โรงพยาบาลประหยัดค่าไฟฟ้าประมาณ 4 แสนบาท สามารถนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษากายภาพบำบัดในโครงการธนาคารอุปกรณ์ทางการแพทย์และศูนย์ซ่อมบำรุงดัดแปลงอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อเป็นศูนย์กลางในการดูแลผู้พิการในระดับอำเภอ ที่สามารถมาขอรับบริการ ยืมเปลี่ยนอะไหล่ หรือซ่อมบำรุงและจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับผู้พิการ เช่น เตียง รถเข็น อุปกรณ์ช่วยพยุง เครื่องผลิตออกซิเจน เครื่องดูดเสมหะ เป็นต้น เพื่อให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ถือเป็นการแบ่งเบาภาระด้านงบประมาณของทางโรงพยาบาลและเป็นการเพิ่มทางเลือกในการรักษาของคนไข้อีกด้วย

วิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
วิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

วิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นกลยุทธ์ในการดำเนินกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้แนวคิด “Sustainable Energy for Health Care”โดยการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขต่างๆ ซึ่งทางบริษัทฯได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เช่น โรงพยาบาลเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี โรงพยาบาลธัญญารักษ์ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านห้วยตง จังหวัดนครศรีธรรมราช

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้นำความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของบุคลากรมาบริหารจัดการในเรื่องเทคนิคการออกแบบและติดตั้ง รวมถึงเรื่องของระบบการตรวจสอบ ให้ตรงกับความต้องการของโรงพยาบาลสามารถลดค่าใช้จ่าย นำผลประหยัดจากค่าไฟฟ้ามาต่อยอดช่วยเหลือพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ได้รับโอกาสในการรักษา ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการใช้พลังงานทางเลือกช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กันด้วย

นายแพทย์ราเมศร์ อำไพพิศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแหลมฉบัง กล่าวว่า ไทยออยล์ได้จัดทำโครงการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของประชาชนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์สุขภาพและการเรียนรู้ไทยออยล์ เพื่อดูแลสุขภาพอนามัย โครงการเวชศาสตร์ชุมชน และจัดสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินให้กับโรงพยาบาลแหลมฉบัง

ล่าสุดโครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อนำผลประหยัดมาใช้ประโยชน์ต่อสุขภาพของชุมชน พัฒนาคุณภาพชีวิต ช่วยเสริมงบประมาณที่โรงพยาบาล ได้รับในการดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม ทำให้โรงพยาบาลสามารถขยายผลการดูแลคนไข้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดภาระคนดูแลผู้ป่วย และทำให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวเองและกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น ถือว่าเป็นโครงการที่แก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างเป็นรูปธรรม

ตัวอย่างคนไข้ที่ได้รับโอกาสจากโครงการนี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะขาดโอกาสเข้าถึงการรักษาไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายและการเดินทาง เช่น รายนี้เป็นชายไทยอายุ 46 ปี มาโรงพยาบาลด้วยอาการเวียนศีรษะ แขนขาอ่อนแรงทั้งสองข้าง รักษาตัวในโรงพยาบาล 7 วัน แต่มีปัญหาการทรงตัวในท่ายืน ทางโรงพยาบาลจึงให้การรักษาด้วยการกายภาพบำบัด ซึ่งต้องทำต่อเนื่อง แต่ผู้ป่วยมีปัญหาในการเดินทางที่จะเข้ามารับการฝึกกายภาพบำบัดทางโรงพยาบาลจึงมอบอุปกรณ์ช่วยเดินเป็นไม้เท้า 4 ขา ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการนี้ มาใช้เป็นอุปกรณ์ในการช่วยฝึกยืนและเดิน

หลังออกจากโรงพยาบาลได้ 1 เดือน แพทย์ประเมินแล้วอาการดีขึ้น สามารถยืนทรงตัวและเดินโดย ใช้อุปกรณ์เป็นไม้เท้า 4 ขาได้ดีขึ้น “ไม้เท้า 4 ขา ที่ได้รับมานี้มีประโยชน์อย่างมาก ช่วยฝึกทรงตัว ต้องขอบคุณโครงการนี้ที่ให้โอกาสเข้าถึงการรักษาทำให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น”

โครงการต่อยอดนำผลประหยัดจากการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับโรงพยาบาลแหลมฉบังในครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นประโยชน์ทั้งในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทั้งนี้ ยังเป็นการแบ่งเบาภาระด้านงบประมาณของทางโรงพยาบาลและเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่ในการรักษาของคนไข้ได้ดีเพิ่มมากขึ้นด้วย

Source : MRGOnline

กฟผ. ร่วมมือ สวทช. ผลักดัน EV Ecosystem แบบครบวงจรในประเทศไทย อัพเกรดแล็บทดสอบอุปกรณ์อัดประจุรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) กำลังสูง 150 kW ของศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PTEC สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับผู้ประกอบการหัวชาร์จไฟฟ้าในไทย

วันที่ 7 กรกฎาคม 2565 นายวฤต รัตนชื่น ผู้ช่วยผู้ว่าการ Project Management Office การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายสาธิต ครองสัตย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาธุรกิจ กฟผ. นางเกศวรงค์ หงส์ลดารมภ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ด้านกิจการพิเศษ และ ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) เปิดตัวศูนย์ทดสอบอุปกรณ์อัดประจุรถยนต์ไฟฟ้ากำลังสูงตามมาตรฐาน IEC 61851 ณ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

นายวฤต รัตนชื่น เปิดเผยว่า การร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการผลักดัน EV Ecosystem ในประเทศไทย โดยทั้งสองหน่วยงานภาครัฐที่มีเป้าหมายเดียวกันได้ร่วมมือขับเคลื่อนอนาคตยานยนต์ไฟฟ้าไทย ในการสร้างบรรทัดฐานด้านความปลอดภัยของระบบชาร์จสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าโดยสารสาธารณะ ทั้งบนถนนและแม่น้ำให้ได้ระดับมาตรฐานสากล

สถานีชาร์จจัดเป็นองค์ประกอบหลักของ EV Ecosystem นอกจากต้องมีทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม ปลอดภัย ครอบคลุมพื้นที่การเดินทางแล้ว สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือ “มาตรฐาน” ของสถานีชาร์จที่ต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ  ทั้งยานยนต์ไฟฟ้าทั่วไป และยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง

“กฟผ. จึงได้ร่วมมือกับ สวทช. สร้างความมั่นใจ พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการผลิตหัวชาร์จไฟฟ้าในประเทศ โดยการพัฒนาแล็บทดสอบหัวชาร์จไฟฟ้า ที่มีมาตรฐานสากลรองรับ ณ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จากเดิมที่สามารถทดสอบได้เพียง 60 กิโลวัตต์ ขยายการทดสอบเพิ่มเป็น 150 กิโลวัตต์ เพื่อให้ผู้สนใจผลิตหัวชาร์จไฟฟ้าสามารถนำมาทดสอบเพื่อให้ได้มาตรฐาน

อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาองค์ความรู้การทดสอบเครื่องอัดประจุไฟฟ้าในประเทศไทยด้วย โดยจะเปิดให้บริการทดสอบ 15 กรกฎาคม 2565 นี้ ศูนย์ทดสอบแห่งนี้จะมีประโยชน์ในวงกว้างต่อประเทศชาติ และเป็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมเครื่องอัดประจุไฟฟ้า ส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป” นายวฤต ย้ำในตอนท้าย

ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ กล่าวเสริมว่า จากนโยบายภาครัฐที่ต้องการให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานในการผลิตยานยนต์แบบเดิมและยานยนต์ไฟฟ้าของโลกนั้น  หลายหน่วยงานได้ระดมสรรพกำลัง ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งการผลิตแบตเตอรี่ การประกอบยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ และการนำยานยนต์ไฟฟ้าไปใช้ขนส่งในระบบสาธารณะ  PTEC เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของ กฟผ. ในการสร้างระบบนิเวศน์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) จึงได้ร่วมมือกันพัฒนาแล็บทดสอบดังกล่าวขึ้น

โดยเน้นไปที่การทดสอบหัวชาร์จไฟฟ้าแบบกระแสตรงขนาดใหญ่ 150 กิโลวัตต์ สำหรับการใช้งานของรถโดยสารสาธารณะไฟฟ้า หัวรถลากไฟฟ้า และเรือเฟอร์รี มุ่งหวังลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการในการส่งหัวชาร์จไปรับรองมาตรฐานที่ต่างประเทศ ลดต้นทุนในการผลิต ลดระยะเวลาในการพัฒนา ส่งผลให้ราคาของหัวชาร์จไฟฟ้าไม่สูงมาก สามารถแข่งขันในตลาดได้

นอกจากนี้ สวทช. โดย PTEC ยังให้บริการทดสอบชิ้นส่วนสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้าตามมาตรฐานสากลอีกหลายชนิด ทั้งเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียม โมดูลแบตเตอรี่ของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า แบตเตอรี่แพ็กของยานยนต์ไฟฟ้า การทดสอบประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเบอร์ 5  การทดสอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์ชนิดต่าง ๆ รวมไปถึงการทดสอบความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EV) สำหรับยานยนต์ทั้งคัน PTEC และ กฟผ. พร้อมสนับสนุน EV Ecosystem ของประเทศไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนต่อไป

Source : ประชาชาติธุรกิจ